- หน้าแรก
- ทะลุมิติไซอิ๋ว: ระบบคนขยัน ปั้นข้าให้เป็นเทพเหนือสวรรค์
- บทที่ 25 - แม่ทัพปราบปีศาจ
บทที่ 25 - แม่ทัพปราบปีศาจ
บทที่ 25 - แม่ทัพปราบปีศาจ
บทที่ 25 - แม่ทัพปราบปีศาจ
"สัตว์ประหลาดงั้นรึ?"
"บังอาจมาท้าทายอำนาจแดนสวรรค์ของข้าเชียวรึ!"
ณ ตำหนักใหญ่แห่งแดนสวรรค์ ห้าวเทียนกำลังตกอยู่ในความโกรธเกรี้ยว
"รับราชโองการ!"
"เทพหลี่จิ้งผู้ถือเจดีย์!"
"องค์ชายสามนาจา!"
"จัดเตรียมกำลังพล! ลงไปสังหารสัตว์ประหลาดเดี๋ยวนี้!"
ช่วงหลายวันมานี้
ความวุ่นวายบนโลกมนุษย์เริ่มลุกลามมาเป็นภัยคุกคามต่อแดนสวรรค์ จนก่อให้เกิดปัญหามากมายตามมา แม้แต่ห้าวเทียนเองก็ยังได้รับผลกระทบไปด้วย
ทั่วทั้งแดนสวรรค์ต้องยอมสูญเสียทรัพยากรไปไม่น้อยเพื่อจัดการกับพายุความวุ่นวายในครั้งนี้
กะอีแค่สัตว์ประหลาดระดับเซียนลี้ลับตนเดียว แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเขาเลย
แค่โบกมือก็สามารถกำจัดให้สิ้นซากได้แล้ว
ต่อให้มันจะเก่งกาจแค่ไหน ตราบใดที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับต้าหลัวจินเซียน พวกมันก็เป็นแค่เพียงมดปลวกเท่านั้น ต่อให้ก้าวเข้าสู่ระดับต้าหลัวจินเซียนก็ยังต้องตายอยู่ดี
แต่สัตว์ประหลาดตัวนี้... ไม่ว่าจะมองมุมไหน มันก็มีความสามารถในการครอบงำการกระทำของพวกปีศาจร้ายได้ เลือดของมันถึงขั้นสามารถทำให้มหาปีศาจระดับเซียนทองคำหรือไท่อี้จินเซียนเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาได้เลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้เอง
มันถึงได้ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมามากมายขนาดนี้!
"ข้าน้อยรับพระราชโองการ!"
หลี่จิ้งกับนาจาประสานเสียงรับคำสั่งพร้อมกัน!
ในเวลานี้ ภายในใจของพวกเขาก็กำลังอัดอั้นไปด้วยความโกรธเกรี้ยว อยากจะลงไปจัดการเรื่องนี้ให้จบๆ ไปซะก่อน!
"รายงาน!"
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงตะโกนรายงานจากทหารสวรรค์ดังมาจากหน้าตำหนัก ผ่านไปไม่นาน ทหารสวรรค์นายหนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ใจกลางตำหนักใหญ่ท่ามกลางสายตาของทุกคน ก่อนจะกราบทูลห้าวเทียนว่า
"กราบทูลฝ่าบาท ความวุ่นวายในโลกมนุษย์สงบลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ สัตว์ประหลาดตนนั้นถูกสังหารแล้ว!"
พริบตาเดียว ทั่วทั้งตำหนักใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันไปมา แล้วส่ายหน้าเบาๆ
พวกเขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่า... จะเป็นฝีมือของเทพเอ้อร์หลาง?
ความแข็งแกร่งของหยางเจี่ยนนั้นเหนือกว่านาจา หากเขาเป็นคนลงมือ ก็ย่อมสามารถสังหารสัตว์ประหลาดตัวนั้นได้อย่างแน่นอน
"เป็นฝีมือของโจวเฉินแห่งเขาฟางชุ่นพ่ะย่ะค่ะ..."
"เขาบังเอิญไปเจอแผนการของสัตว์ประหลาดบนเขาหัวซานเข้า จึงเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด และสุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายเอาชนะมาได้อย่างหวุดหวิด!"
"พระแม่กุมารีองค์ที่สามตรัสด้วยองค์เองว่า หากไม่ได้โจวเฉินช่วยเอาไว้ นางก็คงยากที่จะรอดพ้นจากเคราะห์กรรมในครั้งนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
ทหารสวรรค์ก้มหน้าลงต่ำ
สัตว์ประหลาดตัวนั้นอย่างน้อยก็มีระดับเซียนลี้ลับ
ถึงแม้ก่อนหน้านี้โจวเฉินจะมีผลงานในการสังหารระดับเซียนลี้ลับมาแล้ว แต่เหตุการณ์ในครั้งนี้มันแตกต่างจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง
ต่อให้เขาจะใช้แผนการเข้าช่วยก็ตาม
แต่นั่นก็หมายความว่า โจวเฉินมีความสามารถที่ไร้เทียมทานในหมู่ระดับเซียนลี้ลับด้วยกันแล้ว!
ในอนาคต เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ระดับเซียนแท้ หรือเซียนลี้ลับ...
ถึงตอนนั้นเขาจะเก่งกาจขนาดไหนกัน!
สามโลกกำลังจะมีเทพเจ้าแห่งสงครามเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งองค์แล้ว และหากสามารถดึงตัวเขามาเป็นพวกได้สำเร็จ ในมือขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ก็จะมีขุนพลผู้ยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน!
"ดี ดี ดีเยี่ยม!!"
ห้าวเทียนร้องชมคำว่าดีออกมาถึงสามครั้ง ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม "ข้าเคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ว่าความสำเร็จในอนาคตของโจวเฉินจะต้องไร้ขีดจำกัด สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าข้าคิดไม่ผิดจริงๆ!"
"ตอนนี้โจวเฉินอยู่ที่ไหน?"
"รีบเรียกเขามาเข้าเฝ้าข้าเดี๋ยวนี้!"
ห้าวเทียนอดใจรอแทบไม่ไหวแล้ว
นี่มันคือผลงานชิ้นโบแดง!
เขาสามารถใช้โอกาสนี้แต่งตั้งโจวเฉินให้เป็นขุนพลสวรรค์ได้เลย จะได้รั้งตัวเขาไว้ข้างกายเพื่อฟูมฟักต่อไป พร้อมกับเปิดคลังสมบัติให้เขาใช้ได้อย่างเต็มที่!
ใช้เวลาอีกไม่นาน
ก็จะสามารถผลักดันให้เขาก้าวเข้าสู่ระดับเซียนลี้ลับได้แล้ว!
ถึงตอนนั้น...
แดนสวรรค์แห่งนี้ ก็จะไม่มีใครหน้าไหนมาคอยขัดแข้งขัดขาเขาได้อีก!
และเขาก็ไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงภัยคุกคามอะไรอีกต่อไป!
เขาจะได้มีขุนนางที่เขาเป็นคนฟูมฟักขึ้นมากับมือ และเป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อเขามากที่สุด... สักที!
"ฝ่าบาท..."
ทหารสวรรค์ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยตอบภายใต้สายตาที่จ้องมองของห้าวเทียนว่า "ท่านโจวเฉิน... กลับไปที่เขาฟางชุ่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ตามที่พระแม่กุมารีองค์ที่สามเล่ามา ดูเหมือนว่าการหาประสบการณ์ของเขาจะสิ้นสุดลงแล้ว และระดับการบำเพ็ญเพียรก็กำลังจะทะลวงผ่านขีดจำกัด เขาจึงกลับไปที่เขาเพื่อบำเพ็ญเพียรต่อพ่ะย่ะค่ะ..."
ระดับการบำเพ็ญเพียรกำลังจะทะลวงผ่าน
กลับเขาไปบำเพ็ญเพียรต่องั้นรึ?
นี่เจ้าคิดว่าตัวเองแค่ลงมาเดินเล่นหาประสบการณ์จริงๆ หรือยังไงกัน?!
ดวงตาของห้าวเทียนค่อยๆ เย็นชาลงเรื่อยๆ ความโกรธเกรี้ยวเริ่มปรากฏขึ้นให้เห็นจางๆ เขาสามารถยอมรับได้หากโจวเฉินขึ้นมาทูลลากลับเขาฟางชุ่นด้วยตัวเอง แต่เขาไม่อาจทนรับได้หากอีกฝ่ายหลุดรอดไปจากการควบคุมของเขาแบบนี้
การที่โจวเฉินหนีกลับไป มันไม่เท่ากับว่าการลงทุนของเขาก่อนหน้านี้ต้องสูญเปล่าหรอกหรือ?
ถึงแม้จะเป็นแค่การแสดงท่าทีผูกมิตร และยังไม่ได้ลงทุนทรัพยากรลงไปมากนัก แต่สำหรับเขาแล้ว เมื่อตัดสินใจลงมือทำอะไรไปแล้วก็ต้องไม่มีคำว่าล้มเหลว!
การจากไปของโจวเฉิน!
มันคือการฉีกหน้าเขาชัดๆ!
ห้าวเทียนสัมผัสได้เลยว่า บรรดาขุนนางที่เคยก้มหัวให้เขาอย่างนอบน้อม ในตอนนี้กลับกำลังส่งสายตาเยาะเย้ยมาให้เขา สายตาเหล่านั้นจ้องมองมาที่เขา ราวกับกำลังจะบอกว่า
ฝ่าบาท
ทำได้แค่นี้ ยังคิดจะควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดอีกหรือ?
ท่านประเมินพวกเราต่ำเกินไปแล้วมั้ง!
กะอีแค่โจวเฉินคนเดียวยังควบคุมไม่ได้เลย ยังคิดจะมาควบคุมแดนสวรรค์ทั้งแดนอีก...
"ฝ่าบาท ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ..."
เทพไท่ไป๋จินซิงเห็นสีหน้าของห้าวเทียนดูไม่ค่อยดี จึงรีบก้าวออกไปเรียกสติเขาเบาๆ
ช่วยไม่ได้นี่นา
ในสถานการณ์แบบนี้ ห้าวเทียนก็ทำได้เพียงข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ แล้วฝืนปั้นรอยยิ้มออกมา "ในเมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรกำลังจะทะลวงผ่าน การกลับไปที่เขาฟางชุ่นก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว"
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน"
"รอให้โจวเฉินออกจากสมาธิในครั้งหน้า ก็แต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพปราบปีศาจ มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการจับกุมปีศาจร้ายโดยเฉพาะ และมีสิทธิ์แทรกแซงกิจการต่างๆ ในกองทัพปราบปีศาจได้ทุกเรื่อง!"
"แน่นอนว่า ตอนนี้โจวเฉินมีระดับการบำเพ็ญเพียรแค่เซียนสวรรค์ อาจจะยังไม่พร้อมรับภาระหนักหนาอะไร... ก็ให้เขารับฟังคำสั่งแต่ไม่ต้องให้เรียกใช้พร่ำเพรื่อไปก่อนก็แล้วกัน!"
ห้าวเทียนโบกมือ แสดงท่าทีใจกว้างออกมา
สำหรับโจวเฉินแล้ว เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะค่อยๆ ดึงดูดความสนใจ ใช้ผลประโยชน์ต่างๆ มาล่อใจเพื่อลงทุนอยู่แล้ว หวังจะทำให้ใจของอีกฝ่ายอ่อนลง แล้วยอมสวามิภักดิ์ต่อเขาด้วยความเต็มใจ
ดังนั้นไอ้คำว่ารับฟังคำสั่งแต่ไม่ยอมให้เรียกใช้พร่ำเพรื่อ
ก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจพูดให้อีกฝ่ายได้ยินนั่นแหละ
เพียงแต่ ตอนนี้โจวเฉินไม่ได้อยู่ที่นี่ สิ่งที่เขาพูดออกมาก็เป็นแค่การแสดงท่าทีให้ทุกคนเห็นเท่านั้น
ข้าอุตส่าห์ยอมให้ถึงขนาดนี้แล้ว เจ้ายังจะเอาอะไรอีก?
"เลิกการประชุม!"
ท่ามกลางเสียงประกาศของข้ารับใช้สวรรค์ ห้าวเทียนก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินหน้าตึงกลับไปทางตำหนักเหยาฉือ
ส่วนบรรดาขุนนางทั้งหลาย ในตอนนี้กลับมองตามแผ่นหลังขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้แล้วส่ายหน้าเบาๆ
จบกัน...
เง็กเซียนฮ่องเต้พระองค์นี้ อาการหนักแล้วล่ะ!
...
ณ เขาฟางชุ่น ถ้ำซานซิง
หลังจากผ่านการเดินทางอันยาวนาน ในที่สุดโจวเฉินก็กลับมาถึงรังน้อยๆ ของตัวเองสักที
"ที่ไหนๆ ก็ดีไม่เท่า"
"รังของตัวเองนี่แหละดีที่สุดแล้ว!"
โจวเฉินพรูลมหายใจยาวออกมา เมื่อได้กลิ่นหอมของหนังสือในหอตำรา เขาก็เดินเข้าไปในห้องทันที แต่กลับพบว่าบนเตียงของเขามีเจ้าลิงจ๋อนอนแผ่หลาอยู่
ซุนหงอคงนอนดิ้นไปมาในท่าทางประหลาด ทำเอาเตียงของโจวเฉินเละเทะไปหมด
"ศิษย์น้อง ตื่นได้แล้ว!"
โจวเฉินหน้าตึง เขาตบลงไปที่กลางกระหม่อมของซุนหงอคงอย่างแรงหนึ่งที เสียงโลหะกระทบกันดังลั่นกังวาน!
"โอ๊ย?!"
"ศิษย์พี่ ในที่สุดท่านก็กลับมาสักที!!"
ซุนหงอคงลืมตาตื่นขึ้นมา พอตั้งท่าจะโวยวาย แต่พอเห็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายของโจวเฉิน เขาก็รีบยิ้มแหะๆ แล้วยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองปอยๆ
โจวเฉินมองเขาแวบหนึ่ง
ถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาออกจากเขาฟางชุ่นไปได้ไม่ถึงครึ่งปี ถ้านับรวมเวลาที่เขาใช้บำเพ็ญเพียรก่อนหน้านี้ด้วย ก็เพิ่งจะผ่านไปแค่หนึ่งปีนิดๆ เท่านั้น
แต่พละกำลังร่างกายของซุนหงอคง กลับดูเหมือนว่าจะทะลุไปถึงระดับเซียนแท้แล้ว
แข็งแกร่งจริงๆ!
เขาอุตส่าห์ขยันบำเพ็ญเพียรมาตั้งนาน เพิ่งจะมาถึงระดับเซียนลี้ลับเอง!
ต้องพยายามให้มากกว่านี้แล้ว!
จะปล่อยตัวให้สบายเกินไปไม่ได้เด็ดขาด!
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะโดนตามทันเอาได้!
"เจ้ามาทำอะไรในห้องของข้าเนี่ย?"
"อย่าบอกนะว่าช่วงครึ่งปีมานี้ เจ้ามาหมกตัวอยู่ในหอตำราของข้าตลอดเลย?" โจวเฉินเอ่ยถาม
ซุนหงอคงส่ายหน้า แล้วหัวเราะออกมา "ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ข้าก็แค่แวะมาดูหนังสือเป็นบางครั้ง แล้วก็ถือโอกาสงีบหลับด้วยเลย"
"ช่วงนี้ พระอาจารย์สั่งให้ข้ามารออยู่ที่นี่ พอบอกว่าถ้าท่านกลับมาแล้วให้พาไปพบท่านด้วย ท่านบอกว่าตั้งใจจะถ่ายทอดวิชามนตราใหม่ๆ ให้กับพวกเราน่ะ"
[จบแล้ว]