- หน้าแรก
- ปฐมกาล จ้าวอสรพิษ
- บทที่ 511 ค่ายกลขนาดใหญ่แห่งยุคบรรพกาลถูกทำลาย (1/2)
บทที่ 511 ค่ายกลขนาดใหญ่แห่งยุคบรรพกาลถูกทำลาย (1/2)
บทที่ 511 ค่ายกลขนาดใหญ่แห่งยุคบรรพกาลถูกทำลาย (1/2)
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือน
การศึกษาค่ายกลขนาดใหญ่แห่งยุคบรรพกาลยังคงไม่มีความคืบหน้า ต่อให้เป็นปรมาจารย์ค่ายกลที่เก่งกาจเพียงใดก็ยังอับจนปัญญาต่อค่ายกลนี้ ทำได้เพียงปล่อยให้พวกเขาตื่นตะลึงไปกับสติปัญญาของคนโบราณ
"นี่จะต้องศึกษาไปถึงเมื่อไหร่กัน?"
"รอดูไปก่อนเถอะ หากไม่ได้จริงๆ ก็ทำลายค่ายกลนี้ด้วยกำลังซะ!"
ยอดฝีมือมากมายรวมตัวกันปรึกษาหารือ
ช่วงหลายวันมานี้ มีผู้คนหลั่งไหลมาไม่น้อย ยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงในสมรภูมิต่างแดนแทบจะมาถึงกันหมดแล้ว เพียงเพื่อรอให้ค่ายกลถูกทำลาย ทุกคนจะได้ทำการขุดค้นกันต่อไป
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความกดดันก็ยิ่งทวีคูณ มักจะมีผู้ที่ไร้ความอดทนบุกรุกเข้าไปทำลายด้วยกำลัง ทำให้พวกเขาป้องกันได้ยากยิ่ง
การหลอมกระบี่บินของสวี่เฮยก็เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้วเช่นกัน
ภายในเตาหลอม บนสันกระบี่มังกรแท้จริงปรากฏแสงประกายสี่สี ซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุทอง ไม้ น้ำ และไฟ
ขาดเพียงสิ่งสุดท้ายคือดินก่อกำเนิดปฐพี (ต้าตี้ซีหร่าง) ก็จะเสร็จสิ้นขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือการประสานพลังธาตุดิน
รวบรวมห้าธาตุได้ครบถ้วน ในหมู่กระบี่บินถือว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งนัก อย่างน้อยด้วยประสบการณ์ของสวี่เฮย เขาก็ยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
"หากไม่ใช่เพราะข้ามีรากวิญญาณครบทั้งห้าธาตุ ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะหลอมกระบี่ห้าธาตุเล่มนี้ขึ้นมาได้"
"ขาดแค่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว!"
ดินก่อกำเนิดปฐพีของสวี่เฮย ลอยแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มจุดสีดำอยู่กลางอากาศ แฝงด้วยแสงกระบี่เรืองรองจางๆ ดึงดูดซึ่งกันและกันกับกระบี่บิน
สวี่เฮยสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิจิตจนถึงขีดสุด เมื่อนึกคิด กลุ่มจุดสีดำก็ค่อยๆ ลอยเข้าใกล้กระบี่บิน ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ กำลังจะหลอมรวมเข้ากับสันกระบี่ เพื่อเติมเต็มวงแหวนห้าธาตุวงสุดท้าย
ทันใดนั้น ห้วงมิติก็สั่นสะเทือน บนท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไปดูเหมือนจะมีเมฆดำทะมึนกำลังรวมตัวกัน
สวี่เฮยใจสั่นสะท้าน รีบหยุดการกระทำลงทันที
"ไม่ได้ หากข้าหลอมกระบี่ห้าธาตุสำเร็จในตอนนี้ เกรงว่าจะดึงดูดทัณฑ์สวรรค์ลงมา รอดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่า" สวี่เฮยมีลางสังหรณ์ว่า ทัณฑ์สวรรค์ในครั้งนี้ เกรงว่าจะรุนแรงยิ่งกว่าตอนที่แหวนสัตว์วิญญาณก่อตัวเสียอีก
ตอนนี้ผู้คนที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่มีมากเกินไป เขาต้องหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน
สวี่เฮยพักเรื่องกระบี่ห้าธาตุไว้ก่อน เปลี่ยนมาหยิบกระบี่บินที่เป็นของโจรจำนวนมากออกมาแทน ตั้งใจว่าจะนำมาหลอมใหม่อีกครั้ง
เขาต้องวางค่ายกลกระบี่ดาราที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ถึงจะรับมือกับทัณฑ์สวรรค์ของของวิเศษได้
…………
พริบตาเดียว นับตั้งแต่สวี่เฮยเดินทางมาถึง ก็ผ่านไปสองเดือนแล้ว
เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ การปะทะกันบริเวณใกล้เคียงเหมืองแร่แห่งใหม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าค่ายกลขนาดใหญ่แห่งยุคบรรพกาลไม่ถูกทำลายลงเสียที ทุกคนต่างก็หมดความอดทน
ผู้บำเพ็ญเพียรในที่แห่งนี้ จำนวนไม่น้อยเดินทางมาจากจงหยวน (ที่ราบส่วนกลาง) เป่ยโม่ (ทะเลทรายอุดร) หนานหมัน (แดนเถื่อนแดนใต้) หรือแม้กระทั่งจากซีซาน (เขาตะวันตก) ที่อยู่ไกลแสนไกล พวกเขาเดินทางข้ามน้ำข้ามเขามานับหมื่นลี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะรออยู่ที่นี่ไปตลอด โดยปล่อยปละละเลยทรัพย์สินและกิจการของตนเอง
พวกเขาต้องการเห็นผลลัพธ์โดยเร็วที่สุด
"ทำลายค่ายกลด้วยกำลังเถอะ บิดาไม่มีทางมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ตลอดไปหรอก!"
"ถูกต้อง ก็แค่ค่ายกลขนาดใหญ่แห่งยุคบรรพกาล มีอะไรน่าศึกษาหนักหนา?"
"เริ่มทำลายค่ายกลได้แล้ว!"
ภายใต้การนำของสำนักหลอมโลหิต ซึ่งเป็นสำนักสายมารแห่งจงหยวน เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระต่างก็เข้าร่วม ตัดสินใจที่จะทำลายค่ายกลด้วยกำลัง
กลุ่มขุมกำลังฝ่ายอนุรักษ์นิยม เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่อาจต้านทานได้ จึงทำได้เพียงล้มเลิกการวิเคราะห์ค่ายกล และเลือกที่จะร่วมมือทำลายค่ายกลด้วยกำลังเช่นกัน
"ไม่ได้ หากค่ายกลนี้ถูกทำลายด้วยกำลัง จะต้องนำมาซึ่งมหันตภัยอย่างแน่นอน ห้ามทำเด็ดขาด!" อู๋เยวียนกล่าวขัดขวาง
แต่มาถึงจุดนี้แล้ว ต่อให้เป็นอู๋เยวียนก็ไม่มีสิทธิ์ชี้ขาดอีกต่อไป
ต่อให้เจ้าเป็นระดับฮั่วเสินแล้วจะทำไม? สำนักระดับฮั่วเสินที่อยู่ที่นี่มีไม่น้อยเลย ใครๆ ต่างก็มีผู้อาวุโสระดับสูงหนุนหลังกันทั้งนั้น
"ผู้อาวุโสอู๋ ท่านหลีกทางไปเถอะ ที่นี่ท่านไม่มีสิทธิ์ชี้ขาดหรอกนะ"
"ให้เวลาท่านมาสองเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่เห็นผลขยับเขยื้อน ขืนทำต่อไป ก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า"
ผู้บำเพ็ญเพียรสองคนก้าวออกมา และเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าอู๋เยวียน
หนึ่งในนั้นสวมชุดคลุมสีแดง ใบหน้าแดงระเรื่อ ริมฝีปากแดงฉานดั่งเลือด รูปลักษณ์ไม่ระบุเพศหญิงชาย ดูแปลกประหลาดและชั่วร้ายยิ่งนัก เขาคือจอมมารแห่งสำนักหลอมโลหิต เจ้าของฉายา 'มารมนุษย์กลืนใจ' นามว่าสยงเยี่ยน
ส่วนอีกคนหนึ่งทั่วร่างซีดเผือด ไร้สีเลือดบนใบหน้า ใบหน้าอมเขียว ในดวงตาเปล่งประกายแสงสีเขียว ราวกับซากศพเดินได้ คนผู้นี้คือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสุสานโบราณ 'นักพรตสามศพ' นามว่ากู้อวิ๋นซง
หากพูดถึงชื่อเสียงและความแข็งแกร่งแล้ว ทั้งสองคนนี้ล้วนไม่ด้อยไปกว่าอู๋เยวียนเลย
เมื่อมองไปทั่วทั้งสมรภูมิต่างแดน ผู้ที่สามารถต่อกรกับพวกเขาทั้งสองได้นั้น นับนิ้วมือข้างเดียวยังนับได้เลย
ยิ่งเมื่อมองไปที่กลุ่มขุมกำลังฝ่ายอนุรักษ์นิยมด้านหลังพวกเขาทั้งสอง ทุกคนล้วนนิ่งเงียบ ปล่อยให้ทั้งสองก้าวออกมาตามอำเภอใจ เมื่ออู๋เยวียนเห็นเช่นนั้น จิตใจก็ดิ่งวูบลงสู่จุดต่ำสุดทันที