- หน้าแรก
- พลิกวิกฤตไอดอลตกอับ สู่เศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งญี่ปุ่น
- บทที่ 210 - แผนลับลวงพราง
บทที่ 210 - แผนลับลวงพราง
บทที่ 210 - แผนลับลวงพราง
บทที่ 210 - แผนลับลวงพราง
★★★★★
หลิวเสี่ยวลี่?
ชื่อนี้ทำให้ฮานิว ฮิเดกิถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
คงไม่บังเอิญขนาดมาเจอคุณแม่ของนางฟ้าองค์นั้นในโลกอนาคตหรอกมั้ง
"ผมทราบแล้วครับ"
ฮานิว ฮิเดกิตอบรับ
เขาอาศัยจังหวะที่พูดคุยพิจารณาหน้าตาของอีกฝ่ายอย่างละเอียด
ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ชื่อของเธอจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
ยิ่งไปกว่านั้นหญิงสาวตรงหน้ายังดูเด็กมาก
ในชาติก่อนเขาสนใจแต่นางฟ้าผู้เป็นลูก ส่วนคุณแม่ของนางฟ้าเขาเคยเห็นแค่รูปถ่ายไม่กี่ใบ
ตอนนั้นอีกฝ่ายก็อายุมากแล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เชื่อมโยงใบหน้าของคนทั้งสองเข้าด้วยกันเลย
แต่พอมาดูตอนนี้ก็พบว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับภาพในความทรงจำอยู่จริงๆ
หลิวเสี่ยวลี่คล้ายจะสังเกตเห็นสายตาของฮานิว ฮิเดกิ
ใบหน้าขาวเนียนงดงามของเธอจึงปรากฏริ้วรอยแดงระเรื่อ
"คุณฮานิวมีอะไรหรือเปล่าคะ"
"ผมแค่อยากทิ้งช่องทางการติดต่อเอาไว้น่ะครับ เดือนนี้ผมคงจะอยู่ที่อเมริกาตลอด หากคุณหลิวมีเรื่องอะไรให้ช่วยก็ติดต่อมาได้เลยนะครับ"
ฮานิว ฮิเดกิพูดพลางยื่นนามบัตรให้
ขณะเดียวกันซาวางุจิ ยาสุโกะที่แพ็กเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็เดินตามหาฮานิว ฮิเดกิมาจนถึงหน้าร้านหลุยส์ วิตตอง
เมื่อเห็นฮานิว ฮิเดกิอยู่ข้างในเธอจึงเอ่ยถาม "ฮานิวคุงมาทำอะไรตรงนี้คะ"
ได้ยินเสียงของซาวางุจิ ยาสุโกะ ฮานิว ฮิเดกิก็บอกลาเหล่าหญิงสาว "ผมไม่รบกวนเวลาเดินเล่นของทุกคนแล้ว ลาก่อนครับ"
"ลาก่อนค่ะคุณฮานิว"
"ขอบคุณที่ช่วยเหลือนะคะคุณฮานิว"
"อีกสองวันพวกเรามีแสดง คุณฮานิวต้องมาดูให้ได้นะคะ"
เหล่าหญิงสาวต่างพากันขอบคุณและกล่าวลาฮานิว ฮิเดกิ
หลังจากเห็นฮานิว ฮิเดกิเดินออกจากร้านและจากไปพร้อมกับซาวางุจิ ยาสุโกะ
พวกเธอก็อดไม่ได้ที่จะซุบซิบนินทากันเบาๆ
"พวกเธอเห็นผู้หญิงคนนั้นไหม สวยมากๆ เหมือนหลุดออกมาจากภาพวาดเลย"
"นั่นสิ เธอคิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นอะไรกับคุณฮานิวเหรอ"
"จะเป็นอะไรได้ล่ะ ก็ต้องเป็นแฟนกันน่ะสิ"
"อาจจะเป็นแค่เพื่อนกันก็ได้นะ ก่อนหน้านี้ฉันเคยอ่านข้อมูลที่นักข่าวหลี่รวบรวมมา นักเขียนฮานิวคนนี้เลิกกับแฟนไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้ยังโสดอยู่เลย"
"ฉันเห็นในข้อมูลของนักข่าวหลี่มีการจัดอันดับเศรษฐีญี่ปุ่นด้วย เขาบอกว่าปีที่แล้วคุณฮานิวหาเงินได้ตั้งสิบล้านหยวนเชียวนะ ไม่งั้นเขาจะซื้อกระเป๋าใบนั้นได้อย่างง่ายดายแบบนี้เหรอ"
"สิบล้าน! นั่นมันเงินตั้งเท่าไหร่กันเนี่ย!"
"อายุน้อยแถมยังหล่อแล้วก็รวยอีก ถ้าฉันได้เป็นแฟนเขาก็คงจะดี"
"หน้าตาแบบเธอยังกล้าหวังจะเป็นแฟนเขาอีก เลิกฝันเถอะ ถ้าเป็นเสี่ยวลี่ยังพอว่า"
"ใช่แล้ว เสี่ยวลี่ของพวกเราสวยไม่แพ้ผู้หญิงญี่ปุ่นคนเมื่อกี้เลยนะ"
"เขาทั้งซื้อกระเป๋าให้แถมยังให้นามบัตรอีก ไม่แน่อาจจะสนใจเสี่ยวลี่จริงๆ ก็ได้นะ"
"ผู้ชายที่เคยตามจีบเสี่ยวลี่เมื่อก่อนไม่มีใครเทียบนักเขียนใหญ่คนนี้ได้เลยสักคน เสี่ยวลี่อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปเชียวล่ะ"
"พวกเธอนี่..."
เมื่อเผชิญกับการหยอกล้อของเพื่อนๆ หลิวเสี่ยวลี่ก็อยากจะเถียงกลับแต่ก็สู้แรงเพื่อนปากหอยปากปูไม่ไหว
อีกทั้งคำหยอกล้อของเพื่อนๆ ก็ทำให้เธออดนึกถึงใบหน้าของฮานิว ฮิเดกิไม่ได้
ความเขินอายที่ผุดขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูกทำให้ตอนที่เธอเถียงกลับนั้นเสียงเบาลงอย่างไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกันบนรถที่ฮานิว ฮิเดกิกำลังนั่งกลับโรงแรม
ซาวางุจิ ยาสุโกะถามด้วยความสงสัย "ทำไมจู่ๆ ฮานิวคุงถึงไปร้านข้างๆ ล่ะคะ แล้วทำไมถึงมีผู้หญิงเยอะแยะเลย"
"พวกเธอคือนักแสดงจากโชว์ร้องเต้นที่เราไปดูที่ซานฟรานซิสโกก่อนหน้านี้ไงครับ เมื่อกี้..."
ฮานิว ฮิเดกิไม่ได้ปิดบัง เขาเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้เธอฟัง
ซาวางุจิ ยาสุโกะฟังจบก็ไม่ได้คิดมากอะไรเรื่องที่ฮานิว ฮิเดกิเข้าไปช่วยเหลือนักเต้นเหล่านั้น
แต่กลับพูดด้วยความโกรธแค้นแทนว่า "ต้องเป็นฝีมือพนักงานขายคนนั้นแน่ๆ ถึงแม้ว่าหนังแกะจะไม่ค่อยทนทานแต่ก็ไม่ได้แปลว่าแค่ลูบไม่กี่ครั้งจะเป็นรอยสักหน่อย ฮานิวคุงกับพวกเธอควรจะแจ้งความไปเลยนะคะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของซาวางุจิ ยาสุโกะ ฮานิว ฮิเดกิก็อธิบาย
"ถ้าแจ้งความมันจะเสียเวลามาก อีกอย่างที่นี่คืออเมริกา ผมไม่คิดว่าการแจ้งความจะเป็นผลดีต่อพวกเราหรอกครับ"
หลังจากอธิบายจบไม่นานพวกเขาก็กลับถึงโรงแรม
และเริ่มเตรียมตัวก่อนไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ
การแต่งตัวของฮานิว ฮิเดกินั้นค่อนข้างเรียบง่าย
ตรงกันข้ามกับซาวางุจิ ยาสุโกะที่ต้องใช้เวลาแต่งตัวนานกว่า
กว่าจะเตรียมตัวเสร็จเวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบจะทุ่มนึงแล้ว
แต่เมื่อซาวางุจิ ยาสุโกะเดินออกมาจากห้องนอนในห้องสวีต ฮานิว ฮิเดกิก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งสมอง เขาคิดว่าต่อให้เสียเวลาแต่งตัวนานกว่านี้อีกสักหน่อยก็ไม่เป็นไร
หลังจากที่หญิงสาวสวมชุดเดรสสีดำตัวเล็ก ผิวพรรณที่ขาวผ่องอยู่แล้วก็ยิ่งดูขาวเนียนนุ่มขึ้นไปอีก
เรียวขาคู่สวยใต้ชายกระโปรงขยับไขว้กันไปมาคล้ายกับทำตัวไม่ถูก เมื่อประกอบกับรองเท้าส้นสูงปรี๊ดก็ยิ่งเพิ่มความเซ็กซี่ให้กับความสง่างาม
บวกกับใบหน้าที่งดงามเป็นทุนเดิม เมื่อแต่งหน้าเข้มขึ้นเล็กน้อย
ความน่ารัก ความเย้ายวน และความเซ็กซี่ก็ผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ช่างดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจจนแทบจะหยุดหายใจ
ฮานิว ฮิเดกิเพิ่งเคยเห็นหญิงสาวในลุคนี้เป็นครั้งแรก เขาจะไปสนงานเลี้ยงอะไรอีก จึงพุ่งเข้าไปกอดหญิงสาวแล้วจูบอย่างดูดดื่ม
"อย่าค่ะฮานิวคุง เดี๋ยวจะสายเอานะคะ"
"ไม่เป็นไรหรอก งานเลี้ยงสานสัมพันธ์แบบนั้นเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์จะไปหรือไม่ไปก็ไม่มีใครสนใจหรอก"
"แต่ชุดจะยับเอานะคะ"
"ไม่เป็นไร คุณก็ใช้..."
และก็เป็นไปตามคาดเมื่อฮานิว ฮิเดกิพาซาวางุจิ ยาสุโกะมาถึงโรงแรมเอ็มจีเอ็มแกรนด์ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน งานเลี้ยงอาหารค่ำก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ฮานิว ฮิเดกิเดินไปที่ห้องโถงจัดงานภายใต้การนำทางของบริกร เขายื่นบัตรเชิญ เซ็นชื่อแล้วเดินเข้าไปด้านใน
ซาวางุจิ ยาสุโกะเห็นว่าข้างในมีคนไม่น้อยจึงกระซิบถามฮานิว ฮิเดกิ "ฮานิวคุง คุณดูสิคะว่าฉันเติมลิปสติกเรียบร้อยหรือยัง"
"เมื่อกี้ก็ถามไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ สวยเพอร์เฟกต์มากครับ"
"ฮานิวคุงบ้าที่สุด ชอบทำให้ฉันต้อง..."
"หยุดเลยครับ สถานที่แบบนี้อย่าพูดอะไรแปลกๆ ออกมานะ" ฮานิว ฮิเดกิรีบพูดแทรก
ขณะที่ฮานิว ฮิเดกิและซาวางุจิ ยาสุโกะกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่
ชายวัยสามสิบต้นๆ ที่มีไฝอยู่ทางซ้ายของจมูกก็เดินตรงเข้ามาหาฮานิว ฮิเดกิ
"อาจารย์ฮานิว ไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นตัวแทนของเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์มาร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำด้วยตัวเอง"
ระหว่างที่ชายคนนั้นพูดเขาก็สังเกตเห็นซาวางุจิ ยาสุโกะที่ยืนอยู่ข้างฮานิว ฮิเดกิเช่นกัน
ความสวยของหญิงสาวทำให้ชายคนนั้นต้องแอบมองด้วยความชื่นชม
แต่การจ้องมองคู่ควงของคนอื่นถือเป็นเรื่องเสียมารยาท ชายคนนั้นจึงมองแค่แวบเดียวแล้วเบือนหน้าหนี
อีกทั้งในสายตาของเขาผู้หญิงสวยก็เป็นแค่เครื่องประดับเท่านั้น
คนที่สำคัญจริงๆ คือฮานิว ฮิเดกิต่างหาก
ตามวิถีชีวิตของเศรษฐีญี่ปุ่น ในเมื่อฮานิว ฮิเดกิไม่ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ เขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนัก
"สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณคือ..." ฮานิว ฮิเดกิไม่รู้จักชายคนนี้
"ขอโทษทีครับ ลืมแนะนำตัวไปเลย ผมชื่อคุตารางิ เคน มาจากแผนกวิจัยและพัฒนาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคของโซนี่ บัตรเชิญของเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ก็เป็นผมเองที่ส่งคนเอาไปให้"
คุตารางิ เคนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
"ภรรยาของผมเป็นแฟนคลับของอาจารย์ฮานิว เธอซื้อผลงานของคุณทุกเรื่องเลยครับ ลูกชายของผมก็ต้องฟังนิทานภาพของอาจารย์ฮานิวก่อนนอนทุกคืนเลย"
"คุณคุตารางิ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับที่ผลงานของผมเป็นที่ชื่นชอบของครอบครัวคุณ"
ฮานิว ฮิเดกิตอบอย่างถ่อมตัว
แต่ตอนที่พูดเขากลับอดไม่ได้ที่จะจ้องมองอีกฝ่ายอีกหลายๆ ครั้ง
นามสกุลพิเศษแบบนี้ต้องไม่ผิดแน่
ชายวัยสามสิบต้นๆ ตรงหน้าเขาน่าจะเป็นผู้กุมบังเหียนของเครือโซนี่ในอนาคต ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น 'บิดาแห่งเครื่องเพลย์สเตชัน' คุตารางิ เคน นั่นเอง
ไม่คิดเลยว่าตอนกลางวันในงานนิทรรศการจะได้รู้จักกับบิดาแห่งแฟลชเมมโมรีในอนาคต
พอตกดึกมาร่วมงานเลี้ยงก็มาเจอว่าที่ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มโซนี่และผู้สร้างเครื่องเพลย์สเตชันเข้าให้อีก
แถมครอบครัวของคนทั้งสองยังเป็นแฟนคลับของเขาอีกต่างหาก
ดูเหมือนว่ายิ่งชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นและสถานะสูงขึ้นเท่าไหร่
โอกาสที่จะได้พบกับคนดังในความทรงจำก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่เรื่อง "นกเค้าแมวใต้แสงจันทร์" ได้รับรางวัลเหรียญเคตกรีนอะเวย์
ตามรายงานของสำนักพิมพ์โชงากูกัง นิทานภาพของเขาก็เริ่มขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในฝั่งยุโรปและอเมริกาแล้ว
ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะได้เจอแฟนคลับที่เป็นคนดังฝั่งยุโรปหรืออเมริกาก็ได้
คุตารางิ เคนทักทายฮานิว ฮิเดกิอย่างสุภาพและแจ้งให้เขาทราบว่าในอีกครึ่งชั่วโมงจะมีตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศมากล่าวสุนทรพจน์ที่ห้องโถง ก่อนจะขอตัวลากลับไป
เวลาหลังจากนั้นฮานิว ฮิเดกิก็พาซาวางุจิ ยาสุโกะเดินเล่นไปรอบๆ งานเลี้ยง
ถึงแม้ว่าเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์จะมีทามาก็อตจิที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งก็ยังมองว่าเป็นแค่บริษัทเล็กๆ ที่ไม่น่าสะดุดตาเท่านั้น
ในญี่ปุ่นรายได้ที่ปรากฏให้เห็นภายนอกไม่ได้เป็นตัวแทนถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของบริษัท
เมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้ที่มีธุรกิจครอบคลุมหลากหลายสาขา มีการผูกขาดในระดับหนึ่ง และมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่คอยให้การสนับสนุน
รากฐานของเครืออุนโจนั้นยังตื้นเขินเกินไป
ทว่าในตอนที่ฮานิว ฮิเดกิกำลังพูดคุยแลกเปลี่ยนในงานเลี้ยง เขากลับไม่โดนใครเมินเฉยเลย
ทุกคนต่างก็กระตือรือร้นที่จะผูกมิตรกับเขา
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าประการแรก ภูมิหลังของฮานิว ฮิเดกิได้รับการยอมรับจากกลุ่มอิทธิพลในประเทศ
ในฐานะเศรษฐีหน้าใหม่ ฮานิว ฮิเดกิไม่ใช่ผู้อพยพจากต่างแดน
อย่าดูถูกเรื่องนี้เชียว
ในยุคหลังยานาอิ ทาดาชิและซุนเจิ้งอี้ถึงแม้จะผลัดกันครองตำแหน่งเศรษฐีอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น
แต่เพราะว่ามีเชื้อสายต่างด้าว พวกเขาจึงไม่เคยได้รับการยอมรับจากกลุ่มอิทธิพลในญี่ปุ่นเลย
ประการที่สองก็คือสถานะของฮานิว ฮิเดกิในฐานะนักเขียนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน
ความชื่นชอบของประชาชนชาวญี่ปุ่นที่มีต่อฮานิว ฮิเดกิพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนหลังจากที่เขาได้รับรางวัลเหรียญเคตกรีนอะเวย์
บทความวิจารณ์สังคมเกือบทุกชิ้นที่ฮานิว ฮิเดกิตีพิมพ์มักจะจุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างร้อนแรงในหมู่ประชาชนและมีอิทธิพลอย่างมหาศาล
ใครจะหาเรื่องใส่ตัวด้วยการไปล่วงเกินคนแบบนี้กันล่ะ
ดูอย่างบริษัทที่เป็นคู่แข่งของเครืออุนโจสิ พวกเขาไม่เคยเอ่ยถึงฮานิว ฮิเดกิในเวทีการแข่งขันทางธุรกิจเลย
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฮานิว ฮิเดกิมักจะทำตัวโลว์โปรไฟล์และไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัท
และอีกส่วนหนึ่งก็คือพฤติกรรมที่ชอบธรรมของเขาและไม่เคยล้ำเส้นประชาชน
อะไรนะ
คุณบอกว่าตั้งแต่ฮานิว ฮิเดกิเดบิวต์มาก็มีข่าวฉาวว่อนไปหมดงั้นเหรอ
แถมยังมีเรื่องซุกกิ๊กไว้อีก ถึงแม้ว่าอุนโจเอย์กะจะคอยตามลบข่าวแต่ก็ยังมีหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์คอยเต้าข่าวอยู่ดี
แบบนี้เรียกว่าพฤติกรรมชอบธรรมงั้นเหรอ
ถูกต้องแล้วล่ะ ถ้าเป็นฮานิว ฮิเดกิ เรื่องแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการวางตัวที่ถูกต้อง
สังคมญี่ปุ่นมักจะใจกว้างกับคนที่มีพรสวรรค์อยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นฮานิว ฮิเดกิไม่ได้ทิ้งลูกทิ้งเมีย และไม่ได้เข้าไปพัวพันกับความสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรม
แค่มีชีวิตรักที่หวือหวาไปหน่อย แบบนี้จะเรียกว่าเป็นข่าวฉาวได้อย่างไร
ประชาชนไม่เพียงแต่ไม่คิดว่ามันเป็นข่าวฉาว
แต่ยังรู้สึกว่าฮานิว ฮิเดกิก็มีกิเลสตัณหา ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบจนดูเฟก เขาเองก็เป็นแค่คนธรรมดาเหมือนกับพวกเขานี่แหละ
อีกอย่างหลังจากที่ฮานิว ฮิเดกิโด่งดัง เขาก็ไม่ได้ทำตัวหยิ่งยโสหรือวางอำนาจบาตรใหญ่ เขายังคงต้อนรับแฟนคลับด้วยความอบอุ่นและถ่อมตัวอยู่เสมอ
แถมยังขยันขันแข็งในการสร้างสรรค์ผลงาน มีผลงานออกมาให้เห็นทุกปี
สไตล์ผลงานก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น มักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวและการเติบโตซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไป
และเพื่อเป็นการตอบแทนแฟนคลับ เขายังจัดงานแจกลายเซ็นทั่วประเทศญี่ปุ่นทุกปีอีกด้วย
นักเขียนคนอื่นๆ ในญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงพอๆ กับฮานิว ฮิเดกิไม่มีใครทำได้ขนาดนี้เลย
และทุกครั้งที่ฮานิว ฮิเดกิตีพิมพ์บทความวิจารณ์สังคม เขาก็ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องที่มันดูยิ่งใหญ่เกินไป แต่มักจะนำเสนอมุมมองของคนธรรมดาและเป็นกระบอกเสียงให้กับคนเหล่านั้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาประชาชนชาวญี่ปุ่นมองฮานิว ฮิเดกิ
เหมือนกับได้เห็นลูกหลานของตัวเองผ่านพ้นอุปสรรคความยากลำบาก เติบโตขึ้นมาพร้อมกับรักษาความดีเอาไว้ได้ และกลายมาเป็นนักเขียนชื่อดังระดับโลกในท้ายที่สุด
ความรู้สึกผูกพันและชื่นชมที่เกิดจากการเฝ้าดูการเติบโตมาตลอดทางนี้ มันยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมประชาชนชาวญี่ปุ่นถึงชอบติดตามข่าวสารทุกเรื่องที่เกี่ยวกับฮานิว ฮิเดกิ
แม้แต่ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มาร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำนี้ก็เถอะ
ส่วนใหญ่ก็ชื่นชมฮานิว ฮิเดกิกันทั้งนั้น
บางคนแลกนามบัตรเสร็จแล้วยังขอให้ฮานิว ฮิเดกิเซ็นชื่อให้ครอบครัวหรือลูกๆ พร้อมกับขอให้เขาเขียนข้อความให้กำลังใจด้วย
สิ่งนี้ทำให้ไม่ว่าฮานิว ฮิเดกิจะเดินไปทางไหน ตรงนั้นก็จะกลายเป็นสถานที่ติ่งดาราขนาดใหญ่ไปโดยปริยาย
สถานการณ์นี้ดำเนินไปจนกระทั่งตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็นผู้จัดงานขึ้นมากล่าวสุนทรพจน์นั่นแหละถึงได้สงบลง
ฮานิว ฮิเดกิยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนมองดูตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศกล่าวสุนทรพจน์
อีกฝ่ายพูดพร่ำอะไรมากมาย
แต่สรุปใจความสำคัญได้เพียงอย่างเดียว
นั่นก็คือหวังว่าบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มาทำธุรกิจในอเมริกาจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันให้มากขึ้น และช่วยเหลือเกื้อกูลกันเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทาย เพื่อสร้างความสามัคคีในการต่อกรกับต่างชาติ
ส่วนผลลัพธ์ของการกล่าวน่ะเหรอ
แทบจะไร้ประโยชน์เลยล่ะ
ลองดูบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มาร่วมงานสานสัมพันธ์นี่สิ หลายๆ บริษัทในวงการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคนั้นเป็นคู่แข่งกันแบบเต็มตัวเลยทีเดียว
แค่ไม่ต่อยกันตรงหน้าก็ดีแค่ไหนแล้ว
ยังจะให้มาช่วยเหลือเกื้อกูลและสามัคคีต่อสู้กับคนนอกอีกเหรอ
ถ้าไม่มีผลประโยชน์ที่มากพอ พวกเสือเฒ่าระดับผู้บริหารในงานนี้มีใครเขาจะไปเชื่อกัน
หลังจากตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศพูดจบก็ลงมาทักทายผู้บริหารระดับสูงของแต่ละบริษัท
เพราะพวกเขาก็คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งนั้น
และเมื่อมาเจอฮานิว ฮิเดกิ ท่าทีของเขาก็ยิ่งดูเป็นมิตรขึ้นไปอีก
ช่วงที่ฮานิว ฮิเดกิได้รับรางวัล กระทรวงการต่างประเทศก็ฉวยโอกาสนี้โปรโมตประเทศญี่ปุ่นไปทั่วโลกอย่างหนัก
ปัจจุบันเวลาที่กระทรวงการต่างประเทศแนะนำความสำเร็จทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นให้ชาวโลกได้รับรู้
เรื่อง "นกเค้าแมวใต้แสงจันทร์" ของฮานิว ฮิเดกิที่ได้รับรางวัลเหรียญเคตกรีนอะเวย์
คือผลงานที่ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างแน่นอน
"อาจารย์ฮานิว ไม่คิดเลยว่าจะได้พบคุณที่นี่ เป็นเกียรติจริงๆ ครับ"
"คุณเกรงใจเกินไปแล้วครับ"
"วันที่หนึ่งกรกฎาคมจะมีการจัดงานสานสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมขึ้นที่นิวยอร์ก ไม่ทราบว่าจะขอเชิญอาจารย์ฮานิวมาร่วมงานด้วยได้ไหมครับ"
"ไม่ทราบว่างานมีกี่วันครับ แล้วรายละเอียดงานมีอะไรบ้าง" ฮานิว ฮิเดกิถาม
"มีแค่สองวันครับ เป็นงานสานสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมภาคประชาชนธรรมดาๆ
วันแรกจะมีการจัดแสดงผลงานของผู้เข้าร่วมงาน วันที่สองจะเป็นงานเลี้ยงและมีการประมูลผลงานที่นำมาจัดแสดง รายได้จากการประมูลจะถูกนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลครับ
ดังนั้นถ้าอาจารย์ฮานิวยินดีเข้าร่วมงาน ผลงานที่จะนำมาจัดแสดงก็ควรจะมีความพิเศษสักหน่อยนะครับ"
"ผมเข้าใจแล้วครับ ก่อนที่งานนิทรรศการนี้จะจบลง ผมจะให้คำตอบคุณนะครับ"
"หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาจารย์ฮานิวจะมาร่วมงานได้นะครับ เพราะตอนนี้คุณถือเป็นหน้าเป็นตาทางวัฒนธรรมของเราไปแล้ว"
หลังจากบอกลาตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ ฮานิว ฮิเดกิก็เดินไปหาซาวางุจิ ยาสุโกะที่ยืนรอจนเริ่มเบื่อ
"ฮานิวคุงคุยธุระเสร็จแล้วเหรอคะ ที่นี่น่าเบื่อจังเลย พวกเรากลับกันได้หรือยังคะ"
"เสร็จแล้วครับ เรากลับโรงแรมกันเถอะ คราวนี้มีเวลาถมเถไป ยาสุโกะต้องอยู่เป็นเพื่อนผมดีๆ นะ"
ฮานิว ฮิเดกิตอบ
ในเมื่อทำความรู้จักกับคนที่ควรจะรู้จักไปหมดแล้ว สุนทรพจน์ที่สำคัญที่สุดก็จบลงแล้ว
อยู่ในงานเลี้ยงต่อไปก็ไม่มีอะไรทำ สู้กลับโรงแรมตอนนี้เลยดีกว่า
วันนี้หญิงสาวแต่งตัวซะสวยหยาดเยิ้มขนาดนี้ คืนวสันต์แสนสั้นไม่อาจปล่อยให้เสียเวลาไปได้
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะเดินออกไปก็บังเอิญเหลือบไปเห็นคนรู้จักเข้า
เขาคือบิดาแห่งแฟลชเมมโมรี มาสุโอกะ ฟูจิโอะ ที่เพิ่งรู้จักกันในงานนิทรรศการเมื่อตอนกลางวันนั่นเอง
อีกฝ่ายดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดี กำลังนั่งดื่มเหล้าย้อมใจอยู่มุมห้องเพียงลำพัง
"ทำไมฮานิวคุงถึงไม่เดินต่อล่ะคะ ไม่อยากให้ฉันกลับไปอยู่เป็นเพื่อนแล้วเหรอ"
ซาวางุจิ ยาสุโกะเห็นว่าฮานิว ฮิเดกิหยุดเดินอีกแล้ว
จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน พยายามยั่วยวนให้ฮานิว ฮิเดกิรีบกลับ
ใครจะไปคิดว่าฮานิว ฮิเดกิที่เมื่อกี้ยังทำท่าหื่นกระหาย ตอนนี้กลับมีสายตาที่แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวต่อความงามเลยแม้แต่น้อย
เขาแกะมือซาวางุจิ ยาสุโกะที่ควงแขนเขาอยู่ออกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า "ผมมีธุระนิดหน่อย ยังไม่กลับแล้วล่ะ"
ซาวางุจิ ยาสุโกะเห็นแบบนั้นใบหน้าสวยๆ ก็ฉายแววผิดหวังเล็กน้อย
แต่ฮานิว ฮิเดกิก็ยังคงไม่สะทกสะท้าน
ถึงแม้ว่าเขาจะชอบคนสวย
แต่เขาก็แยกแยะได้ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน
คนตรงหน้านี้มีความสำคัญต่อธุรกิจของเขามาก
ถ้าเขามีธุรกิจ มีความมั่งคั่ง เขาก็จะมีผู้หญิงสวยๆ เข้ามาหามากมาย
แต่ถ้าธุรกิจพังทลายลงไป ความรักที่ว่าก็คงเป็นได้แค่ฟองสบู่
ไม่ต้องรอให้ใครมาจิ้มให้แตก แค่โดนลมพัดก็ปลิวหายไปแล้ว
ไม่ว่าคนอื่นจะคิดยังไง ฮานิว ฮิเดกิก็มักจะคิดเสมอว่าการทำตัวเองให้เข้มแข็งนั้นสำคัญที่สุด
"คุณมาสุโอกะ เราเจอกันอีกแล้วนะครับ" ฮานิว ฮิเดกิเดินเข้าไปทักทายมาสุโอกะ ฟูจิโอะ
"ที่แท้อาจารย์ฮานิวก็ได้รับเชิญมาเหมือนกันเหรอครับ"
เมื่อเห็นฮานิว ฮิเดกิ มาสุโอกะ ฟูจิโอะก็มีสีหน้าประหลาดใจแกมดีใจ
เพราะว่าฮานิว ฮิเดกิเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เห็นด้วยกับแนวคิดทางเทคโนโลยีของเขา
"คุณมาสุโอกะมานั่งดื่มเหล้าย้อมใจคนเดียวแบบนี้ มีเรื่องกังวลใจอะไรหรือเปล่าครับ" ฮานิว ฮิเดกิถามด้วยความเป็นห่วง
"เรื่องเล็กๆ น้อยๆ น่ะครับ ขอบคุณอาจารย์ฮานิวที่เป็นห่วง"
เมื่อเห็นว่ามาสุโอกะ ฟูจิโอะไม่อยากพูด ฮานิว ฮิเดกิก็ลองหยั่งเชิงดู
"เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิจัยเทคโนโลยีหน่วยความจำใช่ไหมครับ ผมว่าแนวทางการวิจัยของคุณมาสุโอกะก็ดูดีออก มีอะไรให้น่ากังวลใจเหรอครับ"
มาสุโอกะ ฟูจิโอะวางแก้วลงพร้อมกับฝืนยิ้ม "ถ้าคนของโตชิบาคิดเหมือนอาจารย์ฮานิวกันทุกคน ผมก็คงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจแบบนี้หรอกครับ"
"ดื่มเหล้าคนเดียวไปก็แก้ปัญหาไม่ได้หรอกครับ ถ้าคุณมาสุโอกะไม่รังเกียจ พวกเราไปหาที่นั่งดื่มแล้วค่อยคุยกันดีไหมครับ"
"คุยกับอาจารย์ฮานิวก็ดีเหมือนกันครับ ขอแค่อาจารย์ฮานิวไม่รำคาญที่ผมบ่นก็พอ"
"ไม่หรอกครับ ผมเห็นด้วยกับแนวคิดของคุณมาสุโอกะจริงๆ นะ"
"งั้นเราไปกันเถอะ พอดีเลยเมื่อตอนกลางวันผมยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้คุยกับคุณ"
ฮานิว ฮิเดกิสั่งให้บอดี้การ์ดไปส่งซาวางุจิ ยาสุโกะกลับโรงแรมก่อน
จากนั้นก็พามาสุโอกะ ฟูจิโอะไปหาบาร์เพื่อนั่งดื่มและคุยกัน
อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
หรืออาจจะเป็นเพราะว่าฮานิว ฮิเดกิสวมบทบาทเป็นผู้ฟังที่ดีเกินไป
มาสุโอกะ ฟูจิโอะถึงไม่ได้พูดแค่เรื่องการวิจัยเทคโนโลยีอย่างเดียว
แต่กลับระบายความอัดอั้นตันใจที่ได้รับจากบริษัทโตชิบาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาออกมาจนหมดเปลือก
เรื่องเทคโนโลยีนั้น ฮานิว ฮิเดกิก็รู้แค่งูๆ ปลาๆ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร เขาก็แค่ทำทีเป็นเห็นด้วยก็พอแล้ว
และจากการที่มาสุโอกะ ฟูจิโอะพรั่งพรูความในใจออกมา เขาก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงโดนกีดกันในโตชิบา
ตอนนี้โตชิบากำลังกอบโกยกำไรมหาศาลจากหน่วยความจำ DRAM ในช่วงพีคสุดทำรายได้ถึงวันละสองร้อยล้าน
บริษัทก็พึ่งพามันเพื่อทำกำไรก้อนโต ส่วนศูนย์วิจัยก็พึ่งพามันเพื่อขอทุนสนับสนุน
แต่มาสุโอกะ ฟูจิโอะกลับยืนยันที่จะวิจัยแฟลชเมมโมรีที่มีอนาคตไม่แน่นอน
การจะให้บริษัทละทิ้งเส้นทางที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ แล้วหันไปลงทุนกับเส้นทางใหม่ที่ยังไม่รู้ผลลัพธ์นั้นมันยากขนาดไหนก็คิดดูเอาเถอะ
แถมเพื่อนร่วมงานในศูนย์วิจัยที่ประสบความสำเร็จกับเส้นทางเดิมก็คงไม่อยากให้โตชิบาบุกเบิกเส้นทางใหม่ด้วย
ไม่เช่นนั้นนอกจากทุนวิจัยจะถูกแบ่งไปแล้ว มาสุโอกะ ฟูจิโอะก็ยังจะมาแย่งอำนาจของพวกตนไปอีก
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมมาสุโอกะ ฟูจิโอะถึงถูกโตชิบากีดกันอยู่ตลอดเวลา
และถึงแม้สุดท้ายจะพิสูจน์ได้ว่าแฟลชเมมโมรีประสบความสำเร็จ แต่จุดจบของเขาก็ไม่ได้สวยหรูเอาเสียเลย
ถ้าไม่สำเร็จก็เป็นปัญหาของคุณเอง
แต่ถ้าสำเร็จมันจะไม่ทำให้คนอื่นดูโง่ไปเลยเหรอ
ในยุคหลังก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ มาสุโอกะ ฟูจิโอะช่วยโตชิบาคิดค้นสิทธิบัตรแฟลชเมมโมรีมากกว่าห้าร้อยรายการ
แต่โตชิบากลับไม่ยอมแม้แต่จะมอบชื่อเสียงให้เขาด้วยซ้ำ
ฟังจนจบ ฮานิว ฮิเดกิก็รู้สึกว่าโอกาสมาถึงแล้ว
แต่สิ่งที่เขาอยากทำไม่ใช่การไปแย่งตัวคน
อย่างแรกเลยคือมาสุโอกะ ฟูจิโอะน่าจะเซ็นสัญญากับโตชิบาในเรื่องของการห้ามทำงานกับคู่แข่งเอาไว้
ในชาติก่อนตอนที่มาสุโอกะ ฟูจิโอะโดนบีบให้ออก เขาก็ไม่ได้ไปทำงานให้บริษัทอื่นเลย แต่กลับไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือแทน
อย่างที่สองคือตอนนี้เขายังไม่มีพาวเวอร์พอที่จะไปต่อกรกับโตชิบาได้
และยิ่งไม่กล้าไปตอแยกลุ่มทุนมิตซุยที่อยู่เบื้องหลังโตชิบาด้วย
จะให้บุกเข้าไปตรงๆ คงเป็นไปไม่ได้ แต่สามารถอาศัยจังหวะที่โตชิบายังมองข้ามเทคโนโลยีแฟลชเมมโมรีนี้
เขาสามารถใช้แผนสร้างสะพานทางสว่าง ลอบเดินทัพทางลับได้
พอคิดได้แบบนี้ ฮานิว ฮิเดกิก็ลองพูดดู
"คุณมาสุโอกะ ผมว่าแนวทางการวิจัยเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลของคุณน่าจะเอาไปปรับใช้กับการจัดเก็บข้อมูลเกมในอนาคตได้นะครับ"
"ตลับเกมมีคุณสมบัติอ่านได้อย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงการลบและเขียนทับ ดูเหมือนว่าใช้ ROM น่าจะเหมาะสมกว่านะครับ ตลับเกมของนินเทนโดก็ใช้เทคโนโลยีแบบนี้แหละครับ" มาสุโอกะ ฟูจิโอะกล่าว
ฮานิว ฮิเดกิรู้ดีอยู่แล้วว่านินเทนโดใช้ ROM
อีกทั้งเครื่องเกมสวิตช์ของนินเทนโดในอนาคต หลังจากที่กลับมาใช้ตลับเกม ตลับเกมของ NS ก็ยังใช้เทคโนโลยี XtraROM ของบริษัทมาครอนิกส์จากไต้หวันด้วย
แม้แต่ตลับเกมที่เอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์กำลังพัฒนาอยู่ก็ยังใช้เทคโนโลยี ROM เหมือนกัน
แต่ที่เขาเอาเรื่องเกมมาอ้างก็แค่ข้ออ้างบังหน้าเท่านั้น เขาจะยอมรับง่ายๆ ได้ยังไง
"คุณมาสุโอกะ ชิปจัดเก็บข้อมูลเกมที่ต้องใช้พลังงานซึ่งเรากำลังร่วมมือพัฒนากับโตชิบาอยู่ตอนนี้ก็ต้องมีการอ่านและเขียนข้อมูลไม่ใช่เหรอครับ
ในอนาคตวิดีโอเกมจะพัฒนาไปทิศทางไหนก็ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าสามารถเอาถ่านกระดุมที่เป็นภาระออกไปได้ก็ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งไม่ใช่เหรอครับ"
ฮานิว ฮิเดกิพูดจบ มาสุโอกะ ฟูจิโอะก็แสดงสีหน้าเห็นด้วย
"อาจารย์ฮานิวพูดถูก เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลกำลังพัฒนา เกมก็พัฒนาตาม ไม่มีเทคโนโลยีไหนถูกต้องที่สุดเสมอไปหรอก น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมงานของผมไม่คิดแบบนั้น"
ฮานิว ฮิเดกิพยักหน้าพร้อมกับลองหยั่งเชิงบอกเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองออกไป
"ดังนั้นหลังจากที่ได้เห็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของคุณมาสุโอกะ ผมก็มีความคิดดีๆ ขึ้นมาอย่างหนึ่ง
เอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์อาจร่วมมือกับโตชิบาเพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์หน่วยความจำที่คุณมาสุโอกะนำเสนอเพื่อเก็บไว้เป็นเทคโนโลยีสำรองสำหรับผลิตภัณฑ์ในอนาคตของพวกเรา
เอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการวิจัยบางส่วน แบบนี้ก็จะช่วยแก้ปัญหาที่คุณมาสุโอกะกำลังเผชิญอยู่ได้แล้ว"
ทันทีที่ฮานิว ฮิเดกิพูดจบ มาสุโอกะ ฟูจิโอะก็ตาเป็นประกาย
สร่างเมาไปเยอะเลย
เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง การร่วมกันวิจัยในบริษัทญี่ปุ่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะไม่มีใครรู้ว่าเส้นทางเทคโนโลยีสายหนึ่งจะมีอนาคตสดใสแค่ไหน เป็นไปได้มากที่จะต้องทุ่มเงินมหาศาลแต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
หรือต่อให้วิจัยสำเร็จแต่ไม่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ก็เท่ากับว่าเงินที่ลงทุนไปสูญเปล่า
ดังนั้นการหาพาร์ตเนอร์มาร่วมรับความเสี่ยงในการวิจัยจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
หากเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ยินดีออกทุนวิจัยร่วมกันจริงๆ สำหรับมาสุโอกะ ฟูจิโอะแล้ว นี่ถือเป็นข่าวดีที่สุดเลยทีเดียว
แต่มาสุโอกะ ฟูจิโอะก็ยังแอบกังวลว่าฮานิว ฮิเดกิจะแค่วู่วาม
ดังนั้นเขาจึงพูดกับฮานิว ฮิเดกิด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"อาจารย์ฮานิว ก่อนที่จะตกลงร่วมทุนวิจัยกัน คุณต้องรู้เรื่องหนึ่งก่อนนะครับ
ทิศทางการวิจัยของผมคือเส้นทางเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่ ค่าใช้จ่ายในการวิจัยจะสูงกว่าการพัฒนาชิปจัดเก็บข้อมูลที่ต้องใช้พลังงานโดยอาศัยเทคโนโลยีเดิมระหว่างพวกคุณกับโตชิบาหลายเท่าตัวเลยนะครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้นฮานิว ฮิเดกิก็แกล้งทำท่าทางระมัดระวัง "คุณมาสุโอกะพอจะบอกตัวเลขคร่าวๆ ได้ไหมครับว่าต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่"
"ถ้าก่อตั้งศูนย์วิจัยโดยเฉพาะ เมื่อรวมค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไป เงินลงทุนช่วงแรกก็น่าจะอยู่ที่ประมาณสามพันล้านเยนครับ แต่หลังจากนั้นค่าใช้จ่ายก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเลย"
มาสุโอกะ ฟูจิโอะกล่าวจบ
ฮานิว ฮิเดกิก็งัดทักษะการแสดงออกมาใช้อีกครั้งโดยทำหน้าลำบากใจ
"ต้องใช้เงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอครับ เอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์เป็นแค่บริษัทเล็กๆ ถ้าจะร่วมทุนวิจัยจริงๆ เราอาจจะต้องขอให้ทางโตชิบายอมรับส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายที่มากกว่านะครับ"
เงินลงทุนสามพันล้านเยนสำหรับยุคนี้ถือว่าเยอะไหม
แน่นอนว่าต้องเยอะสิ!
แต่ถ้าเทียบกับอนาคตอันสดใสของเทคโนโลยีแฟลชเมมโมรีแล้ว เงินแค่นี้ถือเป็นแค่เศษเงินด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเทียบกับการวิจัย สิ่งที่ต้องใช้เงินจริงๆ คือการผลิตต่างหาก
โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ไหนก็ต้องใช้เงินหลักแสนล้านขึ้นไปทั้งนั้น
ทว่าการลงทุนแบบนี้ไม่ได้ทำเสร็จภายในวันเดียว มันสามารถค่อยเป็นค่อยไปได้
ส่วนสีหน้าลำบากใจของเขาบวกกับคำพูดที่อยากให้โตชิบารับภาระค่าใช้จ่ายในการวิจัยให้มากขึ้น
ทำให้มาสุโอกะ ฟูจิโอะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยอย่างไม่ต้องสงสัย
ถ้าโตชิบาเต็มใจที่จะลงทุนกับแนวทางเทคโนโลยีของเขา เขาจะถูกกีดกันมาจนถึงทุกวันนี้ได้ยังไงล่ะ
ฮานิว ฮิเดกิแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสีหน้าของมาสุโอกะ ฟูจิโอะ แล้วพูดต่อ
"หลังจากงานนิทรรศการนี้จบลง ผมจะจัดคนไปเจรจากับโตชิบาเรื่องการร่วมวิจัยนะครับ ถึงตอนนั้นหวังว่าคุณมาสุโอกะจะให้ความร่วมมือด้วยนะครับ"
แนวทางการวิจัยของมาสุโอกะ ฟูจิโอะไม่ได้เป็นความลับอะไร มีบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีเบื้องต้นตีพิมพ์ออกไปตั้งนานแล้ว
"ไม่มีปัญหาครับ หวังว่าพวกเราจะได้ร่วมงานกันนะครับ"
ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของฮานิว ฮิเดกิที่หวังให้โตชิบามาร่วมแบกรับค่าใช้จ่ายในการวิจัย
แต่มาสุโอกะ ฟูจิโอะก็ยังแอบหวังให้การร่วมมือนี้เกิดขึ้นจริง
เพราะแบบนั้นเขาถึงจะมีเงินทุน บุคลากร อุปกรณ์และวัสดุที่เพียงพอสำหรับการวิจัย
ไม่ใช่เหมือนตอนนี้ที่ทำได้แค่ใช้เวลาว่างในการวิจัยจนความคืบหน้าล่าช้าเสียจนรับไม่ได้
แต่ทัศนคติที่เห็นด้วยกับเส้นทางการวิจัยของเขาที่ฮานิว ฮิเดกิแสดงออกมาก็ทำให้มาสุโอกะ ฟูจิโอะดีใจมากแล้ว
เพราะเมื่อเทียบกับโตชิบา อย่างน้อยฮานิว ฮิเดกิก็แสดงความต้องการที่จะลงทุนให้เห็น
หลังจากนั้นทั้งสองก็คุยเรื่องเส้นทางเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่กันต่ออีกพักใหญ่จนล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ถึงได้แยกย้ายกัน
เมื่อกลับมาถึงโรงแรม ซาวางุจิ ยาสุโกะก็หลับไปแล้ว
ฮานิว ฮิเดกิก็ไม่ได้รบกวนอีกฝ่าย อาบน้ำเสร็จก็เข้านอนทันที
กว่าเขาจะลืมตาตื่นขึ้นมา เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเที่ยงของอีกวันแล้ว
ซาวางุจิ ยาสุโกะทิ้งโน้ตไว้ให้เขาบอกว่าตัวเองกับคิตาฮาระ เอริออกไปเดินช็อปปิ้งแล้ว
ฮานิว ฮิเดกิเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ตรงดิ่งไปที่งานนิทรรศการทันที
เมื่อมาถึงบูธของเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ เขาก็พบว่าจำนวนคนที่มาเยี่ยมชมและทดลองเล่นในวันนี้ดูเหมือนจะเยอะกว่าเมื่อวานเสียอีก
แต่อิวาตะ ซาโตรุที่รับผิดชอบดูแลบูธก็ได้เตรียมการเผื่อเรื่องนี้ไว้แล้ว เขาจึงสั่งให้ศูนย์ใหญ่แคลิฟอร์เนียส่งโปเกบอลสัตว์เลี้ยงดิจิทัลมาทางเครื่องบินข้ามคืนอีกระลอกหนึ่ง
ทำให้ช่วยบรรเทาปัญหาเครื่องทดลองเล่นไม่เพียงพอที่บูธลงไปได้บ้าง
ฮานิว ฮิเดกิเดินเข้าไปหลังเวทีซึ่งเป็นเวลาพักเที่ยงพอดี
ผู้บริหารระดับสูงหลายคนกำลังกินแฮมเบอร์เกอร์และดื่มกาแฟง่ายๆ ไปพลางปรึกษาเรื่องงานไปพลาง
พอเห็นฮานิว ฮิเดกิเดินเข้ามา ทุกคนก็พากันทักทาย
หลังจากทักทายทุกคนแล้ว ฮานิว ฮิเดกิก็เดินไปหาไมเคิล คัตซ์พร้อมกับถามตรงประเด็น "การติดต่อกับวอลมาร์ตเป็นยังไงบ้าง"
"คุณฮานิวใจร้อนเกินไปแล้วนะครับ ผู้จัดการฝ่ายขายเพิ่งจะได้เจอพวกเขาแค่ครั้งเดียวเอง การวางขายนั้นง่ายมากครับ แต่รายละเอียดเรื่องราคา สัดส่วนการทำโปรโมชัน พวกนี้แหละที่คุยยากมาก คงไม่เสร็จในเร็วๆ นี้หรอกครับ" ไมเคิล คัตซ์พูด
ฮานิว ฮิเดกิคิดในใจว่าเขาจะใจเย็นอยู่ได้ยังไงล่ะ
ตั้งแต่ตอนที่ซื้อบริษัท แล้วก็เข้าซื้อกิจการบริษัทสตาร์พาธเพื่อสร้างศูนย์วิจัย
รวมกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทสาขาในอเมริกาเหนือ
ตลอดจนการวิจัย ผลิต และค่าใช้จ่ายในการโฆษณาของโปเกบอล
เขาเทเงินให้ทางฝั่งอเมริกาไปถึงยี่สิบล้านดอลลาร์แล้วนะ
นี่ยี่สิบล้านดอลลาร์ในช่วงต้นยุค 80 เชียวนะ
ถึงแม้ว่าจะยังมีเงินจากการชอร์ตหุ้นวอร์เนอร์เหลืออยู่อีกมาก
แต่ก็ขืนจ่ายออกไปอย่างเดียวโดยไม่มีรายรับเข้ามาเลยก็ไม่ได้
เขาไม่ได้หวังกำไรมากมาย ขอแค่ได้ทุนคืนเพื่อมาโปะค่าใช้จ่ายในแต่ละวันก็พอแล้ว
"คุณคัตซ์ครับ แผนการจัดจำหน่ายหลังงานนิทรรศการจบลงลงตัวหรือยังครับ หรือว่าจะทำตามแผนเดิม" ฮานิว ฮิเดกิถาม
ก่อนที่งานนิทรรศการจะเริ่มขึ้น ไมเคิล คัตซ์ได้ร่างแผนการจัดจำหน่ายเบื้องต้นเอาไว้แล้ว
การวางขายทั่วอเมริกาเหนือในคราวเดียว บริษัทเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์สาขาอเมริกาเหนือทำไม่ได้อย่างแน่นอน
เมื่อพิจารณาจากศักยภาพในการจัดจำหน่ายและจัดจำหน่ายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไมเคิล คัตซ์จึงวางแผนวางขายแค่สามที่เท่านั้น
อันดับแรกต้องเป็นฐานที่มั่นของบริษัทเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์สาขาอเมริกาเหนืออย่างซานฟรานซิสโก
อีกแห่งหนึ่งคือลอสแอนเจลิสที่อยู่ใกล้ๆ กัน
และสุดท้ายคือนิวยอร์ก เมืองที่มีกำลังซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคสูงที่สุดในอเมริกา
ตามคำบอกเล่าของไมเคิล คัตซ์ ขอแค่ยอดขายในสามแห่งนี้ปัง เดี๋ยวผู้จัดจำหน่ายรายอื่นก็จะตามมาเอง
"แน่นอนว่าต้องเป็นไปตามแผนสิครับ งานนิทรรศการแค่สี่วันมันไม่พอที่จะทำให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่างวอลมาร์ตเปลี่ยนใจหรอกครับ พวกเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน"
ไมเคิล คัตซ์พูดจบก็ยิ้มออกมา
"มีข่าวดีมาบอกคุณฮานิวอีกเรื่องครับ ถึงแม้ว่าโปเกบอลจะยังตกลงเรื่องการจัดจำหน่ายไม่ได้ แต่มีผู้จัดจำหน่ายหลายรายสนใจเกมตู้อาเขตของศูนย์ใหญ่แล้ว คาดว่าคงจะตกลงเรื่องออร์เดอร์ได้ก่อนงานนิทรรศการจะจบลงครับ"
"พวกเขาสั่งตู้เกมไปกี่เครื่องครับ ศูนย์ใหญ่จะได้รู้จำนวนแล้วรีบผลิตเตรียมไว้ก่อน" ฮานิว ฮิเดกิถาม
เขาแทบไม่ต้องเดาเลย พวกผู้จัดจำหน่ายเหล่านี้จะต้องซื้อแค่แผงวงจรไปแน่นอน
เพราะผลกำไรจากการประกอบชิ้นส่วนครบวงจรนั้นมหาศาลมาก ผู้จัดจำหน่ายไม่มีทางยอมยกผลประโยชน์ส่วนนี้ให้เอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์หรอก
แต่ทำแบบนี้ก็ดีไปอีกแบบ พอคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกันมีเยอะขึ้น เพื่อนก็จะเยอะตามไปด้วย
ก็อย่างที่บอก การกินรวบคนเดียวมันอยู่ได้ไม่ยืดหรอก
"ถ้าเป็นออร์เดอร์ลอตแรก แต่ละเกมก็คงไม่ต่ำกว่าห้าร้อยแผงวงจรหรอกครับ"
ทันทีที่ไมเคิล คัตซ์พูดจบ
ฮานิว ฮิเดกิก็อดไม่ได้ที่จะดีใจจนยิ้มแก้มปริ
ราคาเฉลี่ยของแผงวงจรทั้งสี่เกมตกอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันสามร้อยดอลลาร์ สองพันแผงวงจรก็เท่ากับสองล้านหกแสนดอลลาร์แล้ว
เมื่อกี้ยังเพิ่งจะคิดว่าตัวเองหมดเงินไปเยอะจนต้องรีบถอนทุนคืนอยู่เลย
ผลปรากฏว่ามีเงินไหลเข้ามาจริงๆ ซะด้วย
แถมยังเป็นแค่ออร์เดอร์ลอตแรกเท่านั้น
ฮานิว ฮิเดกิมีความมั่นใจกับเกมเหล่านี้มาก เขาเชื่อว่าออร์เดอร์ลอตต่อไปคงทำให้บริษัทสาขาในอเมริกาเหนือไม่ต้องรอนานอย่างแน่นอน
ฮานิว ฮิเดกิอยู่ที่บูธจนงานนิทรรศการจบลงแล้วถึงได้กลับโรงแรม
พอก้าวเท้าเข้ามาในล็อบบี้โรงแรมก็เจอซาวางุจิ ยาสุโกะและคิตาฮาระ เอริที่ออกไปช็อปปิ้งมาทั้งวันพอดี
ผู้หญิงสองคนนี้หิ้วถุงน้อยถุงใหญ่มาเต็มไม้เต็มมือ พอเห็นฮานิว ฮิเดกิก็ไม่ว่างแม้แต่จะโบกมือทักทาย
"ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะได้ของกลับมาเยอะเลยนะเนี่ย" ฮานิว ฮิเดกิพูดแซวขำๆ
คิตาฮาระ เอริจึงพูดติดตลกว่า "ใช่สิ ผลาญเงินฮานิวซังไปตั้งเยอะเลยนะ"
"ขอแค่พวกคุณมีความสุขก็พอแล้วครับ" ฮานิว ฮิเดกิไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
วันนี้ไมเคิล คัตซ์บอกว่าแผงวงจรลอตนั้นถ้าเจรจาสำเร็จ กำไรขั้นต้นก็อย่างน้อยล้านดอลลาร์เชียวนะ
ตราบใดที่ทำเงินได้เร็ว เขาก็ไม่กลัวที่จะใช้จ่าย
"ฮานิวซังดูอารมณ์ดีจังเลยนะคะ" คิตาฮาระ เอริสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
ฮานิว ฮิเดกิยิ้มแล้วตอบ "เรามีออร์เดอร์แผงวงจรอย่างน้อยสองพันชุด คาดว่าน่าจะคุยจบภายในสองสามวันนี้แหละครับ"
"มิน่าล่ะฮานิวซังถึงอารมณ์ดีขนาดนี้" คิตาฮาระ เอริกล่าว
"นี่เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยครับ ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคิตาฮาระซัง เอริซังเก็บของเสร็จแล้วมาหาผมที่ห้องทีนะ"
"ตกลงค่ะ"
หลังจากตกลงกันเสร็จ ฮานิว ฮิเดกิก็พาซาวางุจิ ยาสุโกะกลับห้องไปก่อน
พอเข้าห้องมาซาวางุจิ ยาสุโกะก็เริ่มอวดของที่ซื้อมาให้ฮานิว ฮิเดกิดู
ฮานิว ฮิเดกิมองดูผ่านๆ ของพวกนี้ตีเป็นเงินคงไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นดอลลาร์แน่ๆ
แต่ผู้หญิงคนนี้นอกจากจะซื้อของให้ตัวเองแล้ว
ยังทำตามคำขอของฮานิว ฮิเดกิด้วยการซื้อน้ำหอม กระเป๋า และของจำพวกนี้เพื่อเอาไปให้ฮานิว ฮิเดกิใช้เป็นของฝากอีกด้วย
เพราะเสื้อผ้าและรองเท้าต้องลองใส่ดูถึงจะรู้ว่าพอดีไหม ส่วนกระเป๋ากับน้ำหอมไม่ต้องลอง
จะว่าไปของพวกนี้ที่ญี่ปุ่นก็มีขาย
แต่การหิ้วกลับมาจากอเมริกาในความรู้สึกของเพื่อนๆ มันย่อมแตกต่างออกไป
"เข็มขัดสองเส้นนี้ฮานิวคุงเอาไปให้คุณอิโตกับคุณโยชิโอกะได้เลยนะคะ ส่วนน้ำหอมพวกนี้เหมาะสำหรับแม่บ้าน เอาไปฝากภรรยาของพวกเขาเหมาะสมที่สุดค่ะ..."
ขณะที่ซาวางุจิ ยาสุโกะกำลังแนะนำของที่เธอซื้อมาให้ฮานิว ฮิเดกิฟัง
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตู
ฮานิว ฮิเดกิเปิดประตูออกดูแล้วก็พบว่าเป็นคิตาฮาระ เอริจริงๆ
"ฮานิวซัง ที่เรียกฉันมามีเรื่องสำคัญอะไรจะสั่งการเหรอคะ"
ฮานิว ฮิเดกิพูดว่า "การลงทุนมูลค่าสามพันล้าน คิตาฮาระซังคิดว่าสำคัญไหมล่ะ"
เมื่อคิตาฮาระ เอริได้ยินตัวเลขที่มากขนาดนั้น ปฏิกิริยาแรกของเธอคือ "ฮานิวซังจะกว้านซื้อบริษัทอะไรในอเมริกาอีกแล้วล่ะคะ"
"ไม่ใช่หรอก ผมอยากให้เอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ร่วมมือกับโตชิบาตั้งศูนย์วิจัยขึ้นมาเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์หน่วยความจำแบบใหม่น่ะ"
"พวกเราไม่ได้ร่วมมือกับพวกเขาวิจัยชิปหน่วยความจำอยู่แล้วเหรอคะ"
"สองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การร่วมมือกันในตอนนี้เป็นแค่การนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้เท่านั้น ส่วนการร่วมกันจัดตั้งศูนย์วิจัยนั้น..."
ฮานิว ฮิเดกิเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่เขาพบกับมาสุโอกะ ฟูจิโอะให้ฟัง
แน่นอนว่าเขาคงไม่สามารถบอกคิตาฮาระ เอริถึงอนาคตที่สดใสของแฟลชเมมโมรีได้
เขาเพียงแค่แสดงให้เห็นว่าเขามองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้และคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาของเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์
คิตาฮาระ เอริฟังจนจบ เธอก็ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยในวิสัยทัศน์ของฮานิว ฮิเดกิ แต่กลับถามตรงๆ ว่า
"จำเป็นต้องดึงกำไรจากสัตว์เลี้ยงดิจิทัลมาใช้ไหมคะ"
ตอนนี้ยอดขายของสัตว์เลี้ยงดิจิทัลก็ทะลุหนึ่งสิบสี่ล้านตัวไปแล้ว
ยอดขายรวมก็เกินสองหมื่นเจ็ดพันล้านเยน
แม้จะยังเก็บเงินกลับมาไม่ครบแต่กำไรขั้นต้นต้องเกินหมื่นล้านเยนแน่นอน
เมื่อหักภาษีจากกำไรส่วนนี้แล้วก็น่าจะเพียงพอสำหรับนำไปลงทุนในศูนย์วิจัยที่ร่วมมือกับโตชิบา
"หลังจากที่คิตาฮาระซังกลับโตเกียว ให้ลองไปติดต่อกับโตชิบาดูก่อนเพื่อดูเงื่อนไขที่พวกเขาเสนอมา แล้วค่อยมาตัดสินใจอีกทีว่าจะเจรจายังไงต่อไป
ส่วนเรื่องการลงทุน ผมไม่ได้ตั้งใจจะใช้เงินของเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์หรอกนะ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ค่าวิจัย เงินกู้โรงงาน ค่าก่อสร้างอาคารสำนักงานและสวัสดิการของพนักงานต่างก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น
ถ้าดึงเงินก้อนนี้ออกไป สิ้นปีจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายโบนัสล่ะ
ปีที่แล้วสถานการณ์มันพิเศษไปหน่อย ปีนี้เกมตู้อาเขตและทามาก็อตจิก็ทำเงินได้ทั้งคู่ ควรจะจ่ายโบนัสให้ทุกคนบ้าง"
ฮานิว ฮิเดกิไม่ได้โกหก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ทั้งหมด
แนวคิดที่สำคัญกว่าคือเขาตั้งใจจะจัดตั้งบริษัทแยกออกมาต่างหาก จากนั้นให้ฮานิวอินเวสต์เมนต์ถือหุ้นเพื่อใช้ในการร่วมมือกับโตชิบา
เพราะตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป เขาจะต้องทยอยเทขายหุ้นนินเทนโดที่ฮานิวอินเวสต์เมนต์ถือไว้อยู่
แม้จะคำนวณตามราคาหุ้นในปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นเงินระดับแสนล้านเยนอยู่ดี
เงินจำนวนนี้ นอกจากจะให้สองสามีภรรยายาดะ โยชิฮิโระช่วยเขาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่อไปแล้ว
แน่นอนว่ามันเพียงพอที่จะนำไปลงทุนในศูนย์วิจัยเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์หน่วยความจำด้วย
แถมเขายังไม่อยากเอาไข่ไปรวมไว้ในตะกร้าใบเดียวกันด้วย
การพัฒนาเทคโนโลยีแฟลชเมมโมรีต่อไปนั้นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว
ในกรณีที่ไม่สามารถประคับประคองต่อไปได้ ก็จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อีกไม่กี่ปีอเมริกาก็จะเข้ามาคว่ำบาตรโตชิบาแล้ว
เขาไม่รู้หรอกว่าความวุ่นวายนี้จะส่งผลกระทบมาถึงศูนย์วิจัยที่เขาร่วมมือกับโตชิบาด้วยหรือเปล่า
แต่มันต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเอลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์อย่างแน่นอน
ยิ่งทำธุรกิจใหญ่โตเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเท่านั้น
เพราะการระมัดระวังตัวไม่ทำให้เกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ได้หรอก
หากว่าศูนย์วิจัยของเขาได้รับผลกระทบไปด้วย อย่างแย่ที่สุดก็แค่สลัดทิ้งเพื่อเอาตัวรอด อย่างน้อยก็ไม่ส่งผลกระทบต่อรากฐานเดิม
"ฉันเข้าใจแล้วค่ะ เมื่องานนิทรรศการจบลง ฉันจะกลับไปติดต่อโตชิบาที่โตเกียวนะคะ" คิตาฮาระ เอริกล่าว
"รบกวนคิตาฮาระซังด้วยนะครับ" ฮานิว ฮิเดกิกล่าว
ทั้งสองคนพูดคุยเรื่องงานจบลง
คิตาฮาระ เอริจึงหันไปบอกซาวางุจิ ยาสุโกะที่ยืนอยู่ข้างๆ
"คุณซาวางุจิคะ ดูเหมือนว่าหลังจากงานนิทรรศการจบ ฉันคงไปซื้อของเป็นเพื่อนคุณต่อไม่ได้แล้วล่ะค่ะ"
"คิตาฮาระซังจัดการเรื่องงานให้เสร็จก่อนเถอะค่ะ"
แม้ว่าซาวางุจิ ยาสุโกะจะไม่ได้สนใจเรื่องที่ทั้งสองคนคุยกันเลยก็ตาม
แต่เธอก็เข้าใจดีว่าเธอไม่ควรทำให้การลงทุนมูลค่าสามพันล้านเยนของฮานิว ฮิเดกิพังลงเพียงเพราะเรื่องช็อปปิ้ง
"อุตส่าห์มาทั้งที เสียดายจังเลยนะคะที่เที่ยวไม่สะใจเลย" คิตาฮาระ เอริบ่นพึมพำ
พอได้ยินคิตาฮาระ เอริพูดแบบนั้น ซาวางุจิ ยาสุโกะกลับตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า
"อยู่ที่นี่พูดกันก็ไม่รู้เรื่อง อากาศก็ร้อน เที่ยวสักสองสามวันก็เบื่อแล้วค่ะ รองานนิทรรศการจบ ฉันก็กลับโตเกียวพร้อมคิตาฮาระซังดีกว่าค่ะ"
"จะรีบกลับไปทำไมล่ะ ฮานิวซังก็ยังไม่ได้กลับสักหน่อย" คิตาฮาระ เอริท้วง
ได้ยินเช่นนั้นฮานิว ฮิเดกิก็กางมือออกอย่างช่วยไม่ได้พร้อมกล่าว "ถึงผมจะอยากอยู่เป็นเพื่อนยาสุโกะ แต่ไม่มีเวลาจริงๆ นะ
หลังงานนิทรรศการจบผมต้องกลับไปที่ศูนย์วิจัยในซิลิคอนวัลเลย์ เพื่อไปกำชับเรื่องการพัฒนาเกมโปเกมอนกับทาจิริ ซาโตชิและสุงิโมริ เคน
แถมยังต้องไปร่วมงานสานสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมในวันที่หนึ่งกรกฎาคมที่นิวยอร์กตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศอีก ผมกะว่าจะตอบตกลงไป ดังนั้นสิ้นเดือนผมก็ต้องออกเดินทางแล้วล่ะ"
"ก็จริงด้วยแฮะ ดูเหมือนว่าคุณซาวางุจิจะต้องกลับญี่ปุ่นพร้อมฉันแล้วล่ะค่ะ" คิตาฮาระ เอริกล่าว
"พอกลับถึงญี่ปุ่นเราค่อยไปเดินช็อปปิ้งที่กินซ่าด้วยกันนะคะ" ซาวางุจิ ยาสุโกะชวน
"ไม่มีปัญหาค่ะ ถึงตอนนั้นเราก็ชวน..."
คิตาฮาระ เอริตั้งใจจะพูดว่าชวนนากาโมริ อากินะไปเดินเล่นด้วยกัน เพราะเซนส์ด้านแฟชั่นของน้องอวบอากินะถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
แต่พอนึกถึงความรู้สึกในใจของนากาโมริ อากินะ และความสัมพันธ์ระหว่างซาวางุจิ ยาสุโกะกับฮานิว ฮิเดกิแล้ว
เธอจึงหยุดคำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปากไว้กลางคัน
"คิตาฮาระซังจะชวนใครเหรอคะ" ซาวางุจิ ยาสุโกะถามอย่างสงสัย
"ไม่มีใครหรอกค่ะ เราไปกันสองคนก็พอแล้ว"
คิตาฮาระ เอริเหลือบมองฮานิว ฮิเดกิด้วยความจนใจ
พลางคิดว่าผู้ชายคนนี้ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองได้สร้างหนี้รักเอาไว้มากมายแค่ไหน
และฮานิว ฮิเดกิเมื่อถูกสายตาของคิตาฮาระ เอริโจมตีก็รู้สึกสับสนทันที
เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองไปทำให้เธอขัดใจตอนไหนกัน
[จบแล้ว]