เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 11 กลับสู่อารีน่าอีกครั้ง(Part 1)

Chapter 11 กลับสู่อารีน่าอีกครั้ง(Part 1)

Chapter 11 กลับสู่อารีน่าอีกครั้ง(Part 1)


Chapter 11  To the Arena Again (Part 1)

เมื่อมันมาถึงการสอบครั้งที่สอง ผมรู้สึกว่าหัวใจของผมหดตัวและรู้สึกหดหู่ใจ แต่หัวใจของผมแข็งแกร่งกว่าตอนแรก นี่เป็นผลมาจากการฝึก.

ในวันแรกผมได้ทำการฝึกอัญเชิญสปิริตและการฝึกยิงโดยให้ซิลปรับมุมลำกล้องให้ก่อนจะยิง. มันก็แค่ให้ซิลเล็งให้ก็เท่านั้น.

สปิริตลม ซิล รู้วิธีในการที่จะเล็งปืนให้โดนเป้าหมาย100%

ดังนั้นผมก็แค่มีหน้าที่แค่ลั่นไกโดยแค่ให้ซิลเป็นคนเล็งให้นิดๆหน่อยๆ

ยิง 100 ตาย100!

ในการยิงปืนและความช่วยเหลือของซิล กลายเป็นว่าผมเป็นนักแม่นปืนมากกว่าหน่วยสไนเปอร์ของกองกำลังพิเศษเสียอีก.

ผมหมายความว่า ไม่ว่าจะอย่างไรเมื่อผมจะลั่นไก ปากกระบอกปืนก็เล็งไปที่เป้าหมายเสียแล้ว.

‘มันเป็นเรื่องที่ดีมากในการที่ได้รับอัญเชิญสปิริตเป็นสกิลหลัก.’

ผมรู้สึกปลอดภัยในการตัดสินใจของผมในการเริ่มต้น คุณสามารถเลือกสกิลหลักได้เพียงอย่างเดียวและไม่สามารถเปลี่ยนได้.

สกิลหลักที่ผมได้เลือกไว้ แค่ครั้งเดียวมันจะเป็นการช่วยเหลือการทดสอบของผมต่อไปเรื่อยๆในอนาคต ดังนั้นการกำหนดสไตล์การต่อสู้ของผมมันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องนี้.

ก่อนอื่นเลยอย่างน้อยๆผมต้องมีแนวทางสองแบบ แต่ผมไม่สามารถมองโลกในแง่ดีได้ วิธีการที่ผมเลือกปืนมาเป็นอาวุธ หมายความว่าการต่อสู้ระยะประชิดของผมจะอ่อนแอมาก.

เมื่อลิงแดงมาอยู่ข้างหน้าผมและผมไม่มีเวลามาใส่ลูกกระสุนก่อนที่ขวานหินกำลังจะพุ่งเข้ามาผมจะสามารถทำอะไรได้ในเวลานั้น?

‘สิ่งที่ดีที่สุดคืออย่าเข้าไปใกล้เป้าหมายจนเกินไปจะเป็นการดีที่สุด.’

ผมต้องหลบซ่อนและต้องไม่โดนจับโดยศัตรู แต่มันจะเป็นไปได้หรือ? ลองคิดย้อนกลับไปในการต่อสู้ครั้งแรก.

สถานที่ของมันเป็นป่า ศัตรูคือลิงแดงที่อาศัยอยู่ที่นั่น มันเป็นอะไรที่เหี้ยพอๆกับสถานที่ที่เจ้าถิ่นที่อยู่ในป่ามานานแล้ว.

เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งมีชีวิตที่จะจับตัวผมได้ในขณะที่ผมแอบตามทางเดินมันเป็นไปไม่ได้ เหมือนกับครั้งแรกที่ศัตรูของผม พบผมก่อนและรอโอกาศที่จะโจมตี

‘ถ้าผมรู้แบบนี้แต่แรกผมคงได้เหรียญตราของนาวี่ซีล* ใครจะคิดว่าผมจะอยู่ในตำแหน่งนั้น?’

(TN: ความจริงแล้วมันพูดถึง ‘หน่วยรบทางทะเล’ ดังนั้นผมเลยคิดว่ามันเป็นกองทัพเรือ.)

ทักษะที่ผมใช้เวลาในการฝึกและรวบรวมมันภายในสองปีไม่ได้ช่วยอะไรเลย.

‘ไม่มีทางอื่นนอกจากว่าผมต้องใช้ซิลอย่างระมัดระวัง.’

ผมเรียกซิลออกมาและถาม.

“ซิล ฟังนะ.”

-เมี๊ยว?

ซิลเคียงหูของเธอไปข้างหน้าเพื่อที่จะได้ฟังคำพูดของผมได้ดียิ่งขึ้น.

หวาา ทุกอย่างน่ารักไปหมด!

“ลองแกล้งทำเป็นว่าคุณกำลังนั่งอยู่บนไหล่.”

-เมี๊ยว

ซิลกระโดดลงมาที่ไหล่ขวาอย่างนุ่มนวล.

รู้สึดว่าหางของเธอมันจะพันไปรอบๆคอของผมจากนั้นก็พูด.

“และจากนนั้นก็มีอะไรสักอย่างที่พยายามจะฆ่าผม ก่อนที่เขาจะเข้ามาหาผมคุณสามารถบอกได้หรือไม่ว่าเขากำลังใกล้เข้ามา?”

-เมี๊ยว!

ซิลพยักหน้าขึ้นลง

“คุณต้องทำอะไรบางอย่างที่ใกล้เคียง?”

ซิลกระโดดลงจากไหล่ของผมและหมุนไปรอบๆเหมือนกับสายฟ้า

หลังจากนั้นซิลก็เขียนตัวเลข200ออกมา.

“200 เมตร?คุณสามารถบอกได้ว่าศัตรูที่อยู่ใกล้ๆทั้งหมดได้ในระยะ200เมตร?”

น่าประทับใจ ถ้ามีซิลมาที่นี่ในการสอบครั้งแรกมันจะสามารถหาลิงแดงพบหรือไม่?

“เอาหล่ะแล้วหลังจากนี้?เราได้เข้ามาในที่อันตรายมากและเพื่อที่จะได้เห็นสิ่งที่อยู่รอบๆตัวผม ผมจะส่งคุณออกไปสอดแนม คุณสามารถสำรวจพื้นที่ได้มากแค่ไหน?”

ซิลเขียนเลข 900.

“900 เมตร? คุณสามารถอยู่ห่างจากผมได้900เมตร?”

-เมี๊ยว

ซิลพยักหน้า.

“คุณกำลังจะบอกว่าคุณไม่สามารถอยู่ห่างจากผมได้เกิน900เมตร?”

-เมี๊ยว

“โอเค.ถ้าระดับการอัญเชิญเพิ่มเป็นไปได้ไหมว่าจะมีระยะทางที่เพิ่มขึ้น?”

-เมี๊ยว

พยักหน้า.

หลังจากนั้นซิลและผมได้พูดคุยกันเพื่อทดสอบเรื่องนี้และได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอัญเชิญสปิริตมากขึ้นเป็นอย่างมาก.

อย่างแรก การเรียกซิลออกมาและส่งเธอออกไปสอดแนมมันไม่ได้ใช้พลังมากและเวลาก็ไม่ได้ลดลง

อย่างที่สอง อย่างไรก็ตามซิลจะมีพลังมากขึ้นเมื่ออยู่กับผม พลังของเธอจะอ่อนแอมากเมื่ออยู่ไกลออกไปกลับกันมันจะแข็งแกร่งมากขึ้นหากอยู่ใกล้ๆผม.

อย่างที่สาม หลังจากใช้เวลาตลอด10ชั่วโมงเพื่อที่จะเรียกเธอได้สองชั่วโมง หมายความว่าทุกๆห้านาทีเธอจะฟื้นพลังของเธอได้1นาที

เราต้องทดลองในชีวิตจริง หลังจากที่อัญเชิญครั้งต่อไป 5นาทีต่อมาผมก็เรียกเธอมาอีกครั้ง.

ซิลถูกเรียกมา1นาทีและหายไปอีกครั้ง.

‘โอเค.ที่อาจจะเป็นการถอดรหัสที่สมบูรณ์แบบ.’

การตรวจสอบ,การสอดแนม,การยิง ผมพึ่งซิลเป็นอย่างมาก.

เหนือ,ใต้,ออก,ตก ซิลสามารถบอกได้ว่าผมต้องเผชิญหน้ากับทิศทางไหน.

และในเวลาสองชั่วโมงมันเป็นจุดอ่อนที่อันตรายมากสำหรับผม แต่มันมีวิธีทีจะฟื้นฟู.ผมจะเรียกซิลออกมาเมื่อตอนที่ผมต้องการเธอ.ไม่ทางเลือกอื่นนอกจากการต่อสู้. แต่ในกรณีอื่นๆผมสามารถเรียกเธอออกมาได้ทุกๆ5นาที.เธอมีเวลาเพียง1นาทีก่อนที่จะต้องรอเรียกเธอใหม่อีกครั้งหลังจากผ่านไปห้านาที.ผมจะต้องอยู่กับซิลเพื่อที่จะไม่ได้ถูกโจมตีและนั่นคือความคิดที่เกิดขึ้น.

ถ้าผมถูกโจมตีภายในห้านาทีที่ซิลไม่ได้ออกมาแลัวสถานการณ์มันจะซับซ้อนเป็นอย่างมาก แต่มันก็มีโอกาศไม่สูงนัก.

ใน60วินาทีที่เธอถูกเรียกผมสามารถให้เธอสอดแนมไปได้เหมือนกัน

ดังนั้นหลังจากคิดถึงสถานการณ์หลายๆแห่งแล้วผมก็เตรียมตัวพร้อมที่จะเข้าสอบครั้งที่สอง โดยทุกๆเช้านอกจากการเดินขึ้นเขาแล้วผมก็ดันพื้น.

และหลังจากออกกำลังกายมาห้าวันมันก็ไม่ยากเท่ากับวันแรกผมคิดว่ามันจะต้องทำได้ดีในเวลาสั้นๆ ความเคยชินจะมาในไม่ช้า

อย่างไรก็ตามการเตรียมความพร้อมทั้งหมดของผมถูกอุปสรรคครั้งใหญ่ มันคือ…

“ลูกชายยย~!”

แม่เข้ามาในห้องของผม ด้วยความตกใจผมปิดแล็ปท๊อปที่ผมได้บันทึกเรื่องนี้และเกี่ยวกับการสอบ.

“หว๋าา นี่ แม่?”

“โอ้ลูกชายกำลังทำอะไรบางอย่างที่รวดเร็ว?”

“โอ้ ไม่มีอะไร.”

และแม่ก็ออกไปพร้อมกับถอนหายใจของเธอออกมา

“ลูกชาย ลูกชาย นี่เธอไม่ได้อยู่ในวัยรุ่นแล้วนะ ต่อไปเธอก็จะอายุ30…”

“อะไรนะ นี่เป็นการเข้าใจผิด! แม่มันไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดนะ…!”

“ฉันรู้ๆ ฉันขอโทษที่ฉันเข้ามาในห้องโดยไม่เคาะประตูลูกชาย.”

“เอ่อ คุณรู้อะไรไหม...ช่างเถอะ อย่างไรก็ตามทำไมวันนี้ถึงยังไม่ไปทำงาน?”

“ลูกชายควรจะมากับแม่เพื่อไปทำงาน.”

“ทำไมต้องไปที่ร้าน? คุณความจำเสื่อมแล้วหรอ?”

“โอ้ ลูกชาย ไอ้คำพูดสวยๆนั่นคืออะไร?.”

ผมยักไหล่ แต่ผมรู้สึกว่าสิ่งที่คาดไว้ว่าจะมาในที่สุดก็ได้เกิดขึ้น.

ลูกชายที่ใช้เวลาหลายปีในการสอบและตอนนี้ก็เกือบจะอายุ30แล้วเขาได้กลับมาบ้านและไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งไปเรื่อยๆ แม่เป็นห่วงทุกๆวัน เพื่อที่จะลากผมเข้าสู่โลกของไก่ทอด

อย่างไรก็ตามระยะเวลาที่เหลือไว้มีแค่5วันเท่านั้น ผมไม่ต้องการใช้5วันสุดท้ายของผมไปกับการทอดไก่.

“แม่รู้ว่าเธอไม่ได้กลับมานานแล้วและต้องการให้พักผ่อนสักครู่ แต่ป้า*เยริมบอกว่าเธอป่วยและไม่สามารถเข้ามาทำงานได้.”

(TN: อาจุนม่า เป็นคำที่ใช้เรียกหญิงกลางคนด้วยความเครารพ.)

ฮึ เธอกำลังผลักผมเข้าสู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางหนี! คิดเกี่ยวกับมัน วิธีที่จะลื่นถไหลออกไปจากสถานการณ์นี้…

ในขณะเดียวกันหลอดไฟบนหัว(ไอเดีย)ก็ดับลง

“แม่ ผู้หญิงที่ร่วมทำงานมากกว่า4ปีและมาทำงานสี่วันต่อสัปดาห์และอีกหนึ่งวันคุณไม่ใช่ว่าจ้างหาคนทำงานชั่วคราวไม่ใช่หรอ?ผมได้ยินมาว่าผู้หญิงคนนั้นต้องการเวลาหกชั่วโมงเนื่องจากเธออายุ60ปี.”

“โอ้ คุณพระ คุณจำได้ด้วยหรอลูกชาย?”

แม่ตกใจ.

“แน่นอนว่าผมจำได้.คุณคงเคยจะได้ยินว่าการจ้างพนักงานพาร์ทไทม์มันจ่ายเป็น6000วอน(ประมาณ $6 USD) และนั่นแหละที่มันน่าเศร้าที่ผมเคยได้ทำ!”

“คุณควรจะจำเกี่ยวกับการเรียนให้มันได้อย่างนี้มั่งนะ.”

ความคิดของผมแน่วแน่.

มันก็เหมือนไอ้เทวดาหนอนด้วงนั่นที่มาบอกว่าชีวิตของผมกำลังตกอยู่ในห้วงอันตราย มันทำให้ผมหัวหมุนแล้วก็หมุน

“อย่างไรก็ตาม ผมจะออกไปที่ร้านและทำงานด้วย ปล่อยให้มันผ่านไปตอนนี้ได้หรือไม่? อย่างน้อยในขณะที่ผมอยู่บ้านผมก็ได้ทำความสะอาดและซักผ้า.”

“ที่จริงแล้ว บ้านของคุณมันก็สะอาดมาตั้งแต่แรกแล้ว ฉันไม่เห็นแม้แต่เส้นผมที่ติดอยู่ที่ฝากรองตรงท่อน้ำทิ้ง.”

“คุณเห็นไหม?ผม (ซิล) ทำความสะอาดได้ดี.”

“เอาหล่ะ ฉันจะปล่อยให่มันผ่านไป แต่ถ้าคุณไม่มาในเดือนถัดไปคุณจะไม่ได้เบี้ยเลี้ยง โอเคไหมลูกชาย?”

“ครับ คุณนาย.”

แม่ผมออกไปทำงานและผมก็ถอนหายใจลึกๆ

ผมมีเรื่องมากมายในการเตรียมตัวสอบของผม.


สามารติดตามทัดท้วงได้ที่ >>เพจ<<

จบบทที่ Chapter 11 กลับสู่อารีน่าอีกครั้ง(Part 1)

คัดลอกลิงก์แล้ว