- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 900 - แคว้นช่ายเปลี่ยนนาย
บทที่ 900 - แคว้นช่ายเปลี่ยนนาย
บทที่ 900 - แคว้นช่ายเปลี่ยนนาย
บทที่ 900 - แคว้นช่ายเปลี่ยนนาย
ช่ายโต้วไคมองไปยังปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าวแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว
"เขาจะฆ่าเจ้างั้นหรือ"
"ใช่ เขาจะฆ่าข้า!" ช่ายโต้วไคกล่าว "ทั่วทั้งแคว้นช่าย เติ้งอี้เฟยอยากจะฆ่าใคร เขาก็สามารถฆ่าได้ทั้งนั้น ไม่มีใครหน้าไหนหนีรอดไปได้หรอก!"
ปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าวมองช่ายโต้วไค ทันใดนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"เป็นเพราะพวกข้าที่เป็นบรรพบุรุษไร้น้ำยาเอง!"
"ท่านปรมาจารย์เฒ่าก็แค่อายุมากแล้วเท่านั้น!" ช่ายโต้วไคเอ่ยปากหาทางลงให้อีกฝ่าย "ข้าได้ปรึกษากับใต้เท้าเติ้งเรียบร้อยแล้ว ตระกูลช่ายของพวกเราคงหนีไม่พ้นการกวาดล้างในครั้งนี้ แต่ข้าหวังว่าจะสามารถเหลือความหวังเอาไว้ให้ตระกูลช่ายของเราได้บ้าง ข้าจะให้ผู้สืบทอดบัลลังก์ฝากตัวเป็นศิษย์ของใต้เท้าเติ้ง ต่อจากนี้ไปไม่ว่าใต้เท้าเติ้งต้องการสิ่งใดหรือมีคำสั่งใด แคว้นช่ายของเราก็จะทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อตอบสนอง... ท่านปรมาจารย์เฒ่า ท่านคิดเห็นประการใดกับความคิดของข้าบ้าง"
"ตกลง!" ปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าวถอนหายใจเสียงแผ่ว
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ การตัดหางปล่อยวัดเพื่อเอาตัวรอด ปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าวใช่ว่าจะไม่เข้าใจหลักการข้อนี้
ปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าวเอ่ยถาม "เติ้งอี้เฟย เจ้าว่าอย่างไรบ้าง"
"ตระกูลช่ายของพวกเจ้า ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับบัลลังก์มากเลยสินะ!"
ช่ายโต้วไคกล่าว "ไม่ใช่ว่าตระกูลช่ายของพวกเราให้ความสำคัญกับบัลลังก์นักหรอก แต่เป็นเพราะตระกูลช่ายของพวกเราไม่สามารถสละบัลลังก์ได้ต่างหาก เมื่อพันกว่าปีก่อน จักรวรรดิหนานเยว่ล่มสลาย บรรพบุรุษของตระกูลช่ายเป็นเพียงแม่ทัพนายหนึ่ง อยู่ภายใต้สังกัดของแม่ทัพใหญ่ท่านเดียวกับบรรพบุรุษตระกูลสวี ต่อมาบรรพบุรุษตระกูลช่ายก็ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ ตลอดหนึ่งพันปีที่ผ่านมา ตระกูลช่ายของพวกเรากุมอำนาจเบ็ดเสร็จในแคว้นช่ายมาโดยตลอด ศัตรูของตระกูลช่ายมีมากมายจนนับไม่ถ้วน ไม่เพียงแค่ภายในแคว้นช่ายเท่านั้น ภายนอกแคว้นช่าย ศัตรูของตระกูลช่ายก็มีมากยิ่งกว่า เมื่อใดที่ตระกูลช่ายของพวกเราเกิดล่มสลายลงกะทันหัน ศัตรูนับไม่ถ้วนก็จะยื่นมือเข้ามาจัดการกับคนอื่นๆ ในตระกูลช่ายทันที... ข้ารู้ดีว่าเจ้ามีกฎที่จะไม่สังหารคนแก่ สตรี และเด็ก แต่ถ้าหากเจ้าได้รับรู้ถึงจุดจบของคนแก่ สตรี และเด็กบางคน บางทีเจ้าอาจจะนึกเสียใจที่ไม่ได้ฆ่าพวกเขาทิ้งตั้งแต่แรกก็เป็นได้!"
เติ้งอี้เฟยถาม "เจ้าคิดว่า การที่ตระกูลช่ายของพวกเจ้าสวามิภักดิ์ต่อข้า จะทำให้พวกเจ้าปลอดภัยงั้นหรือ"
"ตระกูลช่ายของพวกเราสวามิภักดิ์ต่อเจ้า มีแต่จะยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น!" ช่ายโต้วไคเอ่ย "ทันทีที่ข่าวการสวามิภักดิ์ต่อเจ้าของตระกูลช่ายแพร่สะพัดออกไป ในระยะสั้น ตระกูลช่ายย่อมต้องปลอดภัยไร้กังวลอย่างแน่นอน เพราะขุมกำลังระดับแนวหน้าอื่นๆ ก็คงไม่กล้าล่วงเกินเจ้า และเจ้าเองก็คงไม่ได้คิดจะไปหาเรื่องขุมกำลังระดับแนวหน้าอื่นๆ ในทันทีหรอกใช่ไหม แต่สิ่งที่ตระกูลช่ายของพวกเราต้องการในตอนนี้ ก็คือเวลาเตรียมตัว ขอเวลาเพียงไม่กี่เดือน หรือสักครึ่งปี ก็เพียงพอแล้ว พวกเราต้องเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้ คนในตระกูลบางส่วนต้องอพยพออกจากแคว้นช่าย หรือแม้กระทั่งต้องเปลี่ยนชื่อแซ่!"
"แล้วทำไมข้าต้องยอมทำตามความต้องการของเจ้าด้วย"
"สายเลือดหลักของราชวงศ์พวกเรายินดีจะช่วยเจ้าควบคุมสถานการณ์ในแคว้นช่าย ในมือของพวกเราไม่ได้มีเพียงกองทัพนับล้านนายเท่านั้น แต่ยังมีระบบเครือข่ายข่าวกรองอันสมบูรณ์แบบที่กระจายตัวอยู่ตามแคว้นรอบข้าง ซึ่งรับรองได้เลยว่าต้องแข็งแกร่งกว่าสาขาย่อยขององค์กรผึ้งพิฆาตในแคว้นช่ายอย่างแน่นอน... ส่วนพวกเหมืองหินวิญญาณ เหมืองทองคำ และเหมืองแร่ธาตุต่างๆ นั่นก็ไม่ต้องพูดถึง ของพวกนี้พวกเราก็สามารถส่งมอบให้ถึงมือเจ้าได้ทั้งหมด!"
"เอ่อ... ดูเหมือนข้าจะไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธเลยนะ!"
เมื่อได้ยินว่าช่ายโต้วไคยินดีจะยกเครือข่ายข่าวกรองทั้งหมดให้อย่างสมบูรณ์แบบ เติ้งอี้เฟยก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที
องค์กรข่าวกรอง เป็นสิ่งที่เขาอยากจะมีไว้ในครอบครองมาโดยตลอด
ในตอนแรกเขาก็เคยมีความคิดที่จะยึดครององค์กรผึ้งพิฆาต แต่ก็อาจจะเป็นเพราะสถานการณ์หลายๆ อย่าง ทำให้เขาไม่อาจสมปรารถนาได้
และระบบเครือข่ายข่าวกรองของแคว้นช่าย ย่อมต้องร้ายกาจสุดยอดอย่างไม่ต้องสงสัย ดีไม่ดีตระกูลช่ายอาจจะสั่งสมและพัฒนามันมาเป็นพันๆ ปีแล้วก็ได้ ประสิทธิภาพด้านข่าวกรองของมันจะต้องเหนือล้ำกว่าองค์กรผึ้งพิฆาตที่เคยบอบช้ำอย่างหนักเมื่อสองปีก่อน และจนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกำลังอย่างแน่นอน...
"ถ้าเช่นนั้นก็ต้องขอขอบคุณมาก!" ช่ายโต้วไคลุกขึ้นจากเก้าอี้ หันไปกล่าวกับปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าว "ข้าจะไปพารัชทายาทของข้ามาที่นี่ ท่านปรมาจารย์เฒ่า คงต้องรบกวนท่านช่วยรับรองใต้เท้าเติ้งสักครู่แล้วล่ะ!"
ช่ายโต้วไคค้อมตัวคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะเร่งรีบเดินออกจากห้องทรงอักษรไป
ปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าวมองแผ่นหลังของช่ายโต้วไคพลางเอ่ยเสียงแผ่ว "เด็กคนนี้ มีสติเยือกเย็นเกินไปแล้ว แม้แต่ข้ายังสู้เขาไม่ได้เลย!"
"ข้าเคยพบเจอคนที่กำลังจะตายมาแล้วมากมาย และในบรรดาคนที่กำลังจะตายทั้งหมดนั้น การแสดงออกของเขา ถือว่ายอดเยี่ยมมากจริงๆ ดีไม่ดีอีกหลายปีให้หลัง ข้าอาจจะยังจำเขาได้อยู่ก็ได้!"
ปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าวกระชับกระบี่ยาวในมือแน่น ปรายตามองเติ้งอี้เฟยแวบหนึ่ง ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ชักกระบี่ออกมา
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากชักกระบี่!
ไม่ใช่ว่าเขาไม่กล้าลงมือกับเติ้งอี้เฟย
เขาใช้ชีวิตมาเกือบพันปี ย่อมต้องเบื่อหน่ายกับชีวิตเต็มทนแล้ว!
เขาไม่กลัวตาย บางครั้ง เขากลับแอบหวังอยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำว่าอยากจะตายๆ ไปให้พ้นๆ เสียที!
แต่ในเวลานี้ เขายังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ เขาไม่อาจมาทิ้งชีวิตลงใต้คมดาบของเติ้งอี้เฟยอย่างเปล่าประโยชน์ได้!
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องทรงอักษร ช่ายโต้วไคก็ออกคำสั่งกับแม่ทัพองครักษ์รักษาพระองค์ "ถ่ายทอดราชโองการของข้า เรียกตัวรัชทายาทช่ายเจิ้งเซวียนเข้าวัง ยิ่งเร็วยิ่งดี บอกเขาว่าข้ามีเรื่องด่วนมาก เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปรมาจารย์แห่งตระกูลช่ายและการสืบทอดราชบัลลังก์!"
"ข้าน้อยรับพระราชโองการ!"
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ช่ายเจิ้งเซวียน พระโอรสองค์โตของช่ายโต้วไคก็เดินทางมาถึงวังหลวง!
ช่ายเจิ้งเซวียนปีนี้อายุยี่สิบห้าปี มีพลังฝึกปรือระดับก่อกำเนิดขั้นกลาง พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ค่อนข้างอ่อนด้อย ห่างชั้นจากน้องสามของเขาลิบลับ แต่ก็เป็นเพราะพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ที่ไม่โดดเด่นของเขานี่แหละ เขาจึงมีโอกาสได้สืบทอดราชบัลลังก์!
"เสด็จพ่อ มีเรื่องด่วนอันใดจึงทรงเรียกตัวลูกเข้าวังหรือพ่ะย่ะค่ะ"
ช่ายโต้วไคมองหน้าลูกชาย ก่อนจะทอดถอนใจออกมาอย่างหนักหน่วง "เป็นพ่อเองที่ผิดต่อเจ้า ทิ้งปัญหาเน่าเฟะไว้ให้เจ้าต้องคอยตามเช็ดตามล้าง!"
"ตกลงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่พ่ะย่ะค่ะ"
ช่ายโต้วไคเล่าเรื่องที่เติ้งอี้เฟยกวาดล้างกองทัพเกราะทมิฬจนราบคาบ และสังหารปรมาจารย์ระดับอาณาเขตทั้งหกคนของตระกูลช่ายให้ฟังอย่างคร่าวๆ
"ตระกูลช่ายของพวกเราไม่ใช่คู่มือของเติ้งอี้เฟย พวกเรายอมจำนน แต่พวกเราก็ต้องปกป้องตระกูลช่ายเอาไว้ให้ถึงที่สุด!" ช่ายโต้วไคอธิบายแผนการของตนอย่างคร่าวๆ เมื่อพูดมาถึงตอนท้าย ดวงตาของช่ายเจิ้งเซวียนก็ลุกโชนไปด้วยความโกรธแค้น "เจิ้งเซวียน พ่อรู้ว่าเจ้าคงจะเกลียดชังเติ้งอี้เฟยมาก แต่ในฐานะขององค์จักรพรรดิ ในฐานะของผู้นำตระกูล เจ้าไม่อาจปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำการตัดสินใจได้ สิ่งที่เจ้าต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ชีวิตของคนในตระกูลเพียงไม่กี่คน แต่เป็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในตระกูลต่างหาก... ดังนั้น เจ้ารู้แล้วใช่ไหมว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป!"
"ลูกทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ ลูกจะพยายามรักษาชีวิตของคนในตระกูลช่ายเอาไว้ให้ได้มากที่สุด โยกย้ายทรัพย์สินให้เร็วที่สุด ส่งตัวคนในตระกูลที่มีศักยภาพบางส่วนหลบหนีออกนอกแคว้นช่ายไป จากนั้นก็ให้ความร่วมมือกับแผนการของเติ้งอี้เฟยอย่างเต็มที่!"
"เจ้าจำเอาไว้ให้ขึ้นใจก็แล้วกัน!" ช่ายโต้วไคพยักหน้ารับ
จากนั้น เขาก็พาช่ายเจิ้งเซวียนเดินกลับเข้าไปในห้องทรงอักษร
ช่ายเจิ้งเซวียนลอบมองเติ้งอี้เฟยด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพียงแค่แวบเดียวที่สบเข้ากับดวงตาอันเย็นชาไร้ความปรานีของเติ้งอี้เฟย เขาก็รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนขึ้นมาทันที!
นี่หรือคือตัวอันตรายเติ้งอี้เฟย
ตัวจริงน่ากลัวกว่าในภาพวาดตั้งเยอะ!
โดยเฉพาะกลิ่นอายอันเยือกเย็นยะเยือกนั่น ขนาดเป็นเวลากลางวันแสกๆ เพียงแค่ปรายตามองแวบเดียว ก็รู้สึกราวกับพลัดตกลงไปในบ่อน้ำแข็งเสียอย่างนั้น!
"ใต้เท้าเติ้ง นี่คือช่ายเจิ้งเซวียน ลูกชายของข้าเอง!"
"อืม!"
"รีบเข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์ของใต้เท้าเติ้งเร็วเข้า!"
เติ้งอี้เฟยขมวดคิ้วพลางกล่าว "แค่รับเป็นศิษย์จดนามก็พอแล้ว อีกอย่างข้ามีกฎระเบียบอยู่มากมาย ข้าหวังว่าเขาจะสามารถปฏิบัติตามได้นะ!"
ช่ายโต้วไคมองลูกชายแล้วเอ่ย "เขาจะปฏิบัติตามอย่างแน่นอน ถ้าหากเขาไม่ยอมทำตาม ใต้เท้าเติ้งก็สามารถล้างสำนักลงโทษเขาได้เลย ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนท่านปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าวช่วยดันลูกชายคนรองของข้าขึ้นครองราชย์แทนแล้วล่ะ!"
ปรมาจารย์เฒ่าป๋ายฮ่าวพยักหน้ารับ
ช่ายเจิ้งเซวียนถึงกับตกใจจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
เติ้งอี้เฟยพยักหน้ารับ "ตกลง!"
เมื่อช่ายโต้วไคเห็นลูกชายยังคงยืนอึ้งอยู่ เขาก็เตะเข้าที่ขาของอีกฝ่ายอย่างแรง "มัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ รีบฝากตัวเป็นศิษย์เร็วเข้าสิ!"
"อ้อ ได้พ่ะย่ะค่ะ!"
[จบแล้ว]