เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

(ฟรี) บทที่ 179 ทุบตีบรรพบุรุษระดับวิญญาณหลุดร่าง + บทที่ 180 หลี่ชวน ตกลงว่าเจ้าจะมีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยากันแน่

(ฟรี) บทที่ 179 ทุบตีบรรพบุรุษระดับวิญญาณหลุดร่าง + บทที่ 180 หลี่ชวน ตกลงว่าเจ้าจะมีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยากันแน่

(ฟรี) บทที่ 179 ทุบตีบรรพบุรุษระดับวิญญาณหลุดร่าง + บทที่ 180 หลี่ชวน ตกลงว่าเจ้าจะมีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยากันแน่


บทที่ 179 ทุบตีบรรพบุรุษระดับวิญญาณหลุดร่าง

นั่นคือชายร่างกำยำที่มีรูปร่างหน้าตาประหลาดล้ำ อวัยวะแต่ละส่วนบนใบหน้าของเขา เมื่อนำมาประกอบรวมกันแล้ว กลับดูละม้ายคล้ายคลึงกับลิงวานรเสียเหลือเกิน

เขาอ้าปากกว้างสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เพียงชั่วพริบตา คลื่นพลังปราณสีเลือดที่ปรมาจารย์โลหิตทมิฬปลดปล่อยออกมา ก็ถูกเขาดูดกลืนเข้าไปในท้องจนหมดสิ้น

ผู้คนรอบข้างต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่า วิชาที่ปรมาจารย์โลหิตทมิฬฝึกฝนนั้นคือวิชาสายโลหิต คลื่นพลังปราณสีเลือดของมัน มีอานุภาพที่สามารถทำให้ผู้คนสูญเสียสติสัมปชัญญะ และยังมีอำนาจในการกัดกร่อนเลือดเนื้อให้หลุดลอกออกจากกระดูกได้อย่างน่าสะพรึงกลัว

และที่สำคัญที่สุดก็คือ การโจมตีในครั้งนี้ เป็นการโจมตีจากผู้ฝึกเซียนระดับวิญญาณหลุดร่าง

แต่ชายร่างกำยำหน้าตาประหลาดคนนี้ กลับสามารถดูดกลืนมันเข้าไปได้ทั้งหมดในรวดเดียว แถมดูจากสีหน้าแล้ว เขายังดูจะเพลิดเพลินกับรสชาติของมันอีกต่างหาก

นี่มัน...

"ว่าแล้วเชียว นางต้องมีไม้ตายซ่อนอยู่!" หลี่ชวนรู้สึกตะหงิดๆ มาตั้งแต่แรกแล้วว่า ท่าทีของซ่างกวนจิ้งจูในวันนี้มันดูแปลกๆ ที่แท้นางก็แอบซุกซ่อนยอดฝีมือเอาไว้คอยช่วยเหลืออยู่นี่เอง

"จะ... เจ้าเป็นใครกัน?" เสียงของปรมาจารย์โลหิตทมิฬเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจ

ในเวลานี้ คงไม่มีใครจะรู้สึกช็อกไปกว่ามันอีกแล้ว

คลื่นพลังปราณสีเลือดของมัน ไม่เคยมีใครกล้าเอาตัวเข้าแลก หรือแม้แต่จะปล่อยให้สัมผัสโดนตัวเลยด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการดูดกลืนเข้าไปแบบนี้

ซ่างกวนจิ้งจูเอ่ยแนะนำ "ท่านผู้นี้คือ ท่านผู้อาวุโสหยวนกัง จากเผ่าวานรโลหิต เผ่าวานรโลหิตนั้นมีสัญชาตญาณในการกระหายเลือดมาแต่กำเนิด ซึ่งก็ถือได้ว่ามีสายเลือดใกล้เคียงกับวิชาที่ท่านปรมาจารย์ฝึกฝนอยู่ ข้าหวังว่าการได้พบกับเขาในวันนี้ จะทำให้ท่านปรมาจารย์รู้สึกยินดีปรีดานะ"

ยินดีปรีดาบ้าบออะไรกัน!

ปรมาจารย์โลหิตทมิฬเพิ่งจะตระหนักได้ในวินาทีนี้เอง ว่าเมื่อครู่นี้มันช่างหลงตัวเองเสียจริงๆ มันหลงคิดไปว่า ซ่างกวนจิ้งจูกำลังจะยอมอ่อนข้อให้มัน ถึงได้เตรียมจะมอบโอสถมูลค่า 5 ล้านแต้มผลงานให้

"โอสถบำรุงเลือดกับโอสถเสริมกระดูกพวกนั้น เจ้าตั้งใจเตรียมมาให้มันงั้นรึ?" ปรมาจารย์โลหิตทมิฬตวาดลั่นด้วยความโกรธแค้น

"แล้วท่านคิดว่าเป็นใครล่ะ?" ซ่างกวนจิ้งจูแค่นเสียงเยาะ "คนอย่างท่าน มีค่าพอที่จะได้รับโอสถจากสำนักหยินหยางของเราด้วยรึ? ท่านลืมไปแล้วรึไงว่าตัวเองเป็นแค่พวกนอกรีต?"

"ดี! ดี! ดีมาก!" ปรมาจารย์โลหิตทมิฬจ้องมองหยวนกังเขม็ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ในละแวกนี้ มีเพียงเผ่าวานรโลหิตที่อาศัยอยู่ที่ภูเขาหมื่นยอดเท่านั้น เจ้าคงจะมาจากที่นั่นสินะ ข้ากับเผ่าวานรโลหิตของพวกเจ้า ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน เจ้าแน่ใจนะว่าจะเข้ามาสอดเรื่องนี้ และตั้งตนเป็นศัตรูกับข้าจริงๆ?"

"เพียงเพื่อแลกกับโอสถแค่นั้น เจ้าถึงขนาดยอมเอาเผ่าวานรโลหิตทั้งเผ่าเข้ามาเสี่ยงอันตราย มันคุ้มค่าแล้วจริงๆ รึ?"

คำพูดของมัน เป็นการข่มขู่กันอย่างโจ่งแจ้ง

มันกำลังจะบอกว่า ถึงแม้มันจะทำอะไรหยวนกังไม่ได้ แต่มันก็สามารถไปลงมือกับเผ่าวานรโลหิตได้ ถ้าหยวนกังยังดึงดันจะสอดมือเข้ามายุ่ง ในอนาคตมันจะต้องตามไปล้างบางเผ่าวานรโลหิตให้สิ้นซากอย่างแน่นอน

หยวนกังตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ข้าก็อยากจะสอดเรื่องนี้ แล้วเจ้าจะทำไมล่ะ? ถ้าเจ้ายอมจ่ายให้ข้าสัก 30 ล้านหินวิญญาณ ข้าก็ยินดีจะถอยทัพกลับไปเดี๋ยวนี้เลย"

ซ่างกวนจิ้งจูหัวเราะเบาๆ "ท่านปรมาจารย์โลหิตทมิฬ ท่านเลิกหวังลมๆ แล้งๆ ได้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะรู้ว่าท่านอาจจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ข้าก็คงจะเชิญท่านผู้อาวุโสหยวนกังมาไม่ได้หรอก เขาเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อท่านโดยเฉพาะเลยนะ"

"และก็ถือเป็นโชคดีจริงๆ ที่ได้เจอท่านที่นี่ ไม่อย่างนั้น ข้าคงจะต้องจ่ายค่าเหนื่อยให้ท่านผู้อาวุโสหยวนกังเพิ่มอีก 10 ล้านหินวิญญาณเลยทีเดียว"

นี่แหละคือการเจรจาต่อรองของยอดฝีมือระดับวิญญาณหลุดร่าง เอะอะก็พูดตัวเลขเป็นหลักสิบล้าน

"นางนี่มันช่างบ้าบิ่นเสียจริงๆ" มู่อวี่หลิงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา

นางมองซ่างกวนจิ้งจูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน "เพียงเพราะรู้ว่าปรมาจารย์โลหิตทมิฬอาจจะอยู่ที่นี่ นางถึงขนาดยอมทุ่มทุนสร้างมหาศาล เพื่อเชิญคนมาช่วยจัดการ"

"ถ้าเกิดไม่เจอปรมาจารย์โลหิตทมิฬขึ้นมา เงิน 20 ล้านหินวิญญาณก็เท่ากับละลายแม่น้ำไปฟรีๆ ทำไมนางถึงได้กล้าได้กล้าเสียขนาดนี้นะ!"

หลี่ชวนเองก็ยังต้องยอมรับในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของซ่างกวนจิ้งจู

ที่เขากล้าใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบ ก็เป็นเพราะเขามีเงินถุงเงินถังอยู่ในกระเป๋า จึงมีความมั่นใจ

แต่ซ่างกวนจิ้งจูนั้น ในกระเป๋าไม่มีเงินสักแดงเดียว แต่กลับกล้าใช้จ่ายเงินอย่างมีออร่ามหาเศรษฐียิ่งกว่าเขาเสียอีก

เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม "ตราบใดที่สามารถเปิดเส้นทางการค้าได้สำเร็จ การลงทุนพวกนี้ก็ถือว่าคุ้มค่ามหาศาลเลยล่ะ"

จะว่าซ่างกวนจิ้งจูโง่ก็คงไม่ได้ เพราะนางก็รู้จักวางแผนล่วงหน้า ยอมทุ่มเงินจ้างยอดฝีมือเผ่าอสูรมาช่วยงาน

แต่จะบอกว่านางฉลาดล้ำลึกก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะสุดท้ายนางก็ยังโดนเยี่ยซิวเหวินหลอกให้มารับเคราะห์แทนอยู่ดี

คงต้องบอกว่า เรื่องราวบนโลกใบนี้มันคาดเดาไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่แค่มีความฉลาดก็สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาได้เสมอไป

"ฮ่าๆๆ..." ปรมาจารย์โลหิตทมิฬระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็คงไม่ต้องเกรงใจพวกเจ้าอีกต่อไปแล้ว จงเตรียมตัวรับมือกับค่ายกลของข้าให้ดีเถอะ"

ท่ามกลางกลุ่มหมอกสีเลือด ปรมาจารย์โลหิตทมิฬกำลังร่ายรำผนึกอิน เตรียมที่จะเดินเครื่องค่ายกลโลหิตมรณะของมัน

ทว่า ทันใดนั้นเอง ก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากกลุ่มหมอกด้านข้าง พุ่งตรงเข้าชนปรมาจารย์โลหิตทมิฬที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มหมอกสีเลือดอย่างจัง

ปรมาจารย์โลหิตทมิฬตกใจสุดขีด รีบกระโดดหลบฉากออกไปทันที

เงาร่างนั้นพุ่งเฉียดตัวมันไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ทำให้มันรอดพ้นจากการถูกชนมาได้อย่างหวุดหวิด

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายวานรเช่นเดียวกัน ปรมาจารย์โลหิตทมิฬก็รู้ได้ทันทีว่าศัตรูคือเผ่าวานรโลหิตอีกตัว ในขณะที่มันกำลังแอบโล่งใจที่สามารถหลบหลีกการลอบโจมตีมาได้ ขนอ่อนทั่วร่างของมันก็พลันลุกชันขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เสียงลมพัดหวิวอันรุนแรงดังแว่วมาจากเหนือศีรษะ มันทำได้เพียงแค่ร่ายมนตร์สร้างเกราะป้องกันขึ้นมาคุ้มกายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกหมัดอันหนักหน่วงซัดเข้าที่ศีรษะอย่างจัง

ตู้ม! เสียงระเบิดดังกึกก้องกังวานราวกับภูเขาถล่ม

บรรดาศิษย์สำนักหยินหยางต่างก็รู้สึกเหมือนสายตาพร่ามัวไปชั่วขณะ เห็นเพียงแสงสีเลือดสว่างวาบขึ้นมา ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับภูเขาพังทลาย

เมื่อพวกเขามองตามเสียงไป ก็พบว่าบริเวณที่ปรมาจารย์โลหิตทมิฬเคยยืนอยู่ กลุ่มหมอกสีเลือดได้มลายหายไปสิ้น เผยให้เห็นหลุมลึกขนาดมหึมาบนพื้นดิน

รอบๆ หลุมลึกนั้น มีรอยแตกร้าวแผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณ และมีเงาร่างอันใหญ่โตสองสายกำลังพุ่งทะยานลงไปในหลุมนั้นอย่างรวดเร็ว

"อ๊ากกก... ไสหัวไป..." เสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นของปรมาจารย์โลหิตทมิฬดังลอยขึ้นมาจากก้นหลุม

กลุ่มหมอกสีเลือดพวยพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และเงาร่างทั้งสองสายที่เพิ่งจะพุ่งลงไปเมื่อครู่ ก็ถูกกระแทกจนกระเด็นกลับขึ้นมา

จากนั้น ร่างของพวกมันก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นวานรยักษ์ขนาดมหึมาราวกับภูเขาขนาดย่อม

วานรยักษ์ทั้งสองตัวนี้ มีดวงตาสีแดงฉานราวกับสายเลือด และแม้แต่ขนทั่วร่างก็ยังเป็นสีแดงเข้มราวกับน้ำหมึก

กลุ่มหมอกสีเลือดที่พวยพุ่งขึ้นมาจากก้นหลุม ถูกพวกมันสูดดมเข้าไปจนหมดสิ้น

ปรมาจารย์โลหิตทมิฬที่มีเลือดอาบเต็มใบหน้า เพิ่งจะพุ่งตัวขึ้นมาจากหลุม ก็ถูกวานรยักษ์ตัวหนึ่งใช้เท้าเหยียบจนจมดินลงไปอีกครั้ง

"ปรมาจารย์โลหิตทมิฬ ท่านคงไม่ได้คิดจริงๆ หรอกนะ ว่าข้าจะยอมทุ่มเงินมหาศาล เพียงเพื่อจ้างผู้อาวุโสจากเผ่าวานรโลหิตมาช่วยงานแค่คนเดียวน่ะ?"

"ที่ข้าทนเสียเวลาพูดจาเยิ่นเย้อกับท่านเมื่อครู่นี้ ก็เพื่อให้ท่านผู้อาวุโสทั้งสองได้มีโอกาสเข้าใกล้ท่านมากขึ้นนั่นแหละ ท่านคิดว่าข้าอยากจะสนทนาพาทีกับท่านนักรึไง?"

น้ำเสียงของซ่างกวนจิ้งจูเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและดูถูกเหยียดหยาม

แม้ว่านางจะไม่ได้มีจิตใจรักความยุติธรรมและต้องการผดุงคุณธรรมอะไรมากมายนัก แต่สำหรับพวกผู้ฝึกเซียนสายมารและมารร้าย นางก็รู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์จากใจจริง

หยวนกังที่ยืนอยู่เบื้องหน้านาง ก็ได้กลายร่างเป็นวานรยักษ์ และพุ่งเข้าไปร่วมวงโจมตีด้วยเช่นกัน

"รอให้ข้าหลุดรอดออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะไปล้างบางสำนักสาขาเทือกเขาหมินซานของพวกเจ้าให้สิ้นซาก อ๊ากก..."

"หึหึ ท่านผู้อาวุโสจากเผ่าวานรโลหิต ล้วนมาเพื่อหมายตาดื่มด่ำกับพลังชีวิตและเลือดเนื้อของท่าน ท่านคิดว่าท่านจะยังหนีรอดไปได้อีกล่ะรึ?"

ท่ามกลางแผ่นดินที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ปรมาจารย์โลหิตทมิฬพยายามตะเกียกตะกายพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับงัดเอาของวิเศษออกมาสกัดกั้นการโจมตีของเหล่าวานรยักษ์ด้วยการระเบิดของวิเศษทิ้ง

แม้วานรยักษ์เหล่านี้จะมีหนังที่หนาและแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า แต่พวกมันก็ยังได้รับบาดเจ็บจนเนื้อตัวปริแตกจากการระเบิดของของวิเศษ

แต่ปรมาจารย์โลหิตทมิฬกลับต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่า ไม่รู้ว่ามันถูกรุมทุบตีไปกี่หมื่นกี่แสนครั้งแล้ว

หากไม่ใช่เพราะมันฝึกฝนวิชาสายโลหิต ทำให้มีพลังชีวิตและเลือดเนื้อที่อุดมสมบูรณ์กว่าคนทั่วไปล่ะก็ ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกเซียนระดับวิญญาณหลุดร่างคนอื่นๆ ป่านนี้คงโดนทุบจนกลายเป็นเศษเนื้อก้อนๆ ไปตั้งนานแล้ว

"ตั้งค่ายกลป้องกัน" เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งอันเด็ดขาดของซ่างกวนจิ้งจู ศิษย์หลายพันคนก็รีบรวมตัวกันสร้างค่ายกลป้องกันขนาดใหญ่ขึ้นมาทันที

คราวนี้ ไม่ว่าแรงสั่นสะเทือนจากการต่อสู้ระหว่างปรมาจารย์โลหิตทมิฬและเหล่าวานรยักษ์ทั้งสามจะรุนแรงสักเพียงใด ก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับบรรดาศิษย์ของสำนักหยินหยางได้เลยแม้แต่น้อย

ความพ่ายแพ้ของปรมาจารย์โลหิตทมิฬปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน มันไม่มีแม้แต่จังหวะที่จะเดินเครื่องค่ายกลโลหิตมรณะด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากเผ่าวานรโลหิตก็มีสัญชาตญาณที่เชื่อมโยงกับวิชาสายโลหิตเช่นเดียวกัน ต่อให้มันสามารถเดินเครื่องค่ายกลโลหิตมรณะได้สำเร็จ ก็คงจะไม่สามารถสร้างความเสียหายหรือเป็นอุปสรรคต่อเหล่าวานรยักษ์ได้มากนัก

เพราะยังไงซะ ค่ายกลโลหิตมรณะก็เป็นวิชาสายโลหิตอยู่ดี

บทที่ 180 หลี่ชวน ตกลงว่าเจ้าจะมีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยากันแน่

วานรโลหิตทั้งสามตัว ล้วนมีระดับพลังอยู่ที่ขั้นวิญญาณหลุดร่างสูงสุด พวกมันติดแหง็กอยู่ในระดับนี้มาเป็นเวลานาน และไม่สามารถทะลวงขีดจำกัดไปได้อีก

ที่พวกมันยอมตกลงมาช่วยเหลือซ่างกวนจิ้งจู นอกเหนือจากเพื่อหาโอสถกลับไปบำรุงลูกหลานในเผ่าแล้ว จุดประสงค์หลักก็คือการมาสูบเอาพลังชีวิตและเลือดเนื้อจากปรมาจารย์โลหิตทมิฬ เพื่อหวังว่าจะได้ค้นพบหนทางในการทะลวงระดับขึ้นไปอีกขั้นนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว เผ่าพันธุ์อสูรย่อมให้ความสำคัญกับสายเลือดเป็นอันดับแรก พลังชีวิตและเลือดเนื้อที่อัดแน่นอยู่ในตัวปรมาจารย์โลหิตทมิฬ อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้สายเลือดของพวกมันเกิดการวิวัฒนาการ และเปิดโอกาสให้พวกมันก้าวเข้าสู่ระดับแปลงเทพได้

หากปราศจากแรงจูงใจข้อนี้ พวกมันก็คงจะไม่ยอมสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวความขัดแย้งของมนุษย์อย่างแน่นอน

เพราะการกระทำเช่นนั้น อาจจะนำไปสู่ความเข้าใจผิด และกลายเป็นข้ออ้างให้ผู้ที่ประสงค์ร้ายฉวยโอกาสยกพวกมาโจมตีเผ่าพันธุ์ของพวกมันได้

ปรมาจารย์โลหิตทมิฬถูกรุมทุบตีจนมีสภาพน่าเวทนา วานรโลหิตทั้งสามตัวอาศัยความได้เปรียบทางด้านร่างกายที่แข็งแกร่งทนทาน เดินหน้าบุกตะลุยเข้าใส่โดยไม่สนใจที่จะหลบหลีกการโจมตีของมันเลยแม้แต่น้อย พวกมันยอมทนเจ็บปวด เพื่อแลกกับการได้กระหน่ำทุบตีปรมาจารย์โลหิตทมิฬอย่างบ้าคลั่ง

ต่อให้ปรมาจารย์โลหิตทมิฬจะมีพลังชีวิตที่อุดมสมบูรณ์แค่ไหน ก็ไม่อาจต้านทานการรุมโจมตีอย่างหนักหน่วงเช่นนี้ได้ ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะสละกายหยาบ และหลบหนีไปพร้อมกับวิญญาณแรกกำเนิด

"ไอ้พวกสารเลว ถ้าพวกเจ้ายังไม่ยอมหยุดมือล่ะก็ ข้าจะระเบิดวิญญาณแรกกำเนิดพลีชีพไปพร้อมกับพวกเจ้าเลยคอยดู" มันขู่ตะคอกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง

"ขอเพียงแค่พวกเจ้ายอมถอยไป ข้าขอสาบานด้วยสายเลือดเลยว่า ข้าจะไม่มีวันกลับมาแก้แค้นพวกเจ้าหรือเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้าอย่างเด็ดขาด"

ทว่า วานรยักษ์ทั้งสามตัวกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมือเลยแม้แต่น้อย

พวกมันยังคงเดินหน้าระดมหมัดเข้าใส่ปรมาจารย์โลหิตทมิฬอย่างไม่ยั้ง

กระดูกทั่วร่างของปรมาจารย์โลหิตทมิฬแตกหักป่นปี้ แขนขาของมันบิดเบี้ยวผิดรูปจนไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

หากไม่ใช่เพราะมีพลังชีวิตอันแข็งแกร่งของผู้ฝึกเซียนระดับวิญญาณหลุดร่างหล่อเลี้ยงอยู่ ป่านนี้มันคงสิ้นใจตายไปนานแล้ว คงจะไม่มีโอกาสได้มาพูดจาข่มขู่ใครแบบนี้หรอก

"ข้าจะระเบิดวิญญาณพลีชีพจริงๆ นะเว้ย..." ปรมาจารย์โลหิตทมิฬตะโกนก้องด้วยความคับแค้นใจ

ความจริงแล้ว มันไม่ได้อยากจะตายเลยสักนิด ใครบ้างล่ะที่อยากจะตายในเมื่อยังมีชีวิตรอดได้ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเชื่อมั่นว่าขอเพียงแค่เวลาอีกไม่กี่สิบหรือร้อยปี มันก็จะสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับแปลงเทพ และยังมีชีวิตที่ยืนยาวรอให้มันได้เสวยสุขอีกมากมาย

ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร แต่จู่ๆ ร่างของปรมาจารย์โลหิตทมิฬก็ถูกจับพับครึ่งเข้าหากัน

"อ๊ากกก... พวกเจ้านี่มันบีบคั้นข้าเกินไปแล้ว..."

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ปรมาจารย์โลหิตทมิฬก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาในที่สุด

นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว ข้าอุตส่าห์ยอมถอยให้แล้ว ข้าอุตส่าห์ยอมจำนนแล้ว ทำไมพวกเจ้าถึงยังไม่ยอมหยุดทุบตีข้าอีก!

ด้วยความไม่ยินยอม พร้อมใจ ด้วยความอาลัยอาวรณ์ต่อโลกใบนี้ และด้วยความโกรธแค้นที่มีต่อวานรยักษ์ทั้งสามและซ่างกวนจิ้งจู ในที่สุดมันก็ตัดสินใจระเบิดวิญญาณแรกกำเนิดของตนเอง

ทว่า สิ่งที่มันไม่รู้ก็คือ วินาทีนี้แหละ คือสิ่งที่วานรยักษ์ทั้งสามตั้งตารอคอยมาตลอด

พวกมันไม่เพียงแต่จะไม่หลบหนี แต่กลับพุ่งตัวเข้าโอบล้อมร่างของปรมาจารย์โลหิตทมิฬเอาไว้แน่น

ตู้ม!

เสียงระเบิดดังกึกก้องกังวานราวกับฟ้าผ่า แผ่นดินในรัศมีหลายลี้ถูกคลื่นพลังสีเลือดกวาดล้างจนราบเป็นหน้ากลอง

ม่านพลังป้องกันที่เกิดจากค่ายกลของศิษย์สำนักหยินหยางซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายลี้ สั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคลื่นพลังสีเลือดนี้

แม้บรรดาศิษย์ที่อยู่ภายในค่ายกล จะไม่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของการระเบิด แต่เพียงแค่ได้สัมผัสกับอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านเข้ามา ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึง

พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า พลังทำลายล้างจากการระเบิดวิญญาณแรกกำเนิดของผู้ฝึกเซียนระดับวิญญาณหลุดร่างนั้น จะมหาศาลและน่ากลัวขนาดไหน พวกเขารู้เพียงแค่ว่ามันทรงพลังและยิ่งใหญ่มาก

คลื่นพลังสีเลือดที่กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ค่อยๆ ถูกดึงดูดและไหลย้อนกลับเข้าไปรวมศูนย์กันที่จุดเดิม ราวกับถูกพลังลึกลับบางอย่างดูดกลืนเข้าไป

เมื่อคลื่นพลังสีเลือดจางหายไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคน ก็คือพื้นดินที่ถูกเกลี่ยจนราบเรียบเป็นหน้ากลอง

ป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์ได้มลายหายไปสิ้น แม้แต่พื้นดินเองก็ดูเหมือนจะยุบตัวลงไปลึกพอสมควร

ไม่สิ ไม่ใช่แค่ยุบตัวลงไป แต่น่าจะถูกคลื่นพลังสีเลือดอันมหาศาลกวาดล้างจนหายไปพร้อมกันเลยมากกว่า

ยอดเขาที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ใกล้ๆ ก็ถูกทำลายจนแหลกละเอียด กลายเป็นเพียงเศษหินกองพะเนิน

ถึงแม้บรรดาศิษย์จะไม่ได้สัมผัสกับพลังทำลายล้างจากการระเบิดวิญญาณแรกกำเนิดของผู้ฝึกเซียนระดับวิญญาณหลุดร่างด้วยตัวเอง แต่ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า ก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีถึงอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวนั้น

ทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีการทำลายล้าง ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยให้เห็น ช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยองและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

กลุ่มก้อนพลังสีเลือดที่หลงเหลืออยู่ กำลังถูกดูดกลืนและหดตัวกลับเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของการระเบิดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกลุ่มควันสีเลือดที่หนาทึบ ทำให้ไม่มีใครมองเห็นสภาพอันน่าเวทนาของวานรยักษ์ทั้งสามตัวที่อยู่ภายในได้

พวกมันใช้ร่างกายอันใหญ่โตของตัวเอง เป็นโล่กำบังรับแรงระเบิดวิญญาณแรกกำเนิดของปรมาจารย์โลหิตทมิฬเข้าไปเต็มๆ ในเวลานี้ สภาพร่างกายของพวกมันเรียกได้ว่ายับเยินไม่มีชิ้นดี

ผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกถูกทำลายจนหมดสิ้น เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่เต้นตุบๆ อยู่

อวัยวะภายในและกระดูกซี่โครงของพวกมันก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ใบหน้าของพวกมันก็ถูกทำลายจนเหลือแต่กะโหลกศีรษะ

ที่พวกมันยังสามารถรอดชีวิตมาได้ ก็เป็นเพราะพลังชีวิตอันมหาศาลและแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์อสูรนั่นเอง

และในเวลานี้ บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายของพวกมัน ก็กำลังสมานตัวและฟื้นฟูสภาพอย่างรวดเร็ว

เมื่อใบหน้าของพวกมันค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกมัน

พวกมันไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจหรือเจ็บปวดกับบาดแผลที่ได้รับเลยแม้แต่น้อย

เพราะทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่พวกมันปรารถนาและตั้งตารอคอยมาตลอด

ด้วยระดับพลังของพวกมัน บวกกับการลอบโจมตีในขณะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ความจริงแล้วพวกมันสามารถเผด็จศึกได้อย่างรวดเร็ว

แต่ที่พวกมันจงใจลากยาวการต่อสู้ และกระหน่ำทุบตีปรมาจารย์โลหิตทมิฬอย่างบ้าคลั่ง ก็เพื่อรอคอยจังหวะที่มันจะตัดสินใจระเบิดวิญญาณแรกกำเนิดของตัวเองนี่แหละ

พวกมันต้องการพลังชีวิตและเลือดเนื้อจากปรมาจารย์โลหิตทมิฬ แต่ทว่า พลังส่วนใหญ่ของผู้ฝึกเซียนนั้น มักจะถูกสะสมไว้ในวิญญาณแรกกำเนิด พลังชีวิตและเลือดเนื้อของปรมาจารย์โลหิตทมิฬก็เช่นเดียวกัน วิญญาณแรกกำเนิดของมันก็คือแหล่งรวมพลังชีวิตอันมหาศาล

หากพวกมันลงมือสังหารปรมาจารย์โลหิตทมิฬโดยตรง พวกมันก็จะได้เพียงแค่พลังชีวิตและเลือดเนื้อที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายของมันเท่านั้น แต่ไม่สามารถดูดกลืนพลังมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ในวิญญาณแรกกำเนิดได้

เมื่อผู้ฝึกเซียนสิ้นใจ พลังที่สะสมอยู่ในวิญญาณแรกกำเนิดก็จะค่อยๆ สลายหายไป ต่อให้พวกมันจะกลืนกินวิญญาณแรกกำเนิดเข้าไปทั้งดวง ก็คงไม่สามารถดูดซับพลังเอาไว้ได้มากนัก

ดังนั้น การบีบบังคับให้ปรมาจารย์โลหิตทมิฬระเบิดวิญญาณแรกกำเนิด เพื่อปลดปล่อยพลังชีวิตและเลือดเนื้อทั้งหมดออกมา แล้วพวกมันค่อยทำการดูดซับ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดและได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด

แต่วิธีนี้ก็มีความเสี่ยงที่ไม่อาจควบคุมได้ นั่นก็คือ พวกมันเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่า จะสามารถต้านทานแรงระเบิดวิญญาณแรกกำเนิดของผู้ฝึกเซียนระดับวิญญาณหลุดร่างขั้นสูงสุดได้หรือไม่

แต่ในเมื่อผู้ฝึกเซียนเผ่ามนุษย์ยังกล้าเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อแสวงหาโอกาสในการทะลวงระดับ เผ่าพันธุ์อสูรอย่างพวกมันที่มีสัญชาตญาณดิบเถื่อนและรักความท้าทาย ก็ย่อมไม่หวาดหวั่นต่ออันตรายใดๆ

หากมีเพียงตัวใดตัวหนึ่งในพวกมันที่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับแปลงเทพได้ ชะตากรรมของเผ่าพันธุ์พวกมันก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล ลูกหลานของพวกมันก็จะได้รับสายเลือดที่แข็งแกร่งและทรงพลังยิ่งขึ้น

ความเสี่ยงในครั้งนี้ จึงถือว่าคุ้มค่าและคู่ควรแก่การลองเสี่ยงดูสักครั้ง

นับว่าโชคดีที่การระเบิดวิญญาณแรกกำเนิดของปรมาจารย์โลหิตทมิฬนั้น ไม่ได้เน้นที่พลังทำลายล้างทางกายภาพ แต่กลับเน้นไปที่พลังในการกัดกร่อนและทำลายล้าง ซึ่งเกิดจากพลังชีวิตและเลือดเนื้อที่มันสะสมมาอย่างยาวนาน

และพลังเหล่านี้ ก็บังเอิญตรงกับสรีระและคุณสมบัติทางสายเลือดของเผ่าวานรโลหิตพอดี ทำให้พวกมันสามารถต้านทานและรอดชีวิตมาได้

ไม่อย่างนั้น หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกเซียนสายโจมตี เช่น สายเวทมนตร์ธาตุทอง ที่เน้นพลังทำลายล้างอย่างรุนแรง ต่อให้พวกมันจะมีผิวหนังที่หนาและแข็งแกร่งแค่ไหน ก็คงจะรับมือไม่ไหวและต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน

วานรโลหิตทั้งสามตัว เผยรอยยิ้มแห่งความปีติยินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด พวกมันค้นพบว่า พลังชีวิตและเลือดเนื้อของปรมาจารย์โลหิตทมิฬนั้น มีประสิทธิภาพเหนือกว่าที่พวกมันคาดการณ์ไว้มากมายหลายเท่านัก

ในอดีต พวกมันก็เคยสูบกินผู้ฝึกเซียนเผ่ามนุษย์มาบ้างแล้ว แต่ผู้ฝึกเซียนเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นพวกที่รนหาที่ตาย เข้ามาหาเรื่องพวกมันก่อน ด้วยความที่เผ่าพันธุ์ของพวกมันมีขนาดใหญ่ จึงไม่เคยกล้าที่จะออกไปไล่ล่าและดูดกลืนผู้คนอย่างโจ่งแจ้งเหมือนอย่างที่ปรมาจารย์โลหิตทมิฬทำ

การกระทำในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการถูกหวยรางวัลที่หนึ่งสำหรับพวกมันเลยทีเดียว

ปรมาจารย์โลหิตทมิฬได้สูบกินและหลอมรวมผู้ฝึกเซียนเผ่ามนุษย์มานับไม่ถ้วน พลังชีวิตและเลือดเนื้ออันบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ในตัวมัน จึงมีมากมายมหาศาลเกินกว่าจะจินตนาการได้

ไม่นานนัก กลุ่มควันสีเลือดที่ปกคลุมอยู่โดยรอบก็ค่อยๆ จางหายไป และวานรโลหิตทั้งสามก็กลับคืนสู่ร่างมนุษย์อีกครั้ง

พื้นที่ในรัศมีหลายลี้ ถูกกวาดล้างจนราบเรียบเป็นหน้ากลอง และนี่ก็เป็นเพราะว่า พลังส่วนใหญ่จากการระเบิด ได้ถูกวานรโลหิตทั้งสามดูดกลืนเข้าไปในพริบตา ไม่อย่างนั้น พื้นดินคงไม่ได้ถูกปอกลอกไปแค่สามฟุตหรอก แต่อาจจะลึกถึงสิบฟุตเลยทีเดียว

"การเดินทางมาในครั้งนี้ พวกเราต้องขอขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักซ่างกวนเป็นอย่างยิ่ง" หยวนกังฉีกยิ้มกว้าง เอ่ยขอบคุณซ่างกวนจิ้งจูด้วยความจริงใจ

แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว พลังส่วนหนึ่งจากการระเบิดจะสลายหายไป ทำให้พวกมันไม่สามารถดูดซับพลังทั้งหมดของปรมาจารย์โลหิตทมิฬไว้ได้ แต่พลังกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่พวกมันดูดซับมาได้ ก็มีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมเกินคาด ทำให้พวกมันเริ่มสัมผัสได้ถึงสัญญาณแห่งการวิวัฒนาการและก้าวเข้าสู่ระดับแปลงเทพแล้ว

นี่คือผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายของพวกมันไปไกลโข หยวนกังจึงรู้สึกยินดีและซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง

"ในเมื่อท่านผู้อาวุโสพึงพอใจ ข้าก็ดีใจด้วยเจ้าค่ะ" ซ่างกวนจิ้งจูหยิบถุงจักรวาลหลายใบออกมา แล้วโยนส่งให้หยวนกัง "นี่คือของรางวัลที่ข้าตกลงจะมอบให้เผ่าวานรโลหิต เพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าค่ะ"

ทว่า หยวนกังกลับโบกมือปฏิเสธ และส่งถุงจักรวาลเหล่านั้นกลับคืนไปให้ซ่างกวนจิ้งจู พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "คราวนี้ ถือว่าพวกเราได้รับผลประโยชน์ชิ้นโตจากการชักชวนของท่าน หากไม่มีท่าน พวกเราก็คงไม่มีโอกาสได้พบกับโชคลาภเช่นนี้ แล้วพวกเราจะกล้าหน้าด้านรับของรางวัลจากท่านไปได้อย่างไร"

บนเรือเหาะของหลี่ชวน เมื่อเห็นหยวนกังปฏิเสธถุงจักรวาลที่บรรจุโอสถมูลค่ากว่าสิบล้านแต้มผลงาน มู่อวี่หลิงก็อดไม่ได้ที่จะกระแซะหลี่ชวนเบาๆ "ศิษย์รัก ตกลงว่าเจ้าจะมีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยากันแน่เนี่ย!"

นางกำลังหมายถึงเรื่องที่หลี่ชวนตั้งเป้าจะเผด็จศึกซ่างกวนจิ้งจูให้ได้นั่นแหละ

ตอนแรกนางก็แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า ซ่างกวนจิ้งจูอาจจะยอมใจอ่อนและคล้อยตามในที่สุด แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ดูเหมือนว่าซ่างกวนจิ้งจูจะไม่มีทีท่าว่าจะจนตรอกหรือยอมจำนนเลยแม้แต่น้อย!

"แล้วลูกศิษย์ของท่าน มีน้ำยาหรือไม่ล่ะขอรับ ท่านอาจารย์ก็น่าจะรู้ดีที่สุดนี่นา?" หลี่ชวนตอบกลับอย่างหงุดหงิด

บอกตามตรง เขาก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ซ่างกวนจิ้งจูจะร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ได้ขนาดนี้

มิน่าล่ะ นางถึงได้กล้าทำตัวเย่อหยิ่งและกร่างไปทั่ว ที่แท้นางก็มีของดีซ่อนอยู่นี่เอง

แล้วทีนี้ คำถามก็คือ เขาควรจะใช้วิธีไหนในการกำราบและเผด็จศึกซ่างกวนจิ้งจูให้ได้ล่ะเนี่ย

ใครมีไอเดียดีๆ บ้าง ช่วยกระซิบบอกข้าทีเถอะ

ข้ากำลังรอฟังอยู่นะ ด่วนมากเลยด้วย

จบบทที่ (ฟรี) บทที่ 179 ทุบตีบรรพบุรุษระดับวิญญาณหลุดร่าง + บทที่ 180 หลี่ชวน ตกลงว่าเจ้าจะมีน้ำยาหรือไม่มีน้ำยากันแน่

คัดลอกลิงก์แล้ว