- หน้าแรก
- ระบบเก็บขยะสุดโกง สู่มหาเศรษฐีพันล้าน
- บทที่ 16 – ผมลดราคาให้คุณหน่อยไหม
บทที่ 16 – ผมลดราคาให้คุณหน่อยไหม
บทที่ 16 – ผมลดราคาให้คุณหน่อยไหม
ฉินหยางถือได้ว่าคลุกคลีอยู่ในสังคมระดับล่างมาหลายปี
เขาก็พอจะมีไหวพริบอยู่บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนที่เขาออกจากโรงพยาบาล ก็เกิดเหตุการณ์ที่มีคนมาดักรอเขาอยู่ ดังนั้นเขาจึงยังไม่รีบกลับที่พัก แต่ขับรถวนไปรอบ ๆ ตัวเมืองอยู่หลายรอบจนมั่นใจว่าไม่มีใครตามมา
ถึงได้ขับรถกลับไปที่พัก
สถานีรับซื้อของเก่าของเขานั้นค่อนข้างห่างไกล ถือได้ว่าเป็นเขตชายขอบของเมืองเหยียนหยาง
หรือจะเรียกได้ว่าเป็นตำบลหนึ่งก็ได้
เพราะตั้งอยู่บริเวณรอบนอกของเมืองเหยียนหยาง ติดกับเขตตัวเมืองชั้นใน การคมนาคมจึงสะดวกสบายมาก ทำให้การเดินทางเข้าตัวเมืองไม่ใช่เรื่องยาก
เหตุผลที่เลือกมาอยู่ที่นี่ก็เพราะว่าค่าเช่าที่มันถูกนั่นเอง
ที่ที่เขาอาศัยอยู่ในปัจจุบันถือว่าเป็นตึกแถวสองชั้นที่สร้างขึ้นเอง มีลานกว้างข้างหน้า เช่าเหมาทั้งหลังเดือนหนึ่งยังไม่ถึงหนึ่งพันหยวน นี่คือเหตุผลที่ฉินหยางถูกใจที่นี่
เพียงแต่สถานที่นี้ค่อนข้างเปลี่ยว สภาพแวดล้อมไม่ค่อยดีนัก ในตำบลก็ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน ตัวบ้านเองก็ไม่ได้ดูดีอะไร
แต่ฉินหยางไม่สนใจ
ขอแค่มีที่ให้พัฒนาธุรกิจของตัวเอง และมีที่หลบแดดหลบฝนก็เพียงพอแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้าน
ฉินหยางก็จัดแจงจอดรถไว้ข้าง ๆ อย่างอารมณ์ดี แล้วเปิดฝาท้ายรถเพื่อเริ่มคัดแยกกล่องกระดาษเก่าเหล่านั้น นำไปกองรวมไว้ในเพิงเล็ก ๆ ที่ฉินหยางสร้างขึ้นมาเองข้าง ๆ
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
วันนี้ถือว่าทำกำไรได้งามมาก
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ของพวกนี้ทั้งหมดที่เขาเก็บมาขายอย่างมากก็ได้เงินแค่หนึ่งร้อยถึงสองร้อยหยวน เพราะต้นทุนนั้นไม่น้อยเลย แต่รอบนี้มันเป็นของที่เขาได้มาฟรี ๆ เรียกได้ว่าเป็นต้นทุนศูนย์หยวน
นั่นแปลว่าเขาสามารถทำกำไรได้ก้อนโตเลยทีเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น
เขาก็มีกำลังใจเต็มเปี่ยม
อย่างไรก็ตาม
ของฟรีแบบนี้ เก็บได้แค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว
ฉินหยางตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า จากนี้ไปจะไม่ไปเก็บขยะที่โรงพยาบาลประชาชนและซิงเยว่จี๋ถวนอีกเด็ดขาด สองที่นี้ถูกฉินหยางขึ้นบัญชีดำเรียบร้อยแล้ว เพราะเขาไม่อยากจะไปข้องแวะกับแม่สาวสองคนนั้นอีก
เขาแค่อยากจะทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองไปอย่างสงบสุข
หาเงินอย่างสุจริตและมั่นคง
เพราะเมื่อกี้รีบกลับมาเกินไป ของเก่าที่ขนมาจากซิงเยว่จี๋ถวนจึงถูกกองรวมกันไว้ ตอนนี้จำเป็นต้องนำมาแยกประเภท เพราะของเก่าที่ทำจากวัสดุต่างกัน ราคาก็ย่อมต่างกัน
ในขณะที่กำลังจัดของอยู่นั่นเอง
จู่ ๆ ถุงใบเล็ก ๆ ใบหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากกองขยะ
“เอ๊ะ?”
“นี่อะไรกัน?”
ฉินหยางโยนขยะในมือทิ้งไว้ข้าง ๆ แล้วหยิบถุงใบนั้นขึ้นมาดู เห็นว่าถุงนี้เป็นสีน้ำเงินเข้ม คล้ายกับถุงใส่เงินที่คนสมัยก่อนชอบเย็บใช้เอง เพียงแต่ฝีมือการตัดเย็บของถุงใบนี้ไม่เหมือนกับของที่ทำใช้เอง
ดูไม่เหมือนงานทำมือทั่วไป
ฉินหยางเปิดถุงออก พบว่าข้างในมีกล่องใบเล็ก ๆ ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่ใบหนึ่ง พอนำมาถือไว้ในมือก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ค่อนข้างหนัก
เมื่อเปิดกล่องออกดู
มุมปากของฉินหยางก็เริ่มยกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งควบคุมไม่อยู่ยิ้มกว้างไปถึงใบหู
“ฮ่า ๆ ๆ!”
“รวยแล้ว!”
เห็นได้ชัดว่า ในกล่องใบนี้บรรจุเหรียญเงิน "เฉียนเป่าหนึ่งหยวน" ที่ผลิตจากเตาหลอมทางการในรัชศกกว่างซวี่ปีที่ 14
เหรียญนี้ทำมาจากเงินบริสุทธิ์
จัดเป็นหนึ่งในสิบเหรียญเงินหายากระดับตำนาน
เห็นได้ว่าขอบของเหรียญเฉียนเป่าใบนี้เรียบเนียน ลวดลายการแกะสลักมีความเป็นธรรมชาติและลื่นไหล ที่สำคัญที่สุดคือสภาพยังเก็บรักษาไว้ได้ดีเยี่ยมอย่างยิ่ง ผิวของเหรียญยังไม่มีคราบสนิมเก่าเกาะอยู่เลย สภาพของมันเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตองอู
ต้องรู้ว่าในบรรดาเหรียญเงินของประเทศนี้ เหรียญเฉียนเป่านับว่าเป็นของสะสมระดับสูงสุดแล้ว
แถมเหรียญเฉียนเป้ารัชศกกว่างซวี่ปีที่ 14 นั้นยังหาได้ยากยิ่งกว่าเหรียญของปีที่ 16 เสียอีก
นั่นจึงเป็นสิ่งที่กำหนดมูลค่าของมัน
ประกอบกับในวงการของสะสมปัจจุบัน กระแสความนิยมในการเก็บสะสมเหรียญโบราณพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มูลค่าของมันย่อมพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ตามการประเมินของฉินหยาง เหรียญที่อยู่ในมือเขานี้ อย่างน้อยต้องขายได้ราคาไม่ต่ำกว่าสามแสนหยวนแน่นอน
หรือเป็นไปได้ว่าอาจจะถึงสี่แสนหยวนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะสภาพที่สมบูรณ์ขนาดนี้หายากจริง ๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ
ของเก่าชุดนี้ฉินหยางไม่ได้ลงทุนแม้แต่หยวนเดียว เรียกได้ว่าเก็บได้มาฟรี ๆ เลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น
เขาก็รีบประสานมือเข้าหากัน นำเหรียญเฉียนเป่าไว้ในอุ้งมือ แล้วกราบไหว้ฟ้าดินด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นสุดขีด “เขาว่ากันว่าแสงอาทิตย์มักจะปรากฏหลังผ่านพายุฝน ถ้าไม่ผ่านพายุฝนจะเห็นสายรุ้งได้อย่างไร”
“เห็นทีคำพูดนี้จะเป็นจริงนะเนี่ย”
“สวรรค์ช่างยุติธรรมจริง ๆ ที่ส่งแม่สาวสองคนนั้นมาทรมานผม แต่ก็ยังส่งของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ด้วย ฮ่า ๆ ผมล่ะเกรงใจจนไม่อยากจะรับไว้เลยจริง ๆ”
“ขอบคุณสวรรค์ครับ”
“แต่ถ้าจะมีเซอร์ไพรส์แบบนี้มาอีก ผมก็ยังรับไหวนะ ให้แม่สาวสองคนนั้นมาทรมานผมต่อไปเถอะ!”
“ฮ่า ๆ ๆ...”
“วึ้ง...”
ในจังหวะนั้นเอง
เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามดังขึ้นมาจากด้านหลังของฉินหยาง ตามมาด้วยเสียงเบรกกะทันหัน ฉินหยางหันไปมองโดยสัญชาตญาณ แล้วก็พบว่ามีรถตู้คันหนึ่งขับเข้ามาจอดถึงในลานบ้านของเขา
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งตัว
เขาก็เห็นประตูรถเปิดออก ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์กว่าสิบห้าคนก็ก้าวลงมาจากรถ
เมื่อเห็นคนกลุ่มนี้
มุมปากของฉินหยางถึงกับกระตุก
คนพวกนี้ดูรูปร่างหนาใหญ่บึกบึนกันทุกคน
ยัดเข้าไปในรถตู้คันแค่นั้นได้ยังไง?
สุดยอดไปเลย!
บางที
นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่รถรุ่นนี้ถูกเรียกว่ารถเทพเจ้าก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม
คนกลุ่มนี้ดูท่าทางดุร้าย แถมในมือแต่ละคนยังถืออาวุธชนิดต่าง ๆ เดินตรงเข้ามาหาฉินหยาง โดยคนที่เดินนำหน้ามานั้น ฉินหยางกลับรู้จักดี จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฉิงเฉิงนั่นเอง
เฉิงเฉิงจ้องเขม็งมาที่ฉินหยาง
แต่ความอาฆาตในดวงตาของเขานั้นพุ่งถึงขีดสุด!
ต้องบอกว่า
วันนี้ถือเป็นวันที่ซวยที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้
ไม่มีวันไหนซวยไปกว่านี้อีกแล้ว!
เริ่มจากเจอฉินหยาง ทำกำไลหยกที่เขาซื้อมาในราคาสามแสนหยวนแตกนั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่หนักกว่าคือมันถูกพิสูจน์ว่าเป็นของปลอม ทำให้เขาตกเป็นเหยื่อของการถูกหลอกครั้งใหญ่
ต่อมายังโดนฉินหยางปั่นหัวเสียเงินไปอีกสามหมื่นหยวน
แถมยังถูกเอาเลือดของตัวเองไปใช้ทำอะไรก็ไม่รู้ จนตัวเองต้องมาแสดงท่าทางน่าอับอายขายขี้หน้าจนฉี่ราดขี้ราดต่อหน้าเซียวเยว่ ถูกเหยียดหยามในบริษัท แถมยังถูกถ่ายรูปประจานอีก
พอกลับถึงบ้านเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ
ยังไม่ทันจะทำใจได้จากเหตุการณ์สยองขวัญ ก็ได้รับข่าวว่าตัวเองถูกไล่ออกเสียแล้ว
นั่นถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาฟิวส์ขาดจนโกรธแค้นจนหน้ามืด
แค้นจนอยากจะฆ่าฉินหยางทิ้งเสียเดี๋ยวนี้!
ดังนั้นภายใต้แรงกระตุ้นของความโกรธแค้นและอาฆาต
เขาจึงรีบติดต่อลูกพี่ลูกน้องของเขาขึ้นมา
จะว่าไป
ลูกพี่ลูกน้องของเขาคนนี้ก็ถือว่าเป็นคนมีหน้ามีตาในวงการใต้ดินของเมืองเหยียนหยาง ปกติทั้งสองก็ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง ในฐานะผู้จัดการฝ่ายโครงการของซิงเยว่จี๋ถวน เขาอมเงินทอนไปได้ไม่น้อย
แถมยังจ้างลูกพี่ลูกน้องคนนี้ให้ช่วยจัดการธุระให้บ่อยครั้ง
ทั้งสองคนต่างก็ทำเงินได้มากมาย
ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องขึ้น ลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อเฉิงปู้จู๋จึงรีบสืบหาตัวฉินหยางทันที และเมื่อรู้ที่อยู่ก็รีบเรียกพรรคพวกกว่าสิบคนมาจัดการเรื่องนี้
เขาว่ากันว่า "ศัตรูมาพบกัน ย่อมตาแดงก่ำ"
วินาทีที่เฉิงเฉิงเห็นหน้าฉินหยาง ความโกรธแค้นก็แผดเผาสติสัมปชัญญะของเขาจนมอดไหม้ไปหมดสิ้น
เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจ้องมองฉินหยางแล้วกล่าวว่า “ไอ้หนู!”
“นึกไม่ถึงใช่ไหมล่ะ?”
“ว่าเราจะได้มาเจอกันเร็วขนาดนี้!”
ฉินหยางดูจากท่าทางก็รู้ได้ทันทีว่าพวกนี้มาหาเรื่องเขาแน่นอน
แต่เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนก
เขามองเฉิงเฉิงพลางทักทายอย่างเป็นกันเองโดยไม่มีความหวาดกลัวหรือคิดจะหลบหนี “อ้าว เฮ้ย นี่ไม่ใช่ราชาขี้ราดเหรอ ต้องยอมรับนะว่าเหตุการณ์ที่คุณระเบิดศึกในบริษัทน่ะ ทำเอาผมนับถือจริง ๆ”
“ต่อให้เป็นผม ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะทำเรื่องแบบนั้นหรอก”
“จริงสิ”
“เหมือนผมจะถ่ายรูปไว้ได้ด้วยนะ”
“ทำไมล่ะ?”
“คุณมาขอซื้อรูปเหรอ?”
“เห็นแก่ที่คุณมีความพยายามขนาดนี้ ผมลดราคาให้คุณหน่อยไหมล่ะ?”
[จบบท]