เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 – ตกลงใครกันแน่ที่เป็นลูกศิษย์ของคุณ

บทที่ 27 – ตกลงใครกันแน่ที่เป็นลูกศิษย์ของคุณ

บทที่ 27 – ตกลงใครกันแน่ที่เป็นลูกศิษย์ของคุณ


การซ่อมแซมภาพวาดและอักษรโบราณถือเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและซับซ้อนอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เป็นการทดสอบสายตาและความนิ่งของมือเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด รวมถึงเทคนิคเฉพาะตัวที่สั่งสมมา

ทว่าการ ‘ลอกภาพ’ นั้น...

กลับยากยิ่งกว่าการซ่อมแซมหลายเท่าตัว!

เพราะการที่จะลอกกระดาษชั้นบนออกมาให้สมบูรณ์อย่างไร้รอยขีดข่วนนั้น ความยากของมันเรียกได้ว่ามหาศาล

เจียงกั๋วเฟิง นอกจากจะมีสถานะเป็นนักประเมินระดับสองแล้ว เขายังมีอีกฐานะหนึ่งนั่นคือปรมาจารย์ด้านการซ่อมแซมภาพวาดโบราณ เพียงแต่มีคนไม่มากนักที่ล่วงรู้ความลับนี้

เฉินซานรู้สึกกังวลอยู่ภายในใจ

เพราะภาพนี้มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นผลงานชิ้นเอกของถังอิ่น!

หากเป็นเจียงกั๋วเฟิงที่ลงมือเอง เธอคงไม่ต้องกังวลใจอะไรเลย แต่พอเห็นว่าเป็นฉินหยางที่เตรียมจะลงมือ หัวใจของเธอก็เต็นไม่เป็นจังหวะด้วยความหวาดเสียว เธออดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจียงกั๋วเฟิงแล้วถามหยั่งเชิงด้วยเสียงแผ่วเบา

“เจียงเหล่าคะ คุณจะให้เขาลงมือจริงๆ หรือ?”

“คุณก็ทราบดีว่าการซ่อมแซมและลอกภาพโบราณนั้นมันยากลำบากเพียงใด”

“หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ภาพวาดโบราณทรงคุณค่าอาจถูกทำลายลงได้ในพริบตาเดียวเลยนะคะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงกั๋วเฟิงเองก็มีความกังวลพาดผ่านในแววตาเช่นกัน

ทว่าเขากลับส่ายหน้าช้าๆ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่ในใจของเขากลับมีความคาดหวังในตัวของฉินหยางอย่างประหลาด

บางทีฉินหยางอาจจะสร้างความประหลาดใจให้เขาได้จริงๆ ก็เป็นได้?

ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ตอบคำถามของเฉินซาน แต่กลับจับจ้องไปยังฉินหยางด้วยสายตาที่ไม่กะพริบ หากอุปกรณ์ที่ฉินหยางหยิบขึ้นมาไม่ใช่สิ่งที่ใช้สำหรับการลอกภาพ เขาจะรีบเอ่ยปากห้ามในทันที

โชคดีที่ภาพที่เห็นในตอนนี้ ทุกอย่างที่ฉินหยางทำยังไม่มีจุดไหนที่ผิดพลาด

ทว่าเซี่ยงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง

เขายังจำได้ดีว่าเจ้าคนกวนประสาทอย่างฉินหยางเพิ่งทำกับเขาไว้แบบไหน จนถึงตอนนี้ใบหน้าของเขายังรู้สึกแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นว่า “อาจารย์ครับ ท่านจะให้เขาทำจริงๆ หรือ?”

“มันเป็นตัวอะไรกัน? มีสิทธิ์อะไรมาแตะต้องของแบบนี้?”

“หุบปาก!”

เจียงกั๋วเฟิงถลึงตาใส่เซี่ยงอวี่อย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าแกมีสายตาเฉียบแหลมได้สักครึ่งหนึ่งของเขา แกก็คงเรียนจบออกไปประกอบอาชีพได้แล้ว ฝีมือแค่หางอึ่งอย่างแก มีสิทธิ์อะไรไปสงสัยในตัวเขา?”

“ผม...”

เซี่ยงอวี่มองเจียงกั๋วเฟิงด้วยสายตาน้อยเนื้อต่ำใจ ในอกเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

มันเพราะอะไรกัน?

ทำไมทำเหมือนกับว่าตอนนี้ฉินหยางเป็นลูกศิษย์ของเขาไปแล้ว ส่วนตัวเขากลับกลายเป็นคนนอกเสียอย่างนั้น?

ไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต!

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้โต้เถียงต่อ แต่กลับจ้องมองฉินหยางด้วยสายตาเย็นชา

ในใจเขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า หากฉินหยางทำภาพวาดนี้เสียหาย หรือทำไม่สำเร็จขึ้นมา เขาจะฉวยโอกาสนี้สั่งสอนไอ้หมอนี่ให้เข็ดหลาบ แม้จะไม่ถึงตายแต่ก็ต้องให้พิการกันไปข้าง!

ถ้าเป็นแบบนั้น...

เขาก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการล้างแค้นส่วนตัว และไม่ถือว่าผิดคำสาบานที่เพิ่งให้ไว้เมื่อครู่ด้วย

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเลิกพูดจาเสียดสี แล้วเปลี่ยนมาจับตามองฉินหยางอย่างเขม็ง

ในหัวเริ่มวางแผนการสารพัดว่าจะจัดการกับฉินหยางอย่างไรดีหลังจากเรื่องนี้จบลง

และในตอนนั้นเอง...

ฉินหยางก็เริ่มลงมือ!

เมื่อเจียงกั๋วเฟิงเห็นท่าทางและการเคลื่อนไหวของฉินหยาง ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายเจิดจ้า เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจและความตื่นตะลึง ถึงขนาดที่มือของเขาเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย แม้แต่ลมหายใจก็ยังแผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว

เขารีบหันกลับไปมองเซี่ยงอวี่ เห็นท่าทางของฝ่ายนั้นก็รู้ทันทีว่าในหัวกำลังคิดแผนชั่วร้ายอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโมโหขึ้นมา!

ทั้งที่อายุเท่ากันกับฉินหยาง แต่ทำไมช่องว่างของฝีมือถึงได้กว้างใหญ่ขนาดนี้?

เขาจึงฟาดฝ่ามือลงบนท้ายทอยของลูกศิษย์อย่างแรง พร้อมกับดุเสียงเข้ม “เก็บเอาความคิดฟุ้งซ่านในหัวของแกไปให้หมด แล้วตั้งใจดู ตั้งใจเรียนรู้เสีย!”

“เทคนิคเหล่านี้คือสิ่งที่แกต้องเรียนรู้ในอนาคต!”

“ได้ยินที่ฉันพูดไหม?”

“สอนแกมาสองปี กลับไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่นิดเดียว ยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าอัจฉริยะอีก”

“ดูแกสิ... อายุรุ่นราวคราวเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมความสามารถถึงต่างกันได้ขนาดนี้?”

“ผม...”

เอาเถอะ... ครั้งนี้เซี่ยงอวี่รู้สึกน้อยใจจนพูดไม่ออกจริงๆ

แต่เจียงกั๋วเฟิงไม่สนใจเขาอีกต่อไป เขาหันไปรับรองกับเฉินซานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “คุณเฉินครับ หากภาพวาดนี้มีความเสียหายแม้เพียงนิดเดียว ผมจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดเอง”

เฉินซานมองเจียงกั๋วเฟิงด้วยความประหลาดใจ

แล้วเธอก็หันไปมองฉินหยางอีกครั้ง

ตกลงใครกันแน่ที่เป็นลูกศิษย์ของเจียงกั๋วเฟิง?

อย่างไรก็ตาม เธอยังคงยิ้มและส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะเจียงเหล่า รอให้การลอกภาพเสร็จสิ้นก่อนแล้วเราค่อยว่ากัน”

เจียงกั๋วเฟิงพยักหน้าแล้วเงียบเสียงลง

เขาจ้องมองทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของฉินหยางอย่างใกล้ชิด ไม่ยอมปล่อยให้คลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว

ในที่สุด...

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม ภาพวาดที่คัดลอกไว้ชั้นบนก็ถูกฉินหยางลอกออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

เพียงแต่ภาพวาดชั้นบนนั้นให้ความรู้สึกที่น่าสลดใจไปเสียหน่อย

เพราะบนกระดาษมีรูพรุนอยู่มากมายเต็มไปหมด มันดูเหมือนตะแกรงขนาดใหญ่ที่มีรูรั่วไม่สม่ำเสมอ

เจียงกั๋วเฟิงตระหนักถึงบางอย่างได้ทันที เขาเรีบก้าวเข้าไปหา

และเมื่อเขาได้เห็นเนื้อหาของภาพวาดที่ซ่อนอยู่ชั้นล่าง ดวงตาก็พลันสว่างวาบด้วยความตื่นเต้น เขารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าไปในโลกของภาพวาดจนไม่ออกมาได้ เพียงแค่ปราดเดียวก็รู้ซึ้งถึงแก่นแท้

นี่คือผลงานจริงของถังอิ่นอย่างแน่นอน!

ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แม้แต่เซี่ยงอวี่และเฉินซานก็รีบก้าวเข้ามาดู ทั้งสามคนต่างตกอยู่ในภวังค์ของภาพวาดโบราณจนไม่มีใครสนใจฉินหยางเลยแม้แต่น้อย

เรื่องนี้ทำให้ฉินหยางรู้สึกห่อเหี่ยวใจยิ่งนัก เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโอดครวญว่า “นี่พวกคุณ... ไม่มีใครเห็นใจผมบ้างเลยเหรอ?”

“ผมเหนื่อยมากเลยนะรู้ไหม?”

“ไม่มีใครคิดจะเอาน้ำมาให้สักแก้วเลยหรือไง?”

“ฮ่าฮ่า!”

“เจ้าหนู เธอสร้างความประหลาดใจให้ฉันอย่างยิ่งใหญ่จริงๆ”

เจียงกั๋วเฟิงหัวเราะร่า ก่อนจะหันไปสั่งเซี่ยงอวี่ “เสี่ยวอวี่ รีบไปรินน้ำชามาให้ฉินหยางเร็วเข้า”

“ได้ครับ”

แม้เซี่ยงอวี่จะอยากชมผลงานจริงของถังอิ่นใจจะขาด เพราะในท้องตลาดปัจจุบัน การที่ผลงานของถังอิ่นจะปรากฏออกมาสักชิ้นถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ และงานของถังอิ่นก็คุ้มค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง!

ทว่า...

ฝีมือการลอกภาพชั้นครูของฉินหยางในครั้งนี้ ทำให้เขาต้องยอมสยบอย่างราบคาบ ความรู้สึกโกรธแค้นที่มีก่อนหน้านี้ รวมถึงความขุ่นเคืองที่อาจารย์นิ่งเฉยตอนเขาโดนต่อย ได้มลายหายไปจนสิ้น

ถึงขั้นที่ว่าเขารู้สึกลึกๆ ว่าตัวเองนั่นแหละที่สมควรโดนต่อย

แม้ฉินหยางจะอายุยังน้อย แต่ความสามารถกลับสูงล้ำจนน่าตกใจ เซี่ยงอวี่รู้สึกว่าฉินหยางอาจจะเก่งกว่าอาจารย์ของเขาเสียด้วยซ้ำ

พอคิดได้แบบนี้ การถูกต่อยเมื่อครู่ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้มากขึ้น

จะทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่ออีกฝ่ายมีความสามารถที่เหนือกว่าจริงๆ?

ต้องบอกก่อนว่า เซี่ยงอวี่ที่เป็นลูกคนรวยคนนี้ไม่ได้มีความสนใจในการทำธุรกิจเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับมีความหลงใหลในวงการของเก่าอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นสายตาการประเมินที่เฉียบคมและฝีมือที่น่าทึ่งของฉินหยาง

ในใจของเขาเริ่มมีความเลื่อมใสในตัวฉินหยางผุดขึ้นมาทีละน้อย

ดังนั้นตอนที่เขายกน้ำชามาให้ ท่าทางจึงดูสุภาพขึ้นมาก “พี่หยาง เชิญดื่มชาครับ”

“รู้ความเหมือนกันนี่”

“ไปดูเถอะ”

“ครับ!” เซี่ยงอวี่ขานรับก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปที่โต๊ะภาพวาดอย่างรวดเร็ว

ฉินหยางมองดูคนทั้งสามที่ล้อมรอบภาพวาดอยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็ได้แต่พึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกเสียดาย

หัวใจของเขาเริ่มเจ็บแปล็บขึ้นมา ของดีขนาดนี้ ทำไมเขาถึงไม่ได้เป็นคน ‘หลุดราคา’ หรือได้มาจากการเก็บตกเองนะ?

เฮ้อ... ช่างน่าเสียดายจริงๆ

ดูเหมือนว่าถ้ามีเวลาว่าง เขาคงต้องออกไปเดินเล่นในตลาดให้บ่อยขึ้นเสียแล้ว

เผื่อว่าวันไหนจะฟลุ๊คเจอของที่ล้ำค่ายิ่งกว่าภาพใบนี้บ้าง?

หากเป็นเช่นนั้น ความฝันที่จะสร้างโรงงานคัดแยกขยะขนาดใหญ่ของเขาก็คงจะเป็นจริงได้ในพริบตาเดียว!

เมื่อคิดได้ดังนั้น หัวใจของฉินหยางก็เริ่มเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น

ถึงแม้จะไม่ได้ของชิ้นนี้มาครอบครอง แต่เขาก็ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า

เพราะข้อมูลต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขานั้น มันใช้งานได้จริงอย่างเหลือเชื่อ!

ไม่อย่างนั้นเขาจะสามารถจัดการกับงานที่ยากระดับนี้ได้อย่างไร? ทั้งที่เขาไม่เคยสัมผัสกับงานประเภทนี้มาก่อนเลยสักครั้งในชีวิต

สิ่งนี้ทำให้เขาเริ่มจินตนาการถึงชีวิตอันแสนสุขสบายในอนาคต ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้นจนเผลอหัวเราะออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

“เงิน... เงินจำนวนมหาศาล ฮ่าๆๆ...”

[จบบท]

จบบทที่ บทที่ 27 – ตกลงใครกันแน่ที่เป็นลูกศิษย์ของคุณ

คัดลอกลิงก์แล้ว