- หน้าแรก
- ตำนานบรรพชนนักรบแห่งดวงดาวกลืนกิน
- บทที่ 4 ดาบเจวี๋ยอิ่ง
บทที่ 4 ดาบเจวี๋ยอิ่ง
บทที่ 4 ดาบเจวี๋ยอิ่ง
บทที่ 4 ดาบเจวี๋ยอิ่ง
สามวันหลังจากการประเมินว่าที่นักสู้ หลัวเฟิงก็กลับมาจากสถานีตำรวจอย่างปลอดภัยตามที่คาดไว้ ทั้งสองครอบครัวที่สนิทสนมกันอยู่แล้วจึงมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลอง
แม้ว่าหยางอู่จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เมื่อเห็นท่าทีเบิกบานใจของหลัวเฟิง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าพรสวรรค์ผู้ใช้พลังจิตของเด็กหนุ่มได้ตื่นขึ้นตามที่คาดไว้
เวลาตีห้าของเช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ฟ้าเริ่มสาง หลัวเฟิงก็มาเคาะประตูห้องของหยางอู่ และลากตัวเขาที่เพิ่งจะได้ล้มตัวลงนอนหลังจากการบ่มเพาะพลังงานพันธุกรรมมาทั้งคืนให้ไปยังสำนักยุทธ์ขีดจำกัด
หยางอู่รู้ดีว่าเด็กหนุ่มกำลังร้อนใจอยากจะรู้ว่าสมรรถภาพโดยรวมของตนเองพัฒนาขึ้นมากแค่ไหนหลังจากที่พรสวรรค์ผู้ใช้พลังจิตตื่นขึ้น
หยางอู่ไม่ได้เปิดโปงอะไร เขาเพียงแค่บ่นพึมพำและหาวหวอดๆ ขณะถูกหลัวเฟิงลากตัวไปที่สำนักยุทธ์ขีดจำกัด
เนื่องจากพวกเขายังไม่ได้รับใบรับรองว่าที่นักสู้ ทั้งสองจึงยังคงใช้บัตรประจำตัว 'ศิษย์ระดับสูง' ในการผ่านเข้าไป
"ศิษย์พี่หยางอู่ ศิษย์พี่หลัวเฟิง อรุณสวัสดิ์ครับ!"
ภายในสำนักยุทธ์ขีดจำกัด มีศิษย์หลายคนมาถึงเพื่อฝึกซ้อมยามเช้าแล้ว บางคนเป็นใบหน้าที่แทบไม่ค่อยได้เห็นด้วยซ้ำ ทุกคนต่างกำลังฝึกฝนกันอย่างหนักหน่วง
หยางอู่และหลัวเฟิงพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะมุ่งตรงไปยังชั้นสามของอาคารเรียนศิษย์ระดับสูง เนื่องจากยังไม่มีใบรับรองว่าที่นักสู้ พวกเขาจึงเข้าได้เพียงห้องฝึกซ้อมของศิษย์ระดับสูงเท่านั้น
"ย้าก! ฮ่า!"
ทันทีที่ไปถึงหน้าประตู พวกเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากในห้องฝึกซ้อม ชายหนุ่มในชุดขาวกำลังร่ายรำหอกเหล็ก กวัดแกว่งอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นเงาหอกอันคมกริบแหวกอากาศ
"เอ๊ะ วันนี้สำนักยุทธ์เป็นอะไรไปเนี่ย ทำไมคนถึงมากันเช้าขนาดนี้ล่ะ?"
หลัวเฟิงกระซิบด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะส่งเสียงทักทายชายหนุ่มชุดขาวที่กำลังฝึกหอก
"ซ้อมหอกแต่เช้าตรู่เลยนะ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นเลยนะพี่เถี่ย"
"พี่หยาง! ไอ้บ้าเฟิง! พวกนายมาทำอะไรที่นี่เนี่ย? ฮ่าฮ่า จริงสิ ฉันต้องขอแสดงความยินดีกับพวกนายก่อนเลยนะที่สอบผ่านการประเมินว่าที่นักสู้น่ะ"
ชายหนุ่มชุดขาวหยุดความเคลื่อนไหวและมองหยางอู่กับหลัวเฟิงด้วยความประหลาดใจ หลังจากตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เขาก็รีบพูดขึ้นด้วยสีหน้ายินดี
"พี่รู้ได้ยังไง?"
หยางอู่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร แต่หลัวเฟิงกลับถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
ในความคิดของหลัวเฟิง น่าจะมีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่รู้ข่าวเรื่องพวกเขาผ่านการประเมินว่าที่นักสู้
"ผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนบอกพวกเราตอนที่เขากลับมาเมื่อบ่ายวานซืนน่ะสิ ท่านถึงกับเอาผลคะแนนสอบโดยละเอียดของพวกนายไปติดไว้บนบอร์ดเกียรติยศของสำนักยุทธ์เลยนะ หึหึ พวกนายไม่เห็นหน้าผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนหรอก ท่านยิ้มหน้าบานเลยล่ะ!"
ชายหนุ่มชุดขาวลูบหัวตัวเองแล้วพูดอย่างตื่นเต้น
"อันที่จริงก็เป็นเพราะพวกนายนั่นแหละที่ทำให้ทุกคนมีไฟลุกโชน ราวกับถูกฉีดเลือดไก่กระตุ้นพลังยังไงยังงั้น ฉันเองก็ไม่กล้าเกียจคร้านเหมือนกัน เลยต้องรีบมาฝึกหอกแต่เช้าตรู่นี่แหละ"
"ฮ่าฮ่า ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!"
หยางอู่หัวเราะร่วน ก็นะ การที่มีคนสอบผ่านการประเมินว่าที่นักสู้พร้อมกันถึงสองคนแถมยังได้คะแนนยอดเยี่ยมขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนักในสำนักยุทธ์สาขาท้องถิ่นแบบนี้
"ว่าแต่ พี่หยาง ไอ้บ้าเฟิง พวกนายสอบผ่านกันแล้ว แล้วมาทำอะไรที่นี่แต่เช้าล่ะเนี่ย?"
ชายหนุ่มชุดขาวถามยิ้มๆ พลางควงหอกในมือ
"การทดสอบการต่อสู้จริงของนักสู้จะมีขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคมนี้น่ะ พวกเราไม่กล้าชะล่าใจหรอก นั่นแหละคือบททดสอบของจริง"
ทั้งสองยิ้มแล้วเดินตรงไปยังห้องเก็บอาวุธที่อยู่ติดกับห้องฝึกซ้อม ประตูห้องเปิดแง้มเอาไว้
ภายในห้องเก็บอาวุธ มีอาวุธหลากหลายชนิดวางเรียงรายอยู่บนชั้นวาง ดาบ หอก พลอง กระบอง ขวาน ค้อน กระบี่ ง้าว และอื่นๆ อีกมากมาย—มีความหลากหลายอย่างเหลือล้น และอาวุธหมวดใหญ่แต่ละชนิดก็ยังถูกแบ่งย่อยออกไปอีกหลายประเภท
ดาบซีรีส์เงาโลหิตคือประเภทอาวุธที่หลัวเฟิงโปรดปราน มีลักษณะคล้ายคลึงกับดาบเล่มใหญ่ในยุคต่อต้านสงครามจากชาติก่อนของเขา สันดาบกว้าง มีความโค้งเล็กน้อย และเปี่ยมไปด้วยพลานุภาพ
ส่วนหยางอู่นั้นหยิบดาบเจวี๋ยอิ่งออกมาจากตู้ที่ติดป้ายว่า 'ซีรีส์เจวี๋ยอิ่ง' มันมีรูปร่างคล้ายกับดาบถังในชาติก่อนของเขา ใบดาบตรง สันดาบแคบกว่าซีรีส์เงาโลหิตเล็กน้อย และด้ามจับยาวกว่านิดหน่อย เขาแกว่งมันไปมาจนเกิดเสียงขวับแหวกอากาศ
ในชาติก่อน อาวุธเย็นที่หยางอู่มักจะใช้เป็นประจำ นอกเหนือจากเหล็กแหลมทางทหารและมีดสั้นแล้ว ก็คือดาบถัง ดาบยาวชนิดนี้มีความกึ่งกลางระหว่างกระบี่และดาบ มีพลานุภาพแบบดาบและมีความพลิ้วไหวแบบกระบี่
ดาบยาวซีรีส์เจวี๋ยอิ่งนั้นตอบโจทย์ได้พอดีเป๊ะ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าของร่างเดิมก็ฝึกฝนการใช้ดาบมาอยู่แล้ว หยางอู่จึงมองข้ามอาวุธชนิดอื่นไปโดยปริยาย
"เบาเกินไป!"
ไม่ใช่แค่หลัวเฟิง แต่หยางอู่เองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
ทั้งสองลองทดสอบดาบทุกเล่มที่อยู่ที่นั่นแต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ
"ฮ่าฮ่า ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของพวกเราจะเพิ่มขึ้นมากไปหน่อยแฮะ หาดาบที่เข้ามือในห้องเก็บอาวุธของศิษย์ระดับสูงไม่ได้เลยสักเล่มเดียว ขึ้นไปชั้นสี่กันเถอะ!"
หยางอู่เก็บดาบเจวี๋ยอิ่งเข้าที่ แล้วลากหลัวเฟิงที่กำลังขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจเช่นเดียวกันให้เดินขึ้นไปยังชั้นสี่
"พี่หยาง ชั้นสี่เป็นที่ที่พวกผู้ฝึกสอนกับครูฝึกชอบไปกันนะ ใบรับรองว่าที่นักสู้ของพวกเราก็ยังไม่ได้เลย มันจะดีเหรอ?"
หลัวเฟิงถามด้วยความกังวลใจเล็กน้อยขณะเดินไป
"หึหึ ไปลองดูก่อนเถอะ!"
บริเวณข้างบันไดชั้นสี่ มีห้องเล็กๆ ซึ่งมีชายชราคนหนึ่งกำลังเข้าเวรอยู่
"โอ้ หยางอู่กับหลัวเฟิงนี่เอง ฉันได้ยินจากผู้อำนวยการเจียงเหนียนแล้วล่ะว่าพวกเธอสอบผ่านการประเมินว่าที่นักสู้แล้ว ฮ่าฮ่า เข้ามาสิ"
ชายชราที่เข้าเวรอยู่ลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าตรงบันได เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองคน เขาก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
"ขอบคุณครับลุงหลี่"
ทั้งสองถอนหายใจด้วยความโล่งอก รู้สึกขอบคุณในความผ่อนปรนของลุงยามชรา เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว พวกเขายังไม่ได้รับใบรับรองว่าที่นักสู้ และยังไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาในห้องฝึกซ้อมนี้
ห้องฝึกซ้อมบนชั้นสี่มีการตกแต่งที่ดีกว่ามาก อีกทั้งอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ล้วนอยู่ในระดับที่สูงกว่า
ในตอนนี้ ภายในห้องกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน
ขณะที่กำลังตื่นตาตื่นใจกับสภาพแวดล้อมบนชั้นสี่ ทั้งสองก็รีบหาห้องเก็บอาวุธจนเจอ และเลือกอาวุธที่ตัวเองพึงพอใจ
แม้ว่าอาวุธในห้องนี้จะเป็นเพียงอาวุธจำลองสำหรับฝึกซ้อม แต่ก็ถือว่าดีกว่าของชั้นสามมาก ทั้งในแง่ของรูปลักษณ์และคุณภาพในการใช้งานจริง
"ซีรีส์เงาโลหิต 2 หืม ดาบที่นี่หนักกว่ามากจริงๆ ด้วย"
หลัวเฟิงดึงออกมาเล่มหนึ่ง ลองเหวี่ยงดูสองสามครั้ง แล้วเปลี่ยนไปหยิบอีกเล่ม หลังจากลองอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็เลือกดาบที่มีน้ำหนัก 101 กิโลกรัม หลังจากชื่นชมอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หยิบโล่หกเหลี่ยมขึ้นมาแล้วเริ่มฝึกซ้อม
"มา ประลองกันหน่อย!"
หยางอู่เองก็เลือกดาบเจวี๋ยอิ่งน้ำหนัก 107 กิโลกรัมจากซีรีส์เจวี๋ยอิ่ง 2 เขาแกว่งมันสองสามครั้งแล้วร้องเรียกหลัวเฟิงที่กำลังฝึกซ้อมอยู่คนเดียว จากนั้นก็กุมด้ามดาบด้วยมือทั้งสองข้าง เปล่งเสียงคำราม แล้วพุ่งตัวฟาดดาบลงใส่หลัวเฟิง
"เยี่ยม!"
หลัวเฟิงเองก็รู้สึกตื่นเต้น เขายกโล่ขึ้นรับการโจมตีของหยางอู่ ก้าวถอยหลังไปตามแรงปะทะ ร้องตะโกนว่า "เยี่ยม" แล้วตวัดดาบเงาโลหิตฟันเฉียงเข้าใส่หยางอู่
"สวยงาม!"
เสียงของหยางอู่ดังกึกก้องราวกับสายฟ้าแลบ เขาเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างปราดเปรียว มือทั้งสองข้างยังคงกุมดาบแน่น เขาใช้การปัดป้องแนวนอนต้านรับการฟันของหลัวเฟิง ในเวลาเดียวกัน พลังจากไหล่และแผ่นหลังก็ถ่ายเทไปสู่มือทั้งสองข้างอย่างฉับพลัน ด้วยการพุ่งแทงอย่างรุนแรง ประกายไฟก็แลบสเปรี๊ยะขณะที่ดาบของเขาเฉียดผ่านคมดาบของหลัวเฟิง จากนั้นเขาก็ตวัดดาบยาวกลับหลังในแนวนอน ซึ่งเป็นกระบวนท่าที่พลิกแพลงเอามากๆ —และนี่คือหนึ่งในวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นเองในชาติก่อน
จู่ๆ หลัวเฟิงก็รู้สึกรวนไปหมด เขายกโล่ในมือซ้ายขึ้นมาป้องกันตามขวางอย่างทุลักทุเลและรีบถอยกรูด ฝีเท้าสะดุดจนเซถลา
"หยุด! หยุด! หยุด! พี่หยาง นั่นมันกระบวนท่าอะไรกันน่ะ? สอนผมก่อนเลย!"
หลัวเฟิงตั้งหลักได้อย่างหวุดหวิดและตะโกนลั่น
"ฮ่าฮ่า เพลงดาบพื้นฐานของนายได้มาตรฐานมากแล้วนะ แต่นายต้องนำกระบวนท่าพื้นฐานพวกนี้มาประยุกต์ใช้ให้พลิกแพลงและสอดคล้องกับจังหวะก้าวเท้าและการเคลื่อนไหวร่างกาย แทนที่จะเอาแต่ฟัน ตวัด สับ และเฉือนแบบทื่อๆ คู่ต่อสู้เขาไม่มายืนเฉยๆ ให้นายตีหรอกนะ ความจริงแล้วกระบวนท่าที่ฉันใช้จู่โจมนายเมื่อกี้ก็แค่พลิกแพลงมาจากการฟันขวางแค่นั้นเอง ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย..."
ขณะที่หยางอู่พูด เขาก็สาธิตกระบวนท่านั้นให้ดูอีกครั้งอย่างช้าๆ
เมื่อได้ฟังคำพูดของหยางอู่ หลัวเฟิงก็ยืนนิ่งและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ประกายแสงอันเฉียบคมวาบขึ้นในดวงตาของเขา ขณะที่เขาลองกวัดแกว่งดาบเงาโลหิตในมืออย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้มันได้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
'พรสวรรค์น่ากลัวชะมัด!'
เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของหลัวเฟิง หยางอู่ก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเข้าใจหลักการและสามารถซึมซับมันได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เขาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
"พี่หยาง รับดาบนี้ไปหน่อย!"
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หลัวเฟิงก็ยกดาบยาวขึ้นและก้าวไปข้างหน้า เขาใช้กระบวนท่า 'สับ' ขั้นพื้นฐาน ฟาดฟันลงมาใส่หยางอู่
อย่างไรก็ตาม หยางอู่สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าการโจมตีครั้งนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ราวกับว่ามันมีจิตวิญญาณแฝงอยู่ ทำให้เขาต้องตั้งรับด้วยดาบของตนเองอย่างระมัดระวัง
"เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!"
"ย้าก! ฮ่า! ย้าก! ฮ่า! ย้าก!"
ทั้งสองสลับกันรุกและรับอยู่บนชั้นสี่ของสำนักยุทธ์ ประลองกันอย่างสนุกสนาน เสียงดาบปะทะดาบ โล่ปะทะดาบ เสียงคมดาบแหวกอากาศดังก้องกังวาน และเสียงตะโกนร้องของพวกเขาที่ดังขึ้นสลับลง สะท้อนกึกก้องไปทั่วทั้งสำนักยุทธ์
ไม่ใช่แค่หลัวเฟิงเท่านั้น แม้แต่หยางอู่ก็รู้สึกว่าเขาได้รับความก้าวหน้าอย่างมากระหว่างการฝึกซ้อมหนึ่งชั่วโมงนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมพละกำลังที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ เขาทำได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
...
"ใครอยู่ข้างใน?"
ผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนเดินเข้ามาจากนอกสำนักยุทธ์และมุ่งตรงไปยังชั้นสี่ พลางเอ่ยถามลุงหลี่ยามเฝ้าประตู
เขาได้ยินเสียงการต่อสู้และแรงกระแทกดังมาจากห้องฝึกซ้อมตั้งแต่ไกลได้อย่างชัดเจน แถมยังมีเสียงคมมีดคมดาบแหวกอากาศอันแหลมเล็กหลังจากฟาดฟันด้วยความเร็วสูงอีกด้วย
เพียงแค่ฟังจากเสียง เขาก็บอกได้เลยว่านี่มันต้องเป็นระดับนักสู้อย่างแน่นอน
"หยางอู่กับหลัวเฟิงน่ะ พวกเขาเข้าไปข้างในได้กว่าชั่วโมงแล้วล่ะ"
ลุงหลี่ตอบพร้อมรอยยิ้ม
"หยางอู่? หลัวเฟิง? เด็กสองคนนี้พลังเหลือล้นกันจริงๆ!"
ผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนยิ้มบางๆ และแอบชื่นชมพวกเขาอยู่ในใจขณะเดินไปที่ห้องฝึกซ้อม
เมื่อยืนอยู่หน้าประตูห้องฝึกซ้อม ผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนก็เฝ้ามองหยางอู่และหลัวเฟิงผลัดกันรุกรับ แม้เขาจะมองปราดเดียวก็รู้ว่ากระบวนท่าของพวกเขาเป็นแค่ท่าพื้นฐาน แต่พวกเขากลับรู้จักพลิกแพลง ในความคล่องแคล่วนั้นดูราวกับมีชีวิต ทำให้ดูคาดเดาได้ยากและลื่นไหลเป็นอย่างมาก
'อืม พื้นฐานของพวกเขาสะสมมาแน่นพอแล้ว แถมยังรู้จักพลิกแพลงกระบวนท่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้คล่องแคล่ว ไม่เลวเลย'
ผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนอดไม่ได้ที่จะพยักหน้า แอบชื่นชมอยู่เงียบๆ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพอใจ
"อ๊ะ ผู้ฝึกสอน"
หลัวเฟิงที่หันหน้าไปทางประตูพอดีบังเอิญเห็นผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนยืนอยู่ตรงนั้น เขารีบร้องทัก จากนั้นเขากับหยางอู่ก็หยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกัน
"พวกเธอสองคน เพลงดาบไม่เลวเลยนะ คงจะเริ่มฝึกกันมาตั้งแต่เด็กเลยล่ะสิ?"
"เอ่อ ก่อนที่ผมจะเข้าสำนักยุทธ์ ผมก็แค่แกว่งไปฟันมาเล่นๆ อยู่ที่บ้านน่ะครับ พอดีพี่หยางเพิ่งจะช่วยชี้แนะให้ ผมก็เลยเริ่มจับจุดได้นิดหน่อย"
ก่อนที่หยางอู่จะทันได้ตอบ หลัวเฟิงก็ชิงพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
"อืม!"
ผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แต่แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับแข็งค้างไปดื้อๆ เขาจ้องเขม็งไปที่ดาบเงาโลหิตในมือของหลัวเฟิง ก่อนจะเบือนสายตาไปที่ดาบเจวี๋ยอิ่งในมือของหยางอู่ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
"ผู้ฝึกสอนครับ? ผู้ฝึกสอน?"
หลัวเฟิงตกใจกับสีหน้าของผู้ฝึกสอน ในขณะที่หยางอู่พอจะเดาเหตุผลได้บ้างแล้ว
"พวก... พวกเธอ..."
ผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนพยายามอย่างยากลำบากที่จะละสายตาจากดาบในมือของพวกเขา เขาจ้องมองหยางอู่และหลัวเฟิงราวกับเห็นผี
"เมื่อกี้พวกเธอเพิ่งจะประลองกันด้วยดาบเงาโลหิตน้ำหนัก 101 กิโลกรัม กับดาบเจวี๋ยอิ่งน้ำหนัก 107 กิโลกรัมงั้นเหรอ?"
"ใช่ครับ"
หลัวเฟิงเริ่มรู้สึกกลัวนิดๆ
"พวกเราไม่อนุญาตให้ใช้ดาบพวกนี้เหรอครับ?"
หยางอู่แสร้งทำเป็นกลัวนิดหน่อยขณะเอ่ยถาม
"ไม่ ไม่... เป็นไปไม่ได้ จะเป็นไปได้ยังไง..."
ผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนดูเหมือนจะไม่ได้ยินประโยคหลังของพวกเขา เขาเอาแต่ส่ายหน้าอย่างเลื่อนลอย
แต่ในวินาทีต่อมา ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ ดวงตาของผู้ฝึกสอนเจียงเหนียนก็สว่างวาบและกลับมามีประกายอีกครั้ง เขาจ้องมองหลัวเฟิงและหยางอู่ราวกับกำลังมองดูสมบัติล้ำค่าที่หาตัวจับยาก
"เร็วเข้า เจ้าหนูทั้งสองคน ไปที่เครื่องทดสอบพลังหมัดแล้วชกให้ฉันดูหน่อย ฉันขอขอดูหน่อยเถอะว่าตอนนี้พลังหมัดของพวกเธอไปถึงระดับไหนกันแล้ว!"