- หน้าแรก
- ข้าคือปรมาจารย์แห่งวิถีมังกรพยัคฆ์
- บทที่ 2170 - สถานะไท่ซ่าง
บทที่ 2170 - สถานะไท่ซ่าง
บทที่ 2170 - สถานะไท่ซ่าง
บทที่ 2170 - สถานะไท่ซ่าง
สวรรค์ไท่ซ่าง กรรมนานัปการสอดประสาน จำลองโลกียวิสัยอันขุ่นมัว จางฉุนอี้จำแลงร่างเป็นหมื่นพัน เดินทอดน่องไปในโลกียวิสัย เขาต้องการจะสะสางกรรมนานัปการ การเอาแต่อยู่บนที่สูงลิบลิ่วตลอดเวลานั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง มีเพียงการนำตัวเองเข้าสู่สถานการณ์เท่านั้นจึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หากต้องการจะวางลง ก็ต้องยกขึ้นมาก่อน
ทว่าไม่ว่าโลกียวิสัยอันขุ่นมัวจะจำลองเปลี่ยนแปรไปเช่นไร จางฉุนอี้ก็ยังมีแก่นแท้จุดหนึ่งที่ไม่ร่วงหล่น นี่คือการคุ้มครองที่โอสถไท่ซ่างขจัดธุลีนำมาให้เขา
“โลกียวิสัยดั่งตาข่าย สรรพชีวิตล้วนตกอยู่ในนั้น และชีวิตคนก็แปรเปลี่ยนไม่แน่นอน คนเรามักจะเดินวนเวียนอยู่ระหว่างการได้มาและการสูญเสียเสมอ”
เมื่อสะสางกรรมไปทีละสาย แก่นแท้จุดนั้นของจางฉุนอี้ก็ยิ่งบริสุทธิ์มากขึ้น แม้อิทธิฤทธิ์ของโอสถไท่ซ่างขจัดธุลีจะอ่อนกำลังลงอย่างต่อเนื่อง แต่มันก็ยังคงมั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งเค้าลางของการร่วงหล่นแม้แต่น้อย
“ไท่ซ่างลืมเลือนความรู้สึก ไม่ใช่ไร้ความรู้สึก หากแต่เงียบสงบไม่หวั่นไหว หากหลงลืมมันไปจึงจะเป็นแก่นแท้ของการลืมเลือนความรู้สึกอย่างแท้จริง”
“ได้ความรู้สึก ลืมความรู้สึก ไม่ถูกความรู้สึกจูงจมูก ไม่ถูกความรู้สึกกักขัง จึงจะเป็นไท่ซ่าง”
เหยียบย่ำไปทั่วโลกียวิสัยอันกว้างใหญ่ ผ่านการชำระล้างจากโลกียวิสัย จิตวิญญาณแห่งเต๋าลืมเลือนความรู้สึกของจางฉุนอี้ยิ่งทวีความเจิดจรัส ค่อยๆ บังเกิดความรู้สึกสมบูรณ์พร้อมขึ้นมา
การทะลวงด่านในครั้งนี้ของเขา พึ่งพาสามสิ่ง หนึ่งคือสิ่งของภายนอก ได้แก่ โอสถไท่ซ่างขจัดธุลี สองคืออภิญญา ได้แก่ หลอมวิญญาณคืนสู่ความว่างเปล่า สามคือจิตวิญญาณแห่งเต๋าลืมเลือนความรู้สึก ซึ่งเป็นผลไม้ที่ได้รับการรดน้ำจากแนวคิดการบำเพ็ญเพียรทั้งชีวิตของเขา ในบรรดาสามสิ่งนี้ บทบาทของโอสถไท่ซ่างขจัดธุลีนั้นชัดเจนที่สุด รองลงมาคือหลอมวิญญาณคืนสู่ความว่างเปล่า แต่รากฐานที่แท้จริงคือจิตวิญญาณแห่งเต๋าลืมเลือนความรู้สึกนั่นเอง
การบำเพ็ญเพียรก็คือการขัดเกลาจิตใจ หากปราศจากจิตวิญญาณแห่งเต๋าลืมเลือนความรู้สึก ต่อให้มียาวิเศษและอภิญญาคอยช่วยเหลือ การที่จางฉุนอี้จะก้าวข้ามขั้นตอนนี้ไปได้ก็ยังคงยากลำบาก ความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลวมีสูงมาก
“หลังจากวันนี้ไป ข้าก็จะเป็นไท่ซ่างที่แท้จริง”
จิตใจถูกสั่นสะเทือน จางฉุนอี้บรรลุธรรมในโลกียวิสัยอันขุ่นมัว มองเห็นผลเต๋าไท่ซ่างที่ไม่มีอยู่จริง นามของไท่ซ่างแต่เดิมเป็นเพียงคำเรียกขานลอยๆ ทว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมา จางฉุนอี้กำลังทำให้ฉายานี้กลายเป็นจริงทีละน้อย ทำให้มันมีพลังและความหมายที่ไม่ธรรมดา
ในชั่วขณะนี้ จิตวิญญาณแห่งเต๋าลืมเลือนความรู้สึกของเขากลมกลืนสมบูรณ์ โลกียวิสัยอันขุ่นมัวแม้นจะวุ่นวายซับซ้อน แต่ก็ไม่อาจบดบังแสงสว่างของมันได้อีกต่อไป
“จิตวิญญาณแห่งเต๋ากลมกลืน โลกียวิสัยนี้สำหรับข้าไม่มีสิ่งใดให้ผูกพันอีกต่อไป การได้และการสูญเสียล้วนอยู่ในใจข้า”
หมื่นพันร่างจำแลงรวมเป็นหนึ่ง รากฐานของจางฉุนอี้ยกระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรรมนานัปการไม่อาจเป็นโซ่ตรวนผูกมัดเขาได้อีกต่อไป ล้วนกลายเป็นบันไดให้เขาก้าวขึ้นสู่ระดับไท่ซ่าง
วิงงง เมื่อจางฉุนอี้สลัดหลุดจากพันธนาการแห่งโลกียวิสัยได้อย่างสมบูรณ์ วิญญาณที่แท้จริงของเขาก็สั่นสะเทือน ราวกับถูกเช็ดฝุ่นธุลีนานัปการออกไป เปล่งแสงสว่างอันไร้ขอบเขต ภายใต้การสาดส่องของแสงนี้ ร่างกายและจิตใจของจางฉุนอี้ล้วนสัมผัสได้ถึงความเบิกบาน ราวกับได้ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้ง ทั่วทั้งร่างเบาสบาย ล่องลอยดุจเซียน
“นี่ก็คือมุมมองของไท่ซ่างสินนะ”
ยกตัวขึ้นเหนือสรรพสิ่ง ทอดสายตามองโลกปัจจุบัน จางฉุนอี้มองเห็นภาพทิวทัศน์ที่แตกต่างออกไป โลกก็ยังเป็นโลกใบเดิม เขาก็ยังเป็นเขาคนเดิม ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือตำแหน่งของทั้งสองสิ่ง
ก่อนหน้านี้ แม้เขาจะดูอยู่เหนือสรรพสิ่ง ต่อให้เป็นเจตจำนงแห่งสวรรค์ของโลกไท่เสวียนก็ไม่อาจทำอันไรเขาได้ แต่แก่นแท้แล้วเขาก็ยังคงอยู่ภายในฟ้าดิน จากรากฐานแล้วเขาก็ยังต่ำกว่าฟ้าดินอยู่ขั้นหนึ่ง ทว่าบัดนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ตัดพันธนาการแห่งกรรม คืนสู่สถานะไท่ซ่าง อยู่เหนือโลกียวิสัย บัดนี้เขาสามารถยืนหยัดเสมอกับโลกไท่เสวียนได้อย่างแท้จริงแล้ว
การมองโลกไท่เสวียนในมุมมองเช่นนี้ ทิวทัศน์ที่มองเห็นย่อมแตกต่างจากอดีต และการทะลวงผ่านของจางฉุนอี้ในครั้งนี้ก็ไร้สุ้มเสียงใดๆ ไม่ว่าจะในโลกไท่เสวียนหรือในความโกลาหลก็ไม่มีนิมิตใดๆ ปรากฏขึ้นเลย แม้กระทั่งภายใต้การจงใจปกปิดของจางฉุนอี้ ก็ไม่มีใครพบความผิดปกติใดๆ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครรู้ว่าโลกนี้ได้มียอดฝีมือระดับสูงสุดปรากฏขึ้นอีกคนแล้ว
ครู่ต่อมา จางฉุนอี้ก็ดึงสายตาของตนเองกลับมา แท้จริงแล้วในตอนนี้เขามีคุณสมบัติที่จะแยกตัวออกจากโลกไท่เสวียนแล้ว เพียงแต่การทำเช่นนั้นไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาของเขาในขั้นต่อไป ในตอนนี้เขากับโลกไท่เสวียนเป็นเหมือนผู้ร่วมมือกันมากกว่า ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันเพื่อบรรลุผลประโยชน์ร่วมกัน
“ไท่ซ่างกุมมรรคา ความเปลี่ยนแปลงนานัปการล้วนอยู่ในใจข้า”
จิตวิญญาณแห่งเต๋าเปล่งแสง สาดส่องความมืดมิดอันไร้ขอบเขต จางฉุนอี้มองเห็นวิถีแห่งการหลอมที่หยั่งรากลงในโลกไท่เสวียน แผ่ขยายเข้าสู่ความโกลาหล และสอดประสานกับโลกใบแล้วใบเล่า แตกต่างจากความเลือนลางก่อนหน้านี้ ครั้งนี้เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของวิถีแห่งการหลอมได้อย่างชัดเจน
มหาเต๋ากว้างใหญ่ไพศาล ต่อให้เป็นผู้สถาปนาเต๋าก็ไม่อาจมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ในชั่วพริบตา ทว่าเมื่อเขาสลัดพันธนาการเส้นที่สี่ทิ้งไป รักษาสถานะไท่ซ่างของตนเองให้มั่นคงได้อย่างแท้จริง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
“น่าเสียดายที่สถานะไท่ซ่างของข้ายังคงดูเลือนลางเกินไปสักหน่อย หากต้องการให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริงยังต้องการรากฐานที่แท้จริงสายหนึ่ง ซึ่งสิ่งนี้ต้องการทั้งเวลาและวาสนา”
“โชคดีที่พันธนาการถูกตัดขาด อุปสรรคที่ขวางกั้นบนเส้นทางมหาเต๋าของข้าได้ถูกขจัดไปแล้ว บัดนี้สิ่งที่ข้าขาดแคลนก็แค่ทรัพยากรแห่งมหาเต๋าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
ความคิดปะทะกัน จางฉุนอี้ดึงสายตาจากโลกไท่เสวียนไปยังส่วนลึกของความโกลาหล ที่แห่งนั้นมีดวงดาวขนาดยักษ์สองดวง พวกมันส่องประกายสว่างไสวราวกับดาวฝาแฝด พวกมันก็คือโลกเทียนหยวนและโลกไท่สื่อ
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โลกทั้งสองแห่งนี้นับเป็นดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุดในความโกลาหลอย่างไม่ต้องสงสัย แสงสว่างของพวกมันเจิดจ้า สาดส่องไปทั่วทั้งสิบทิศ เป็นที่จับตามองของสรรพชีวิต แม้แต่โลกไท่เสวียนก็ไม่อาจเทียบรัศมีได้
“ใช้โลกชีเสวียนเป็นเหยื่อล่อ เทาเถี้ยเข้าสู่กระดานหมาก ในเมื่อได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งเหตุเอาไว้แล้ว และผ่านการเติบโตมาหลายปี บางทีอาจจะถึงเวลาที่จะผลิดอกออกผลแล้วกระมัง”
จ้องมองโลกเทียนหยวนและโลกไท่สื่อ จางฉุนอี้ครุ่นคิด บัดนี้พันธนาการแห่งชะตาก่อกำเนิดทั้งสามสายและพันธนาการแห่งกรรมโลกียะอีกหนึ่งสายของเขาล้วนถูกขจัดไปหมดสิ้นแล้ว ก้าวเข้าสู่ระดับเก้าเก้าอย่างแท้จริง ห่างจากมหาเต๋าสมบูรณ์พร้อมที่แท้จริงเพียงแค่ทรัพยากรเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น และโลกเทียนหยวนกับโลกไท่สื่อก็คือตัวเลือกที่ดีที่สุด
“ปราณเคราะห์กรรมพลุ่งพล่าน ราวกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ ความโกลาหลกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นในโลกเทียนหยวนและโลกไท่สื่อ”
หลอมวิญญาณคืนสู่ความว่างเปล่า ยกตัวขึ้นเหนือสรรพสิ่ง หลังจากตัดพันธนาการเส้นที่สี่ทิ้งไปแล้ว เมื่อจางฉุนอี้หมุนเวียนมหาอภิญญาไร้ขีดจำกัดสายนี้อีกครั้ง ก็บังเกิดความรู้สึกใหม่ขึ้นมาในทันที ไม่มีอาการติดขัดเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป แสดงให้เห็นถึงความอิสระเสรีอย่างเต็มเปี่ยม ราวกับว่านี่คือสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง หมอกควันนานัปการในความโกลาหลยากที่จะบดบังสายตาของเขาได้อีกต่อไป ความลี้ลับนานัปการก็ผุดขึ้นตรงหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
“นี่คือโอกาสของข้า ขอเพียงวางแผนให้ดี ก็น่าจะได้รับผลตอบแทนที่ไม่เลว ทว่านี่ไม่ได้เป็นเพียงวาสนาเท่านั้น แต่ก็เป็นเคราะห์กรรมเช่นกัน หลังจากผ่านพ้นครั้งนี้ไป เวลาที่มหาทำลายล้างจะมาเยือนก็จะถูกร่นระยะให้สั้นลงอีก”
เมื่อมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในความโกลาหลอย่างชัดเจน ในขณะที่จางฉุนอี้รู้สึกยินดี ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความเคร่งเครียดขึ้นมาวูบหนึ่ง เวลาไม่คอยท่า เวลาที่เหลือให้เขาไม่มากแล้วจริงๆ
“กระดานหมากของโลกเทียนหยวนและโลกไท่สื่อได้ถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่เลือกเวลาที่เหมาะสมเพื่อเก็บเกี่ยวก็พอ”
“บัดนี้ หากข้าต้องการจะเพิ่มความแข็งแกร่งในระยะเวลาอันสั้น บางทีอาจจะต้องเบนความสนใจไปที่พลังอมตะ นี่คือพลังที่จำเป็นสำหรับการบรรลุความเป็นอมตะ เมื่อก่อนข้ามองมันราวกับมองหมอกควัน เต็มไปด้วยความคลุมเครือ ทว่าบัดนี้กลับไม่เหมือนเดิมแล้ว”
ความคิดหนึ่งผุดขึ้น จางฉุนอี้ก็กำหนดทิศทางขั้นต่อไปของตนเอง สำหรับพลังอมตะนั้น เขามีความตั้งใจที่จะทำความเข้าใจมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีน้อยมาก
“หวังว่าครั้งนี้จะสามารถแอบมองเห็นความลี้ลับของความเป็นอมตะได้อย่างแท้จริง”
แสงริบหรี่สายหนึ่งปรากฏขึ้น จำแลงเป็นไท่ซ่าง จางฉุนอี้หลอมรวมจิตใจของตนเองเข้ากับมันอย่างสมบูรณ์ พยายามหยั่งรู้ความลี้ลับของมัน แสงริบหรี่สายนี้ก็คือแสงเซียนอวี่ฮว่าที่ปรมาจารย์เต๋าอวี่ฮว่าทิ้งเอาไว้ แฝงไว้ด้วยพลังอมตะเล็กน้อย เหมาะอย่างยิ่งให้จางฉุนอี้ทำความเข้าใจ
แม้แก่นแท้จะห่างไกลจากแสงวิเศษอมตะก่อกำเนิดสายนั้นที่จางฉุนอี้ครอบครองอยู่มาก แต่การนำมาใช้เป็นตัวชี้นำก็เหมาะสมที่สุดแล้ว
[จบแล้ว]