เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 400 - มหาสงครามปะทุ!

บทที่ 400 - มหาสงครามปะทุ!

บทที่ 400 - มหาสงครามปะทุ!


บทที่ 400 - มหาสงครามปะทุ!

เผ่าเทพสงครามอชูร่า ขอเพียงปลุกสายเลือดพรสวรรค์ให้ตื่นขึ้น ก็จะแข็งแกร่งไร้เทียมทาน

ทว่าบัดนี้ ฉินเฟิงเยวี่ยไม่เพียงแต่ปลุกให้ตื่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาศัยพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวของเผ่าอชูร่า ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนสวรรค์โดยตรง ก้าวกระโดดขึ้นเป็นตัวตนระดับจุดสูงสุดแห่งแดนไท่หลิง

การที่เขาจะต่อสู้กับใต้เท้าจงเจิ้ง ย่อมไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน!

"ขุมอำนาจทั้งห้า ข้าจะไปคิดบัญชีกับพวกมันทีละสำนัก แค้นที่หมายจะสังหารข้าด้วยการแขวนคอบนภูเขาซูเมรุ บัญชีนี้ไม่คิดไม่ได้ นี่นับเป็นหนี้เลือดความแค้นล้ำลึก ข้าจะต้องไปเยือนด้วยตนเอง"

ฉินเฟิงเยวี่ยเอ่ยเสียงเครียด

ตอนที่ผ่านทัณฑ์เซียน ขุมอำนาจทั้งห้ายะโสโอหังเพียงใด ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพอนาถ หากไม่ได้ซูหมางมาช่วยไว้ทันท่วงที ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว

บัดนี้ เมื่อมีพลังแล้ว ย่อมต้องให้พวกมันชดใช้ด้วยเลือด

"ข้ากับท่านก็นับว่าเป็นสองพลังรบระดับใต้เท้าจงเจิ้งแล้ว แม้ว่าจะยังสู้พวกมันไม่ได้ ทว่าการจะก่อกวนจนพวกมันปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่เป็นอันสงบสุข ก็ยังไม่มีปัญหา"

"ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนสวรรค์สำเร็จทั้งที อย่างไรก็ต้องเอาหัวเซียนสักสองสามหัวมาฉลองเสียหน่อย"

ฉินเฟิงเยวี่ยยิ้มบางๆ ทว่าภายในดวงตากลับปะทุเจตนาสังหารอันดุร้าย

การผ่านทัณฑ์ที่ภูเขาซูเมรุ คือความอัปยศที่ไม่อาจลบเลือนไปจากใจของเขา เขาจะต้องใช้เลือดของขุมอำนาจทั้งห้ามาล้างรอยด่างพร้อยบนตัวเขาให้จงได้

"บัดนี้ ถึงเวลาทวงหนี้แล้วจริงๆ ทว่าก็หุนหันพลันแล่นไม่ได้ ตอนนี้ข้าเตรียมตัวจะทะลวงขั้นแล้ว รอให้ทะลวงเข้าสู่เซียนแท้จริงเมื่อใด ค่อยลงเขาไปสังหารคน"

ซูหมางพยักหน้าเห็นด้วย

ขุมอำนาจทั้งห้าตามล่าเขามานานถึงเพียงนี้ บัดนี้เมื่อสถานการณ์พลิกกลับ เขาจะไม่ออกโรงได้อย่างไร?

ทว่าเขาจำเป็นต้องเก็บตัวเข้าฌานชั่วคราว เพื่อควบแน่นธรรมลักษณ์เทวะมารแห่งความโกลาหลเพิ่ม อีกทั้งเขาต้องทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนแท้จริงด้วย เวลาปีกว่านี้ เขาหล่อหลอมขัดเกลาตนเองในขอบเขตมนุษย์เซียนมาพอสมควรแล้ว

เมื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนแท้จริง พลังรบของเขาอาจจะไม่ได้เพิ่มพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล ทว่าต่อให้เล็กน้อยเพียงใดก็ยังดีกว่าไม่เพิ่มเลย ถึงตอนนั้น เขาอาจจะได้ลองไล่ล่ายักษ์ใหญ่ระดับใต้เท้าจงเจิ้งดูบ้าง

"เริ่มจากสำนักไหนก่อนดี?"

ฉินเฟิงเยวี่ยพยักหน้ารับ

"ท่านลองบอกเป้าหมายมาสิ ข้าจะลงมือก่อน ส่วนท่านก็บำเพ็ญเพียรอยู่ในวังไปก่อน รอให้ทะลวงขั้นสำเร็จแล้วค่อยลงเขา"

ฉินเฟิงเยวี่ยรอไม่ไหวแล้วแม้แต่วินาทีเดียว เจตนาสังหารภายในใจของเขาเดือดพล่านไปหมดแล้ว

ซูหมางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา

"เลือกลูกพลับนิ่มๆ บีบก่อน ในเมื่อราชวงศ์เทพพานอู่น่าเวทนาถึงเพียงนี้แล้ว ก็เอาพวกมันนี่แหละ"

"ท่านพ่อตา ข้ามีวิชาเทวะอยู่เล่มหนึ่งที่เหมาะกับท่านมาก อีกทั้งยังมีอาวุธเซียนอีกสองสามชิ้น ท่านก็ถือโอกาสเปลี่ยนเสียเลย จะได้เพิ่มพลังรบ"

ซูหมางค้นดูในแหวนมิติรอบหนึ่ง ก็พบวิชาเทวะเล่มหนึ่ง มีชื่อว่า "กายามารสวรรค์แห่งความโกลาหล" หากใช้สายเลือดอชูร่าในการฝึกฝน ย่อมได้ผลลัพธ์เป็นทวีคูณ

เขาส่งมอบวิชาเทวะพร้อมกับอาวุธเซียนอันทรงอานุภาพอีกสองสามชิ้นให้ฉินเฟิงเยวี่ย

ฉินเฟิงเยวี่ยที่แต่เดิมมีเจตนาสังหารพลุ่งพล่าน เมื่อเห็นของเหล่านี้ ดวงตาก็เบิกกว้างเป็นประกาย โดยเฉพาะวิชาเทวะ เขาแทบจะคลุ้มคลั่ง เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

"กายามารสวรรค์แห่งความโกลาหลนี้ ช่างเหมือนถูกสร้างมาเพื่อข้าโดยเฉพาะ ต้องรีบฝึกฝนก่อน เรื่องแก้แค้นเอาไว้ทีหลัง ไว้ค่อยว่ากันใหม่!"

ชั่วพริบตา เจตนาสังหารก็สลายไปจนหมดสิ้น ในเวลานี้ฉินเฟิงเยวี่ยเพียงแค่อยากจะรีบฝึกฝนให้เร็วที่สุด

ซูหมางส่ายหน้ายิ้มๆ ตกกลางคืนทั้งสองดื่มสุราพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็แยกย้ายกันไปบำเพ็ญเพียร

หลังจากฉินไป๋ถูกสังหาร วังเป่ยหมิงก็กลับคืนสู่ความสงบ การเติบโตเต็มที่ของต้นไม้เทวะทั้งสอง ทำให้ทั่วทั้งประตูสำนักอบอวลไปด้วยปราณเซียน วังเป่ยหมิงในเวลานี้ เรียกได้ว่าเป็นดินแดนเซียน เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง!

ความวุ่นวายในจงโจวเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

หลังศึกที่ภูเขาซูเมรุ มหาทัณฑ์แห่งวิถีสวรรค์ก็ก้าวเข้าสู่สภาวะดุเดือดอย่างเป็นทางการ ขุมอำนาจนับไม่ถ้วนต่างตบเท้าก้าวเข้ามา มหาสงครามปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั่วทั้งจงโจวล้วนเต็มไปด้วยไฟสงคราม

ครึ่งปีต่อมา นิกายแห่งความมืดมิดและพุทธศาสนาได้เปิดฉากมหาสงครามสะท้านโลก ในศึกครั้งนี้พุทธบุตรได้แสดงความร้ายกาจออกมาอย่างเต็มที่ ใช้พลังแห่งเซียนสวรรค์ สังหารสามเซียนสวรรค์ด้วยตัวคนเดียว สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วแดนไท่หลิง

เขาแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว นับตั้งแต่ศึกที่ภูเขาซูเมรุ เขาคล้ายกับถูกกระตุ้น เริ่มเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างบ้าคลั่ง บัดนี้เขาเดินไปได้ไกลขึ้นเรื่อยๆ บนเส้นทางอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

ศึกครั้งนี้ แทบจะทำให้พุทธศาสนาบาดเจ็บสาหัส

นั่นคือสามเซียนสวรรค์เชียวนะ ทว่ากลับถูกพุทธบุตรสังหารเรียบด้วยตัวคนเดียว พุทธศาสนาได้รับความเสียหายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สนามรบที่แต่เดิมเคยยื้อแย่งกันไปมา กลับหดตัวลงในชั่วพริบตา

มีข่าวลือว่า พุทธศาสนาต้องการจะเชิญยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่แปดเทพมังกรฟ้าให้ออกโรงเพื่อต่อกรกับพุทธบุตร

และในช่วงเวลานี้ ก็มีคนจำนวนไม่น้อยทยอยบรรลุเป็นเซียน ในหมู่พวกเขา ขวงเทียนแห่งเผ่าราชสีห์ทองคำโดดเด่นสะดุดตาที่สุด ในยามที่ซูหมางไม่ปรากฏตัว เขาถูกขนานนามว่าเป็นอันดับหนึ่งใต้ขอบเขตเซียน!

ต่อให้ซูหมางจะผงาดขึ้นมาสร้างความตื่นตะลึงให้ชาวโลก ทว่าพรสวรรค์ของเขาก็ยังคงน่าสะพรึงกลัวอยู่ดี เขาบรรลุเป็นเซียนด้วยการเดินบนเส้นทางเซียนสองสายจนสมบูรณ์ ก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของเซียนแท้จริงในก้าวเดียว

ขาดอีกเพียงก้าวเดียว ก็จะสามารถก้าวข้ามเทพปกรณัมได้แล้ว

เยวี่ยชิงเหลียนเองก็ตามมาติดๆ ผ่านทัณฑ์เซียน ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนแท้จริงขั้นปลาย สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วแดนไท่หลิงเช่นกัน สองอัจฉริยะนี้ นับเป็นเพียงมุมหนึ่งของโลกอันกว้างใหญ่เท่านั้น

เซียน มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

มหาสงครามก็ยิ่งทวีความโหดร้ายทารุณขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ามีสรรพสัตว์มากมายเท่าใดที่ต้องตายอย่างอนาถอยู่ท่ามกลางสงคราม

นิกายแห่งความมืดมิดยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง ความน่าสะพรึงกลัวของพุทธบุตร ทำให้นิกายแห่งความมืดมิดกลายเป็นขุมอำนาจที่โดดเด่นไร้เทียมทานในแดนไท่หลิง กระทั่งความน่าเกรงขามยังก้าวข้ามสิบมหาสำนักและห้าราชวงศ์เทพไปแล้ว

คล้ายกับว่า พุทธบุตรได้กลายเป็นผู้นำของยุคสมัยใหม่ไปแล้ว

ส่วนซูหมางผู้สร้างปาฏิหาริย์นับไม่ถ้วนมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากเก็บตัวบำเพ็ญเพียรเป็นเวลานาน จึงค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตาและวงสนทนาของผู้คน ไม่ไม่ได้โดดเด่นสะดุดตาอีกต่อไป

ต้นไม้ที่สูงเด่นเกินป่าย่อมถูกลมพัดทำลาย ความแข็งแกร่งของนิกายแห่งความมืดมิด ทำให้ขุมอำนาจอื่นๆ สัมผัสได้ถึงวิกฤต ดังนั้น การสังหารหมู่ที่มุ่งเป้าไปยังนิกายแห่งความมืดมิดจึงได้เริ่มต้นขึ้น!

สามเดือนต่อมา สำนักอวี่ฮว่า วิหารเทพสงคราม วังมรรคาหยินหยาง และพุทธศาสนา พลันร่วมมือกัน บุกโจมตีสนามรบสำคัญแห่งหนึ่งของนิกายแห่งความมืดมิด

ศึกครั้งนี้ สังหารผู้คนของนิกายแห่งความมืดมิดจนแทบจะพังทลาย เซียนที่ตายอย่างอนาถมีมากกว่าสิบคน กระทั่งจอมมารน้อย ผู้เป็นรองประมุขแห่งนิกายแห่งความมืดมิด ยังเกือบจะดับสูญ

ก่อนหน้านี้จอมมารน้อยเองก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนแล้วเช่นกัน เพียงแต่ความเฉิดฉายของเขาถูกขวงเทียนและคนอื่นๆ บดบังไปจนหมดสิ้น ทว่าเขาก็ยังอาศัยความแข็งแกร่งของตนเอง ก้าวเข้าสู่ทำเนียบเซียนแท้จริงขั้นปลาย

ไม่มีใครคาดคิดว่า ขุมอำนาจใหญ่เหล่านี้จะร่วมมือกันโจมตีอย่างกะทันหัน อีกทั้งยังมุ่งเป้าไปที่นิกายแห่งความมืดมิดเพียงแห่งเดียว

ต้องรู้ไว้ก่อนว่า ก่อนหน้านี้พุทธศาสนากับสำนักอวี่ฮว่ายังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่เลยนะ!

"ข้าผู้นี้จะไปคิดบัญชีเรียงตัว!"

วันรุ่งขึ้น พุทธบุตรบันดาลโทสะ ประกาศก้องว่าจะทำการแก้แค้น

และความบ้าคลั่งที่แท้จริงของมหาทัณฑ์แห่งวิถีสวรรค์ ก็ได้เปิดฉากขึ้นในวินาทีนี้

ครึ่งปีต่อมา ท่ามกลางดินแดนต้องห้ามแห่งความมืดมิด ได้มียอดฝีมืออันน่าสะพรึงกลัวกลุ่มหนึ่งเดินออกมา

นายแห่งความมืดมิดนำทัพยักษ์ใหญ่บนเส้นทางเซียนสามสายกว่าพันคนปรากฏตัว แม้คนจะน้อย ทว่าพลังรบกลับพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดโดยตรง ทำให้ขุมอำนาจนับไม่ถ้วนหวาดกลัวประดุจเห็นพยัคฆ์ร้าย

"ข้าผู้นี้หวนคืน แดนไท่หลิงจะจมดิ่งสู่ความมืดมิด!"

นายแห่งความมืดมิดเอ่ยปาก เผยความโอหังดุดัน!

หลังจากนั้น นายแห่งความมืดมิดก็ประกาศก่อตั้งประตูมืด โดยเขาเป็นประมุข ส่วนรองประมุขก็คือคนคุ้นเคยเก่าของซูหมาง หลงจ้านผู้หลบหนีเข้าไปในดินแดนต้องห้ามแห่งความมืดมิดก่อนที่นิกายแห่งความมืดมิดจะปะทุขึ้น!

อดีตอัจฉริยะแห่งเผ่าอสูรผู้นี้ บัดนี้ได้บรรลุเป็นเซียนแล้ว อีกทั้งยังเป็นเซียนสวรรค์ขั้นต้น พลังรบดุดันเหี้ยมโหด กุมอำนาจในประตูมืด บุกเบิกดินแดนขยายอาณาเขต

ภายในวังเป่ยหมิง

ฉินเฟิงเยวี่ยที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นไม้เทวะทั้งสอง ทันใดนั้นก็ลืมตาขึ้น ปราณสังหารกระหายเลือดสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา สั่นสะเทือนไปทั่วสารทิศ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 400 - มหาสงครามปะทุ!

คัดลอกลิงก์แล้ว