- หน้าแรก
- เนตรจุติสะเทือนโลกนินจา
- บทที่ 371 - ความคิดที่เปลี่ยนไปของคิทซึจิ
บทที่ 371 - ความคิดที่เปลี่ยนไปของคิทซึจิ
บทที่ 371 - ความคิดที่เปลี่ยนไปของคิทซึจิ
บทที่ 371 - ความคิดที่เปลี่ยนไปของคิทซึจิ
การปรากฏตัวของฮิวงะ ฮาเนะทำให้ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับแม้แต่อากาศก็หยุดนิ่ง
สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่เขาเป็นตาเดียว ลมหายใจของพวกเขาเริ่มหอบถี่ บางคนถึงกับมีเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก
นี่คือศัตรูตัวฉกาจที่สุดของกองกำลังพันธมิตร เพียงแค่ได้สบตากับเขาก็ทำให้รู้สึกหวาดกลัวจับใจแล้ว
ทว่าความหวาดกลัวนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกโชคดี
หากฮิวงะ ฮาเนะไม่ปรากฏตัว ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นนายของสิบหางคนนี้จะสร้างความเสียหายให้พวกตนมากน้อยเพียงใด
แม้ว่าการตกต่ำจนถึงขั้นต้องให้ศัตรูมาช่วยกู้สถานการณ์จะเป็นเรื่องที่น่าขัน แต่เมื่อได้เห็นภาพที่นางาโตะถูกคางุยะควบคุมอย่างง่ายดาย กองกำลังพันธมิตรก็แทบไม่เหลือใครที่มีความกล้าพอจะเผชิญหน้ากับคางุยะอีกแล้ว
อีกด้านหนึ่ง คางุยะจับจ้องไปที่ฮิวงะ ฮาเนะ แววตาของนางแข็งกร้าวขึ้น
"ในที่สุดแกก็มา"
ฮิวงะ ฮาเนะกวาดสายตามองไปทั่วสนามรบ สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ฮิวงะ ชิซุกะที่ถูกแบ่งร่างออกเป็นสองส่วนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองคางุยะพลางเอ่ยเสียงเรียบ "ฉันยอมให้เธอเหลือพลังบางส่วนเอาไว้ใช้ชีวิตบนโลกนินจาได้ แต่เธอต้องส่งสิบหางมาให้ฉัน"
"ฝันไปเถอะ!" คางุยะแค่นเสียงเย็น "แกคิดว่าฉันจะเชื่อคำพูดของแกงั้นเหรอ อิชชิกิ!"
"..."
อิชชิกิเหรอ คางุยะมโนอะไรไปถึงไหนกันเนี่ย มองฉันเป็นอิชชิกิไปได้ยังไง
แต่จะว่าไป เมื่อมองจากมุมมองของคางุยะ การที่มีจอมยุทธ์นิรนามโผล่มาบนโลกนินจา แถมยังมีคามะของอิชชิกิอีก จะเชื่อมโยงไปถึงการคืนชีพของอิชชิกิก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
สีหน้าของฮิวงะ ฮาเนะดูแปลกประหลาดไปแวบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม
"นี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่มันคือคำสั่ง!"
สิ้นเสียง ดวงตาสีดำตรงหว่างคิ้วของฮิวงะ ฮาเนะก็ปลดปล่อยพลังเนตรอันน่าสะพรึงกลัวออกมา เนตรจันทราบนหน้าผากของคางุยะก็ตอบสนองในทันที ภายในดวงตาสีแดงฉานนั้น ลูกน้ำสีเลือดแต่ละดวงเริ่มมีสีเข้มขึ้นและเปล่งประกายแสงสีแดงอันลึกลับราวกับรับรู้ได้ถึงศัตรูตัวฉกาจ
เสียงกึกก้องที่ไร้รูปดังขึ้น พลังเนตรของทั้งสองฝ่ายเริ่มเข้าห้ำหั่นกันกลางอากาศ
ในจังหวะที่จักระของทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด สายตาของพวกเขาก็ประสานกัน
วินาทีต่อมา เหล่านินจาที่ยังมีสติอยู่ก็ไม่เห็นร่องรอยของพวกเขาทั้งสองอีกต่อไป
ตู้ม!
ชั่วพริบตานั้น นินจาหลายคนมองเห็นภาพเลือนรางของคนทั้งสองพุ่งเข้าปะทะกัน ท้องฟ้ายามราตรีที่สว่างไสวราวกับบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย ประดุจมิติถูกบดขยี้จนแตกสลาย
ท่ามกลางเสียงระเบิดดังกึกก้อง แสงสว่างเจิดจ้าบาดตาก็สาดส่องออกมาจากใจกลางสนามรบ ราวกับดวงอาทิตย์ร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน คลื่นพลังงานอันร้อนระอุแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง หอบเอาฝุ่นทรายพัดปลิวไปทั่วอาณาบริเวณ
เหล่านินจาต่างพากันยกแขนขึ้นบังหน้าเพื่อหลบหลีก เสียงระเบิดดังกึกก้องจนหูแทบหนวกดังก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับฟ้าดินกำลังสั่นสะเทือน
"นี่คือการต่อสู้ระดับเซียนหกวิถีงั้นเหรอ"
"ไม่ได้การ รัศมีการทำลายล้างมันกว้างเกินไป พวกเราไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะยืนดูอยู่ใกล้ๆ ด้วยซ้ำ"
"ท่านซึนาเดะ ท่านสึจิคาเงะ พวกเราจะเอาไงดีครับ"
การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มขึ้น ผู้ชมที่อยู่รอบนอกก็ตระหนักได้ทันทีว่าพวกตนไม่มีความสามารถพอที่จะยืนดูอยู่ใกล้ๆ ได้เลย แต่ละคนต่างรู้สึกหวาดหวั่นและหันไปมองผู้นำของตนเพื่อรอฟังคำสั่ง
อมนุษย์ทั้งสองบนท้องฟ้าเพียงแค่ปะทะกันธรรมดาๆ ก็ก่อให้เกิดพายุทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวได้ถึงเพียงนี้ พวกเขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า หากทั้งสองยังคงสู้กันต่อไปอย่างดุเดือด จะสร้างหายนะอันน่ากลัวขนาดไหนให้แก่พื้นที่โดยรอบ
พวกเขาไม่อยากต้องมาตายเพราะลูกหลงจากการต่อสู้นี้หรอกนะ
คิทซึจิและซึนาเดะที่ลอบมาสมทบกันสบตากันอย่างรู้ความหมาย ฝ่ายแรกพยักหน้าให้ฝ่ายหลัง
เมื่อเห็นดังนั้น ซึนาเดะก็มองฮิวงะ ฮาเนะด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะหันไปสั่งการทุกคน "ใครที่ยังขยับได้ ให้รีบถอยทัพเดี๋ยวนี้"
เมื่อได้ยินคำสั่งนี้ กองกำลังพันธมิตรก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พากันล่าถอยออกไปให้ไกลที่สุด
แม้ว่าเพื่อนพ้องของพวกตนจะยังคงถูกห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ได้ลองพยายามดูแล้ว และพบว่าด้วยกำลังของพวกตนนั้นไม่สามารถทำลายวิชาก่อกำเนิดพฤกษาได้เลย ย่อมไม่อาจช่วยเหลือผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้อ่านจันทรานิรันดร์ได้เช่นกัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ทำได้เพียงภาวนาให้พวกเขาไม่โดนลูกหลงจากการต่อสู้ก็แล้วกัน
ส่วนคิทซึจิในระหว่างที่กำลังล่าถอย เขาก็แวะหิ้วร่างของไรคาเงะรุ่นที่สี่ที่สลบไสลไม่ได้สติพ่วงไปด้วย
เมื่อครู่นี้เขามองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่าไรคาเงะได้กลายเป็นหุ่นเชิดของหัวหน้าองค์กรแสงอุษาไปแล้ว ดังนั้นเมื่อนางาโตะถูกคางุยะกลืนกิน ไรคาเงะรุ่นที่สี่จึงหยุดชะงักไปโดยปริยาย
สภาพที่นอนนิ่งไม่ไหวติงในตอนนี้ ช่างดูไม่ต่างอะไรกับศพเลย...
เอ๊ะ ศพงั้นเหรอ
คิทซึจิลอบตรวจสอบร่างกายของไรคาเงะรุ่นที่สี่เงียบๆ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าร่างกายของอีกฝ่ายเริ่มเย็นชืดลงเรื่อยๆ พลังชีวิตกำลังเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว
เป็นไปไม่ได้น่า นางาโตะควบคุมไรคาเงะรุ่นที่สี่ได้เบ็ดเสร็จขนาดนั้นเลยเหรอ พอหลุดพ้นจากการควบคุม ไรคาเงะรุ่นที่สี่ก็จะตายทันทีงั้นสิ
หรือว่าจะตายใน "เงื้อมมือ" ของเขากันแน่
คิทซึจิรู้สึกขนหัวลุกชันขึ้นมาทันที
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าความหวังดีที่อยากจะช่วยคนกลับกลายเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเสียได้
แคว้นดินของพวกตนบอบช้ำจนทนรับความวุ่นวายไม่ไหวแล้ว หากนินจาแคว้นสายฟ้าถือโอกาสนี้มาเอาเรื่อง เกรงว่าแคว้นดินคงต้องสูญเสียครั้งใหญ่แน่
นี่... หรือว่าจะทิ้งเขาไว้ที่นี่ดี แล้วค่อยบอกว่าเขาตายเพราะโดนลูกหลงจากการต่อสู้
ไม่ได้สิ เมื่อกี้มีนินจาแคว้นสายฟ้าบางคนพยายามจะพาตัวไรคาเงะไปเหมือนกัน แต่พอเห็นว่าเขากำลังจัดการอยู่ก็เลยหยุดชะงัก หากเขาไม่พาไรคาเงะรุ่นที่สี่ไปด้วย คงอธิบายให้ฟังไม่ขึ้นแน่ๆ
ไม่สิ ไม่ถูก สงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นก็เพราะไรคาเงะ แถมไรคาเงะยังถูกนางาโตะควบคุมเอาไว้อีก แคว้นสายฟ้าต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายอธิบายเรื่องนี้ให้เขากับซึนาเดะฟัง
คิทซึจิลอบยิ้มขื่นในใจ
เมื่อกี้เขากำลังคิดบ้าอะไรอยู่นะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขาต้องมาทำตัวต่ำต้อยเวลาเผชิญหน้ากับแคว้นสายฟ้าแบบนี้
นั่นมันเป็นความคิดของพวกคนอ่อนแอชัดๆ!
ระหว่างที่คิทซึจิพาไรคาเงะล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว จู่ๆ เขาก็หันกลับไปมองภาพอันน่าสะพรึงกลัวของพายุทรายที่ปลิวว่อนและแผ่นดินที่พลิกตลบอยู่เบื้องหลังด้วยแววตาที่ซับซ้อน
แต่จะว่าไป เมื่อเทียบกับสองคนนั้น แคว้นดินและตัวเขาเองก็คือผู้อ่อนแอนั่นแหละ
ทางฝั่งกองกำลังพันธมิตรนินจาที่กำลังล่าถอย ฮิวงะ มิยูกิก็ได้รับคำเตือนจากฮิวงะ ฮาเนะเช่นกัน เธอรีบคว้าไหล่ฮิวงะ ชิซุกะเอาไว้และนำกองกำลังของแคว้นหิมะถอยร่นไปทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะหนีไปได้ไกล กระแสลมกระโชกแรงระลอกใหม่ก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกับเสียงระเบิดดังกึกก้อง กวาดล้างทั่วทั้งสนามรบในพริบตา
ยอดฝีมือที่เลื่องชื่อในโลกนินจาอย่างไรคาเงะรุ่นที่สาม บัดนี้กลับดูเปราะบางราวกับมดปลวก พวกเขาถูกพลังอันมหาศาลนั้นกลืนกินเข้าไป ร่างสัมภเวสีแตกสลายในพริบตา
ทางฝั่งกองกำลังพันธมิตรนินจา จู่ๆ ก็มีลูกแก้วแสวงสัจธรรมขนาดยักษ์พุ่งทะลุออกมาจากช่องว่างมิติและระเบิดขึ้นที่ด้านหลังของพวกเขา
พร้อมกับแสงสว่างเจิดจ้าบาดตา ผืนดินก็ฉีกขาดออกจากกันในพริบตา คลื่นดินที่ม้วนตัวขึ้นมาพร้อมกับเศษหินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
นินจาพันธมิตรที่ต้องเผชิญกับแรงกระแทกอันมหาศาลนี้ ราวกับตกอยู่ท่ามกลางคลื่นลมพายุคลั่ง พวกเขากระดอนไปมาตามแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่ชวนให้โลกหมุนติ้ว ร่างของพวกเขาก็ถูกเหวี่ยงขึ้นไปในอากาศอย่างแรง ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นดินที่อยู่ไกลออกไปอย่างรุนแรง
พอพวกเขาลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ ก็พบว่าเบื้องหลังของพวกเขามีเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นปรากฏขึ้น
คิทซึจิที่ลอยอยู่บนฟ้าถึงกับลอบกลืนน้ำลาย
ถ้าเขาไม่มีวิชาเหินเวหา และถ้าเมื่อกี้เขาลังเลไปเพียงแค่วินาทีเดียว คงโดนการโจมตีนี้เข้าไปเต็มๆ แล้วใช่ไหมเนี่ย
นี่น่ะเหรอคือพลังของนายแห่งสิบหางและฮิวงะ ฮาเนะ
เพียงแค่ลงมือเบาๆ ก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ พวกนี้มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในมิติเดียวกับพวกเขาแล้ว
น่าขำที่เขาเคยคิดว่ากองกำลังพันธมิตรยังพอมีโอกาสสู้กับแคว้นหิมะได้บ้าง ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นแค่การฝันกลางวันไปเสียแล้ว
ลำพังแค่ฮิวงะ ฮาเนะคนเดียวก็เพียงพอที่จะกวาดล้างกองกำลังพันธมิตรนานาแคว้นให้ราบคาบได้แล้ว
อุปสรรคที่ขัดขวางความก้าวหน้าในการรวมแคว้นของอีกฝ่ายไม่ใช่เรื่องของกำลังรบเลยสักนิด
"บางที แคว้นดินคงต้องรีบวางแผนรับมือแต่เนิ่นๆ ซะแล้ว"
ในวินาทีนี้ คิทซึจิเปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่ต้องการดิ้นรนต่อต้านจนถึงที่สุดอีกต่อไป
[จบแล้ว]