เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 910 - การอพยพของตระกูลช่าย

บทที่ 910 - การอพยพของตระกูลช่าย

บทที่ 910 - การอพยพของตระกูลช่าย


บทที่ 910 - การอพยพของตระกูลช่าย

ศิษย์สำนักเพลิงครามหลายคนที่คุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตอยู่บนพื้นต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก!

นี่คือเติ้งอี้เฟยเชียวนะ!

ยอดฝีมือระดับอาณาเขตแนวหน้าแห่งแดนใต้!

มารร้ายอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ที่เข่นฆ่าผู้คนจนซากศพกองเป็นภูเขาเลากา!

กลับมีคนกล้าถ่มน้ำลายใส่เขา แถมยังถ่มใส่หน้าอีกต่างหาก!

จบเห่แล้ว!

เติ้งอี้เฟยจะต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และฆ่าล้างโคตรพวกเขาทุกคนแน่!

ในเวลานี้พวกเขานึกอยากจะพุ่งเข้าไปสับไอ้แก่หน้าโง่สองผัวเมียนั่นให้ตายคามือเสียให้รู้แล้วรู้รอด!

หญิงวัยกลางคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าเติ้งอี้เฟยก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป นางอุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมอก จินตนาการไปถึงจุดจบอันน่าสยดสยองของตัวเองเรียบร้อยแล้ว

อันที่จริงเฉินฮ่าวเองก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน... เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนกล้าถ่มน้ำลายใส่เติ้งอี้เฟย แถมยังถ่มได้แม่นยำขนาดนี้อีก!

ดูเหมือนชายชราผู้นั้นจะเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป

ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นพั่บๆ ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เจ้าฆ่าลูกชายข้า!"

"ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็บปวด แต่เขาคือคนโฉดชั่ว เขาคือกากเดนที่สมควรตาย!" เติ้งอี้เฟยหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดคราบน้ำลายบนใบหน้าออกอย่างแผ่วเบา "ตอนนี้เจ้าสบายใจขึ้นบ้างหรือยัง"

"ข้า..."

ยังไม่ทันที่ชายชราจะเอ่ยสิ่งใด หญิงวัยกลางคนก็ลุกพรวดขึ้นมา แล้วใช้ฝ่ามือฟาดเข้าที่ท้ายทอยของเขาอย่างแรง ชายชราร่างอ่อนฮวบล้มลงไปกองกับพื้นทันที

สลบเหมือดไปแล้ว!

"ขออภัยด้วยเจ้าค่ะใต้เท้าเติ้ง ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!" หญิงวัยกลางคนร้องขอความเมตตา "เขาไม่ได้ตั้งใจนะเจ้าคะ!"

เติ้งอี้เฟยโบกมือเบาๆ "เจ้าพาเขาไปเถอะ!"

"ขอบพระคุณใต้เท้าเติ้งที่เมตตาไว้ชีวิตเจ้าค่ะ!"

หญิงวัยกลางคนอุ้มเด็กทารกที่กำลังร้องไห้งอแง แบกชายชราขึ้นบ่า แล้วสับตีนแตกวิ่งลงบันไดมุ่งหน้าไปทางประตูขุนเขาทันที

เฉินฮ่าวเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ในฐานะยอดฝีมือระดับอาณาเขต เติ้งอี้เฟยสามารถหลบน้ำลายถุยนั้นได้สบายๆ!

"ใต้เท้าเติ้ง โปรดเมตตาไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิดขอรับ! พวกเราไม่เคยทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าอันใดเลย! พวกเราเพิ่งจะกราบไหว้เข้าสำนักเพลิงครามได้ไม่นาน ไม่รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับสำนักเพลิงครามเลยนะขอรับ!"

เติ้งอี้เฟยปรายตามองแผ่นหลังของหญิงวัยกลางคนผู้นั้น ระดับการบ่มเพาะของนางค่อนข้างต่ำต้อยทีเดียว!

เดิมทีเขาตั้งใจจะปล่อยปละละเว้นคนพวกนี้ไปอยู่แล้ว

แต่มาตอนนี้...

"โทษตายละเว้น โทษเป็นยากจะหลีกหนี โทษฐานที่พวกเจ้าโลภมากจนเกินไป วรยุทธ์พวกนี้พวกเจ้าคงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรแล้ว ภายภาคหน้าก็จงเปลี่ยนชื่อแซ่หลบซ่อนตัว แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขปลอดภัยไปตลอดกาลเถิด!"

เติ้งอี้เฟยใช้นิ้วจี้สกัดจุดกลางอากาศ ทำลายวรยุทธ์ของศิษย์สำนักเพลิงครามทั้งสี่คนทิ้งในพริบตา

ศิษย์สำนักเพลิงครามทั้งสี่หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด

การสูญเสียพลังยุทธ์ไป มันช่างทรมานยิ่งกว่าตายตกเสียอีก!

ราวกับมองทะลุถึงความสิ้นหวังในใจของศิษย์ทั้งสี่ เติ้งอี้เฟยจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "วางใจเถอะ ขอเพียงพวกเจ้าไม่ไปก่อกรรมทำเข็ญ ไม่ไปทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ภายภาคหน้าแคว้นช่ายจะกลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน!"

กล่าวจบ ร่างของเติ้งอี้เฟยก็อันตรธานหายไปจากสายตาของพวกเขา

"พวกเรารอดตายแล้วรึ"

"แต่พวกเรากลายเป็นคนไร้วรยุทธ์ไปแล้วนะ!"

ศิษย์สำนักเพลิงครามทั้งสี่คนมีสีหน้าเศร้าหมองราวกับโลกทั้งใบพังทลาย

"คำพูดประโยคสุดท้ายของผู้อาวุโสเติ้ง... หมายความว่าอย่างไรกัน"

ศิษย์สำนักเพลิงครามที่อายุมากที่สุดทอดถอนใจ "สูญเสียวรยุทธ์ไปเช่นนี้ ตอนนี้ข้ากลับหวังให้ผู้อาวุโสเติ้งปักหลักอยู่ที่แคว้นช่ายตลอดไปเสียแล้ว..."

ศิษย์สำนักเพลิงครามทั้งสี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างคนต่างพูดไม่ออก

ในขณะที่เติ้งอี้เฟยเริ่มค้นกวาดสมบัติที่สำนักเพลิงครามเก็บสะสมไว้ เฉินฮ่าวก็เริ่มตั้งคำถามกับเขา

เพราะช่วงหลังมานี้ เฉินฮ่าวรู้สึกว่าตนเองเริ่มตามความคิดของเติ้งอี้เฟยไม่ทันเสียแล้ว!

"เมื่อครู่นี้ทำไมเจ้าถึงไม่หลบล่ะ ปล่อยให้ตาแก่นั่นระบายอารมณ์งั้นรึ"

การที่นายแห่งดาบของตนถูกคนถ่มน้ำลายใส่ เฉินฮ่าวไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเลยสักนิด ก็แหงล่ะ น้ำลายไม่ได้พ่นมาโดนหน้าเขาเสียนหน่อย!

สำหรับยอดฝีมือระดับอาณาเขต การถูกคนธรรมดาเดินดินถ่มน้ำลายใส่หน้า ถือเป็นการหยามเกียรติอย่างรุนแรงที่สุด หากเป็นยอดฝีมือระดับอาณาเขตที่อารมณ์ดีหน่อยก็อาจจะแค่ฆ่าล้างโคตรครอบครัวหรือทำลายล้างตระกูลของมันทิ้งเสีย แต่ถ้าไปเจอพวกอารมณ์ร้ายเข้าล่ะก็ จุดจบคงเกินจะบรรยาย...

ยอดฝีมือระดับอาณาเขตคือตัวตนที่ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดอย่างแท้จริง!

เป็นผู้กุมชะตาชีวิตและสิทธิขาดในการสังหารผู้คนนับไม่ถ้วน!

แต่สำหรับเติ้งอี้เฟย เฉินฮ่าวรู้สึกว่าหมอนี่มันจะอดทนเก่งเกินมนุษย์มนาไปแล้ว!

"ใช่ ข้าแค่อยากให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง แล้วก็ถือโอกาสทดสอบความอดทนอดกลั้นของตัวเองไปด้วย!"

"แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไรล่ะ"

"ก็พอใช้ได้นะ!"

แค่พอใช้ได้เองงั้นรึ

นั่นมันโคตรจะยอดเยี่ยมเลยต่างหากล่ะ!

ยังไงเสียเฉินฮ่าวก็ทนรับความอัปยศแบบนี้ไม่ไหวแน่ๆ

แค่ตอนที่นายแห่งดาบเข้าห้องน้ำแล้วไม่ยอมล้างมือ เขาก็แทบจะโกรธจนอกแตกตายอยู่แล้ว!

ความอดทนระดับนี้ เฉินฮ่าวประเมินตัวเองแล้วว่า เขาคงไม่มีวันทำได้แน่

เมื่อกลับมาถึงนครหลวงช่าย เติ้งอี้เฟยก็ไปทักทายช่ายเจิ้งเซวียนสักหน่อย

"สำนักเพลิงครามไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว!"

สีหน้าของช่ายเจิ้งเซวียนดูสับสนซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก

สำนักเพลิงครามถือเป็นเสี้ยนหนามตำใจของฮ่องเต้แคว้นช่ายทุกยุคทุกสมัยมาโดยตลอด การที่สามารถถอนรากถอนโคนภัยคุกคามที่แฝงตัวอยู่นี้ทิ้งไปได้ในช่วงที่เขาครองราชย์ เขาควรจะดีใจจนเนื้อเต้นสิถึงจะถูก!

แต่เมื่อเขาได้รับรู้ถึงจุดจบของสำนักเพลิงครามจากปากของเติ้งอี้เฟย เขากลับรู้สึกดีใจอยู่แค่ชั่วแวบเดียวเท่านั้น จากนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกไร้หนทางและความท้อแท้สิ้นหวัง

ช่ายเจิ้งเซวียนยังรู้สึกว่าตัวเองนี่มันช่างอ่อนไหวเกินเหตุเสียจริง!

สองวันต่อมา เติ้งอี้เฟยก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แคว้นสวี

ครั้งนี้ ช่ายเจิ้งเซวียนไม่ได้แสดงความดีใจอะไรออกมานัก หลังจากที่เติ้งอี้เฟยจากไป เขาก็ทำเพียงแค่เหม่อมองไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มหายลับไปอย่างใจลอย

"เจิ้งเซวียน!"

จากทางด้านหลัง มีคนเรียกชื่อเขา

"ท่านปรมาจารย์เฒ่า!"

ช่ายป๋ายฮ่าวเอ่ยถาม "เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่"

ในฐานะยอดฝีมือระดับอาณาเขตคนสุดท้ายที่เหลือรอดอยู่ของตระกูลช่าย ช่วงนี้ช่ายป๋ายฮ่าวเองก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไม่แพ้กัน

เขาไม่ได้สัมผัสถึงแรงกดดันมหาศาลแบบนี้มาหลายร้อยปีแล้ว จู่ๆ ตระกูลก็ต้องมาเผชิญกับวิกฤตความเป็นความตาย ตาแก่กระดูกผุอย่างเขาชักจะปรับตัวรับมือไม่ค่อยไหวเสียแล้วสิ!

"ข้ากำลังคิดว่า สิ่งที่ท่านอาจารย์ทำลงไป มันเป็นเรื่องถูกหรือผิดกันแน่!"

"ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้นล่ะ"

"ช่วงนี้หน่วยวิหคทมิฬส่งรายงานจากทั่วประเทศเข้ามา ขั้วอำนาจใหญ่ทั่วแคว้นช่ายต่างพากันสงบเสงี่ยมเจียมตัวกันหมดแล้ว!" ช่ายเจิ้งเซวียนยิ้มขื่น "ท่านเคยเห็นบ่อนพนันที่ไม่ปล่อยเงินกู้หน้าเลือดไหม ท่านเคยเห็นพรรคพวกแก๊งอันธพาลที่ไม่บีบบังคับสตรีให้ขายตัวไหม ท่านเคยเห็นอันธพาลท้องถิ่นที่ไม่ข่มเหงรังแกชาวบ้านไหม ท่านเคยเห็นตระกูลใหญ่ที่ยอมคืนที่ดินที่โกงไปอย่างสมัครใจไหม บางครั้งข้าก็มานั่งทบทวนดูนะ ว่าตกลงแล้วสิ่งที่พวกเราทำกันมาในอดีต มันเป็นเรื่องถูกหรือผิดกันแน่!"

"เพราะพวกเขาหวาดกลัวเติ้งอี้เฟยใช่ไหม"

"ถูกต้อง! พวกเขาหวาดกลัวว่าเติ้งอี้เฟยจะไปคิดบัญชีกับพวกเขา!" ช่ายเจิ้งเซวียนทอดสายตามองลงไปยังเขตเมืองหลวงที่อยู่เบื้องล่าง "เติ้งอี้เฟยบ้าคลั่งเกินไปแล้ว!"

"ในแคว้นช่าย ไม่มีผู้ใดที่ไม่หวาดกลัวเติ้งอี้เฟย!" ช่ายป๋ายฮ่าวเอ่ยเสียงต่ำ "รวมถึงตัวข้าเองด้วย!"

"อืม!"

"ตาแก่อย่างข้าใช้ชีวิตมาเกือบพันปี พบพานยอดฝีมือมาก็มาก แต่ข้าไม่เคยพบเห็นชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นล้ำเลิศ ทว่ามีนิสัยสุดโต่งและบ้าคลั่งถึงเพียงนี้มาก่อนเลย แม้ในใจข้าจะเกลียดชังเขา... แต่ข้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมเขาอยู่ลึกๆ... ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าเขาจะไปได้ไกลสักแค่ไหน!"

เนิ่นนานกว่าช่ายเจิ้งเซวียนจะยอมเผยความในใจออกมา "...ข้าเองก็นับถือเขาเช่นกัน!"

"แต่ถึงอย่างไรเขาก็คือศัตรูคู่อาฆาตของตระกูลช่ายเรา ความแค้นฝังหุ่นระหว่างตระกูลช่ายกับเติ้งอี้เฟย เป็นสิ่งที่ไม่มีวันลบล้างไปได้ตลอดกาล!"

"แต่พวกเราจะมีโอกาสได้แก้แค้นหรือ"

"อันดับแรก เจ้าคือผู้นำตระกูลช่าย จากนั้นเจ้าถึงจะเป็นฮ่องเต้แคว้นช่าย เจ้าไม่ได้ตัวคนเดียว!" ช่ายป๋ายฮ่าวหลับตาลงช้าๆ "หากไม่มีโอกาสแก้แค้น ก็จงอย่าคิดแก้แค้น พวกเราจะเอาชีวิตของคนในตระกูลที่ยังมีลมหายใจ ไปสังเวยให้กับคนในตระกูลที่ตายไปแล้วไม่ได้เด็ดขาด!"

"ท่านปรมาจารย์เฒ่า ข้าเข้าใจแล้ว!"

"เข้าใจก็ดีแล้ว!" ช่ายป๋ายฮ่าวเอ่ยถามต่อ "การอพยพโยกย้ายคนในตระกูล ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว"

"จัดการอพยพไปแล้วสามสิบสามสาย รวมสมาชิกตระกูลทั้งสิ้นสามพันสิบคนเดินทางออกจากแคว้นช่ายไปแล้ว สิบสามสายมุ่งหน้าไปแดนกลาง เจ็ดสายมุ่งหน้าไปแดนตะวันตก เจ็ดสายมุ่งหน้าไปแดนตะวันออก และอีกหกสายกระจายตัวอยู่ตามเมืองต่างๆ ในแดนใต้ มีบางส่วนในจำนวนนี้ที่จะต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ สมาชิกตระกูลแต่ละสายจะมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตเทวะคอยคุ้มกันอย่างน้อยหนึ่งคน คัมภีร์วรยุทธ์บางส่วนก็คัดลอกให้พวกเขานำติดตัวไปด้วย ท่านปรมาจารย์เฒ่าวางใจเถอะ! สถานที่ที่พวกเขาส่วนใหญ่เดินทางไป ล้วนเป็นฐานที่มั่นที่ตระกูลช่ายของเราเคยเตรียมการและวางรากฐานเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว!" ช่ายเจิ้งเซวียนกล่าว "ส่วนสมาชิกตระกูลคนอื่นๆ ข้าก็ส่งคนไปแจ้งข่าวแล้ว หากใครมีความสามารถและรู้สึกไม่ปลอดภัย อยากจะอาศัยความสามารถของตนเองหลบลี้หนีภัยออกไปจากแคว้นช่ายชั่วคราว พวกเราก็จะแบ่งปันทรัพย์สินและคัมภีร์วรยุทธ์ให้บางส่วน และอนุญาตให้พวกเขาจากไปได้!"

อันที่จริงตลอดระยะเวลานับพันปีที่ผ่านมา ตระกูลช่ายก็มีสมาชิกตระกูลอพยพโยกย้ายออกไปตั้งรกรากอยู่ภายนอกเสมอ แต่ไม่เคยมีขนาดใหญ่โตเท่านี้มาก่อน และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นพวกที่ทำความผิดแล้วถูกเนรเทศออกไป เพราะตระกูลช่ายมีอำนาจบารมีล้นฟ้าในแคว้นช่าย หากไม่ใช่เพราะจนตรอกจริงๆ ใครเล่าจะไม่อยากเสวยสุขอยู่ในแคว้นช่ายต่อไป!

แต่ครั้งนี้ ตระกูลช่ายเป็นฝ่ายริเริ่มแบ่งแยกสาขาและอพยพคนในตระกูลออกไปเอง

กิ้งกือร้อยขาถึงตายก็ไม่ล้ม คำกล่าวนี้ช่างเหมาะเจาะกับตระกูลใหญ่ผู้มีรากฐานลึกซึ้งเหล่านี้เสียจริง!

"เช่นนั้นก็ดีแล้ว พระบิดาของเจ้าเลือกคนสืบทอดไม่ผิดจริงๆ!"

จบบทที่ บทที่ 910 - การอพยพของตระกูลช่าย

คัดลอกลิงก์แล้ว