- หน้าแรก
- ผู้เล่นของข้างดุร้ายมาก
- บทที่ 34: ประสบการณ์เกมที่แปลกใหม่และภารกิจลับ (รีไรท์)
บทที่ 34: ประสบการณ์เกมที่แปลกใหม่และภารกิจลับ (รีไรท์)
บทที่ 34: ประสบการณ์เกมที่แปลกใหม่และภารกิจลับ (รีไรท์)
บทที่ 34: ประสบการณ์เกมที่แปลกใหม่และภารกิจลับ (รีไรท์)
เมอร์ฟีหลับรวดเดียวถึงเจ็ดชั่วโมง กว่าจะตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาสายของอีกวัน โชคดีที่ในป่าไม่มีแสงแดดส่องถึง มิฉะนั้นลำพังแค่ความร้อนจากแดดที่แผดเผาก็เพียงพอจะทำให้เขากลายเป็นขี้เถ้าได้แล้ว
ยิ่งคุ้นเคยกับชีวิตการเป็นแวมไพร์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงข้อจำกัดของเผ่าพันธุ์นี้มากเท่านั้น ลำพังแค่จุดอ่อนเรื่องแสงแดดที่ถึงแก่ชีวิตนี้ก็เพียงพอจะลบล้างข้อได้เปรียบทั้งหมดที่มีไปจนสิ้น
ประสบการณ์เกมห่วยแตกสุดๆ!
ขอรีวิวติดลบ!
หากเปลี่ยนเผ่าพันธุ์ได้ เมอร์ฟีคงเปลี่ยนเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือเผ่าอื่นตอนนี้เลย อย่างเช่นเอลฟ์?
"ออกเดินทางกันเถอะ"
เมอร์ฟีจัดการล้างหน้าล้างตาแบบลวกๆ แล้วดื่มเลือดบริสุทธิ์ที่คุณหนูส่งมาให้ "บำรุงร่างกาย" จนหมด เขาไม่อยากรู้เลยว่าคุณหนูไปหา "เสบียง" เหล่านี้มาจากไหน
และบางทีคุณหนูแวมไพร์ผู้มีนิสัยไม่ค่อยปกติตนนั้นเองก็อาจจะไม่รู้เช่นกัน
เขาให้สัญญาณแก่แม็กซิมและมิเรียม จากนั้นรถม้าสองคันก็วิ่งตามกันออกจากป่าค้าของเถื่อน มุ่งหน้าสู่เมืองแคดแมน
รถม้าคันหน้าบรรจุสัมภาระเบ็ดเตล็ด รวมถึงลูกแก้วคำนวณทั้ง 3,000 ลูก อาวุธปืนและเกราะที่ผู้เล่นเก็บกวาดมาได้ รวมถึงเงินทองที่เปื้อนเลือดจำนวนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้คือเงินทุนเริ่มต้นสำหรับแผนการใหญ่ของเมอร์ฟี โดยมีแม็กซิมผู้ซื่อสัตย์คอยเฝ้าดูด้วยตนเอง
ส่วนรถม้าคันหลังมีมิเรียมเป็นคนขับ ภายในบรรจุโลงศพสองใบ ใบหนึ่งเป็นของคุณหนู ส่วนอีกใบเตรียมไว้สำหรับอเดลที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ
เมอร์ฟีคิดว่าตามนิสัยของแวมไพร์สายตรง เมื่อแสงแดดปรากฏขึ้นคุณหนูคงจะซ่อนตัวหลับอยู่ในโลงแล้ว ทว่าเมื่อเขาเข้าไปในรถม้ากลับพบว่าคุณหนูไม่ได้พักผ่อน แต่นางกำลังช่วยประดับประดาโลงศพให้อเดลอยู่
เฮือก... ภาพนี้ดูสยองขวัญพิลึก
อเดลที่เปลี่ยนมาสวมชุดคลุมยาวสีเลือดนอนอยู่ในโลงศพสีดำ มือทั้งสองประสานกันไว้บนหน้าท้องที่แบนราบ ดูเหมือนนางจะไม่มีลมหายใจแล้ว ส่วนคุณหนูที่อยู่ข้างๆ กำลังหยิบดอกกุหลาบขาวแห้งวางไว้รอบตัวนาง พร้อมกับฉีดน้ำหอมกลิ่นละมุนลงไป
ภาพที่เห็นดูยังไงก็เหมือนพิธีอำลาวาระสุดท้ายชัดๆ
แต่ความจริงแล้ว นี่คือกิจวัตรปกติของแวมไพร์ ในฐานะแวมไพร์สายตรง การใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยิบย่อยมาก เพื่อแสดงถึงความสง่างามและสูงส่งในฐานะ "ขุนนางแห่งราตรี" นั่นเอง
"ต้องขอบคุณแก่นแท้แห่งโลหิตที่เจ้ามอบให้นาง ทำให้นางใช้เวลาเพียงสองวันก็จะฟื้นขึ้นมา แถมยังช่วยข้ามขั้นตอนการปรับตัวที่แวมไพร์ตนอื่นต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะคุ้นชินกับชีวิตใหม่"
คุณหนูสวมผ้าคลุมและผ้าโปร่งสีดำปิดบังใบหน้า แม้จะอยู่ในรถม้าที่มืดสลัว นางก็ยังห่อหุ้มตัวเองอย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้ความร้อนจากแสงแดดที่น่ารำคาญมารบกวน
นางจัดแจงของประดับในโลงไปพลาง นั่งลงบนขอบโลงศพของตนเองไปพลาง แล้วเอ่ยกับเมอร์ฟีว่า
:
"ข้ายังไม่ได้กล่าวขอบคุณเจ้าเลยนะเมอร์ฟี ไม่ใช่แค่เรื่องชัยชนะจากการสกัดขบวนขนส่ง แต่ข้ารู้เรื่องที่เจ้าทำให้กับอเดลเป็นพิเศษ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลย ข้าติดค้างหนี้บุญคุณเจ้าครั้งหนึ่ง"
"ท่านไม่ต้องเกรงใจหรอกครับคุณหนู เพราะข้าเองก็ทำเพื่อตัวเองด้วย"
เมอร์ฟีนั่งอยู่ที่ท้ายรถม้า มองดูป่าค้าของเถื่อนที่ค่อยๆ ไกลออกไปผ่านม่าน เขาพิงผนังรถม้า ใช้มือซ้ายเท้าคางพลางเอ่ยเบาๆ:
"ด้วยระดับพลังของข้าในตอนนี้ ข้าสามารถรับบุตรสายเลือดได้เพียงคนเดียว แม้ข้าจะมาจากสายของทรีซ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะทนเห็นบุตรคนแรกของข้าเป็นคนไร้ความสามารถเหมือนข้าในตอนแรกได้
ข้าเพียงแค่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้นาง
ทว่าด้วยความจงรักภักดีที่อเดลมีต่อท่าน ข้ากับนางคงต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อปรับจูนเข้าหากัน"
"เจ้าคือผู้ปกครองของนาง" คุณหนูเอ่ยเสียงต่ำ
"ไม่ว่านางจะเต็มใจหรือไม่ นางก็ต้องเชื่อฟังเจ้า! พันธะแห่งโลหิตจะเปลี่ยนแปลงจิตใจของนาง สักวันหนึ่งนางจะลืมเลือนความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อข้า
ใช่... สักวันหนึ่ง... นางจะต่อสู้เพื่อเจ้าเท่านั้น
พูดตามตรง ข้าเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ แล้วล่ะเมอร์ฟี"
เมอร์ฟีนึกในใจว่าคุณหนูจะเปลี่ยนใจมาต่อรองเงื่อนไขอะไรหรือเปล่า?
เขาจึงเงียบรอฟังคำต่อไป ทว่าอีกฝ่ายกลับเงียบกริบไปครึ่งนาทีจนเมอร์ฟีเริ่มทำตัวไม่ถูก เขาจึงได้แต่ถอนหายใจกับความเดาทางยากของคุณหนู ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อถามว่า:
"แล้วเรื่องสายเลือดของอเดลล่ะครับ?
ทำไมนางถึงมีสายเลือดเอลฟ์ตั้งหนึ่งในสี่?
ท่านไปหาหญิงสาวที่พิเศษแบบนี้มาจากไหน?
เขตทรานเซียนี่ไม่มีเอลฟ์ปรากฏตัวมาหลายร้อยปีแล้วไม่ใช่หรือ?"
"หะ? นางเป็นครึ่งเอลฟ์งั้นเหรอ?"
คุณหนูที่กำลังจะปิดฝาโลงให้อเดลถึงกับชะงักและร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ปฏิกิริยานี้ทำเอาเมอร์ฟีหางตาตุก
ให้ตายเถอะ!
นี่คือทาสเลือดที่ซื่อสัตย์และเป็นเพียงคนเดียวของท่านนะ ท่านกลับไม่รู้เรื่องสายเลือดที่ซ่อนอยู่ของนางเลยเรอะ?
ไม่รู้อะไรเลยแต่กลับกล้าพาติดตัวไปไหนมาไหนหน้าตาเฉยเนี่ยนะ?
ใจใหญ่เกินไปหรือเปล่า?
"ก็เพราะข้าไม่เคยลิ้มรสเลือดของอเดลเลย และไม่อนุญาตให้แวมไพร์ตนอื่นทำด้วย อีกอย่างนางไม่มีลักษณะของเอลฟ์ปรากฏออกมาเลยสักนิด แถมปกติยังเป็นคนเงียบขรึม ข้าก็เลย..."
เหมือนจะเห็นความตกตะลึงที่ซ่อนไม่มิดในดวงตาของเมอร์ฟี คุณหนูจึงอธิบายต่อ:
"แต่ข้าคิดว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก นางซื่อสัตย์และเก่งกาจพอ เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำงานอันยอดเยี่ยมแล้ว ชาติกำเนิดถือเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว อีกอย่างอเดลอยู่กับข้ามาตั้งยี่สิบปี ข้าเห็นนางเติบโตขึ้นทุกวัน
นางเหมือนลูกสาวของข้าเลยล่ะ
ดังนั้น ข้าหวังว่าเจ้าจะสั่งสอนและปกป้องนาง เหมือนที่ข้าเคยดูแลนางมา"
"?"
เมอร์ฟีฟังจบแทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่ เขาสาดสายตามองส่วนสูงและใบหน้าเหมือนเด็กสาววัยสิบหกปีของคุณหนูฟีมิส สลับกับมองอเดลในโลงศพที่ดูยังไงก็อายุอย่างน้อยสามสิบห้าขึ้นไปและ "สุกงอม" ในทุกๆ ด้านแล้ว
ภาพนี้ใครเห็นก็คงคิดว่าลูกสาวกำลังมาส่งแม่ แต่ความจริงดันกลับตาลปัตร บวกกับสีหน้าจริงจังของคุณหนูที่ไม่ได้ล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่านางไม่มี "สำนึก" เลยว่ารูปลักษณ์ภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์ของนางจะทำให้คนอื่นมองยังไง
เมอร์ฟีต้องกัดปลายลิ้นตัวเองอย่างแรงเพื่อไม่ให้เผลอหลุดปากตอกกลับออกไป
ถึงตอนนี้เขายืนยันได้อย่างมั่นใจแล้วว่า คุณหนูตระกูลแร้งโลหิตที่ต่อหน้าคนอื่นดูเคร่งขรึมและเย็นชา แท้จริงแล้วภายในเป็นพวก "ซื่อบื้อ" ที่ไร้สามัญสำนึกในหลายๆ เรื่อง ยากจะจินตนาการว่านางเติบโตมาจนมีนิสัยแบบนี้ได้อย่างไร
แต่จะว่าไป นี่ก็คือเรื่องปกติของพวก "อมตะ" ที่มีชีวิตยืนยาวเกินไปจนมุมมองที่มีต่อโลกบิดเบี้ยวไปหมด
ไม่ต้องดูอื่นไกล ที่บ้านเขาก็มีแวมไพร์สาวขยะที่อ้างว่าอยู่มาห้าร้อยปีแต่ยังติดเหล้าจนโงหัวไม่ขึ้นไม่ใช่หรือไง? เมื่อเทียบกับทรีซแล้ว คุณหนูตรงหน้าก็แค่มีอาการซื่อบื้อนิดหน่อยเท่านั้นเอง
ภาพรวมถือว่ายังพึ่งพาได้มาก
ทว่าในวินาทีนี้เมอร์ฟีอยากจะถามคุณหนูเหลือเกินว่า "ท่านอายุเท่าไหร่แล้วครับ?" แต่ลังเลอยู่นานก็ไม่ได้ถามออกไป การถามอายุกับสุภาพสตรีที่ไม่สนิทกันถือเป็นเรื่องเสียมารยาทที่อาจโดนอัดตายคาที่ได้
"หากเจ้าสนใจเรื่องชาติกำเนิดของอเดล ไว้รอถามนางเองเถอะ เจ้าคือผู้ปกครองของนาง นางไม่ควรปิดบังข้อมูลใดๆ ต่อเจ้า
ตอนนี้ข้าจำได้แค่ว่า เมื่อยี่สิบปีก่อนตอนที่ข้าเดินทางไปเที่ยวแถวเทือกเขาแห่งความมืด ข้าไปเจอนางที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางใต้ของทรานเซีย
ตอนนั้นนางตัวคนเดียว เลี้ยงชีพด้วยการลักเล็กขโมยน้อย แต่ฝีมือไม่เอาไหนจนเกือบโดนตีตาย ข้าเห็นนางน่าสงสาร เลยให้อาหารเจ้าลิงน้อยที่ผอมแห้งเหลือแต่กระดูกนั่นไปนิดหน่อย หลังจากนั้นนางก็ติดตามข้ามาตลอด"
คุณหนูฟีมิสส่ายหัวพลางหาวหวอด นางเปิดโลงศพของตนเองแล้วเอ่ยกับเมอร์ฟีว่า:
"เจ้ายังมีธุระสำคัญอะไรอีกไหม?"
เมอร์ฟีรีบลาคุณหนูตามมารยาท พร้อมกับอวยพรให้อีกฝ่าย "ราตรีสวัสดิ์"
แม้ดวงอาทิตย์จะเพิ่งขึ้น... แต่สำหรับแวมไพร์ ตอนนี้แหละคือเวลาที่ต้องบอกว่าราตรีสวัสดิ์! นี่คือธรรมเนียม
และที่เขามาหาคุณหนูก็เพื่อหยั่งเชิงดูว่านางมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องที่หน่วยล่าแวมไพร์โดนฆ่าล้างบาง นึกไม่ถึงว่านางจะไม่เอ่ยถึงเลยแม้แต่นิดเดียว ทำเหมือนกับการตายของนักล่าราตรีทั้งหกสิบตนไม่มีความหมายอะไรกับนางเลย
แต่นี่ก็อาจจะเป็นการเสแสร้งของคุณหนู
สถานการณ์ที่แย่ที่สุดคือทันทีที่กลับถึงเมืองแคดแมน เมอร์ฟีอาจถูกจับเข้าวิหารแร้งโลหิตเพื่อรับโทษตากแดดข้อหาทรยศพวกพ้อง
บางทีเขาควรเตรียมตัวไว้ก่อน?
เมื่อยืนยันว่าฟีมิสนอนลงในโลงแล้ว เขาจึงสวมฮู้ดคลุมกายอย่างมิดชิดแล้วกระโดดลงจากรถม้า วิ่งไปที่รถม้าคันหน้าเพื่อจัดการกับลูกแก้วคำนวณเหล่านั้น
สี่ชั่วโมงต่อมา ในเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน ระหว่างที่แม็กซิมและมิเรียมกำลังจัดการมื้อเที่ยง เมอร์ฟีที่หลบอยู่ในป่าละเมาะข้างทางก็กุมนาฬิกาพกเรือนเก่าของเขาไว้ สายตามองดูเข็มวินาที เมื่อถึงเวลาที่ประกาศในฟอรั่มว่าการอัปเดตเวอร์ชันใหม่เสร็จสิ้น เขาก็กดกดยืนยันหน้าต่างป๊อปอัป "เปิดใช้งานล็อกอินอิสระ" ด้วยมือตนเองทันที
ในเวลาเกือบจะพร้อมกันนั้น ในอีกโลกหนึ่ง เหล่านักรบต่างมิติตัวน้อยที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อก็ได้เห็นฟังก์ชันล็อกอินอิสระที่เคยล็อคไว้บนหน้าต่าง VR ในหมวกเกมสว่างวาบขึ้น
นี่คือการพยายามล็อกอินด้วยตนเองครั้งแรกของพวกเขา
แสงสว่างที่นุ่มนวลปกคลุมการมองเห็นภายในหมวก ในภวังค์นั้นพวกเขามองเห็นเนบิวลาแห่งความมืดที่สั่นไหวไปทั่วท้องฟ้า จากนั้นร่างแยกที่ถักทอด้วยพลังจิตก็ส่องสว่างปรากฏขึ้นตรงหน้าเมอร์ฟี โดยที่เขาไม่ต้องเปิดใช้งานพรสวรรค์อัญเชิญเลย เหล่านักรบตัวน้อยที่น่ารักก็กลับมาปรากฏกายข้างกายเขาอีกครั้ง
พวกเขาราวกับลืมตาตื่นขึ้นจากความฝัน
เช่นเดียวกับประสบการณ์ตอนเข้าเกมครั้งแรก แสงแดดลอดผ่านร่มไม้ตกลงบนใบหน้าและร่างกายของพวกเขา ทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เหมือนกับโลกแห่งความจริง
"เชี่ยๆๆ! โคตรเท่เลย! เท่ค่อดๆ!"
อาฉา ผู้มีนิสัยร่าเริงและมนุษยสัมพันธ์ดีกระโดดตัวลอยเป็นคนแรก เขาโชว์ท่า "ไอ้มดแดงต่างมิติ" แบบหมุนตัวกลับหลังหัน ขาดก็แค่ลูกบาสเกตบอลในมือเท่านั้น
ผู้เล่นคนอื่นๆ เมื่อยืนยันว่าสามารถล็อกอินเองได้แล้วต่างก็มีสีหน้าดีใจ นั่นหมายความว่าในที่สุดพวกเขาก็เป็นเจ้าของเวลาเล่นเกมของตัวเองเสียที ไม่ต้องรอคอยอย่างใจจดใจจ่ออีกต่อไป! อยากออนไลน์ตอนไหนก็ออนไลน์ได้เลย
"เหล่านักรบของข้า ในที่สุดข้าก็ปรับปรุงศาสตร์อัญเชิญจนสำเร็จ ตอนนี้พวกเจ้าเป็นอิสระแล้ว!"
เมอร์ฟีที่ยังอยู่ในสภาวะ 【อ่อนแรง】 ยิ้มละไมพลางอ้าแขนต้อนรับผู้เล่น
ที่เท้าของเขามีอุปกรณ์เดิมของผู้เล่นวางอยู่ เจ้าพวกที่สวมเพียง "กางเกงในมือใหม่" เดินเข้ามาสวมชุดเกราะทาสเลือดและคลุมผ้าคลุมที่เป็น "รางวัลช่วงปิดเบต้า" ทันใดนั้นพวกเขาก็กลายเป็นหน่วยองครักษ์ทาสเลือดที่ดูมีสง่าราศีอย่างน้อยก็แค่ภายนอก
หลังจากพวกเขาเปลี่ยนชุดเสร็จ เมอร์ฟีก็หยิบกล่องออกมา นำลูกแก้วคำนวณข้างในออกมาแจกจ่ายให้เหล่านักรบตัวน้อยทีละคน พลางอธิบายว่า:
"นี่คือรางวัลที่พวกเจ้าควรได้รับ! มันมาจากสินค้าของขบวนขนส่งที่เราสกัดไว้เมื่อคืน ข้าเองก็นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะกล้าเสี่ยงลักลอบขนส่งลูกแก้วคำนวณเหล่านี้โดยไม่เกรงใจพวกฮาล์ฟลิง
แต่นี่คงเป็นโชคชะตา
ของที่เดิมทีควรถูกนำไปใช้ในสงครามสังหาร ย่อมสามารถนำมาใช้ประโยชน์ที่มีคุณค่ามากกว่าในแผนการใหญ่ของเราได้อย่างไม่ต้องสงสัย!"
เหล่านักรบตัวน้อยไม่รู้ว่าลูกแก้วคำนวณในมือคืออะไร แต่นั่นไม่ได้ขัดขวางไม่ให้พวกเขาตีความจากคำพูดของ NPC เมื่อบวกกับรายละเอียดการอัปเดตในฟอรั่ม พวกเขาก็เดาได้ไม่ยากว่าของในมือคือ "อินเตอร์เฟซผู้เล่น" ที่ทีมพัฒนาเพิ่มเข้ามาในเกมแบบกะทันหัน
"สรุปคือ แม้แต่หน้าต่างอินเตอร์เฟสของเราเองก็ต้องไปปล้นมาเองเรอะ?"
อู๋เมียวหวัง หมุนลูกแก้วคำนวณที่ดูเหมือนอัญมณีในมือเล่น พลางบ่นกับ ไคว่เล่อปั้งที่อยู่ข้างๆ ว่า:
"เชี่ย! นี่มันจะฮาร์ดคอร์เกินไปไหมเนี่ย?"
"ฉันว่ามันก็ดีนะ" พี่ไคว่เล่อ เอ่ยพลางกลอกตา
"มันดูสมจริงกว่าการอยู่ดีๆ ก็มีหน้าต่าง UI เด้งขึ้นมากลางอากาศแบบไร้เหตุผลไม่ใช่เหรอ?
เกมนี้มันเน้นความสมจริง ขั้นสุดจริงๆ ว่าแต่ไอ้นี่มันใช้ยังไงอะ?
สั่งงานด้วยเสียงเหรอ? หรือใช้ความคิดควบคุม?"
"ลูกแก้วคำนวณคือผลึกแห่งความมหัศจรรย์ของวิศวกรรมไอน้ำ มันจำเป็นต้องมีการกระตุ้น รอสักครู่นะเหล่านักรบของข้า"
เมอร์ฟีหยิบลูกแก้วคำนวณรุ่นที่ 4 ตัวต้นแบบที่แขวนอยู่ที่คอออกมา ป้อนพลังจิตเข้าไป ทันใดนั้นจุดแสงสีแดงก็เต้นเร้าบนผิวอัญมณีที่กลมเกลี้ยง ฟันเฟืองในเครื่องคำนวณพลังจิตภายในเริ่มหมุนทำงาน
คลื่นพลังจิตที่มีความถี่เฉพาะตัวแผ่ออกมาจากลูกแก้วแกนกลางในมือเมอร์ฟี ในวินาทีที่มันสั่นพ้องกับลูกแก้วระดับล่าง "อินเตอร์เฟซผู้เล่น" ในมือของเหล่านักรบตัวน้อยก็เริ่มทำงาน
ไต้โถวต้าเกอ (ลูกพี่ใหญ่) จ้องมองลูกแก้วคำนวณในมืออย่างเซ่อๆ เขาสัมผัสได้ว่าของชิ้นเล็กๆ ในมือส่งเสียงหึ่งๆ เบาๆ เหมือนเครื่องจักร จากนั้นม่านแสงพลังจิตกึ่งโปร่งใสก็พุ่งออกมาตรงหน้า ลอยอยู่เหนือฝ่ามือ พร้อมกับข้อความที่เลื่อนขึ้นมา:
【เปิดใช้งานลูกแก้วคำนวณ!】
【กำลังเริ่มระบบ โปรดรอสักครู่...】
【สแกนข้อมูลผู้ใช้งาน ผูกมัดเจตจำนงเสร็จสิ้น!】
【โหลดสถานะผู้เล่นเสร็จสิ้น!】
【จัดกลุ่มช่องทางสื่อสารในเกมเสร็จสิ้น!】
【โหลดรายการเพื่อนเสร็จสิ้น!】
【โหลดมอดูลการแปลภาษาเสร็จสิ้น!】
【โหลดฟังก์ชันบันทึกข้อมูลและแผนที่เสร็จสิ้น!】
【ฟังก์ชันอื่นๆ อยู่ระหว่างการพัฒนา โปรดติดตามต่อไป ขอให้สนุกกับการเล่นเกม】
"ไอ้ของชิ้นเล็กๆ นี่มันฉลาดจังแฮะ!" เป้าหลงเชอเชอ จ้องมองม่านแสงกึ่งโปร่งใสในมือ
เขาลองยื่นมือไปแตะที่มอดูลต่างๆ ทันใดนั้นม่านแสงที่เหมือนระบบ Windows XP ก็รีเฟรชข้อมูลส่วนตัวของเขาออกมา
"พละกำลัง 5, ความคล่องตัว 5, ความทนทาน 5, สติปัญญา 5, การรับรู้ 5, เสน่ห์ 5... ทำไมมันเป็น 5 หมดเลยวะ? ระบบเสียปะเนี่ย?" รถถังฯ บ่นอย่างไม่สบอารมณ์
เขารู้สึกเหมือนโดนทีมพัฒนาหลอกด่าว่าเป็นพวกกากที่มีพลังแค่ 5 เขาจึงหันไปมองหน้าต่าง UI ของ หนิวหนิว ที่อยู่ข้างๆ พอเห็นหน้าต่างสถานะของหนิวหนิว เขาก็กลั้นขำไม่ไหวจนหลุดหัวเราะออกมาดังลั่น
"เชี่ย! สติปัญญามีแค่ 2 เองเหรอวะ! หนิวหนิวนายเอาจริงดิ? ทีมพัฒนาการันตีความเป็นไอ้โง่เลยว่ะ ฮ่าๆๆๆๆ!"
เมื่อเห็นรถถังฯ หัวเราะจนตัวงอ หนิวหนิวที่หน้าดำคร่ำเครียดก็หักนิ้วดังกร๊อบด้วยความหงุดหงิด เขาพุ่งเข้าไปกดรถถังฯ ลงกับพื้นแล้วตะโกนว่า:
"สติปัญญาข้ามีแค่ 2 แล้วไงวะ?
นายไม่เห็นเหรอว่าพละกำลังข้ามีตั้ง 8!
ไอ้พวกกากพลัง 5 อย่างนายมีหน้ามาหัวเราะเยาะข้าเรอะ!
วันนี้ถ้าข้าไม่จับนายถลกหนัง ข้าจะยอมเขียนชื่อกลับหลังเลยคอยดู!
เฮ้ย มาช่วยกันหน่อย!
ข้าจะถอดกางเกงรถถังฯ เอง พวกนายหาต้นไม้มาต้นนึง!
ต้นข้างๆ นั่นแหละดูดี ใหญ่พอดีคำ จัดไป!
มาเร็ว "อารูบะ" (ท่าอุ้มกระแทกต้นไม้) กันเถอะโว้ย!"
เมื่อเห็นรถถังฯ ที่แผดเสียงหลงถูกผู้เล่นนักเรียนนอกอีกหกคนถอดกางเกงแล้วอุ้มขึ้นเตรียมทำ "ท่าไม้ตายในตำนาน" อย่างอารูบะ บรรดาผู้เล่นหน้าไม่อายที่เหลือก็พากันขำกลิ้ง พลางเอ่ยชมว่าเอ็นจิ้นฟิสิกส์ของเกมบ้าๆ นี่มันช่างสมจริงซะเหลือเกิน
แม้แต่เมอร์ฟีที่อยู่ข้างๆ ก็ยังเผยรอยยิ้มละไม เอ็นดูความมีชีวิตชีวาของเหล่านักรบตัวน้อย หากไม่ติดว่าเขาต้องสวมบทบาท NPC ที่สุขุม เขาก็อยากจะเข้าร่วมวงเพื่อรำลึกถึงวัยเยาว์ที่ผ่านพ้นไปแล้วเหมือนกัน
ทว่าวินาทีต่อมา เขาก็เห็นอู๋เมียวหวัง เดินทำท่าทางลับๆ ล่อๆ เข้ามาหาเขา พร้อมกับเอ่ยอย่างเขินอายว่า:
"คือว่า... รางวัลจากฟอรั่ม..."
"ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอะไร" เมอร์ฟีทำหน้าขรึมตอบกลับไป
คำตอบนี้ทำเอาอู๋เมียวหวัง ตาโตเตรียมโวยวายว่า NPC ฮุบรางวัลของเขาไปแล้ว ทว่าวินาทีต่อมาเขาก็เห็นเมอร์ฟีแสร้งนวดขมับด้วยความสงสัยแล้วเอ่ยว่า:
"แม้ข้าจะไม่รู้ว่าทำไมต้องให้รางวัลเจ้า แต่เหมือนมีเสียงลึกลับบอกข้าว่า เจ้าได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจที่ข้าไม่ล่วงรู้เพื่อแผนการใหญ่ของเราไปมากมายถ้าอย่างนั้น มาเถอะเหล่านักรบของข้า อู๋เมียวหวัง ข้ามีของอย่างหนึ่งที่เหมาะกับเจ้าพอดี"