- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อ จากองค์ชายขยะ สู่เทวยุทธ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 390 - เส้นทางต้องห้ามเปิดออก เค้าลางความวุ่นวายปรากฏ!
บทที่ 390 - เส้นทางต้องห้ามเปิดออก เค้าลางความวุ่นวายปรากฏ!
บทที่ 390 - เส้นทางต้องห้ามเปิดออก เค้าลางความวุ่นวายปรากฏ!
บทที่ 390 - เส้นทางต้องห้ามเปิดออก เค้าลางความวุ่นวายปรากฏ!
ค่ำคืนนี้ ภายในหมู่บ้านตระกูลฉินเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มภายใต้แสงจันทร์ หลังจากถูกกดข่มมานานหลายปี บัดนี้ในที่สุดก็ได้ผงาดขึ้นมาและได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกไปจนหมดสิ้น นับจากนี้ไปพวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีแล้ว
ทว่านอกเหนือจากหมู่บ้านตระกูลฉิน ขุมอำนาจและสำนักอื่นๆ กลับพากันนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
เมืองหลวงของนิกายแห่งความมืดมิด
ภายในตำหนักใหญ่ พุทธบุตรนั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัวดำ กลิ่นอายบนร่างแผ่ซ่าน มีไอหมอกสีดำบางเบาลอยกรุ่นขึ้นมาจากร่างกายบดบังใบหน้าของเขาเอาไว้ ดูลึกลับเป็นอย่างยิ่ง
เบื้องหน้าของเขาคือจอมมารน้อยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มขมขื่น
"ท่านประมุข ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าเหตุใดท่านถึงได้ยกย่องซูหมางถึงเพียงนั้น เขาแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ สมญานามทรราชนี้ เขาคู่ควรอย่างแท้จริงและไม่อาจยกให้ผู้ใดได้เลย!"
"ซูหมางในเวลานี้ ย่อมสามารถหยิ่งผยองมองข้ามใต้หล้าได้แล้ว ขนาดใต้เท้าจงเจิ้งแห่งราชวงศ์เทพพานอู่ยังทำอะไรเขาไม่ได้ เช่นนั้นในแดนไท่หลิงยังมีอีกกี่คนกันที่จะถูกเขาเห็นอยู่ในสายตา?"
จอมมารน้อยยิ้มอย่างขื่นขม
เมื่อครั้งอดีต เขากับซูหมางก็นับว่าเป็นอัจฉริยะในระดับเดียวกัน ทว่ากลับถูกซูหมางกดข่มมาโดยตลอด มาจนถึงตอนนี้จอมมารน้อยก็นับว่าก้าวหน้าขึ้นมากทะยานขึ้นสู่เบื้องบน บัดนี้เส้นทางเซียนสองสายใกล้จะทะลวงผ่านแล้ว
ความเป็นเซียนอยู่แค่เอื้อม!
ทว่าซูหมางกลับก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนอย่างห้าวหาญท่ามกลางสายตาของฝูงชน ยิ่งไปกว่านั้นก่อนที่จะทะลวงขั้น เขายังทำลายกฎเกณฑ์ข้อห้ามถึงสองอย่าง สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คน โดดเด่นไร้คู่เปรียบในใต้หล้า
หลังจากทะลวงขั้นแล้วก็ยังต่อสู้อย่างดุเดือดกับใต้เท้าจงเจิ้ง นั่นเป็นความยิ่งใหญ่ตระการตาเพียงใด ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องสร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า
พุทธบุตรพยักหน้า ต่อให้หยิ่งยโสอย่างเขาก็ยังต้องยอมรับว่าซูหมางนั้นแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ กระทั่งตัวเขาในตอนนี้ หากต้องสู้กับซูหมางก็เกรงว่าจะทำได้เพียงสูสีแบบห้าต่อห้าเท่านั้น
"ตัวตนระดับใต้เท้าจงเจิ้งยากที่จะคุกคามซูหมางได้แล้ว ทว่านี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถมองข้ามผู้คนในใต้หล้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นผู้ไร้เทียมทาน"
"โลกหล้าใบนี้มีตัวแปรมากมายนับไม่ถ้วน สัตว์ประหลาดเฒ่าที่ปลีกวิเวกอยู่ในระดับใต้เท้าจงเจิ้งก็มีอยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้นพลังรบส่วนบุคคลก็ไม่ใช่มาตรฐานเดียวที่จะตัดสินแพ้ชนะ"
"ตอนอยู่ที่วังเป่ยหมิง ซูหมางอาศัยพลังของค่ายกลพิทักษ์สำนักช่วยหนุนเสริม บดขยี้สามเซียนสวรรค์จนพ่ายแพ้ นี่ก็คือหลักฐานชั้นดีที่พิสูจน์ว่าปัจจัยภายนอกในสถานที่และเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจงนั้นก็มีประโยชน์มากเช่นกัน"
พุทธบุตรเอ่ยเสียงเรียบ
แม้ว่าเขาเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ทว่าเขากลับไม่ได้จมปลักอยู่กับมัน ตรงกันข้ามมันกลับไปกระตุ้นความกระหายชัยชนะภายในใจของเขา เขาเองก็ไม่ใช่ปุถุชนคนธรรมดาและก้าวข้ามขีดจำกัดไปตั้งนานแล้ว
ความสำเร็จที่ซูหมางทำได้ในสายตาของคนนอกอาจจะเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในรอบหลายหมื่นปี ทว่าสำหรับเขาแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้! อีกทั้งพรสวรรค์ของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าซูหมาง และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ บัดนี้เขาได้ตื่นรู้ความทรงจำในอดีตชาติแล้ว นั่นคือพลังรบอันน่าสะพรึงกลัวชนิดใดกัน มันเคยทำให้ทวยเทพและพระพุทธองค์ในแดนเซียนยังต้องสั่นสะท้านมาแล้วนะ
ไม่รีบร้อน ไม่รีบร้อน!
ใบหน้าของพุทธบุตรเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สำหรับเขาในเวลานี้ไม่จำเป็นต้องไปแก่งแย่งชิงดีกับซูหมางเลย ไม่มีเหตุผลอะไรต้องทำเช่นนั้น เขากำลังฝึกฝนอย่างรวดเร็วตามขั้นตอน เพื่อรอคอยการตื่นรู้และการผลัดเปลี่ยนที่แท้จริง
"ท่านประมุข เช่นนั้นตามความเห็นของท่าน จุดจบของขุมอำนาจทั้งห้าจะเป็นเช่นไร พวกเขาจะทุ่มกำลังทั้งหมดออกมาเพื่อตัดสินความเป็นความตายกับซูหมางหรือไม่?"
"หรือว่าใต้เท้าจงเจิ้งทั้งห้าจะลงมือพร้อมกัน เพื่อประหารซูหมางอย่างเด็ดขาด?"
จอมมารน้อยเอ่ยถาม
พุทธบุตรส่ายหน้า
"สถานการณ์ของใต้หล้าในยามนี้ ทำให้พวกมันไม่กล้าบุ่มบ่ามเช่นนั้นหรอก การที่ใต้เท้าจงเจิ้งทั้งห้าจะลงมือพร้อมกันนั้นมันเป็นเรื่องเพ้อฝัน เว้นเสียแต่ว่าสมองของพวกมันจะถูกลากระทืบมา"
"บนโลกใบนี้ไม่รู้ว่ามีขุมอำนาจตั้งเท่าไหร่ที่กำลังจ้องมองพวกมันตาเป็นมัน เมื่อใดที่ใต้เท้าจงเจิ้งของพวกมันลงมือ เกรงว่าคงจะมีคนกระโดดออกมาเป็นผู้ช่วยของซูหมางอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อรั้งตัวหรือสร้างบาดแผลสาหัสให้แก่ใต้เท้าจงเจิ้งทั้งห้า"
"ดังนั้นพวกมันจึงไม่กล้าเสี่ยง ซูหมางไม่อาจหยุดยั้งได้อีกแล้ว อย่าว่าแต่พวกมันเลย ต่อให้เป็นเซียนทองคำลงมาก็ทำไม่ได้ ไม่มีใครขัดขวางจังหวะการผงาดขึ้นของซูหมางได้"
"พวกมันทำได้เพียงเบิกตาดูซูหมางค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นทีละก้าว จนกระทั่งสามารถพลิกฝ่ามือบดขยี้เซียนสวรรค์ได้ เว้นเสียแต่ว่ามหาทัณฑ์แห่งวิถีสวรรค์จะจบลงเร็วกว่ากำหนด"
"หากเป็นเช่นนั้น พวกมันอาจจะกล้าเปิดศึกตัดสินกับซูหมางอย่างแท้จริง ทว่าในตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้"
พุทธบุตรหัวเราะเยาะ สำหรับสิบมหาสำนักและห้าราชวงศ์เทพ เขาไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยสักนิด
เจ้าพวกนี้ก็แค่อาศัยใบบุญของบรรพบุรุษเอาชีวิตรอดไปวันๆ หากนำมาเทียบกับซูหมางหรือตัวเขาแล้วยังห่างชั้นกันอีกไกลโข ไม่อาจนำมาจัดอยู่ในระดับเดียวกันได้เลย
"ข้าคำนวณความลึกล้ำของวิถีสวรรค์ได้บางส่วนแล้ว มหาทัณฑ์ควรจะปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบได้แล้ว จงลงมือกับพวกพุทธศาสนาซะ เปิดฉากสงครามอย่างเต็มรูปแบบ ข้าจะกลืนกินโชคชะตาของพวกพุทธศาสนา!"
"นอกจากนี้ หาทางดึงศาลเจ้าเทวะเผ่าอสูรเข้ามาร่วมวงในสงครามครั้งนี้ให้จงได้ สถานะของอีกาทองคำสามขานั้นพิเศษนัก เป็นทั้งบรรพชนหมื่นอสูรและเป็นทั้งสัตว์เทวะของซูหมาง"
"เมื่อใดที่มันปรากฏตัว ซูหมางย่อมไม่อาจปลีกตัวออกไปได้อย่างแน่นอน"
สิ้นคำพูด พุทธบุตรก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ภายใต้สถานการณ์อันเงียบสงบ คลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัว
ตูม!!!
ในคืนนั้นเอง ลำแสงอันเจิดจรัสสายหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นกลางห้วงมิติ จำแลงเป็นระลอกคลื่นกวาดม้วนออกไป เพียงชั่วพริบตาก็บดบังท้องฟ้ายามค่ำคืนของทั่วทั้งแดนไท่หลิงไปจนหมดสิ้น
ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องประดุจอสนีบาตฟาดกลางดึก ทำให้จิตวิญญาณของทุกคนต้องสั่นสะท้าน หัวใจเต้นระรัว
พวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แครก!
ชั่วพริบตา ภายในหัวของพวกเขาก็มีเสียงคล้ายกับบางสิ่งฉีกขาดดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยความคิดอันน่าสะพรึงกลัวที่ผุดขึ้นมาในหัวของทุกคนอย่างลี้ลับ
กฎเกณฑ์ข้อห้ามของเส้นทางเซียนทั้งสามสายถูกเปิดออกแล้ว เหล่ายอดฝีมือแห่งดินแดนต้องห้ามแห่งความมืดมิดสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดมิดอีกต่อไป
ฝูงชนถึงกับมึนงง ตกตะลึงจนตาค้าง
เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ได้?
เจ้าพวกนั้นถึงกับสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายใต้วิถีสวรรค์ได้แล้วงั้นรึ?
ซี้ด!
ความวุ่นวายครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว เจ้าพวกนั้นแต่ละคนล้วนมีพลังอำนาจน่าสะพรึงกลัวเทียมฟ้า พวกที่เดินบนเส้นทางเซียนทั้งสามสาย หากก้าวไปถึงจุดสูงสุดแล้ว แต่ละคนล้วนสามารถสังหารเซียนได้ทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น คนเหล่านี้ยังถูกนายแห่งความมืดมิดปราบปรามจนสยบยอมหมดแล้ว นี่มันคือกองกำลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน เมื่อใดที่พวกมันเข้าร่วมศึกชิงความเป็นใหญ่ในใต้หล้า ย่อมต้องน่าหวาดผวาอย่างไม่ต้องสงสัย
แดนไท่หลิงกำลังจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่แล้ว!
ณ สวนหลังบ้านของหมู่บ้านตระกูลฉิน
ซูหมางคิ้วขมวดมุ่น เขาเองก็สัมผัสได้ถึงข้อความที่วิถีสวรรค์ส่งมาเช่นกัน ทว่าข้อความที่เขาได้รับนั้นชัดเจนกว่าเล็กน้อย ยอดฝีมือบนเส้นทางเซียนทั้งสามสายสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรีแล้วจริงๆ
ทว่าการจะบรรลุเป็นเซียนก็ยังคงยากลำบากราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์อยู่ดี
แต่ถึงกระนั้นก็นับว่าดีมากแล้ว มันมอบความหวังอันยิ่งใหญ่ให้กับพวกเขา ทำให้พวกเขามองเห็นแสงสว่าง ไม่ต้องทำตัวเป็นหนูที่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดอีกต่อไป
"ลมกำลังจะเปลี่ยนทิศแล้วสินะ!"
ซูหมางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พึมพำกับตนเอง
สำหรับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เขาย่อมไม่รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด อย่าว่าแต่ยอดฝีมือบนเส้นทางเซียนกระจอกๆ เลย ต่อให้นายแห่งความมืดมิดผู้ลึกลับปรากฏตัว เขาก็ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เพียงแต่ว่าใต้หล้ากำลังจะเกิดความวุ่นวายอย่างหนัก การแก่งแย่งชิงดีระหว่างขุมอำนาจ พายุเลือดและฝนคาว ย่อมต้องดึงวังเป่ยหมิงเข้าไปพัวพันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
การใช้ชีวิตอยู่ในแดนไท่หลิง อย่าได้คิดจะหลบหนีจากมหาทัณฑ์ในครั้งนี้เลย
หลังจากที่ฝูงชนรวมตัวกันต่ออีกสองสามวัน ซูหมางก็ตัดสินใจจากไป เขาอยากให้ฉินเยวี่ยเอ๋อร์และคนอื่นๆ ติดตามเขากลับไปยังวังเป่ยหมิง ทว่ากลับถูกปฏิเสธ
พวกเขาต้องการจะรั้งอยู่ในจงโจวต่อไป เพื่อช่วงชิงวาสนาท่ามกลางมหาทัณฑ์
สำหรับเรื่องนี้ซูหมางก็ไม่ได้ห้ามปรามอย่างจริงจังนัก ขนาดตัวเขาเองยังมีความคิดวูบวาบเช่นนี้เลย นี่คือการที่วิถีสวรรค์เข้ามาแทรกแซงจิตใจของสรรพสัตว์ ขยายความโลภให้กว้างใหญ่ขึ้นจนถึงขีดสุด
หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น!
ซูหมางจากไปแล้ว เขาพาเฟิงหลิง หงสาเทวะอมตะ และกิเลนหมึกเดินทางกลับสู่วังเป่ยหมิง
[จบแล้ว]