- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- บทที่ 512 กระบี่บินข้ามทัณฑ์สวรรค์ (1/2)
บทที่ 512 กระบี่บินข้ามทัณฑ์สวรรค์ (1/2)
บทที่ 512 กระบี่บินข้ามทัณฑ์สวรรค์ (1/2)
ท้องฟ้ามืดมิดลง ทุกคนต่างพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้น มองขึ้นไปบนท้องฟ้า
วินาทีนี้ ทุกคนในเหมืองแร่ราวกับถูกฟ้าผ่า ดวงตาเบิกโพลงถลนแทบหลุดจากเบ้า ราวกับเห็นภูตผีปีศาจ
สยงเยี่ยนเพียงแค่มองแวบเดียว ก็กระอักเลือดสดๆ ออกมาทันที ใช้วิชาหลบหนีโลหิต ร่างกายกลายเป็นเส้นสีแดง พุ่งทะยานหนีไปไกล
นักพรตสามศพกลายสภาพเป็นซากศพนอนกองอยู่บนพื้นทันที แล้วเน่าเปื่อยสลายหายไปอย่างรวดเร็ว นี่คือวิชาสลัดคราบ
ทุกคนต่างงัดวิชาอิทธิฤทธิ์ของตนออกมา เป้าหมายล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน
นั่นก็คือหนี! หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้!
ทว่า ทุกคนเพิ่งจะเริ่มขยับตัว พวกเขาก็สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวไปเสียแล้ว รวมถึงร่างแยกของสวี่เฮยด้วยที่สูญเสียพลังไปตามๆ กัน จนต้องหมอบราบลงกับพื้น
พวกเขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย ไม่อาจขยับได้แม้แต่ครึ่งก้าว ราวกับกำลังแบกรับพลังแห่งสวรรค์ (เทียนเวย) ไม่อาจต้านทานได้
ราวกับว่ามิติรอบๆ เหมืองแร่ทั้งหมด ถูกจองจำเอาไว้แล้ว
พวกเขาเห็นอะไรกันแน่?
"นั่นมัน อะไรกัน?"
ร่างต้นของสวี่เฮยอยู่ในที่ที่ไกลออกไปมาก เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
เห็นเพียงบนจุดสูงสุดของท้องฟ้าอันไกลโพ้น ปรากฏทรงกลมขนาดยักษ์ดวงหนึ่ง ดูราวกับดวงจันทร์ กำลังร่วงหล่นลงมา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แต่แรงกดดันกลับจุติลงมาล่วงหน้าแล้ว กดทับลงบนร่างของทุกคนในเหมืองแร่ และกดทับลงบนน่านฟ้าของเมืองล่วนซิง
ทุกคนที่หนีไม่ทัน ล้วนหมอบราบอยู่บนพื้น ทำได้เพียงเคลื่อนไหวอย่างยากลำบาก
"อุกกาบาตตกจากฟ้า?"
"สวรรค์เอ๋ย นี่มันอุกกาบาตอะไรกัน?"
"นี่มันดวงจันทร์รึเปล่า?"
"ข้าไม่เคยเห็นอุกกาบาตลูกใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย แม่จ๋า หนีเร็ว!"
"นี่มัน... ดวงดาวทั้งดวงชัดๆ!"
ผู้คนในเมืองล่วนซิงต่างก็ตื่นตระหนกตกใจ ทุกคนกระทำเป็นหนึ่งเดียวกัน ใช้วิธีที่รวดเร็วที่สุด งัดไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา ยอมแลกด้วยทุกสิ่ง เผาผลาญพลังชีวิต เพื่อหลบหนีออกไปนอกเมือง
ดวงดาวดวงใหญ่ขนาดนี้ หากตกลงมา ผลลัพธ์ย่อมไม่อาจจินตนาการได้ ไม่ว่าเจ้าจะมีระดับพลังบำเพ็ญเท่าใด ระดับหยวนอิง (ทารกวิญญาณ) ก็ดี หรือแม้แต่ระดับฮั่วเสิน (แปลงจิต) ก็ช่าง มีเพียงความตายสถานเดียว
สวี่เฮยพลันนึกถึงข่าวลือท่อนหนึ่งในความทรงจำของหวงฝู่ตวนหลง
ในสงครามยุคบรรพกาล มีผู้บำเพ็ญเพียรผู้หนึ่งใช้วิชาอิทธิฤทธิ์อันไร้ขอบเขต ทำให้ดาวตกจากนอกโลกร่วงหล่นลงมา บดขยี้ผู้คนในสมรภูมิจนตายหมดสิ้น
และด้วยวิชาอิทธิฤทธิ์ไร้ขอบเขตนี้เอง ที่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ หลุดลอกออกจากโลกเบื้องบน กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเรียกขานกันว่า "สมรภูมิต่างแดน"
สวี่เฮยสูดลมหายใจเข้าลึก หากอุกกาบาตที่มีขนาดเทียบเท่าดวงจันทร์เช่นนี้ มีจำนวนมากกว่านี้อีกสักหน่อย ก็สามารถทำให้ดินแดนหลุดลอกออกไปได้จริงๆ นี่ไม่ใช่พลังของมนุษย์อีกต่อไป และไม่ใช่พลังของผู้บำเพ็ญเพียรด้วย แต่เป็นพลังแห่งสวรรค์ พลังแห่งวิถีสวรรค์ (เต๋าสวรรค์)!
นั่นมันคือเทวานุภาพเทียมฟ้าแบบไหนกัน? สวี่เฮยไม่อาจจินตนาการได้เลย ว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่เรียกอุกกาบาตลงมาได้ จะมีระดับพลังบำเพ็ญสูงส่งเพียงใด
"ตูม!!"
อุกกาบาตร่วงหล่นลงมา ก่อให้เกิดพายุหมุนอันไร้ที่สิ้นสุด เพียงแค่เข้ามาใกล้ ก็ทำให้เมืองล่วนซิงพังทลายลงอย่างราบคาบ กลุ่มสิ่งปลูกสร้างภายในนั้น ล้มครืนลงมาเป็นแถบๆ ผู้บำเพ็ญเพียรนับไม่ถ้วนถูกบีบอัดจนตายอย่างน่าเวทนา แม้แต่จะหนีก็ยังหนีไม่ทัน
อุกกาบาตเสียดสีกับอากาศ เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นที่พื้นผิวชั้นนอก กลายเป็นลูกไฟดวงหนึ่ง กลิ้งตกลงมาอย่างเกรี้ยวกราด พุ่งชนเข้าใส่เมืองล่วนซิง
นี่เป็นฉากที่สั่นสะเทือนจิตใจผู้คนอย่างถึงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้ทุกคนสามารถจดจำไปได้ชั่วชีวิต
พวกเขาถึงได้เข้าใจในตอนนี้ ว่าค่ายกลขนาดใหญ่แห่งยุคบรรพกาลนั้น คือค่ายกลที่ใช้เรียกอุกกาบาตจากนอกโลกให้ร่วงหล่นลงมา
อุกกาบาตมาจากที่ใด มีหลักการทำงานอย่างไร? เหตุใดในความว่างเปล่าของสมรภูมิต่างแดน ถึงยังมีดวงดาวขนาดใหญ่เช่นนี้ดำรงอยู่ได้ ไม่มีใครรู้เลย
"ตูมๆๆๆ!!!"
ภายใต้การจับจ้องของสวี่เฮย ดวงดาวขนาดยักษ์ที่เทียบเท่ากับเมืองทั้งเมืองดวงนั้น ได้ร่วงหล่นลงมาอย่างเป็นทางการ ปะทะเข้ากับเมืองล่วนซิง มนุษย์นั้นช่างเล็กจ้อยราวกับมดปลวก ตายจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
เพียงแค่คลื่นกระแทกที่แผ่ขยายออกมา ก็ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงนับไม่ถ้วนต้องตายอย่างอนาถ ถูกบดขยี้จนดับสูญทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ
น่ากลัวเกินไปแล้ว! ไม่มีคำพูดใดสามารถบรรยายความตื่นตะลึงในใจของสวี่เฮยได้เลย
"จริงสิ ตอนนี้ดวงดาวกำลังร่วงหล่น ความสนใจของทุกคนล้วนถูกดึงดูดไปหมด นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการหลอมกระบี่หรอกหรือ?" สวี่เฮยเกิดความคิดขึ้นในใจ
เขามุดลงไปใต้ดินทันที และจัดวาง 'ค่ายกลกระบี่ดารา' ขึ้นมาหนึ่งค่ายกล