- หน้าแรก
- เงามรณะแห่งโลกผู้วิเศษ เส้นทางสายอมตะ
- บทที่ 606 - ปิดฉากการเดินทางไกล
บทที่ 606 - ปิดฉากการเดินทางไกล
บทที่ 606 - ปิดฉากการเดินทางไกล
บทที่ 606 - ปิดฉากการเดินทางไกล
ในสติที่กำลังจะดับสูญของกรงเหล็กทาคา หุ่นรบเพชฌฆาตกรงเหล็กได้เริ่มระบบทำลายตัวเองขั้นสุดท้ายไปแล้ว แกนออราอินสิบสองชิ้นที่ฝังอยู่ในร่างกายของอสุรกายจักรกลแผ่พละกำลังที่คลุ้มคลั่งออกมา
เมืองมอสสตาร์ทั้งเมืองตกอยู่ในทะเลเพลิงในทันที
พละกำลังที่คลุ้มคลั่งใช้เมืองแห่งนี้เป็นจุดศูนย์กลาง ก่อนจะค่อยๆ แผ่ขยายออกไปยังดาวไห่หลานทั้งใบ ท่ามกลางพื้นที่ที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขา เทือกเขาที่สูงเสียดฟ้าต่างพากันถล่มครืนลงมา เหล่ายักษ์นับไม่ถ้วนพากันแผดร้องด้วยความเจ็บปวด
รวมถึงเทพเจ้าแห่งยักษ์ ที่ต้องสั่นสะท้านภายใต้เทวอำนาจแห่งการทำลายล้างโลก
...
ดาวไห่หลาน เมืองมอสสตาร์
เงาทมิฬเข้าปกคลุมทั่วทั้งสรวงสวรรค์ โลกทั้งใบตกอยู่ในความมืดมิด หลังจากจอมเวทว่านหลิงที่สวมชุดคลุมสีดำปรากฏตัวขึ้น หุ่นรบเพชฌฆาตกรงเหล็กก็เริ่มระบบทำลายตัวเองทันที ทว่า ในวินาทีที่ฝ่ามือของทาคาเกือบจะสัมผัสปุ่มสั่งการ โลกของเขาก็พลันตกอยู่ในความลวงตา
มนตรามายา - นิรันดร์จมดิ่ง!
"อานุภาพของมนตราวงแหวนที่สาม ช่างแข็งแกร่งจริงๆ!" ท่ามกลางเวหา เอนโซมองดูหุ่นรบเพชฌฆาตกรงเหล็กบนผืนดินที่ตกอยู่ในสภาวะหยุดนิ่งโดยสมบูรณ์ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ พร้อมกับขยับมุมปากยกยิ้มขึ้น
หลังจากเลื่อนระดับเป็นจอมเวทระดับสี่แล้ว พละกำลังของเอนโซจึงได้รับการยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ด้วยการอาศัยพลังจากวิถีทำสมาธิระดับสูงวิวัฒนาการหมื่นเงา เขาจึงได้รับมนตรามายาวงแหวนที่สามที่ใช้สำหรับควบคุมโลกแห่งความลวง และเพียงการใช้งานครั้งแรก เขาก็สามารถเข้าควบคุมทาคาและหุ่นรบเพชฌฆาตกรงเหล็กได้อย่างง่ายดาย
กรงเหล็กทาคาคิดว่าตนเองเริ่มดำเนินการแผนการทำลายล้างโลกไปแล้ว ทว่าความจริง ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาเท่านั้น ในวินาทีที่เอนโซใช้มนตรา โลกของเขาก็ได้เข้าสู่จุดจบที่แท้จริงไปเรียบร้อยแล้ว
"มิน่าเล่า อารยธรรมกรงเหล็กถึงได้พ่ายแพ้ต่อโลกจอมเวท"
เอนโซค่อยๆ ร่อนตัวลงมาเบื้องล่าง เขาโบกมือเพียงเบาๆ ห้องคนขับของเพชฌฆาตจักรกลก็ถูกเปิดออก เมื่อมองดูเผ่ากรงเหล็กที่เข้าสู่ห้วงนิทราอยู่ภายใน แววตาก็ทอประกายวับวาว
นี่คือเผ่ากรงเหล็กสายเลือดบริสุทธิ์เชียวนะ!
ในตลาดมืดของโลกจอมเวท มูลค่าของกรงเหล็กสายเลือดบริสุทธิ์นั้นแทบจะไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวเลขได้เลย แม้แต่จอมเวทว่านหลิงระดับสี่เอง ก็ยังถวิลหาที่จะได้ครอบครองกรงเหล็กสายเลือดบริสุทธิ์เพื่อใช้เป็นร่างทดลองสักร่างหนึ่ง
นับตั้งแต่อารยธรรมกรงเหล็กพ่ายแพ้ต่อโลกจอมเวทเป็นต้นมา
จำนวนของกรงเหล็กสายเลือดบริสุทธิ์ในพหุภพจึงลดน้อยลงจนน่าใจหาย กระทั่งหาดูได้ยากยิ่งกว่ามังกรโบราณเสียด้วยซ้ำ เอนโซที่เพิ่งจะเลื่อนระดับเป็นจอมเวทว่านหลิง จึงไม่เสียดายที่จะลงมายังดาวไห่หลานด้วยร่างจริง นอกจากจะเพื่อทำภารกิจการเดินทางไกลให้เสร็จสิ้นแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งก็คือเพื่อกรงเหล็กสายเลือดบริสุทธิ์ตรงหน้านี้นั่นเอง
"น่าเสียดาย ที่หนีไปได้หลายคน"
เอนโซส่ายหัว ใบหน้าปรากฏแววแห่งความเสียดาย ช่วงเวลาที่เขาเลื่อนระดับเป็นจอมเวทระดับสี่นั้นมาช้าเกินไปหน่อย จึงเป็นเหตุให้พวกกรงเหล็กบนดาวไห่หลานส่วนใหญ่หลบหนีไปได้ทัน เหลือทิ้งไว้เพียงกรงเหล็กคนสุดท้ายที่ตั้งใจจะอยู่เพื่อเริ่มแผนการทำลายล้างโลกเท่านั้น
ท่ามกลางเวหา เอนโซโบกมือเบาๆ
หลุมดำที่มองไม่เห็นพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับแรดดึงดูดที่ประหลาด เข้าสูบเอาร่างของกรงเหล็กสายเลือดบริสุทธิ์ในห้องคนขับเข้าไปในหลุมดำมิติทันที
"ยุทโธปกรณ์จักรกลตนนี้เองก็นับว่ามีมูลค่าไม่เลว"
หลังจากนั้น เอนโซก็กวาดสายตามองไปที่หุ่นรบเพชฌฆาตกรงเหล็ก อาวุธจักรกลที่แบกรับเทคโนโลยีของอารยธรรมกรงเหล็กชิ้นนี้ มีมูลค่าไม่ด้อยไปกว่าศาสตราเทพชิ้นหนึ่งเลย ในโลกจอมเวทมันสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเหมืองหินมานาได้หลายสิบแห่งแน่นอน
"ทว่าก็น่าเสียดายนนัก หัวใจพลังงานของจักรกลตนนี้ คือแกนออราอินทั้งสิบสองชิ้นเหล่านั้น" หลังจากเฝ้ามองเพชฌฆาตจักรกลอยู่ครู่หนึ่ง เอนโซก็ส่ายหัว และแววตาก็เปลี่ยนเป็นมั่นคง
เพชฌฆาตจักรกลมีมูลค่าสูงก็จริง ทว่าเมื่อเทียบกับแก่นแท้โลกของดาวไห่หลานแล้ว มันกลับกลายเป็นเรื่องที่เล็กน้อยไปในทันที สาเหตุที่อาวุธจักรกลชิ้นนี้สามารถสำแดงพลังรบทัดเทียมระดับชีวิตขั้นที่สี่ได้ สาเหตุหลักล้วนมาจากแกนออราอินทั้งสิบสองชิ้นนั้นทั้งสิ้น
หากสูญเสียแกนออราอินไป พละกำลังทำลายล้างของเพชฌฆาตจักรกลก็ย่อมจะลดลงอย่างมหาศาลแน่นอน
เพื่อที่จะครองดาวไห่หลาน เอนโซได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมายมหาศาล
เขาไม่มีทางที่จะสละแผนการของตนเพียงเพื่อยุทโธปกรณ์จักรกลชิ้นเดียวแน่นอน ดังนั้นเขาจึงเพียงแค่รู้สึกเสียดายเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือเพื่อนำเอาแกนออราอินทั้งสิบสองชิ้นออกจากร่างกายของเพชฌฆาตจักรกลมาจนหมดสิ้น
โครม!
เมื่อสูญเสียแกนออราอินซึ่งเป็นหัวใจพลังงานไป หุ่นรบเพชฌฆาตกรงเหล็กก็ส่งเสียงการทำงานที่ติดขัดออกมา วัสดุที่ใช้สร้างมันขึ้นมาไม่สามารถแบกรับความสูงห้าร้อยเมตรได้อีกต่อไป จึงพังทลายกลายเป็นเพียงซากเศษเหล็กในทันที
เอนโซรู้สึกปวดใจอยู่ไม่น้อย
ต่อให้เขาจะกลายเป็นจอมเวทว่านหลิงแล้ว ทว่าพละกำลังในระดับชีวิตขั้นที่สี่ก็ยังจัดว่าเป็นทรัพยากรที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง หากนำเพชฌฆาตจักรกลตนนี้ไปขายพร้อมกับกรงเหล็กสายเลือดบริสุทธิ์แบบครบเซ็ต ก็อาจจะสามารถนำไปแลกพิกัดโลกต่างมิติได้เลยทีเดียว
ตอนที่เอนโซยังเป็นผู้ช่วยจอมเวท
เขาเคยเห็นในนิยายชีวประวัติของจอมเวทเล่มหนึ่ง ว่าครั้งหนึ่งเคยมีจอมเวทว่านหลิงระดับสี่ ในงานประมูลของทวีปรอยพระบาทศักดิ์สิทธิ์ที่เขตรากฐาน ยอมจ่ายราคาด้วยศาสตราเทพสองชิ้น เพื่อแลกกับพิกัดของโลกต่างมิติเพียงหนึ่งแห่ง
เพชฌฆาตจักรกลที่สมบูรณ์แบบนั้นมีมูลค่าสูงยิ่งกว่าศาสตราเทพเสียอีก เมื่อรวมกับกรงเหล็กสายเลือดบริสุทธิ์แล้ว ย่อมเพียงพอจะแลกพิกัดมิติได้แน่นอน ทว่าความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนเช่นนี้กลับมีไม่สูงนัก
เพราะสำหรับจอมเวทส่วนใหญ่ การได้รับเพชฌฆาตและกรงเหล็กอาจจะช่วยเพิ่มพละกำลังได้ก็จริง ทว่าพิกัดนั้นกลับหมายถึงโอกาสในการเริ่มการเดินทางไกลครั้งใหม่
หลังจากนั้น เอนโซที่สวมชุดคลุมสีดำก็ค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้นดิน
"ท่านคือใคร?"
ในตอนนั้นเอง เทพเจ้าแห่งยักษ์ไรเนอร์ ก็จับจ้องไปที่เอนโซ แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง หลังจากเลื่อนระดับเป็นระดับสี่แล้ว ประสาทสัมผัสต่อพลังงานของเขาก็เฉียบคมขึ้นมาก ดังนั้นเขาจึงสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจากเอนโซได้อย่างชัดเจน
"แข็งแกร่งยิ่งกว่าอสุรกายจักรกลตนนั้นเสียอีก!"
ความคิดในหัวของเทพเจ้าแห่งยักษ์ไรเนอร์แล่นพล่าน จากการที่ชายชุดดำลงมือเพียงครั้งเดียวก็สามารถควบคุมเพชฌฆาตจักรกลได้ เห็นได้ชัดว่านี่คือตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า ทว่าไม่รู้ทำไม ไรเนอร์กลับไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายจากอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
"จำข้าไม่ได้แล้วหรือ ไรเนอร์"
เอนโซขยับมุมปากยกยิ้มจางๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มออกมา เขาหันไปมองรอบๆ พลางเอ่ยเนิบๆ "รวมถึงพวกเจ้าด้วย ยูไรอา บาร์ค และฮิลลารี"
"ท่านคือ... เอนโซ?"
ยูไรอาหลุดปากถามออกมา ร่างที่สวมชุดคลุมสีดำเบื้องหน้า ครอบครองใบหน้าที่หล่อเหลาและดูดี ซึ่งแตกต่างจากเจ้าเมืองนครเพลิงอสุราโดยสิ้นเชิง ทว่าไม่รู้ทำไม ยูไรอากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่คล้ายกับเอนโซจากตัวชายคนนี้
เอนโซพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงยอมรับ
ร่างแยกบนดาวไห่หลาน จากความพยายามที่จะควบคุมโชคชะตา ได้มลายหายไปกลายเป็นเถ้าถ่านสู่ฟ้าดินเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ร่างหลักที่อยู่ไกลออกไปในโลกวารพสงคราม ก็ได้เสร็จสิ้นการหลอมรวมกับแก่นแท้โลก และได้กลายเป็นจอมเวทระดับสี่อย่างเป็นทางการ
ตามกฎเกณฑ์ในพหุภพ ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ ระดับชีวิตขั้นที่สี่หากคิดจะก้าวเข้าสู่มิติโลกขนาดเล็กที่ไม่รู้จัก ย่อมจะได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกฎเกณฑ์ ทว่าสถานการณ์ของดาวไห่หลานกลับมีความพิเศษอยู่บ้าง
เนื่องจากการมาเยือนของวันสิ้นโลก ทำให้เจตจำนงแห่งโลกตกอยู่ในสภาวะที่ปั่นป่วน
บวกกับการที่ร่างแยกของเอนโซได้วางรากฐานอยู่ที่มิตินี้มานานหลายปี ทำให้ดาวไห่หลานยอมรับกลิ่นอายของเอนโซไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นต่อให้ร่างหลักจะจุติลงมา ก็ไม่ได้สร้างการตอบโต้ที่รุนแรงจากเจตจำนงแห่งโลกมากนัก
ทว่าสาเหตุที่สำคัญยิ่งกว่า คือการที่ดาวไห่หลานผ่านพ้นวันสิ้นโลกและเข้าสู่ยุคสมัยของยักษ์ ทำให้เจตจำนงแห่งโลกตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอถึงขีดสุด มันจึงไม่กล้าที่จะต่อต้านการจุติของเอนโซอย่างรุนแรงนัก เพราะมีความหวาดเกรงในพละกำลังของจอมเวทว่านหลิง
ในพหุภพ จอมเวทและปีศาจ ต่างก็ครอบครองฉายาผู้ไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน
ทั้งสองมิติโลกนี้คือตัวตนระดับท็อปของพหุภพ จอมเวทว่านหลิงระดับสี่ที่ทรงพลังบางตน ยามที่สำแดงพละกำลังออกมาเต็มพิกัด แม้แต่การจะทำลายมิติโลกขนาดเล็กให้สิ้นซากก็ยังเป็นเรื่องที่ทำได้
ยกตัวอย่างเช่นในหน้าประวัติศาสตร์ของโลกจอมเวท ช่วงท้ายของยุคที่สอง เคยมีจอมเวทว่านหลิงท่านหนึ่งนามว่าบุซูร่า เพื่อที่จะฝึกฝนมนตราวงแหวนที่สี่ เขาจึงไม่เสียดายที่จะสังหารสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในมิติโลกขนาดเล็กแห่งหนึ่งด้วยวิธีสาปแช่ง กระทั่งเจตจำนงแห่งโลกก็ยังถูกลบหายไปจนสิ้น
และด้วยวิธีการเช่นนี้เอง โลกที่เคยเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาแห่งนั้น จึงได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นดินแดนแห่งความตาย และต่อมาจอมเวทที่ชื่อบุซูร่าคนนั้นก็ได้ทรยศต่อโลกจอมเวท ผลกระทบที่เขาสร้างไว้จึงถูกขนานนามว่า [มหันตภัยซูร่า]
...
ดาวไห่หลาน นครเพลิงอสุรา
ด้วยการล่มสลายของเมืองมอสสตาร์ซึ่งเป็นเมืองสุดท้ายขององค์กรแมงมุมแดง ผู้ที่เคยชักนำวันสิ้นโลกมาสู่ดาวไห่หลานจึงได้พินาศลงอย่างถาวร แกนออราอินหนึ่งร้อยชิ้นดั้งเดิม บัดนี้ครึ่งหนึ่งตกอยู่ในกำมือของเอนโซเรียบร้อยแล้ว
ยุคสมัยของยักษ์ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ!
วันสิ้นโลกของดาวไห่หลานได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด นครเพลิงอสุราบนทุ่งโลหิตทมิฬได้กลายเป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้ ราชอาณาจักรยักษ์แห่งใหม่ได้ถูกสถาปนาขึ้น และดาวไห่หลานที่ผ่านเปลวไฟแห่งสงครามมานานนับร้อยปี ในที่สุดก็ได้มีโอกาสในการพักฟื้นฟูเสียที
นครเพลิงอสุรา หอคอยสูง
ภายในโถงที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งมนต์ขลัง มีแท่งทรงกระบอกตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางห้อง แกนออราอินครบถ้วนทั้งห้าสิบชิ้นถูกฝังไว้รอบๆ คลื่นพลังงานที่รุนแรงนั้น ต่อให้เอนโซจะใช้มนตราผนึกเพื่อควบคุมไว้ ทว่าก็ยังคงไม่สามารถรวบรวมไว้ได้ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์แบบ
"น่าเสียดาย ที่มีเพียงห้าสิบชิ้น!"
เบื้องหน้าแท่งทรงกระบอกที่ถูกผนึก เอนโซมองดูแกนออราอินทั้งห้าสิบชิ้น แววตาฉายประกายแห่งความเสียดาย พละกำลังที่กระจัดกระจายของแก่นแท้โลกได้ถูกเปลี่ยนเป็นแหล่งพลังงานของนครลอยฟ้าทั้งร้อยแห่ง ซึ่งก็คือแกนออราอินร้อยชิ้นเหล่านั้นนั่นเอง
หากต้องการจะใช้แกนออราอินเหล่านี้เพื่อหลอมรวมเป็นแก่นแท้โลกขึ้นมาใหม่ ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ย่อมต้องรวบรวมแกนออราอินร้อยชิ้นเดิมมาให้ครบถ้วน แล้วจึงใช้วิธีพิเศษในการหลอมรวม
หากไม่สามารถรวบรวมได้ครบหนึ่งร้อยชิ้น มาตรฐานต่ำสุดในการหลอมรวมแก่นแท้โลก ก็จำเป็นต้องมีอย่างน้อยแปดสิบชิ้น หากจำนวนแกนออราอินยังไม่ถึงแปดสิบชิ้น เช่นนั้นมันก็ยากที่จะหลอมรวมแก่นแท้โลกออกมาได้สำเร็จ
"ลำบากแล้วสิ"
เอนโซใช้นิ้วคลึงที่หน้าผาก ใบหน้าปรากฏแววแห่งความกลัดกลุ้ม การฝืนหลอมรวมแก่นแท้โลกด้วยแกนออราอินเพียงห้าสิบชิ้น อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ หรือแม้แต่อาจจะทำให้ดาวไห่หลานตกอยู่ในสภาวะล่มสลายได้เลยทีเดียว
ทว่าหากไม่ดำเนินการหลอมรวมแก่นแท้โลก ดาวไห่หลานอย่างมากที่สุดก็จะยืนหยัดอยู่ได้เพียงประมาณสองร้อยปีเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะเริ่มพังทลายลง และเมื่อถึงตอนนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตบนโลกใบนี้ย่อมต้องพินาศตายตกไปจนสิ้น
"เวลาสองร้อยปี ก็น่าจะเพียงพอแล้วล่ะ"
แววตาของเอนโซทอประกายวับวาว ความคิดในใจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปมา ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม องค์กรแมงมุมแดงถูกทำลายแล้ว และการเดินทางไกลพิชิตดาวไห่หลานก็ได้สิ้นสุดลง โลกใบนี้ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเอนโซเรียบร้อยแล้ว
ถึงแม้แกนออราอินห้าสิบชิ้นในมือจะยังไม่สามารถหลอมรวมแก่นแท้โลกที่สมบูรณ์ออกมาได้ในตอนนี้ ทว่าสำหรับเอนโซแล้ว อย่างน้อยเขาก็ยังมีเวลาอีกสองร้อยปี เพื่อรวบรวมแกนออราอินที่เหลือ หรือเพื่อหาวิธีการอื่นในการแก้ไขปัญหา
"บางที ข้าก็ควรจะกลับไปยังโลกจอมเวทสักรอบแล้วเหมือนกัน"
เอนโซพึมพัมกับตัวเอง ในฐานะที่เป็นอารยธรรมระดับท็อปของพหุภพ โลกจอมเวทบางทีอาจจะช่วยหาวิธีการที่เหมาะสมได้ แม้จะมีแกนออราอินเพียงห้าสิบชิ้น ทว่าก็อาจจะสามารถหลอมรวมแก่นแท้โลกออกมาได้สำเร็จเช่นกัน
"ทว่า ก่อนจะจากไป ยังต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน!"
การเดินทางไกลพิชิตดาวไห่หลานสิ้นสุดลงแล้ว โลกใบนี้ตกอยู่ในมือของเอนโซแล้ว ทว่าการจะกวาดล้างเศษซากที่หลงเหลือของแมงมุมแดงให้สะอาดสะอ้าน ก็เกรงว่ายังคงต้องใช้พละกำลังอีกไม่น้อยเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับอนาคตของดาวไห่หลาน เอนโซเองก็จำเป็นต้องทำการตัดสินใจ
...
"เทพเจ้าแห่งยักษ์ไรเนอร์ ขอเข้าพบท่านจอมเวทว่านหลิง!"
หลังจากสงครามที่เมืองมอสสตาร์จบสิ้นลง เอนโซก็ได้เรียกพบเทพเจ้าแห่งยักษ์ไรเนอร์ภายในโถงของนครเพลิงอสุรา ไรเนอร์ที่ปรากฏกายในรูปลักษณ์มนุษย์ มีท่าทีที่เคารพยำเกรงต่อเอนโซมากขึ้นกว่าเดิมมากนัก
ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดา
เพราะในวันที่จอมเวทว่านหลิงจุติลงมายังดาวไห่หลาน เทพเจ้าแห่งยักษ์ไรเนอร์ได้สัมผัสถึงพละกำลังของเอนโซได้อย่างลึกซึ้งที่สุด ด้วยความยำเกรงต่อสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่า บวกกับบุญคุณที่อีกฝ่ายประทานเทวอำนาจให้ ทั้งหมดล้วนทำให้เขาศิโรราบต่อเอนโซจากใจจริง
"รสชาติของการเป็นเทพเจ้า เป็นอย่างไรบ้างล่ะ ไรเนอร์"
เอนโซที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง ก้มมองดูไรเนอร์ที่คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนพื้น พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
"เป็นความรู้สึกที่ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยครับ!"
ไรเนอร์เงยหน้าขึ้น สัมผัสถึงเทวอำนาจที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายพลางเอ่ยอย่างจริงใจ "ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านประทานให้ เทพเจ้าแห่งยักษ์ไรเนอร์ ยินดีจะสละชีพเพื่อท่านจอมเวทว่านหลิงเอนโซผู้ยิ่งใหญ่ครับ!"
เอนโซขยับมุมปากยกยิ้มจางๆ
การได้รับความจงรักภักดีจากเทพเจ้าองค์หนึ่ง คือความฝันของจอมเวทกี่คนกันนะ!
ในช่วงเริ่มแรกของยุคที่สองของสมัยโบราณ อารยธรรมจอมเวทเพิ่งจะผงาดขึ้นมา ในศึกขุนเขาแห่งสรวงสวรรค์ ปฐมจอมเวทได้เอาชนะราชาเทพไปหลายองค์ การปกครองของทวยเทพจึงได้จบสิ้นลงอย่างถาวร และเทพเจ้าจำนวนมหาศาลต่างก็พากันหลบหนีออกจากโลกจอมเวท
ทว่าในเวลาเดียวกัน ก็ยังมีเทพเจ้าอีกส่วนหนึ่งที่ไม่มีกำลังพอจะหนีไปได้
การผงาดขึ้นของอารยธรรมจอมเวท คือสัญลักษณ์ของสนธยาแห่งทวยเทพ เพื่อที่จะรักษาอำนาจการปกครองของโลกจอมเวทไว้ ในวันแรกที่สภาสูงสุดได้รับการสถาปนาขึ้น ปฏิบัติการกวาดล้างเทพเจ้าที่หลงเหลืออยู่ในโลกจอมเวทจึงได้เริ่มต้นขึ้น
ปฏิบัติการล่าเทพในครั้งนั้น ปิดฉากการปกครองของเทพเจ้าลงอย่างเบ็ดเสร็จ
เทพเจ้าจำนวนนับร้อยต่างก็ดับสูญไป เพื่อที่จะได้รับโอกาสในการมีชีวิตรอด เทพเจ้าบางส่วนถึงขั้นเลือกที่จะสวามิภักดิ์ พวกเขาไม่เสียดายที่จะสละทิ้งอิสรภาพและศักดิ์ศรี เพื่อที่จะได้กลายเป็นผู้ติดตามของจอมเวทที่ทรงพลัง
ในยุคนั้น จอมเวทระดับห้าต่างก็ถือว่าการมีผู้ติดตามเป็นเทพเจ้าคือเกียรติยศที่สูงส่ง
และเมื่ออารยธรรมจอมเวทเติบโตต่อไป มิติโลกใบแล้วใบเล่าต่างก็ถูกเปลวเพลิงแห่งอารยธรรมจอมเวทเข้าแผดเผา ทุกครั้งที่พิชิตมิติโลกพื้นเมืองได้สำเร็จ ก็ย่อมต้องเผชิญกับการต่อต้านจากเทพเจ้าพื้นเมืองเสมอ
ทว่าไม่ใช่เทพเจ้าทุกองค์ที่จะยอมสละชีพเพื่ออุดมการณ์
และไม่ใช่เทพเจ้าทุกองค์ที่จะไม่ยินยอมเลือกที่จะสวามิภักดิ์ เมื่ออารยธรรมจอมเวทก้าวไปสู่จุดสูงสุดของพหุภพ การที่จอมเวทผู้แข็งแกร่งจะครอบครองเทพเจ้าเป็นผู้ติดตาม จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่อีกต่อไปแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นโลกสีเขียวในการเดินทางไกลครั้งแรกของเอนโซ
ต้นเอคีร่าที่ถูกขนานนามว่าเป็นมารดาแห่งสรรพสิ่ง ก็คือระดับชีวิตขั้นที่สี่ และในแง่หนึ่งก็นับได้ว่าเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง หลังจากที่กากามายาพิชิตโลกสีเขียวได้สำเร็จ หากต้นเอคีร่ายังคงต้องการโอกาสในการมีชีวิตรอด เช่นนั้นการสวามิภักดิ์ต่อจอมเวทแห่งกากามายาจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของมัน
(จบแล้ว)