- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 850 - วิญญาณบนสรวงสวรรค์
บทที่ 850 - วิญญาณบนสรวงสวรรค์
บทที่ 850 - วิญญาณบนสรวงสวรรค์
บทที่ 850 - วิญญาณบนสรวงสวรรค์
"เฉวียนจวิน ปล่อยข้าลงเถอะ! คนที่พวกมันอยากฆ่าคือข้า!"
เติ้งอี้เฟยพิงร่างหลิวเฉวียนจวินพลางกล่าวเสียงแผ่ว
หลิวเฉวียนจวินกัดฟันแน่น "ไม่!"
"อย่าโง่ไปหน่อยเลย เจ้ามีลูกแล้วไม่ใช่หรือไง ถือซะว่าทำเพื่อลูกเถอะ" แม้สติของเติ้งอี้เฟยจะยังเลือนราง แต่เขาก็ยังจำหลิวเฉวียนจวินและเด็กในท้องของนางได้ "เจ้าไม่ใช่คู่มือของพวกมันหรอก!"
"แต่ข้าขาดเจ้าไม่ได้!"
หลิวเฉวียนจวินตะโกนสุดเสียง
และในตอนนั้นเอง ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นกลางคนหนึ่งก็เข้ามาขวางทางหลิวเฉวียนจวินเอาไว้
หลิวเฉวียนจวินหันกลับไปมองด้านหลัง ความรู้สึกสิ้นหวังก็ถาโถมเข้าใส่ทันที
ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นกลางที่ขวางทางอยู่ตะโกนลั่น "นังผู้หญิงคนนั้น วางคนข้างๆ เจ้าลงซะ!"
พวกเขายังไม่สามารถฟันธงได้ว่าคนที่หลิวเฉวียนจวินพาหนีมาด้วยคือเติ้งอี้เฟยหรือไม่
ในตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเติ้งอี้เฟยชุ่มโชกไปด้วยเลือด เส้นผมยาวสยายยุ่งเหยิงปรกลงมาที่หน้าผาก เสื้อผ้าขาดวิ่นจนมองไม่ออกถึงสภาพเดิม
"ไม่!"
มือซ้ายของหลิวเฉวียนจวินประคองเติ้งอี้เฟยเอาไว้ ส่วนมือขวาชักกระบี่ออกมาชี้ตรงไปยังยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะที่อยู่ตรงหน้าทันที
เมื่อผู้หญิงสติหลุด พวกนางก็ไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น
หลิวเฉวียนจวินที่มีพลังเพียงระดับทลายเวหาขั้นปลายถึงกับกล้าชักกระบี่เข้าใส่ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นกลาง
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ พวกเจ้าก็ตายไปด้วยกันเลยแล้วกัน!"
ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนถูกลบหลู่
แต่ในวินาทีนั้นเอง เติ้งอี้เฟยก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเลือดที่ยังไม่จางหายไปจ้องเขม็งไปยังยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นกลางผู้นั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย
วินาทีที่ได้สบตากับดวงตาสีเลือดของเติ้งอี้เฟย ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะผู้นั้นก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งตัว!
นั่นมันดวงตาที่น่าสะพรึงกลัวอะไรกัน!
ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุด เขาคล้ายกับมองเห็นสมรภูมิรบที่มีซากศพกองเป็นภูเขาเลากาผ่านดวงตาคู่นั้น
ในชั่วพริบตานั้น ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะก็ตระหนักได้ว่าตัวเองอาจจะวู่วามเกินไป
อีกฝ่ายคืออัจฉริยะสุดสยองที่เพิ่งกวาดล้างกองทัพหมาป่าทมิฬสองแสนนายและสังหารยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นสูงสุดไปกว่าสิบคนเชียวนะ!
เพียงชั่วอึดใจเดียว กลุ่มคนที่ไล่ล่าเติ้งอี้เฟยก็เข้ามาล้อมพวกเขาทั้งสองคนเอาไว้จนหมด
"พวกเจ้า อยากตายงั้นหรือ?"
เติ้งอี้เฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
แม้เสียงของเขาจะแหบพร่า แต่คำพูดนั้นกลับดังก้องไปถึงหูของทุกคนที่อยู่รอบบริเวณอย่างชัดเจน
ชั่วขณะนั้น กลุ่มผู้ไล่ล่าที่เคยมีท่าทีดุดันกลับเงียบกริบราวกับป่าช้า
พวกเขาทุกคนต่างก็หวาดกลัวเติ้งอี้เฟยจับใจ!
เพราะเติ้งอี้เฟยยังมีชีวิตอยู่ เขายังไม่ตาย และเขาก็เพิ่งจะแสดงพลังอันน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดให้พวกเขาได้เห็นมาหมาดๆ
"พวกเจ้าไม่ใช่คนบาป ข้าไม่มีเจตนาจะเอาชีวิตพวกเจ้า... หากพวกเจ้าไม่อยากตาย ก็หลีกทางไปซะ!"
พวกเราไม่ใช่คนบาปงั้นหรือ?
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ไล่ล่าเติ้งอี้เฟยต่างพากันเงียบงัน
พวกเขาทุกคนรู้ซึ้งถึงรูปแบบการลงมือของเติ้งอี้เฟยเป็นอย่างดี หากเติ้งอี้เฟยไม่มีหลักฐานว่าพวกเขาเป็นคนบาป เขาก็จะไม่แตะต้องพวกเขา
แต่ถ้าพวกเขาบังอาจลงมือกับเติ้งอี้เฟย พวกเขาก็จะถูกจัดเข้าสู่ทำเนียบคนบาปทันที!
เหมือนอย่างกองทัพหมาป่าทมิฬนั่นไง!
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบรับ เติ้งอี้เฟยจึงกระซิบกับหลิวเฉวียนจวิน "ไม่ต้องสนใจพวกมัน พวกเราไปกันเถอะ"
"อืม!"
มือที่กำกระบี่ของหลิวเฉวียนจวินชุ่มไปด้วยเหงื่อ
แต่เพราะนี่คือคำสั่งของเติ้งอี้เฟย และในตอนนี้นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น นางจึงต้องกัดฟันบินมุ่งหน้าไปทางยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นกลางคนนั้น
แล้วทั้งสองคนก็เดินเฉียดผ่านยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นกลางคนนั้นไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นกลางคนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
และยอดฝีมือคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังเติ้งอี้เฟย เมื่อเห็นว่าแม้ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นกลางยังไม่กล้าลงมือ พวกเขาก็ไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าไปยุ่งเช่นกัน
ในที่สุด ก็มียอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นต้นใจกล้าคนหนึ่งตะโกนลั่นขึ้นมา "พวกเจ้ามันไอ้พวกขี้ขลาด เติ้งอี้เฟยบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น ตอนนี้แหละคือโอกาสทองในการฆ่ามัน!"
"งั้นเจ้าก็ลองเข้าไปดูสิ!"
ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นกลางที่นิ่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น
"ข้าไม่ได้โง่ขนาดนั้น ทำไมเจ้าไม่ลองเข้าไปดูล่ะ!"
จากนั้น กลุ่มคนที่ไล่ล่าเติ้งอี้เฟยทั้งหมดก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
ท่ามกลางความเงียบ ผู้ฝึกยุทธ์จากแคว้นช่ายคนหนึ่งก็กระซิบขึ้น "ข้าเหมือนจะเคยเห็นผู้หญิงที่พาเติ้งอี้เฟยหนีไปนะ!"
"นางคือใคร?"
"ถ้าข้าเดาไม่ผิด นางน่าจะเป็นคนขององค์กรผึ้งพิฆาต เมื่อเจ็ดปีก่อนข้าเคยเจอนางครั้งหนึ่ง ตอนนั้นนางติดตามอยู่ข้างกายหลิวหานซู่ ถ้าข้าจำไม่ผิด หลังจากที่หลิวหานซู่ถูกยอดฝีมือแคว้นสวีสังหาร ก็ดูเหมือนจะเป็นนางนี่แหละที่ขึ้นมาควบคุมองค์กรผึ้งพิฆาตแทน!"
ผู้ฝึกยุทธ์แคว้นช่ายอีกคนก็ร้องอ๋อขึ้นมาทันที "ข้าว่าแล้วเชียว เติ้งอี้เฟยไม่มีทางหัวเดียวกระเทียมลีบแน่ ไม่อย่างนั้นทุกครั้งที่เขาฆ่าคน เขาจะทิ้งสิ่งที่เรียกว่าหลักฐานเอาไว้มากมายขนาดนั้นได้อย่างไร พวกเราหลายคนก็เชื่อมาตลอดว่าเบื้องหลังของเติ้งอี้เฟยจะต้องมีขั้วอำนาจใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นองค์กรผึ้งพิฆาต... มิน่าล่ะ ช่วงก่อนหน้านี้องค์กรผึ้งพิฆาตถึงมักจะค้นพบร่องรอยของเติ้งอี้เฟยได้ก่อนใครเพื่อน แล้วก็เอาข่าวกรองมาขาย ที่แท้เขาก็เป็นคนขององค์กรผึ้งพิฆาตนี่เอง ที่ผ่านมาพวกมันเล่นละครตบตาพวกเรามาตลอด... บัดซบเอ๊ย ตระกูลของข้าถูกองค์กรผึ้งพิฆาตหลอกเข้าให้แล้ว ตอนที่ตระกูลของข้าไล่ล่าเติ้งอี้เฟย พวกเรายอมจ่ายเงินก้อนโตซื้อเบาะแสของเติ้งอี้เฟยมาจากพวกมันด้วยซ้ำ!"
"...ตระกูลพวกเราก็เหมือนกัน!"
"พวกเราก็ด้วย!"
"..."
"เดี๋ยวนะ เจ้าบอกว่าเจ้ารู้จักผู้หญิงที่อยู่ข้างกายเติ้งอี้เฟย แล้วเจ้าเป็นใครกันแน่?"
ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะแคว้นช่ายที่แฉความลับขององค์กรผึ้งพิฆาตยิ้มบางๆ "ข้าเป็นใครน่ะหรือ เรื่องนี้ต้องขอปิดเป็นความลับ พวกเจ้าแค่รู้ไว้ก็พอว่าองค์กรผึ้งพิฆาตจะต้องถูกถอนรากถอนโคน หากกำจัดองค์กรผึ้งพิฆาตได้ ก็เท่ากับเป็นการควักลูกตาของเติ้งอี้เฟยทิ้ง!"
"แล้วตอนนี้พวกเราจะเอายังไงต่อ?"
มีคนถามขึ้น
ทว่าไม่มีใครตอบคำถามของชายผู้นั้น เพราะคนอื่นๆ ต่างพากันบินกลับไปยังสนามรบเมื่อครู่นี้กันหมดแล้ว
บนสนามรบแห่งนั้น มีความมั่งคั่งอันน่าเย้ายวนใจถูกทิ้งเอาไว้มากมาย
ณ สนามรบนอกเมืองจิ้งตง หลังจากสิ้นสุดมหาศึกระหว่างเติ้งอี้เฟยกับกองทัพหมาป่าทมิฬ ก็เกิดการต่อสู้ตะลุมบอนขึ้นมาอีกระลอก
ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนนับไม่ถ้วนที่น้ำลายสออยากได้ทรัพย์สมบัติของบรรดาแม่ทัพกองทัพหมาป่าทมิฬ ต่างพากันต่อสู้แย่งชิงแหวนมิติและอาวุธเทพเหล่านั้นกันอย่างดุเดือด
การต่อสู้ยืดเยื้อขาดๆ หายๆ ดำเนินไปยาวนานกว่าหนึ่งวันเต็ม จนกระทั่งแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งร่วงหล่นลงมา กดทับผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนบนสนามรบจนหมอบราบลงกับพื้น
"นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ศพเยอะแยะขนาดนี้ หรือว่าเพิ่งจะมีศึกใหญ่เกิดขึ้น กองทัพเกราะทมิฬบุกมางั้นหรือ แล้วกองทัพหมาป่าทมิฬไปไหนหมด ไปตามไอ้เด็กเมื่อวานซืนสวีเทียนฝูมาพบข้าเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาดสะท้อนไปทั่วทั้งสมรภูมิ
ยอดฝีมือระดับอาณาเขต!
มียอดฝีมือระดับอาณาเขตลงมาจุติแล้ว!
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังแย่งชิงทรัพย์สมบัติต่างหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
แม้แต่ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะก็ยังต้องหมอบราบลงกับพื้น พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
"นายท่าน ไม่ใช่กองทัพเกราะทมิฬขอรับ เป็นเติ้งอี้เฟย เติ้งอี้เฟยเป็นคนทำ เขายังฆ่าท่านแม่ทัพใหญ่สวีเทียนฝูด้วยขอรับ!"
บนกำแพงเมืองจิ้งตง แม่ทัพระดับขอบเขตเทวะขั้นต้นคนหนึ่งตะโกนรายงานด้วยความโศกเศร้า
ภายในเมืองจิ้งตงไม่มียอดฝีมือหลงเหลืออยู่มากนัก พวกเขาไม่มีกำลังพอที่จะไปห้ามปรามผู้ฝึกยุทธ์หน้าเงินที่กำลังกอบโกยทรัพย์สมบัติของอดีตแม่ทัพกองทัพหมาป่าทมิฬเหล่านั้นได้
"เป็นไปได้อย่างไร ข้ารู้จักเติ้งอี้เฟย แม้ว่าเขาจะเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก แต่เขาไม่มีปัญญามากวาดล้างกองกำลังหัวกะทิสองแสนนายของกองทัพหมาป่าทมิฬได้หรอก!"
"นายท่าน พวกเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเติ้งอี้เฟยใช้วิชามารอันใด แต่เขาเป็นคนฆ่าพี่น้องสองแสนนายของพวกเรา รวมถึงท่านแม่ทัพใหญ่สวีเทียนฝูจริงๆ ขอรับ!"
"แล้วเติ้งอี้เฟยตายแล้วหรือยัง?"
"มันหนีไปได้ขอรับ!"
"ทิศทางไหน!"
"ทางนั้นขอรับ!"
แม่ทัพผู้นั้นชี้มือไปทางทิศเหนือ
เมื่อหนึ่งวันก่อน แม่ทัพผู้รอดชีวิตคนนี้เห็นกับตาว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งพาเติ้งอี้เฟยหนีไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศทางของแคว้นช่าย!
แม่ทัพที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองจิ้งตงตะโกนด้วยความโกรธแค้น "นายท่าน ข้าขอร้องให้ท่านลงโทษผู้ฝึกยุทธ์พวกนี้ด้วยขอรับ พวกมันกำลังแย่งชิงสิ่งของดูต่างหน้าของบรรดาแม่ทัพกองทัพหมาป่าทมิฬ!"
"พวกเจ้าทุกคน สมควรตาย!"
ยอดฝีมือระดับอาณาเขตผู้กำลังเดือดดาลยื่นมือออกไป ท้องฟ้าและแผ่นดินก็พลันเปลี่ยนสีในพริบตา
บรรดายอดฝีมือที่ยังคงรั้งอยู่บนสนามรบเพื่อแย่งชิงทรัพย์สมบัติ จู่ๆ หน้าก็แดงก่ำ กระอักเลือดคำโตออกมา ก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นหมดสติไปอย่างอ่อนแรง
"ข้าจะต้องจับตัวเติ้งอี้เฟยให้ได้ จะเด็ดหัวมันมาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบนสรวงสวรรค์ของเหล่าทหารกองทัพหมาป่าทมิฬ!"
เมื่อยอดฝีมือระดับอาณาเขตกล่าวประโยคนี้จบ เขาก็รีบบินพุ่งทะยานไปยังทิศทางที่แม่ทัพผู้นั้นชี้บอกทันที
ทุกที่ที่ยอดฝีมือระดับอาณาเขตเคลื่อนผ่าน ห้วงมิติรอบข้างถึงกับสั่นสะเทือน!