- หน้าแรก
- มหาเทพสงครามพิฆาตสี่ตระกูล
- บทที่ 38 - ขอร้องคน ก็ต้องก้มหัวลง
บทที่ 38 - ขอร้องคน ก็ต้องก้มหัวลง
บทที่ 38 - ขอร้องคน ก็ต้องก้มหัวลง
บทที่ 38 - ขอร้องคน ก็ต้องก้มหัวลง
ซูเฉิงอู่คิดไปคิดมา สีหน้าเขียวคล้ำ "ตอนนี้คงทำได้แค่เรียกซูชิงเฉิงกลับมา ให้เธอเป็นคนรับผิดชอบดูแลงานนี้ต่อ"
"นี่..." ซูเยว่ลังเล "เธอคงไม่ยอมทำง่ายๆ หรอกมั้งครับ?"
"เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของตระกูลซู ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาทำตัวมีปัญหา" ซูเฉิงอู่โบกมือ "แกโทรหาเธอเดี๋ยวนี้เลย"
ซูเยว่ไม่กล้าชักช้า รีบกดโทรศัพท์หาซูชิงเฉิงทันที
ผ่านไปหนึ่งนาที ซูเยว่ก็ทำหน้าเหลอหลา "พ่อครับ เธอไม่รับสายครับ"
เวลานี้ ซูชิงเฉิงไม่อยากจะติดต่อเสวนาอะไรกับพวกเขาทั้งนั้น
"ไม่รับสาย?" ซูเฉิงอู่แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ดูท่าหลานสาวคนนี้จะหยิ่งทะนงไม่เบาเลยนะ นี่กะจะให้พวกเราไปบากหน้าขอโทษถึงที่เลยสินะ!"
โปรเจกต์ของกลุ่มบริษัทชิงย่วนสำคัญมาก ต่อให้ซูเฉิงอู่จะไม่ชอบหน้าครอบครัวของซูเฉิงหรูแค่ไหน แต่สถานการณ์บีบบังคับให้ต้องยอมทน
พูดจบ ซูเฉิงอู่ก็พาซูเยว่ขับรถตรงไปที่วิลล่าหนานย่วนทันที
สำหรับครอบครัวของน้องรอง ที่เห็นๆ กันอยู่ว่าไม่มีเงินเก็บอะไรมากมาย แต่กลับมีปัญญาอยู่บ้านหรูราคาแพงลิบลิ่วอย่างวิลล่าหนานย่วนได้ ซูเฉิงอู่ก็แอบอิจฉาตาร้อนอยู่ลึกๆ มาตลอด
แต่วันนี้ เขาไม่มีกะจิตกะใจจะมาสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว
เมื่อมาถึงหน้าวิลล่า ซูเยว่ก็รู้หน้าที่ รีบวิ่งไปกดกริ่งรัวๆ
กดอยู่นาน กว่าเฝิงลี่ผิงจะเปิดประตูออกมาพร้อมกับเสียงบ่นกระปอดกระแปด "เช้าตรู่ขนาดนี้ จะมากดออดเร่งเอาชีวิตหรือไงฮะ!"
พอเปิดประตูมาเจอซูเฉิงอู่กับลูกชาย สีหน้าที่เดิมทีก็ไม่ได้ดูดีอยู่แล้วของเฝิงลี่ผิง ก็ยิ่งบูดบึ้งหนักกว่าเดิม
"นึกว่าใคร ที่แท้ก็ลุงใหญ่ของชิงเฉิงนี่เอง"
"ชิงเฉิงล่ะ?" ซูเฉิงอู่ไม่แม้แต่จะปรายตามองเฝิงลี่ผิง เดินดุ่มๆ จะเข้าไปข้างใน
"ชิงเฉิงไม่อยู่!" เฝิงลี่ผิงถลึงตาใส่ "มีธุระอะไรก็ยืนคุยกันตรงนี้แหละ ฉันอนุญาตให้พวกแกเข้ามาในบ้านฉันตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ซูเฉิงอู่ไม่สนใจเสียงแว้ดๆ ของเธอ ตะโกนเรียก "ชิงเฉิง ลุงมีธุระจะคุยด้วย ไม่ออกมาหน่อยหรือไง?"
ในห้อง ซูชิงเฉิงขมวดคิ้วมุ่น
เธอไม่คาดคิดเลยว่า ซูเฉิงอู่จะบุกมาหาถึงบ้าน
ลุงใหญ่คนนี้ไม่เคยลงรอยกับครอบครัวของเธอมาแต่ไหนแต่ไร ปกติเจอหน้ากันในบริษัทยังแทบจะไม่ทักทายกันด้วยซ้ำ ประสาอะไรกับการมาเยือนถึงบ้านพัก
ที่บุกมาถึงที่แบบนี้ คงไม่ได้มาดีแน่ๆ
ขณะที่ซูชิงเฉิงกำลังลังเล เฉินชางเซิงก็พูดโพล่งขึ้นมา "ชิงเฉิง ออกไปดูหน่อยเถอะ"
เฉินชางเซิงไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้ามือซูชิงเฉิงแล้วดึงเธอเดินออกไปนอกห้อง
พอเห็นพวกเธอเดินลงมา ซูเฉิงอู่ก็กวาดตามอง แล้วพูดเข้าประเด็นทันที "ชิงเฉิง เรื่องเมื่อวานน่ะมันเป็นความเข้าใจผิด เอาเป็นว่า หลานกลับไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทอสังหาฯ เหมือนเดิมก็แล้วกัน แล้วโปรเจกต์ของกลุ่มบริษัทชิงย่วน หลานก็รับผิดชอบดูแลต่อไปด้วย วันนี้ก็รีบๆ ไปจัดการเรื่องสัญญาให้มันเรียบร้อยซะนะ"
น้ำเสียงของเขาเผด็จการและเด็ดขาด ราวกับเป็นการออกคำสั่ง
ซูชิงเฉิงอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะรู้สึกหมดความอดทนอย่างถึงที่สุด
ตอนหมดประโยชน์ก็เตะส่ง พอมีประโยชน์ก็กระดิกนิ้วเรียก จะให้เธอกลับไปเธอก็ต้องกลับงั้นเหรอ?
พวกแกเห็นซูชิงเฉิงคนนี้เป็นตัวอะไรฮะ?
เฝิงลี่ผิงก็หูผึ่ง ฟังจนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด จึงแผดเสียงแหลมปรี๊ด "ซูเฉิงอู่ พวกแกจะรังแกกันเกินไปแล้วนะ! พวกแกเป็นคนไล่ชิงเฉิงออกแท้ๆ แล้วตอนนี้ก็เป็นพวกแกอีกที่หน้าด้านมาขอให้เธอกลับไป พวกแกเห็นครอบครัวเราเป็นลิงหลอกเจ้าหรือไง!?"
"คุณอาครับ ครอบครัวของคุณอาสร้างความอับอายให้ตระกูลซูมาตั้งเท่าไหร่แล้ว คุณอาไม่รู้ตัวเลยเหรอครับ?" ซูเยว่พูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม "ที่อุตส่าห์มาเชิญให้ชิงเฉิงกลับไปทำงาน ก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้วนะครับ ถ้าไม่ติดว่ามีธุระสำคัญ คุณอาคิดว่าพวกเราอยากจะมาเหยียบบ้านคุณอานักหรือไง?"
"แกพูดใหม่อีกทีซิ!" เฝิงลี่ผิงผู้มีนิสัยปากจัดและไม่ยอมคน มีหรือจะทนฟังคำพูดจาถากถางจากเด็กรุ่นหลังได้
พูดจบ เธอก็ง้างมือเตรียมจะฟาดหน้าซูเยว่
"แกจะทำอะไร?!" จู่ๆ ซูเฉิงอู่ก็ตวาดลั่น จ้องเฝิงลี่ผิงเขม็ง "ฉันเป็นคนคุมเงินเดือนและเงินปันผลของครอบครัวแกนะ ถ้าแกกล้าตบลูกชายฉัน ต่อไปก็อย่าหวังจะได้เงินสักแดงเดียว เตรียมตัวไปกินลมกินแล้งซะเถอะ!"
เฝิงลี่ผิงโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก แต่มือที่ง้างอยู่บนอากาศก็ไม่กล้าฟาดลงไป
ยังไงเสีย เธอก็เป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่ของซูเยว่ การที่ต้องมาโดนเด็กเมื่อวานซืนพูดจาเยาะเย้ย แถมยังโดนซูเฉิงอู่ตวาดข่มขู่ต่อหน้าต่อตาแบบนี้ มันคือการหยามเกียรติกันชัดๆ
ตอนนั้นเอง เธอหันไปเห็นซูเฉิงหรูที่เดินตามลงมาด้วยแต่กลับยืนเงียบกริบเป็นเป่าสาก ก็ยิ่งปรี๊ดแตก "ซูเฉิงหรู! แกยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า! โดนคนเขามารังแกถึงในบ้านขนาดนี้ แกยังจะทนเงียบอยู่อีกเหรอ!?"
ซูเฉิงหรูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนยิ้มแหยๆ แล้วบอก "พี่ใหญ่ครับ พอแค่นี้เถอะครับ"
ซูเฉิงอู่ปรายตามองน้องชายที่ไม่มีน้ำยาอะไรเลยด้วยหางตา ไม่แม้แต่จะใส่ใจตอบรับ แต่กลับพูดเสียงแข็งว่า "ฉันยังยืนยันคำเดิม ชิงเฉิงกลับไปทำงาน เรื่องทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าไม่ พรุ่งนี้ฉันจะทำให้ครอบครัวแกไม่มีจะกินเลยคอยดู!"
พอได้ยินคำขู่แบบนั้น ซูเฉิงหรูก็ไม่กล้าหืออืออะไรอีก
ลำพังแค่เขากล้าปริปากพูดเมื่อกี้ ก็ถือว่าใจกล้ามากแล้วสำหรับคนที่กลัวพี่ชายจนหัวหดมาตลอด
เมื่อเห็นพ่อแม่ของตัวเองถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีขนาดนี้ สีหน้าของซูชิงเฉิงก็เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว และในขณะที่ความอดทนของเธอกำลังจะขาดผึง จู่ๆ ก็มีคนชิงลงมือตัดหน้าเธอไปก่อน
เพียะ!
เสียงตบหน้าดังฉาดใหญ่ ฟาดลงบนใบหน้าของซูเฉิงอู่อย่างจัง
ซูเฉิงอู่โดนตบจนหน้ามืดตาลาย เซถลาไปสองสามก้าว ก่อนจะล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น
พอตั้งสติได้และเห็นชัดๆ ว่าใครเป็นคนตบเขา ความโกรธแค้นก็ปะทุขึ้นมาจุกอกทันที!
"เฉินชางเซิง!"
"แกกล้าตบฉันเหรอ!?"
เฉินชางเซิงยิ้มบางๆ เอ่ยเสียงเรียบ "ตีแก ข้ายังรังเกียจว่าจะทำให้มือตัวเองสกปรกเลย"
พูดจบ สายตาของเขาก็เย็นเยียบ ทอดมองซูเฉิงอู่ที่ล้มอยู่บนพื้น แล้วพูดต่อ "บุกมาหยามเกียรติพ่อตาแม่ยายข้าถึงในบ้าน รังแกเมียข้า ใจกล้าไม่เบานี่ โดนตบแค่นี้ถือว่าสั่งสอนเบาะๆ แล้วนะ ถ้ายังกล้าปากดีอีก เชื่อไหมว่าข้าจะหักขาพวกแกสองพ่อลูกทิ้งซะ!"
สิ้นประโยคนี้ ทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้กระทั่งเฝิงลี่ผิง ผู้เป็นแม่ยาย ก็ยังไม่คาดคิดเลยว่า ลูกเขยไร้ประโยชน์ที่เธอชิงชังมาตลอด จะเป็นฝ่ายออกโรงปกป้องครอบครัวในยามคับขันเช่นนี้
"นี่มันเรื่องภายในตระกูลซู แกเป็นแค่คนนอก มีสิทธิ์อะไรมาแส่ยุ่ง?"
ซูเฉิงอู่เดิมทีตั้งใจจะตวาดด่ากลับไป แต่พอสบเข้ากับใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งของเฉินชางเซิง และแววตาที่ปราศจากความรู้สึกใดๆ คล้ายกับคนตาย ความกล้าของเขาก็หดหายไปดื้อๆ
ถึงแม้ภายนอกจะยังทำเป็นเก่ง แต่ลึกๆ แล้วความมั่นใจกลับลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
ตัวเขาเองก็ถือเป็นคนเก่าคนแก่ในแวดวงธุรกิจ เคยพบปะผู้นำตระกูลเศรษฐีมาก็มาก แต่กลับไม่มีใครเลยสักคน ที่จะมีรังสีน่าเกรงขามเทียบเท่ากับเฉินชางเซิงในเวลานี้ได้
ในแววตาคู่นั้น ซ่อนเร้นความเย่อหยิ่งและอำนาจบาตรใหญ่ที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง
แม้แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเทา ไม่กล้าสบตาด้วยตรงๆ!
เฉินชางเซิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มีสองเรื่องที่แกต้องรู้"
"ข้อแรก ข้าคือสามีของชิงเฉิง เรื่องของเธอ ก็คือเรื่องของข้า"
"ข้อสอง ตอนนี้พวกแกกำลังมาขอร้องให้ชิงเฉิงกลับไปทำงาน"
"ขอร้องคน ก็ต้องรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ใช่วางก้ามวางอำนาจตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าบ้านคนอื่นแบบนี้ นี่น่ะเหรอท่าทีของคนที่มาขอร้องคนอื่น?"
"ได้" ซูเฉิงอู่หันหน้าหนีอย่างเย็นชา กลับมาสวมบทบาทผู้สูงส่งอีกครั้ง หันไปพูดกับซูชิงเฉิง "ชิงเฉิง ตอนนี้ตระกูลซูกำลังตกที่นั่งลำบาก หลานในฐานะคนของตระกูลซู ก็กลับไปช่วยงานที่บริษัทเถอะนะ"
ความโกรธของซูชิงเฉิง ค่อยๆ บรรเทาลงตั้งแต่ตอนที่เฉินชางเซิงฟาดฝ่ามือใส่ลุงใหญ่จนหน้าหงายไปแล้ว
พอกลับมาได้ยินคำพูดของซูเฉิงอู่ในตอนนี้ เธอจึงเริ่มรู้สึกลำบากใจขึ้นมาบ้าง
ส่วนเฝิงลี่ผิงกับซูเฉิงหรูนั้น ไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าซูเฉิงอู่จะยอมก้มหัวให้จริงๆ
แม้ว่าน้ำเสียงจะฟังดูแห้งแล้งไร้ความจริงใจ แต่การที่คนเย่อหยิ่งอย่างซูเฉิงอู่ ซึ่งปกติไม่เคยเห็นครอบครัวของพวกเขาอยู่ในสายตา ยอมถอยให้ขนาดนี้ ก็นับว่าเหลือเชื่อมากแล้ว
"ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ตอนนี้แกกำลังมาขอร้องให้ชิงเฉิงกลับไปทำงาน"
ในจังหวะนั้นเอง เฉินชางเซิงก็พูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับแฝงความเย็นเยียบจนน่าขนลุก "ขอร้องคน ก็ต้องก้มหัวลง ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง?"
(จบแล้ว)