- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนยาก พลิกชะตาด้วยมานะตน
- บทที่ 1360 - การไล่ล่าของผู้ศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 1360 - การไล่ล่าของผู้ศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 1360 - การไล่ล่าของผู้ศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 1360 - การไล่ล่าของผู้ศักดิ์สิทธิ์
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
สวีชุนเหนียงนึกย้อนไปถึงคำพูดที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเถาหยวนเคยคุยกันยามว่าง
พวกเขาบอกว่า ผู้ฝึกตนระดับเซียนทองคำต้าหลัวที่กินผลเสวียนมู่เข้าไป จะสามารถอาศัยพลังอันมหาศาลภายในผลเสวียนมู่ทะลวงทวารศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้า และสำเร็จเป็นกายาของผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้
ทว่าหากทำเช่นนั้น แม้จะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างราบรื่น แต่กลับขาดหัวใจแห่งผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงไป แม้จะมีระดับการบำเพ็ญเพียรและขอบเขตพลังของผู้ศักดิ์สิทธิ์ ทว่าก็ไม่อาจนับว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงได้
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่อาศัยผลเสวียนมู่เพื่อสำเร็จเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ จะยากที่จะตระหนักรู้ถึงหัวใจแห่งผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้อีก
หลังจากจ้องมองผลเสวียนมู่อยู่นาน สวีชุนเหนียงก็ตัดสินใจเก็บมันลงไปในที่สุด
นางบำเพ็ญเพียรมาจนถึงปัจจุบันเพิ่งจะผ่านไปเพียงไม่กี่พันปีเท่านั้น นางอยากจะอาศัยความพยายามของตนเองเพื่อทะลวงทวารศักดิ์สิทธิ์จุดที่เหลือให้สำเร็จ
ทว่าหลังจากที่นางเก็บผลเสวียนมู่ลงไป จู่ๆ นางก็สัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างใหญ่หลวง อาศัยสัญชาตญาณของร่างกาย นางระเบิดความเร็วสูงสุดในชีวิต ก้าวหลบไปทางซ้ายหนึ่งก้าวเพื่อหลบการโจมตีจากแสงมืดมิดสายหนึ่ง
เมื่อเห็นว่านางสามารถหลบการโจมตีของตนเองได้ ผู้มาเยือนก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย สายตาที่เขามองสวีชุนเหนียงยิ่งแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งน่าค้นหามากยิ่งขึ้น
"ถึงกับหลบการโจมตีของข้าได้ เป็นเจ้าที่กลับมาแล้วจริงๆ ด้วยสินะ"
เมื่อจดจำผู้มาเยือนได้ หัวใจของสวีชุนเหนียงก็ดิ่งวูบทันที ผู้มาเยือนผู้นี้กลับกลายเป็นมหาจักรพรรดิเซียนหลินเทียน หนึ่งในห้ามหาจักรพรรดิเซียนนั่นเอง
นางเคยเห็นภาพวาดของมหาจักรพรรดิเซียนผู้นี้ในแผ่นหยกที่เซียนจื่อหลิงอวิ้นมอบให้ และยังเคยได้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของเขาบนเส้นทางโบราณกาลมาแล้ว
ทว่านางมั่นใจอย่างยิ่งว่าตนเองไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับมหาจักรพรรดิเซียนหลินเทียนมาก่อน เหตุใดเขาจึงกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้
สวีชุนเหนียงเตรียมพร้อมที่จะลงมือต่อสู้ทุกเมื่อ ทว่าสีหน้าภายนอกกลับยังคงนิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
"ท่านคือมหาจักรพรรดิเซียนหลินเทียนหรือ ไม่ทราบว่าท่านมหาจักรพรรดิเสด็จมาเยือน มีธุระอันใดกับข้าหรือ"
"หึหึ มาถึงขั้นนี้แล้วยังกล้าปฏิเสธสถานะของตนเองอีกหรือ ไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร ข้าจำเจ้าได้ก็พอแล้ว"
บนใบหน้าของหลินเทียนปรากฏรอยยิ้มอันตราย เขาค่อยๆ ก้าวสามขุมเข้ามาหาสวีชุนเหนียงพร้อมกับลงมือโจมตีอีกครั้ง
การโจมตีของเขาดูเรียบง่าย สอดคล้องกับหลักการวิถีอันยิ่งใหญ่มักเรียบง่าย เป็นเพียงการผลักฝ่ามือออกไปธรรมดาๆ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังแห่งขุนเขาและสายน้ำ จนแม้แต่ห้วงมิติเวิ้งว้างยังต้องสั่นสะเทือน
ม่านตาของสวีชุนเหนียงหดเกร็ง นางสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่ในฝ่ามือนี้ เป็นพลังที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด
ร่างกายของนางปราดเปรียว พลิ้วไหวหลบหลีกไปด้านข้างดุจแมวป่า รอดพ้นจากการโจมตีนี้ไปได้อย่างหวุดหวิด ทว่าจิตใจกลับยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นไปอีก
หลินเทียนเพียงแค่สุ่มโจมตีออกมา แต่นางกลับต้องทุ่มเทกำลังทั้งหมดถึงจะรับมือได้อย่างฉิวเฉียด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป สถานการณ์ในการต่อสู้จะมีแต่เสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ
สวีชุนเหนียงหลบหลีกการโจมตีของหลินเทียนไปพลาง ขบคิดหาวิธีหนีเอาตัวรอดไปพลาง
หลินเทียนมาตามหานางด้วยเหตุใดกันแน่
เขาคือคนหนุนหลังของมารสิบสองปีกในภูเขากระดูกขาวงั้นหรือ
หรือว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการทำร้ายเซียนมารดาขงเจวี๋ย
ทว่าเมื่อฟังจากคำพูดก่อนหน้านี้ของเขา นางกลับรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายเพียงแค่นั้น
เมื่อโจมตีพลาดเป้าหลายครั้งติดต่อกัน หลินเทียนก็เริ่มหมดความอดทน
และผู้ที่หมดความอดทนไม่ได้มีเพียงแค่เขา แต่ยังมีฮ่าวเทียนและหลีเยว่ที่รอให้เขานำตัวสวีชุนเหนียงกลับไปอีกด้วย
หลังจากที่สวีชุนเหนียงหลบการโจมตีของหลินเทียนได้อีกครั้ง เสียงแสดงความไม่พอใจของหลีเยว่ก็ดังขึ้นตามมา
"หลินเทียน หลายปีมานี้เจ้าถอยหลังลงคลองไปมากเลยนะ จัดการแค่เซียนทองคำต้าหลัวคนเดียว ยังต้องใช้เวลานานขนาดนี้เชียวหรือ"
หลินเทียนแค่นเสียงเย็นชา "พวกเจ้าก็รู้นี่ นางไม่ใช่เซียนทองคำต้าหลัวธรรมดาๆ แต่นางคือ...คนผู้นั้น"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลีเยว่ก็เก็บสีหน้าล้อเลียนไป แววตาของนางปรากฏความเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
หากสวีชุนเหนียงคือร่างเกิดใหม่ของคนผู้นั้นจริงๆ การที่หลินเทียนยังไม่สามารถจัดการนางได้ในเวลาอันสั้นก็ถือเป็นเรื่องปกติ
ขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องรีบจัดการให้จบโดยเร็วที่สุด
เมื่อคิดได้ดังนั้น แววตาของหลีเยว่ก็ฉายแววเด็ดขาด นางไม่สนใจสถานะของตนเองและกระโจนเข้าร่วมวงต่อสู้ทันที ยกฝ่ามือขึ้นซัดเข้าหาสวีชุนเหนียง
สำหรับสวีชุนเหนียง แค่รับมือหลินเทียนคนเดียวก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว เมื่อรวมหลีเยว่เข้ามาอีกคน ย่อมห่างไกลจากคำว่าคู่ต่อสู้มากนัก
ภายใต้ฝ่ามือนี้ ร่างกายของนางถูกตบจนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ร่างกระเด็นถอยหลังไปไกลหลายร้อยจั้งกว่าจะทรงตัวไว้ได้
ยังไม่ทันที่นางจะยืนได้มั่นคง การโจมตีระลอกถัดไปของหลินเทียนก็พุ่งเข้ามาถึงตัวในพริบตา ร่างของสวีชุนเหนียงซวนเซ จะหลบหลีกก็ไม่ทันเสียแล้ว แขนขวาถูกโจมตีเข้าอย่างจัง ทิ้งรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเฉพาะเอาไว้
ภายใต้การรุมกระหน่ำจากยอดฝีมือขอบเขตผู้ศักดิ์สิทธิ์ถึงสองคนอย่างหลินเทียนและหลีเยว่ สวีชุนเหนียงถูกต้อนจนล่าถอยไปเรื่อยๆ เพียงไม่นาน ทั่วทั้งร่างของนางก็เต็มไปด้วยบาดแผล
ฮ่าวเทียนซึ่งเป็นหนึ่งในสามมหาจักรพรรดิเซียน แม้จะไม่ได้ลงมือด้วยตนเอง ทว่ากลับคอยสกัดกั้นเส้นทางหลบหนีของสวีชุนเหนียงอยู่อย่างเงียบๆ
"ฆ่ายากฆ่าเย็นเสียจริงนะ"
เมื่อเห็นสวีชุนเหนียงบาดเจ็บสาหัสไปทั้งตัว ทว่าท่วงท่ากลับยิ่งปราดเปรียว หลบหลีกการโจมตีไปได้ติดต่อกันหลายครั้ง หลินเทียนก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็นชา ในใจยิ่งปักใจเชื่อมั่นว่าสวีชุนเหนียงคือร่างเกิดใหม่ของคนผู้นั้นอย่างแน่นอน
นอกเหนือจากคนผู้นั้นแล้ว ยังจะมีใครหน้าไหนที่มีความสามารถขนาดนี้ แค่อาศัยร่างเซียนทองคำต้าหลัวก็สามารถสกัดกั้นเขาและหลีเยว่ไว้ได้
ทว่าในเวลานั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ห้วงมิติเวิ้งว้างรอบกายของสวีชุนเหนียงเกิดการยุบตัวลงอย่างอธิบายไม่ได้ เพียงชั่วพริบตามันก็กลืนกินร่างของนางหายไปจนหมดสิ้น
หลีเยว่และหลินเทียนไม่ทันระวังตัว ปล่อยให้นางลื่นหลุดมือไปเสียได้
เมื่อเห็นร่างของสวีชุนเหนียงอันตรธานหายไปในความว่างเปล่า สีหน้าของฮ่าวเทียนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความตำหนิติเตียน
"พวกเจ้าสองคนทำงานกันประสาอะไร ถึงได้ปล่อยให้นางหนีรอดไปได้"
"สถานการณ์ในห้วงมิติเวิ้งว้างแปรปรวนในชั่วพริบตา การที่นางกระตุ้นให้มิติยุบตัวเพื่อหลบหนีเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดได้ จะมาโทษพวกข้าได้อย่างไร"
สีหน้าของหลีเยว่ดูไม่จืดเลยทีเดียว "ไม่ใช่ว่าตกลงกันไว้แล้วหรือว่าเจ้าจะเป็นคนรับผิดชอบตัดเส้นทางหลบหนีของนาง ข้าต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายถามเจ้า ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้นางหนีไปได้"
แววตาของฮ่าวเทียนฉายความไม่พอใจออกมา การต่อสู้พัลวันของทั้งสามคนก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาล แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจจับตาดูความเคลื่อนไหวของสวีชุนเหนียงได้ตลอดเวลา ย่อมไม่ใช่ความผิดของเขาแน่นอน
เมื่อมีความคิดเช่นนี้แล่นผ่านเข้ามาในหัว ฮ่าวเทียนก็ไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงเรื่องไร้สาระนี้กับหลีเยว่ต่อไปอีก เขาหันไปมองหลินเทียนแล้วกล่าวขึ้น
"หนีไปแล้วก็ช่างเถอะ อย่างไรเสียไม่ว่านางจะหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน พวกเราก็สามารถลากคอตัวนางออกมาได้อยู่ดี
หลินเทียน กระดองเต่าส่วนที่หายไปก็หาเจอแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าจงใช้กระดองเต่าทำนายดูสิ ว่าตอนนี้นางไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน"
ส่วนลึกในดวงตาของหลินเทียนฉายแววไร้หนทางออกมา "เจ้าลืมไปแล้วหรือว่านางคือตัวแปรที่ไม่แน่นอนของฟ้าดินแห่งนี้ แถมยังมีระดับการบำเพ็ญเพียรถึงขอบเขตเซียนทองคำต้าหลัว ต่อให้มีกระดองเต่าคอยช่วยเหลือ การทำนายครั้งนี้ก็ต้องสูญเสียพลังแห่งบุญกุศลไปเป็นจำนวนมหาศาลเชียวนะ"
ฮ่าวเทียนกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย
"ก็แค่พลังแห่งบุญกุศลเพียงเล็กน้อย คุ้มค่าให้เจ้าต้องมาคิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้เชียวหรือ ความสูญเสียแค่นี้ พวกเราสามคนร่วมกันรับผิดชอบก็ได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลีเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะค่อนขอดในใจ
ในเมื่อฮ่าวเทียนไม่ได้ใส่ใจพลังแห่งบุญกุศลเพียงเล็กน้อยนี้ แล้วทำไมไม่รับผิดชอบความสูญเสียทั้งหมดไปคนเดียวเสียเลยล่ะ ทำไมต้องให้ทั้งสามคนมาร่วมรับผิดชอบด้วย
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่หลีเยว่ก็ยังคงยื่นมือออกไปอย่างว่าง่าย ส่งต่อพลังแห่งบุญกุศลส่วนหนึ่งไปให้หลินเทียน
สวีชุนเหนียงคือศัตรูตัวฉกาจในชีวิตของพวกตน ไม่ว่าจะต้องจ่ายด้วยราคาใด ก็ต้องจัดการนางให้จงได้
พลังแห่งบุญกุศลเพียงเล็กน้อยไม่นับเป็นอะไรได้ วันข้างหน้าค่อยหาวิธีสะสมเอาใหม่ก็พอแล้ว
ภายใต้การจับจ้องของฮ่าวเทียนและหลีเยว่ หลินเทียนก็หยิบกระดองเต่าที่สมบูรณ์ออกมาหนึ่งชิ้น และเริ่มทำการทำนายโชคชะตา
เมื่อเขาเริ่มคำนวณทำนาย กระดองเต่าก็ระเบิดแสงสว่างเจิดจ้าบาดตาออกมา เผยให้เห็นลวดลายสองสามเส้นปรากฏขึ้น
[จบแล้ว]