- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นตัวร้ายที่รายรอบไปด้วยสัตว์อสูรสุดหล่อทั้งห้า
- บทที่ 150 - การเปลี่ยนแปลงของมิติเก็บของหลังทำสัญญากับซือฉี
บทที่ 150 - การเปลี่ยนแปลงของมิติเก็บของหลังทำสัญญากับซือฉี
บทที่ 150 - การเปลี่ยนแปลงของมิติเก็บของหลังทำสัญญากับซือฉี
อาหารเช้าดำเนินไปอย่างเรียบง่ายทว่าอบอุ่น พวกเขากินจนเสร็จอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เก็บสัมภาระอันน้อยนิดเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
ฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่อง สายฝนอันละเอียดอ่อนถักทอเป็นม่านฝนอันเลือนลาง มันตกลงมากระทบใบไม้จนเกิดเสียงดังสวบสาบ พื้นดินเฉอะแฉะไปด้วยโคลน เมื่อเหยียบลงไปก็จะทิ้งรอยเท้าเอาไว้ลึก
จิ้นเหยี่ยเป็นคนแรกที่แปลงร่างเป็นสัตว์ร้าย แผงคอสีดำเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนและแนบลู่ไปกับลำตัว ทว่าก็ยังไม่อาจปิดบังความน่าเกรงขามเอาไว้ได้
หลานซีปีนขึ้นไปบนหลังของเขาอย่างคล่องแคล่ว เมื่อนั่งอย่างมั่นคงแล้วก็ยกมือขึ้นจับแผงคอด้านหลังของเขาเอาไว้
ส่วนโยวเลี่ยก็เดินไปตรงหน้าหลีเยว่ เขาหยิบเสื้อคลุมกันฝนหนังสัตว์ที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาห่มให้นางอย่างระมัดระวัง แม้กระทั่งปีกหมวกก็ยังดึงลงมาจนต่ำ เผยให้เห็นเพียงปลายคางขาวผ่องเล็กน้อย
"จับข้าไว้ให้แน่น" น้ำเสียงของโยวเลี่ยทุ้มต่ำมีเสน่ห์ทว่ากลับอ่อนโยนมาก ดูเหมือนว่ายามที่เขาพูดคุยกับหลีเยว่มักจะจงใจปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงเสมอ
ซือฉีกับฉืออวี้แบกสัมภาระของพวกเขาขึ้นหลัง จากนั้นคนทั้งหมดก็ออกเดินทางอีกครั้ง
โยวเลี่ยใช้มือข้างเดียวอุ้มหลีเยว่เอาไว้ ทว่าร่างกายกลับมั่นคงมาก เขาพยายามหลบเลี่ยงแอ่งน้ำและหลุมลึกด้วยเกรงว่าจะทำให้หลีเยว่ในอ้อมกอดต้องกระเทือน
สายฝนยังคงร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง มันสาดกระเซ็นจนเส้นผมและร่างกายของเขาเปียกชุ่ม น้ำฝนอันเย็นเฉียบไหลไปตามเส้นผมและหยดลงบนหัวไหล่ ทว่าเขากลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันเขายังหยุดเดินหลายครั้งเพื่อจัดระเบียบเสื้อคลุมกันฝนให้แน่ใจว่าจะไม่มีน้ำฝนรั่วซึมเข้าไปจนทำให้นางเปียก
หลีเยว่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา นางมองดูสภาพของตัวผู้แต่ละตนที่อยู่รอบกาย
แผงคอของจิ้นเหยี่ยเปียกโชก ปลายผมของหลานซีมีหยดน้ำเกาะอยู่ ขนนกของซือฉีก็ถูกน้ำฝนชโลมจนดูโปร่งใสเล็กน้อย ขนสีแดงของฉืออวี้จับตัวเป็นก้อน
ร่างกายของพวกเขาปราศจากการป้องกันใดๆ ปล่อยให้น้ำฝนชะล้างไปตามยถากรรม ทว่ากลับไม่มีผู้ใดปริปากบ่นเลยสักคน
ภายในใจของนางรู้สึกผิดเล็กน้อย นางจึงเอ่ยถามเสียงเบา "เหตุใดพวกท่านไม่ทำเสื้อคลุมกันฝนมาสวมใส่บ้างเล่า ตากฝนเช่นนี้จะไม่เป็นหวัดเอาหรือ"
โยวเลี่ยก้มมองนางแวบหนึ่ง มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ น้ำเสียงทะลุผ่านม่านฝนดังแว่วมา "เสื้อคลุมกันฝนมันบังสายตา ทำให้เดินทางไม่สะดวก สู้ยอมตากฝนเสียยังจะดีกว่า ร่างกายของตัวผู้แข็งแรง ตากฝนแค่นี้ไม่เป็นอะไรหรอก"
เขาชะงักไปเล็กน้อย ปลายนิ้วลูบไล้พวงแก้มของนางที่ถูกเสื้อคลุมกันฝนปกปิดเอาไว้เบาๆ "ทว่าตัวเมียไม่เหมือนกัน ตากฝนแล้วจะป่วยง่าย เจ้าจะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด"
หลีเยว่พยักหน้า นางไม่ได้พูดถึงหัวข้อนี้อีก ทว่าภายในใจกลับอบอุ่นเป็นพิเศษ
นางจมดิ่งสติสัมปชัญญะลงไปตรวจสอบภายในมิติเก็บของ หลังจากทำสัญญากับซือฉีนางยังไม่ได้เข้ามาตรวจสอบมิติเก็บของเลย
ก่อนหน้านี้ระหว่างนางกับซือฉีแม้แต่จูบก็ยังไม่เคยมี ทว่าจู่ๆ ก็ทำสัญญากันเลย มิติเก็บของย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
ภายในมิติเก็บของ พืชพรรณที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้ล้วนแตกยอดอ่อนแล้ว ปลายยอดสีเขียวอ่อนมีหยดน้ำเกาะอยู่ มันทอประกายแห่งชีวิตภายใต้แสงสลัวของมิติ
ข้างแปลงเพาะปลูกมีหลุมดินที่ยุบตัวลงไปเพิ่มขึ้นมาหนึ่งแห่ง ก้นหลุมราบเรียบ ขนาดประมาณถังไม้อาบน้ำห้าใบรวมกัน ทว่ามันกลับว่างเปล่า ไม่มีน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว
หลีเยว่นั่งยองๆ ปลายนิ้วสัมผัสกับดินที่ก้นหลุมเบาๆ ความชื้นกำลังดี ไม่เหนียวติดมือและไม่แห้งจนเกินไป
ดูเหมือนว่าหลุมดินแห่งนี้น่าจะเป็นรางวัลที่โผล่ขึ้นมาหลังจากทำสัญญากับซือฉี
ดวงตาของนางสว่างวาบ หากหลุมนี้เต็มไปด้วยน้ำ มันก็สามารถใช้เป็นสระน้ำขนาดเล็กได้ไม่ใช่หรือ
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในป่าฝนเคยเห็นปลาตัวเล็กตัวน้อยและกุ้งฝอยจำนวนไม่น้อย หากสามารถจับพวกมันมาเลี้ยงไว้ในนี้ได้ วันข้างหน้าหากอยากกินอาหารทะเลสดๆ ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปหาเอาดาบหน้าแล้ว
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา นางก็ไม่อาจสะกดกลั้นมันเอาไว้ได้อีก
นางจินตนาการภาพหลุมดินที่เต็มไปด้วยน้ำใสสะอาด มีฝูงปลาแหวกว่ายอยู่ภายในและมีกุ้งฝอยคลานอยู่ก้นสระ มุมปากก็โค้งงอขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เพียงแต่ในเวลานี้ภายในมิติเก็บของไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่เลย หลุมดินยังคงว่างเปล่า ต้องรอให้พบแหล่งน้ำในครั้งหน้าจึงจะสามารถเติมเต็มสระน้ำแห่งนี้ได้
นางลุกขึ้นยืน ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากหลุมดิน สายตาก็ถูกกล่องไม้ที่อยู่ไม่ไกลดึงดูดเอาไว้
ข้างกล่องไม้สีแดงสำหรับแลกเปลี่ยนผลึกสัตว์ร้ายก่อนหน้านี้ จู่ๆ ก็มีกล่องไม้สีเหลืองเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบ รูปแบบเหมือนกันทุกประการ เพียงแต่สีสันแตกต่างกันออกไป ดูเหมือนว่าหลังจากทำสัญญากับซือฉีแล้วสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจะไม่ได้มีแค่หลุมดิน ทว่ายังมีกล่องไม้อีกหนึ่งใบด้วย
หลีเยว่อดไม่ได้ที่จะตรวจสอบด้วยความยินดี เมื่อเปิดกล่องไม้สีเหลืองออกก็พบว่าภายในว่างเปล่า
เมื่อมองดูด้านในของฝากล่อง ด้านซ้ายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ส่วนด้านขวากลับมีภาพวาดของขวดและโถหลากหลายรูปแบบ บางขวดเหมือนบรรจุผง บางโถเหมือนบรรจุของเหลว ดูเหมือนยารักษาโรค ทว่ากลับไม่มีตัวอักษรระบุไว้เลย นางจึงไม่รู้เลยว่าพวกมันมีไว้ใช้ทำสิ่งใด
จู่ๆ นางก็นึกถึงคุณสมบัติของกล่องไม้สีแดง ลวดลายสำหรับการแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของนาง บางทีกล่องไม้สีเหลืองใบนี้ก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกันกระมัง
เพียงแต่ตอนนี้ภายในมิติเก็บของนอกจากเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งปลูก ต้นทุเรียนที่เหลือแต่กิ่งก้านโกร๋น และหลุมดินที่ว่างเปล่าแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอื่นอีกเลย จึงไม่รู้เลยว่าจะใช้อะไรมาแลกเปลี่ยนเป็นยาพวกนี้ได้
แม้น้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษจะสามารถรักษาบาดแผลได้ ทว่าหากล้มป่วย นางก็ไม่แน่ใจว่ามันจะยังคงใช้ได้ผลหรือไม่
การปรากฏตัวของกล่องยาใบนี้ช่วยคลายความกังวลใจของนางไปได้เปลาะหนึ่ง
นางนึกถึงท่านพ่อ ท่านพ่อน่าจะไปหาท่านแม่เพราะช่วงติดสัดจนควบคุมตัวเองไม่ได้กระมัง
หากท่านแม่ไม่เต็มใจปลอบประโลม การมียาที่สามารถกดข่มอาการไว้ได้ก็ยังดี เช่นนั้นท่านพ่อก็ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องช่วงติดสัดอีกต่อไป
หลีเยว่มองดูต้นกล้าที่เพิ่งแตกยอด นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาด นางดึงน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดไปที่แปลงเพาะปลูกทั้งหมด นางรดน้ำลงบนยอดอ่อนจนกระทั่งน้ำพุวิเศษหมดเกลี้ยงจึงยอมหยุด
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็หันไปมองหลุมดินที่ว่างเปล่าอีกครั้ง พลางคำนวณอยู่ในใจว่าหากพบสระน้ำหรือลำธารในครั้งหน้า จะต้องเก็บกักน้ำเอาไว้ให้มากหน่อยเพื่อนำมาเติมเต็มสระน้ำแห่งนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะเลี้ยงปลาตัวเล็กตัวน้อยได้ และทำให้วัตถุดิบอาหารในมิติเก็บของอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น นางจึงถอนจิตออกจากมิติเก็บของ นางช้อนตาขึ้นมองโยวเลี่ยที่กำลังอุ้มนางอยู่
โยวเลี่ยสัมผัสได้ถึงสายตาของนาง ฝีเท้าของเขาหยุดชะงักเล็กน้อย เขาก้มหน้าลงพลางเอ่ยถาม "มีอะไรหรือ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า"
หลีเยว่มองดูขนตาของเขาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน ใบหน้าของนางแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อยขณะเอ่ยถาม "โยวเลี่ย ... จูบหน่อยได้หรือไม่"
โยวเลี่ยชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำออกมา แรงสั่นสะเทือนจากแผงอกส่งผ่านอ้อมกอดมายังตัวนาง มันแฝงไว้ด้วยความอบอุ่น
เขาไม่ได้ตอบว่าได้หรือไม่ เพียงแค่ก้มหน้าลงมาประกบริมฝีปากอันเย็นเฉียบลงไป
จุมพิตนี้อ่อนโยนกว่าตอนที่รักษาบาดแผลก่อนหน้านี้มาก มันแฝงไว้ด้วยความรักใคร่ตามใจ การบดเบียดคลอเคลียทำให้พวงแก้มของหลีเยว่ร้อนผ่าวขึ้นมาในพริบตา
จนกระทั่งหลีเยว่แทบจะหายใจไม่ออก นางจึงผลักเขาออกเบาๆ น้ำเสียงหอบกระเส่า "พอแล้ว ... น้ำพุวิเศษพอใช้แล้วล่ะ"
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง โยวเลี่ยก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงแหบพร่าไปบ้าง "เด็กดื้อ ที่แท้ก็อยากจะใช้จูบมาแลกน้ำพุวิเศษนี่เอง"
เขากัดริมฝีปากล่างของนางเบาๆ ราวกับจะลงโทษ "ทว่าทำอย่างไรดีล่ะ ข้ายังจูบไม่พอเลย"
ยังไม่ทันสิ้นคำ เขาก็ก้มหน้าลงประทับจุมพิตอีกครั้ง จุมพิตในครั้งนี้ยิ่งลึกซึ้งและดูดดื่มยิ่งกว่าเดิม
จิ้นเหยี่ยที่อยู่ด้านหน้าหยุดเดินไปตั้งนานแล้ว ดวงตาสีฟ้าใสเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทว่าก็รู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะเอ่ยปากขัดจังหวะ เขาจึงทำได้เพียงสะบัดหางอย่างหงุดหงิดจนน้ำโคลนกระเซ็นไปทั่ว
หลานซีที่นั่งอยู่บนหลังของเขา ในดวงตาสีม่วงอ่อนประกายความขมขื่นวูบหนึ่ง หากหลีเยว่สามารถแบ่งปันความชอบที่มีต่อโยวเลี่ยมาให้เขาสักนิดก็คงจะดี
ไม่รู้ว่าเมื่อใดตนเองจึงจะได้ทำสัญญากับหลีเยว่เสียที ...
ซือฉีมองดูเงาร่างของทั้งสองคนที่กอดรัดกันอยู่กลางอากาศ ดวงตาสีอำพันเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ทว่าภายในใจกลับมีความรู้สึกมากมายตีรวนกันไปหมด
แม้เขาจะทำสัญญากับหลีเยว่แล้ว ทว่าหัวใจของนางไม่ได้อยู่กับเขา สายตาของนางไม่เคยหยุดพักอยู่ที่เขาเลยแม้แต่น้อย
ภายในใจมีความรู้สึกไม่ยินยอม มีความรู้สึกว้าเหว่สูญเสีย ...
หรือว่าเขาทำผิดไปจริงๆ หรือ
ทว่าพวกเขาทำสัญญากันอย่างสมบูรณ์แล้ว เหตุใดในสายตาของนางจึงมีเพียงโยวเลี่ยเล่า
ส่วนฉืออวี้ก็ก้มหน้าลงอย่างเงียบๆ ดวงตาสีเขียวอมเทาเต็มไปด้วยความอิจฉา ทว่าก็ไม่กล้ามองให้มากความ
[จบแล้ว]