- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อ จากองค์ชายขยะ สู่เทวยุทธ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 490 - ผู้มีรักท้ายที่สุดย่อมได้ครองคู่
บทที่ 490 - ผู้มีรักท้ายที่สุดย่อมได้ครองคู่
บทที่ 490 - ผู้มีรักท้ายที่สุดย่อมได้ครองคู่
บทที่ 490 - ผู้มีรักท้ายที่สุดย่อมได้ครองคู่
การหลอมของวิเศษระดับเซียน ถึงกับทำร้ายรากฐานเลยหรือ?
ซูหมางมองเชียนอวิ๋นซาด้วยความตกตะลึง ของวิเศษระดับเซียนนี้ แม้จะกล่าวว่าล้ำค่ายิ่งในแดนไท่หลิง ทว่าเมื่อถึงขอบเขตเซียนสวรรค์แล้ว ก็ไม่ได้สลักสำคัญอันใดมากนัก แล้วในแดนไท่หลิงแห่งนี้ ของวิเศษระดับเซียนที่ฝืนลิขิตสวรรค์ระดับใดกัน ถึงจะสามารถทำร้ายรากฐานได้?
"นั่นคือจานดาราจักรที่สามารถลอบมองความลับสวรรค์ได้ เป็นสิ่งที่วิถีสวรรค์ไม่อนุญาต ดังนั้นในยามที่จานดาราจักรก่อกำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง วิถีสวรรค์จึงฟาดฟันทัณฑ์สวรรค์ลงมา ข้าจึงถูกดึงเข้าไปพัวพันด้วย"
"หากมิใช่เพราะเหตุนี้ ข้าก็คงไม่อาจทำให้เชียนจีจื่อติดหนี้บุญคุณได้ นิสัยของเขานั้นทั้งเหม็นโฉ่และดื้อรั้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่ยอมคบหาสมาคมกับผู้ใด อาศัยอยู่เพียงลำพังท่ามกลางดินแดนน้ำแข็งอันหนาวเหน็บแห่งนี้"
เชียนอวิ๋นซาส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม
ซูหมางพยักหน้า
"นับว่าเป็นคนแปลกประหลาดผู้หนึ่ง ทว่าเชียนอวิ๋นซา เชียนจีจื่อ พวกเจ้าสองคนดูคล้ายจะเป็นคนบ้านเดียวกันเลยนะ เจ้าคือดอกบัวเซียนในสระเหยาฉือแห่งแดนเซียนมาจุติ เขาคงไม่ใช่ของวิเศษระดับเซียนในมือของผู้ยิ่งใหญ่ท่านใดบนแดนเซียนมาจุติหรอกนะ"
ซูหมางเอ่ยหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี ผลคือเชียนอวิ๋นซาชะงักไป พยักหน้ารัวๆ พลางเอ่ยว่ามีความเป็นไปได้เช่นนี้จริงๆ
ภายในหุบเขา ซูหมางและเชียนอวิ๋นซาเพิ่งก้าวเข้าไป ทันใดนั้นก็ถูกลำแสงเย็นเยียบที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันพันธนาการและตีวงล้อม ลำแสงเย็นเยียบสาดประกาย ระเบิดรังสีอำมหิตอันเหน็บหนาวออกมา!
"เชียนจีจื่อ เก็บสลายค่ายกลสับปะรังเคของเจ้าไปซะ หากไม่เป็นเช่นนั้น ข้าจะตบให้แหลกละเอียดด้วยฝ่ามือเดียว!"
เชียนอวิ๋นซาปั้นหน้าขรึม ตะโกนเสียงดังลั่น
วูบ!
สิ้นเสียง ลำแสงเย็นเยียบหลายสายพลันลอยละลิ่วขึ้น พลิ้วไหวไปมา ก่อนจะค่อยๆ สลายหายไปในห้วงมิติอันว่างเปล่า ดูแล้วช่างลึกล้ำพิสดารยิ่งนัก
ห่างออกไป เป็นทะเลสาบขนาดมหึมา ด้านบนจับตัวเป็นน้ำแข็งหนาเตอะ ริมทะเลสาบมีกระท่อมฟางหลังหนึ่ง ภายในกำลังมีควันไฟจากการหุงหาอาหารลอยคุกรุ่น ชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมฟางนั่งตัวตรงอยู่กลางทะเลสาบ เขาเจาะรูน้ำแข็งไว้รูหนึ่ง ในมือถือคันเบ็ดกำลังตกปลา
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้ภายในสมองของซูหมางพลันปรากฏบทกวีในชาติก่อนขึ้นมา ชายชราสวมหมวกฟางเสื้อกันฝนบนเรือโดดเดี่ยว นั่งตกปลาท่ามกลางหิมะเหน็บหนาวกลางแม่น้ำเพียงลำพัง! ช่างเข้ากับบรรยากาศยิ่งนัก!
ซูหมางและเชียนอวิ๋นซาเดินเข้าไป เพิ่งจะอ้าปากเอ่ยคำ ก็ถูกชายผู้นั้นยกมือขึ้นห้ามไว้
"ปลาตัวนี้ใกล้จะกินเบ็ดแล้ว มีเรื่องอันใดรอประเดี๋ยว"
กล่าวจบ เขาก็ไม่เงยหน้าขึ้นมอง ทำเพียงจ้องมองรูกลางน้ำแข็งอย่างเงียบงัน
เชียนอวิ๋นซาปรายตามองซูหมาง ยักไหล่เบาๆ อย่างจนใจ ซูหมางส่งสายตาบ่งบอกว่าไม่เป็นไร ในเมื่อมาขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ท่าทีก็ย่อมต้องอ่อนน้อมลงมาบ้าง
ฟิ้ว สายลมหนาวพัดกระหน่ำ หอบเอาพายุหิมะมาด้วย
ซูหมางและเชียนอวิ๋นซายืนหยัดมั่นคงดั่งขุนเขา ปล่อยให้พายุหิมะพัดผ่านร่าง สถานที่แห่งนี้แม้สภาพอากาศจะเลวร้าย ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยพลังปราณอันเปี่ยมล้น ก็นับว่าเป็นดินแดนวิเศษถ้ำสวรรค์แห่งหนึ่งได้เช่นกัน เพียงแต่คนทั่วไป ไม่อาจทนรับได้ก็เท่านั้น
ฟุ่บ!
ทันใดนั้น ชายผู้นั้นก็ขยับข้อมือ สายเอ็นตกปลาสีเงินสว่างหมุนควงลอยขึ้น ปลาขนาดเท่าฝ่ามือตัวหนึ่งที่ติดอยู่ตรงตาเบ็ดถูกตวัดลอยละลิ่ว ชายผู้นั้นสายตาเฉียบแหลมมือไวคว้าปลาไว้ในมือ ปลดตาเบ็ดออก แล้วโยนลงไปในถังไม้
"ไปเถอะ วันนี้พวกเจ้าสองคนมีลาภปากแล้ว นี่คือปลาหลีฮื้อสวรรค์ รสชาติโอชายิ่งนัก เลือดเนื้อเปี่ยมไปด้วยพลังวิเศษ ปีหนึ่งข้าก็ตกได้ไม่กี่ตัวหรอกนะ"
"น้ำแกงที่เคี่ยวจากปลาหลีฮื้อสวรรค์นั้น ช่างกลมกล่อมจนแทบอยากจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปเลยทีเดียว"
ขณะที่เอ่ยปาก ชายผู้นั้นก็หิ้วถังไม้เดินมุ่งหน้าเข้าไปในกระท่อมฟาง
ซูหมางและเชียนอวิ๋นซาเดินตามไปติดๆ
กระท่อมฟางมีขนาดไม่ใหญ่นัก ทว่านกกระจอกแม้ตัวเล็กแต่เครื่องในครบครัน ภายในมีทั้งเตาไฟและเตียงนอน จัดวางไว้อย่างเหมาะสม แตกต่างจากความหนาวเหน็บภายนอก ภายในกระท่อมกลับอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง ชายผู้นั้นไม่ได้สนทนากับซูหมางและเชียนอวิ๋นซา เขาจัดการทำความสะอาดปลาตามลำพัง จากนั้นก็โยนลงไปในหม้อเพื่อต้มทำน้ำแกง
"ต้องการตามหาคนใช่หรือไม่?"
ชายผู้นั้นหันไปมองซูหมาง พร้อมกับแย้มยิ้มบางๆ
ซูหมางชะงักไป บังเกิดความเลื่อมใสขึ้นมา เขาและเชียนอวิ๋นซายังไม่ได้เอ่ยปากเลยแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าชายผู้นี้กลับเป็นฝ่ายเริ่มเปิดบทสนทนาก่อน อีกทั้งยังระบุจุดประสงค์ของพวกเขาทั้งสองได้อย่างชัดเจน ทำเอาซูหมางต้องยอมรับนับถือ
"ข้าเชียนจีจื่อ ไม่เคยทำนายดวงชะตาให้คนนอก เจ้าไม่นับว่าเป็นสหายของข้า ดังนั้นจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับการทำนาย"
"ส่วนเชียนอวิ๋นซา ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าอยู่หนึ่งครั้ง ทว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า ดังนั้นต้องขออภัยด้วย ข้าไม่อาจช่วยได้"
เชียนจีจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เชียนอวิ๋นซาฟังจบ ก็พลันร้อนใจขึ้นมา เพิ่งจะอ้าปาก ทว่ากลับถูกเชียนจีจื่อยกมือห้ามไว้เสียก่อน
"ร้อนใจอันใดกัน"
"ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้า ย่อมต้องชดใช้ให้ ทว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเขา เจ้ากับเขามีความสัมพันธ์เช่นไร ข้าจำต้องพิจารณาดู ว่าจะสามารถผลักภาระแห่งกรรมนี้ไปลงที่เขาได้หรือไม่"
เชียนจีจื่อมองดูเชียนอวิ๋นซาที่กำลังกระวนกระวายใจ พลางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
ซูหมางสูดลมหายใจเข้าลึก เจ้านี่นิสัยประหลาดเสียจริง หากมิใช่เพราะมีเรื่องขอร้องเขา ซูหมางไม่มีทางมายืนอยู่ตรงนี้ เพื่อทนดูใบหน้าเหม็นบูดของเขาอย่างแน่นอน
"เขาคือบุรุษของข้า เพียงพอหรือไม่?"
เชียนอวิ๋นซาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ข้าขอบอกเจ้าไว้เลย จงทำนายให้ข้าดีๆ อย่าบังคับให้ข้าต้องลงมือ หนี้บุญคุณที่เจ้าติดข้าไว้ วันนี้ต้องชดใช้คืนมา หากไม่ชดใช้ ข้าจะพังกระท่อมสับปะรังเคของเจ้าทิ้งเสีย!"
เชียนอวิ๋นซาขบกรามแน่น สีหน้าดุดัน ทว่าเชียนจีจื่อที่อยู่ฝั่งตรงข้าม กลับหลุดหัวเราะออกมาทันที
"ได้ ได้ ได้"
"ข้าจะทำนายให้ ในเมื่อเขาเป็นบุรุษของเจ้าเชียนอวิ๋นซา ข้าย่อมต้องทำนายให้อยู่แล้ว รีบชดใช้หนี้บุญคุณของเจ้าให้จบๆ ไป ข้ากับเจ้าจะได้ไม่มีกรรมต่อกันอีก ไม่ติดค้างเจ้าอีกต่อไป"
"การที่ข้ารั้งอยู่ในโลกใบนี้มาเนิ่นนานโดยยังไม่โบยบินขึ้นสู่แดนเซียน ก็เพื่อรอชดใช้กรรมให้เจ้านี่แหละ"
เชียนจีจื่อส่ายหน้าพลางแย้มยิ้ม
เขายื่นมือออกมากวัดแกว่งไปมา ซูหมางรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง ไม่รู้ว่านี่กำลังจะทำอันใด ส่วนเชียนอวิ๋นซาที่อยู่ด้านข้าง กลับนำกระโปรงยาวตัวหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ แล้ววางลงในมือของเชียนจีจื่อ
กระโปรงยาวตัวนี้คือชุดที่หลิงซีเคยสวมใส่!
"พวกเจ้าสองคนออกไป"
สีหน้าของเชียนจีจื่อแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง
ภายนอกกระท่อมฟาง ซูหมางและเชียนอวิ๋นซามองดูกระท่อมที่ถูกปิดประตูลง ก่อนจะสบตากัน แล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เจ้านี่ช่างระมัดระวังตัวเสียจริง ถึงกับไม่อนุญาตให้พวกเขาสองคนอยู่ในกระท่อม
"เจ้าไม่กลัวว่าชื่อเสียงของเจ้าจะมัวหมองหรอกหรือ?"
ซูหมางหันไปมองเชียนอวิ๋นซา
นัยน์ตาคู่สวยของเชียนอวิ๋นซาราวกับจะส่งเสียงพูดได้ มันสาดประกายแสงดาวระยิบระยับ ราวกับจะเอ่อล้นออกมา นางจ้องมองซูหมางอย่างเงียบงัน มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มอันสงบนิ่ง
"เหตุใดต้องกลัวด้วยเล่า?"
"ยามนี้ข้าอาศัยอยู่ในวังเป่ยหมิง สรรพสัตว์ภายนอกล้วนมองว่าข้าเป็นสตรีของเจ้าไปตั้งนานแล้ว ต่อให้เจ้ากับข้าจะปฏิเสธ เจ้าคิดว่าพวกเขาจะเชื่อหรอกหรือ?"
เอ่อ ซูหมางถึงกับพูดไม่ออก
"ซูหมาง ตกลงแล้วเจ้าใช่ลูกผู้ชายหรือไม่!"
เชียนอวิ๋นซาสูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของซูหมาง นัยน์ตาของนางแปรเปลี่ยนเป็นแหลมคม กระทั่งทำให้ซูหมางไม่กล้าสบตา คิดอยากจะหลบหนี
"ข้าที่เป็นอิสตรี ยังเป็นฝ่ายรุกเข้าหาถึงเพียงนี้แล้ว เจ้าไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อข้าเลยจริงๆ หรือ?"
"ข้าไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว มันไร้ความหมาย"
"หากเจ้าบอกว่า เจ้าไม่มีทางมีความรู้สึกใดๆ ต่อข้าเชียนอวิ๋นซา และในอนาคตพวกเราก็จะไม่มีโอกาสได้ครองคู่กัน หลังจากออกจากที่นี่ พวกเราก็แยกย้ายกันไปตามทางของใครของมัน ชาตินี้ไม่ต้องมาพบเจอกันอีก!"
"หากเจ้ามีความรู้สึกต่อข้า ก็จงเก็บความเสแสร้งของเจ้าไปซะ แล้วกล้าหาญให้มันมากหน่อย!"
แววตาของเชียนอวิ๋นซาร้อนแรงดั่งไฟ เสมือนว่าจะแผดเผาซูหมางให้มอดไหม้
ซูหมางหลบสายตาไปมา ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำ เขาหันไปมองเชียนอวิ๋นซา ทันใดนั้นก็แค่นยิ้มเยาะเย้ยตนเอง
"นึกไม่ถึงเลย ว่าข้าจะไม่มีความกล้าหาญเท่าอิสตรีนางหนึ่ง"
ขณะที่เอ่ยปาก เขาก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าว ดึงร่างอรชรอ้อนแอ้นของเชียนอวิ๋นซาเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกโดยตรง
ชั่วพริบตา พวงแก้มของเชียนอวิ๋นซาพลันแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ภายในดวงตาราวกับมีภูตน้อยกำลังกระโดดโลดเต้น
"สำรวมมารยาทหน่อย!"
เชียนจีจื่อผลักประตูเดินออกมา สีหน้าดำคล้ำ ไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
[จบแล้ว]