เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 690 - คุณไปได้ยินมาจากไหนกัน ผมทำไมถึงไม่รู้เรื่องเลย?

บทที่ 690 - คุณไปได้ยินมาจากไหนกัน ผมทำไมถึงไม่รู้เรื่องเลย?

บทที่ 690 - คุณไปได้ยินมาจากไหนกัน ผมทำไมถึงไม่รู้เรื่องเลย?


บทที่ 690 - คุณไปได้ยินมาจากไหนกัน ผมทำไมถึงไม่รู้เรื่องเลย?

เที่ยงตรง เสียงระฆังเลิกงานดังขึ้นตามเวลา

หลี่เย่เดินตามเสี่ยวเยว่เพื่อนร่วมงานสาวออกจากแผนกพร้อมสะพายกระเป๋าใบเก่ง

เยว่หลิงซานสังเกตเห็นหลี่เย่เดินตามเธอออกมายังหน้าประตูโรงงานจึงถามด้วยความสงสัย

"เอ๊ะ หลี่เย่ วันนี้คุณจะไม่กินข้าวที่โรงอาหารเหรอ?"

หลี่เย่ยังไม่ทันตอบ เธอก็พูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม

"คุณเองก็ทนกินอาหารหมูของโรงอาหารไม่ไหวเหมือนกันใช่ไหมล่ะ? กินแค่มื้อเดียวก็เข็ดแล้วล่ะสิ!"

หลี่เย่รีบส่ายหัวและยิ้มตอบ

"เปล่าครับ วันนี้เที่ยงผมมีธุระนิดหน่อยเลยไม่ได้กินที่หน่วยงานน่ะครับ"

เยว่หลิงซานเอียงคอระคนสงสัยก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะ

"ไม่ต้องเขินไปหรอก ใครๆ ก็บอกว่าข้าวที่โรงอาหารถูกปากพากันส่ายหน้าทั้งนั้นแหละ"

"หน้าประตูโรงงานมีร้านเล็กๆ สองร้านรสชาติเข้าท่าใช้ได้เลยนะ เดี๋ยวฉันจะพาไปทำความรู้จักหน่อยไหม?"

"ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่ได้เรื่องมากขนาดนั้นหรอก เงินเดือนยังไม่ออกแต่จะไปนั่งกินร้านอาหารเสียแล้ว"

"เดี๋ยวคนเขาจะเอาไปหัวเราะเยาะเอาได้นะครับ ฮะๆ"

หลี่เย่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เขาไม่อยากให้วันพรุ่งนี้มีข่าวลือในโรงงานว่าเขาเป็นพวก "ตะกละ" ตั้งแต่วันแรกที่มาทำงาน

เยว่หลิงซานมองสำรวจหลี่เย่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะมาหยุดสายตาที่กระเป๋าสะพายของเขา

"นั่นสินะ เพิ่งเริ่มทำงานก็ต้องรู้จักประหยัดไว้หน่อย อย่างน้อยก็ต้องเก็บเงินซื้อจักรยานให้ได้สักคันก่อน"

เสื้อผ้าของหลี่เย่เป็นงานสั่งตัดส่วนตัวที่ดูดีและเข้าทรงมากแต่ไม่มีป้ายยี่ห้อ

เยว่หลิงซานจึงไม่แน่ใจว่ามันมีราคาเท่าไหร่กันแน่

แต่กระเป๋าสะพายของหลี่เย่กลับเป็นกระเป๋าสีเขียวทหารรุ่นมาตรฐาน

ถึงแม้ในยุคนี้มันจะดูทันสมัยอยู่บ้าง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับกระเป๋าหนังที่เยว่หลิงซานสะพายอยู่

ประกอบกับหลี่เย่ใช้วิธีเดินมาทำงานด้วยขาสองข้าง เยว่หลิงซานจึงปักใจเชื่อว่าหลี่เย่เป็นเด็กดีที่รู้จักมัธยัสถ์

ความจริงแล้วหลี่เย่มีกระเป๋าหนังอยู่หลายใบ ทั้งใบที่ฟ่านซิ่วหลิงส่งมาจากฮ่องกง และใบที่เหวินเล่ออวี๋ซื้อให้

แต่หลี่เย่กลับรู้สึกว่าการสะพายกระเป๋าสีเขียวที่มีตัวอักษร "รับใช้ประชาชน" นั้นดูดีกว่าเยอะ

มันมีกลิ่นอายของยุคสมัยและเมื่อกลมกลืนไปกับฝูงชนเขาก็จะไม่ดูโดดเด่นจนเกินไป

ทว่าพาหนะในการเดินทางของเขานั้นกลับโดดเด่นเกินไปมาก

ในขณะที่ผู้อำนวยการสำนักงานโรงงานยังขี่จักรยานยี่ห้อฟลายอิ้งพีเจี้ยน แต่หลี่เย่กลับมีรถซานตาน่า

เขาจึงไม่ได้ขับรถเข้ามาจอดในหน่วยงาน แต่จอดทิ้งไว้ที่ห่างออกไปสองสามซอย

ตรงนั้นมีร้านเสื้อผ้าแบรนด์เฟิงหัวตั้งอยู่ พี่สาวหลี่เย่ว์ได้กำชับเอาไว้แล้ว

จึงมีที่จอดรถส่วนตัวเตรียมไว้ให้หน้าร้านและมีคนคอยดูแลรถให้หลี่เย่เป็นอย่างดี

หลี่เย่เดินลัดเลาะไปตามซอยเพียงสองสามแห่งก็ไปถึงถนนอีกฝั่งหนึ่ง

สามนาทีต่อมา รถซานตาน่าสีแดงก็แล่นมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว

ทว่าหลี่เย่ไม่ได้ตั้งใจจะขับรถกลับไปที่บ้านย่านเจ้าจวิ้นเมี่ยว แต่เขาตั้งใจจะไปหาคนคนหนึ่ง

หลังจากขับไปตามถนนใหญ่ได้ไม่นาน เขาก็เห็นร้านซ่อมจักรยานริมทางตั้งอยู่

และผู้อำนวยการลู่จากสำนักงานโรงงานกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก คอยเร่งช่างซ่อมให้รีบปะยางให้เขาโดยเร็ว

ลู่จือจางเพิ่งขี่จักรยานออกจากโรงงานมายางหลังก็แบนทันที เมื่อสำรวจดูเขาก็พบว่ายางโดนเข็มหมุดกดเข้าไปหลายตัว

เขาบ่นพึมพำในใจพร้อมกับรีบเข็นรถมาที่ร้านซ่อมยาง

ที่บ้านยังมีลูกที่เรียนมัธยมต้นรอให้เขากลับไปทำกับข้าวให้กินอยู่

"บรื๊อออ!"

ในขณะที่ลู่จือจางกำลังกระวนกระวายใจ เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ก็ดังขึ้นข้างหู

เมื่อเขาหันไปมอง ก็พบว่ามีรถซานตาน่าสีแดงคันหนึ่งมาจอดสนิทอยู่ข้างตัวเขา

"รถใครกันเนี่ย? มาจอดข้างฉันทำไม?"

ลู่จือจางมองไปที่ป้ายทะเบียนรถตามสัญชาตญาณ และยืนยันได้ว่ามันไม่ใช่รถที่เขารู้จัก

รถซานตาน่าเริ่มวางจำหน่ายในปี 84 และเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตในปี 85

แต่จนถึงปี 86 นี้มันก็ยังคงเป็นสินค้าที่หาได้ยากและเป็นที่ต้องการอย่างมาก

ต่อให้ลู่จือจางจะเป็นถึงผู้อำนวยการสำนักงานในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เขาก็รู้จักรถซานตาน่าเพียงไม่กี่คันที่มีโอกาสมาจอดข้างกายเขา

พนักงานขับรถในยุคนี้แต่ละคนวางมาดเก่งเหลือเกิน ต่อให้จะเป็นหน่วยงานพันธมิตรกัน

พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเห็นหัวคนขี่จักรยานที่มีระดับตำแหน่งเพียงแค่รองอธิบดีอย่างเขาหรอก

แต่ถึงแม้ลู่จือจางจะไม่รู้จักป้ายทะเบียนรถคันนี้ แต่เขากลับรู้จักพนักงานขับรถที่ก้าวลงมาจากรถเป็นอย่างดี

เมื่อหลี่เย่ลงมาจากรถ เขาก็ทักทายด้วยรอยยิ้มว่า

"ผู้อำนวยการลู่ จักรยานเสียเหรอครับ?"

ลู่จือจางอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ

"เอ๊ะ เสี่ยวหลี่ นี่เธอ... ไปเอารถของใครมาขับน่ะ?"

หลี่เย่ตอบยิ้มๆ ว่า

"ผมยืมพี่สาวมาครับ ช่วงนี้วุ่นอยู่กับการย้ายบ้านเลยขอยืมรถมาใช้สักหน่อย"

"ปักกิ่งนี่กว้างใหญ่เหลือเกินครับ นั่งรถเมล์ทีไรก็เสียเวลาไปเป็นชั่วโมงๆ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางน่ะครับ"

"เธอพูดถูกเผงเลย" ลู่จือจางหัวเราะชอบใจ

"ปักกิ่งนี่กว้างจริงๆ เดินทางจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตกทีไรเวลาวันหนึ่งก็หมดไปแล้ว"

"เสี่ยวหลี่ เธอมีใบขับขี่ใช่ไหม? อย่าขับรถโดยไม่มีใบขับขี่เด็ดขาดนะ"

หลี่เย่พยักหน้ายืนยัน

"มีครับมี อีกไม่กี่วันผมตั้งใจจะย้ายข้อมูลใบขับขี่มาเข้าสังกัดหน่วยงานเราด้วย"

"ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนผู้อำนวยการลู่หน่อยนะครับ"

"ฮะๆ เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องเกรงใจหรอก รบกวนอะไรกันเล่า"

ลู่จือจางมองหลี่เย่แล้วรู้สึกว่ายิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตา

ตั้งแต่วันที่เด็กคนนี้มารายงานตัวเมื่อสัปดาห์ก่อน เขาก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่เหมือนใคร

ทั้งดูดีและมีพลัง แถมยังมีบุคลิกที่ดูสงบนิ่งและสุขุม ทำให้เวลาได้พูดคุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจมาก

ในตอนนั้นเอง ช่างปะยางก็พูดกับลู่จือจางว่า

"นี่สหาย ยางในของคุณโดนแทงไปตั้งสามรูนะเนี่ย สิบนาทีผมปะไม่เสร็จหรอกนะ!"

ลู่จือจางบ่นอย่างหัวเสียว่า

"คุณก็รีบปะไปเถอะน่า ผมไม่ได้จ่ายเงินขาดตกบกพร่องเสียหน่อย"

ช่างปะยางก้มหน้าก้มตาทำงานไปพลางอธิบายไปพลาง

"ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินหรอก เมื่อกี้เห็นคุณเร่งว่าต้องรีบกลับไปทำกับข้าวให้ลูกกินไม่ใช่เหรอ?"

"ผมก็แค่ต้องบอกให้คุณรู้ไว้ก่อน เดี๋ยวจะมาเร่งผมทีหลัง"

"โธ่เอ๊ย คุณก็รีบๆ มือหน่อยสิ!"

ลู่จือจางเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ จักรยานยางแบนโดนแทงไปสามรูพร้อมกันแบบนี้ ชัดเจนว่ามีคนแอบแกล้งเขา

โดยปกติในหน่วยงาน คนที่จะถูกคนอื่นแอบแกล้งมักจะเป็นคนแบบไหนกันล่ะ?

ลู่จือจางยังคงเป็นผู้อำนวยการสำนักงานที่มีสิทธิ์เสนอความเห็นเรื่องการจัดสรรที่พัก ตำแหน่งงาน และเรื่องจิปาถะอื่นๆ

นั่นย่อมทำให้เขาถูกคนอื่นตราหน้าว่า "ปฏิบัติงานไม่เป็นธรรม" ได้ง่ายมาก

เมื่อถูกหลี่เย่มาเห็นคาตาเข้าแบบนี้ เขาจะไม่รู้สึกอับอายได้อย่างไร?

ทว่าหลี่เย่กลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะไอ้สามรูนั่นน่ะ... หึๆ

"ผู้อำนวยการลู่ต้องรีบกลับไปทำกับข้าวให้ลูกกินเหรอครับ!"

"งั้นให้ผมขับรถไปส่งคุณที่บ้านเถอะครับ ทิ้งจักรยานไว้ที่นี่ให้ช่างปะไปก่อน ตอนบ่ายค่อยขี่กลับไปก็ได้ไม่ใช่เหรอครับ?"

"เอ๊ะ แบบนั้นมันจะดีเหรอ?"

"มีอะไรไม่ดีล่ะครับ รถของเราเอง เหยียบคันเร่งแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว"

"งั้น... งั้นก็ได้ รบกวนเธอหน่อยนะเสี่ยวหลี่"

"รบกวนอะไรกันครับ ต่อไปผมทำงานในโรงงาน ไม่รู้ว่าจะต้องรบกวนผู้อำนวยการลู่อีกตั้งกี่เรื่อง"

ในสายตาของคนวัยกลางคน เรื่องลูกนั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ลูกของลู่จือจางกำลังอยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอนและเตรียมตัวสอบเข้ามัธยมปลาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก จะปล่อยให้ลูกไม่ได้กินข้าวตามเวลาไม่ได้เด็ดขาด

บ้านของลู่จือจางอยู่ไม่ไกลจากหน่วยงาน เลี้ยวเพียงไม่กี่ซอยก็ถึง และหลี่เย่ก็ขับรถได้เร็วมาก เหยียบคันเร่งเพียงนิดเดียวก็ถึงที่หมายแล้ว

"ไม่ยักษ์กะเชื่อเลยนะ เสี่ยวหลี่นี่ฝีมือการขับรถไม่เบาเลยนะเนี่ย!"

"อ๋อ ฮะๆ ผมไม่ได้โกหกคุณหรอกครับผู้อำนวยการลู่ ผมน่ะเป็นสารถีมือเก่าที่มีประสบการณ์ขับรถมาสี่ปีแล้วครับ"

"ช่วงปิดเทอมถ้าพี่สาวจะขับรถกลับบ้านเกิด ผมนี่แหละเป็นคนช่วยขับให้มากกว่าครึ่งทางเลยล่ะครับ"

"จริงเหรอ?" ลู่จือจางเหลือบมองหลี่เย่แล้วถามขึ้นลอยๆ

"พี่สาวเธอทำงานอยู่หน่วยงานไหนล่ะ? หน่วยงานไม่ได้จัดคนขับรถให้เธอเหรอ?"

หลี่เย่ตอบอย่างเป็นธรรมชาติว่า

"พี่สาวผมอยู่สำนักงานปักกิ่งของโรงงานที่เจ็ดเมืองเซินเจิ้นครับ ที่ทำแบรนด์เสื้อผ้าเฟิงหัวน่ะครับ"

"ที่หน่วยงานเขาก็มีพนักงานขับรถประจำอยู่หลายคนนะครับ แต่รถดันมีเยอะกว่าพนักงานขับรถเสียอีก"

"พนักงานขายหลายคนเลยต้องมีใบขับขี่และสลับกันขับรถตามความจำเป็นน่ะครับ"

"โอ้โห รถเยอะกว่าพนักงานขับรถเลยเหรอ ทำไมถึงรวยขนาดนั้นกันล่ะ?"

ลู่จือจางรู้สึกประหลาดใจมาก เพราะในรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งพนักงานขับรถนั้นมีคนแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตก แต่ที่นั่นกลับมีรถมากกว่าคน

"ไม่ได้รวยอะไรขนาดนั้นหรอกครับ" หลี่เย่ยิ้มอธิบาย

"แค่ที่นั่นเขาไม่ได้จ้างพนักงานขับรถไว้เยอะแยะน่ะครับ ไหนๆ พนักงานส่วนใหญ่ก็ขับรถเป็นอยู่แล้ว"

"เขาก็เลยให้พนักงานทำงานสองตำแหน่งแต่รับเงินเดือนเท่าเดิมน่ะครับ"

เรื่องราวมันเป็นแบบนั้นจริงๆ พนักงานขับรถประจำที่หลี่เย่ว์จ้างไว้มีหน้าที่แค่เวลาต้องไปออกงานสังคมที่ต้องดื่มเหล้าเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นพวกเขาก็ว่างงานมาก

ลู่จือจางหัวเราะชอบใจ

"แบบนี้มันไม่ใช่ทำงานสองตำแหน่งหรอก แต่มันเหมือนกับพี่สาวเธอยกรถให้ใช้ฟรีๆ มากกว่านะเนี่ย งานแบบนี้ฉันเองก็อยากทำบ้างเหมือนกัน"

เขาเริ่มคิดตามได้ทันที ในเมื่อหน่วยงานนั้นมีรถมากกว่าคน แล้ววิธีที่หลี่เย่ยืมรถคันนี้มาใช้ล่ะ... ยืมแล้วไม่คืนหรือเปล่านะ?

ในยุคสมัยนี้เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

หลี่เย่ยิ้มแล้วตอบว่า

"ก็ไม่ได้ยกรถให้ใช้ฟรีๆ หรอกครับ แต่หน่วยงานเขาค่อนข้างจะมีมนุษยธรรมสูง ถ้าพนักงานมีความจำเป็นจริงๆ เขาก็ยืดหยุ่นให้ได้ครับ"

"ช่วงไม่กี่วันนี้ผมต้องย้ายบ้านด้วย แถมยังวุ่นวายเรื่องงานแต่งงานจนปวดหัวไปหมด พี่สาวผมเลยทิ้งรถไว้ให้ใช้ครับ"

"ปกติถ้าไม่มีธุระผมก็ไม่ได้ขับไปไหนมาไหนหรอกครับ"

"ปวดหัวเหรอ?" ลู่จือจางมองหลี่เย่แล้วถามยิ้มๆ

"เสี่ยวหลี่ เรื่องแต่งงานของเธอมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?"

หลี่เย่พยักหน้าช้าๆ พร้อมทำสีหน้าผิดหวัง

"ใช่ครับ เดิมทีพวกเราตั้งใจจะไปจดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่ผมได้ยินมาว่าระเบียบในปักกิ่งไม่เหมือนบ้านเกิดผม"

"ผู้ชายอายุยี่สิบสามยังจดไม่ได้ ออกจดหมายแนะนำการแต่งงานให้ไม่ได้"

"ตอนนี้ผมกำลังพยายามอธิบายให้แฟนผมฟังอยู่ครับ ทางฝั่งบ้านเขาน่ะเตรียมงานไว้พร้อมหมดแล้ว"

"แต่ทางฝั่งผมดันมาติดปัญหาเข้าแบบนี้ ผมน่ะถูกบ่นจนหูชาแล้วครับ จะไม่ให้ใจร้อนได้ยังไง"

"ออกจดหมายแนะนำไม่ได้งั้นเหรอ?"

ลู่จือจางหัวเราะออกมาอย่างมีเลศนัย ก่อนจะถามด้วยความสงสัย

"คุณไปได้ยินมาจากไหนกัน ผมทำไมถึงไม่รู้เรื่องระเบียบข้อนี้เลยล่ะ?"

คุณไม่รู้เรื่องน่ะถูกแล้ว ถ้าคุณรู้เรื่องผมก็คงต้องไปหาคนอื่นแทนน่ะสิ

แต่หลี่เย่ไม่ได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป เขาทำท่าทางประหลาดใจและตอบว่า

"ผมได้ยินมาจากคนในแผนกน่ะครับ เขาบอกให้ผมลองไปหาคนรู้เรื่องมาสอบถามดู"

"ผมเองก็เพิ่งมาทำงานที่นี่เลยยังไม่ค่อยรู้ประสีประสา ผู้อำนวยการลู่ครับ วันนี้ให้ผมเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวคุณได้ไหมครับ"

"เราลองไปหาสถานที่นั่งคุยกันสักหน่อย คุณช่วยสอนให้ผมตาสว่างหน่อยได้ไหมครับ?"

ลู่จือจางรีบโบกมือปฏิเสธทันที

"อย่าเลยๆ ฉันต้องรีบกลับไปทำกับข้าวให้ลูกกินน่ะ"

ทว่าหลี่เย่ไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ เขาเสนอต่อทันที

"งั้นพวกเราไปรับลูกออกมานั่งกินด้วยกันเลยไหมครับ! หรือไม่เดี๋ยวเราแวะสั่งกับข้าวสักสองสามอย่างกลับไปให้ลูกกินที่บ้านก็ได้ครับ"

"ไม่ต้องหรอก ลูกฉันน่ะติดรสมือฉันน่ะ" ลู่จือจางตอบยิ้มๆ

"เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตอนบ่ายเข้างานแล้วเธอแวะมาหาฉันที่สำนักงานนะ เดี๋ยวฉันจะออกจดหมายแนะนำให้เธอเอง"

"เรื่องการแต่งงานน่ะเป็นเรื่องใหญ่ จะประวิงเวลาไว้แม้แต่วินาทีเดียวก็ไม่ได้"

"ถ้าทำให้เมียงอนน่ะไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก แต่ถ้าทำให้แม่ยายขุ่นเคืองใจล่ะก็... เรื่องใหญ่นะจะบอกให้ ฮะๆ"

"เอ๊ะ จริงเหรอครับ! ขอบคุณผู้อำนวยการลู่มากจริงๆ ครับ แต่ยังไงมื้อนี้ผมก็ต้องขอเลี้ยงคุณให้ได้นะครับ..."

"โธ่ จะเลี้ยงข้าวอะไรกันเล่า ไว้ถึงตอนนั้นเอาขนมมงคลมาให้ฉันกินสักสองสามชิ้นก็พอแล้ว"

"ข้างหน้านี่แหละ ถึงแล้ว เธอจอดหน้าประตูนั่นแหละ"

ลู่จือจางชี้นิ้วให้หลี่เย่จอดรถที่หน้าหอพักพนักงาน ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว

หลี่เย่จึงก้าวลงมาพูดส่งท้ายว่า

"ผู้อำนวยการลู่ ตอนเข้างานเดี๋ยวผมมารอรับคุณที่นี่นะครับ!"

ลู่จือจางโบกมือปฏิเสธ

"ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันเดินทอดน่องไปเองแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว"

หลี่เย่มองตามแผ่นหลังของลู่จือจางที่เดินเข้าหอพักไป เขาคิดไม่ถึงเลยว่าชายคนนี้จะทำอะไรตรงไปตรงมาขนาดนี้

จนทำให้บุหรี่หงถ่าซานสองแถวในกระโปรงหลังรถที่เตรียมไว้ไม่ได้ถูกนำออกมาใช้เลยแม้แต่น้อย

ในยุคปี 80 วัฒนธรรมการส่งเหล้าบุหรี่เพื่อใช้เส้นสายนั้นรุนแรงมาก หลี่เย่เองก็ไม่ได้คิดจะทำตัวสูงส่งกว่าใคร

ถ้าชายคนนี้ดูเข้าท่า การจะให้บุหรี่สักสองแถวก็ไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง

แต่ระดับวิสัยทัศน์ของลู่จือจางคนนี้ ช่างสูงส่งกว่ารองหัวหน้าอู๋ชิ่งอี้ไปไกลลิบลับเลยจริงๆ

[หึ นี่น่ะเหรอที่เขาเรียกว่ามีผู้มีบารมีคอยช่วยเหลือ?]

หลี่เย่ที่เคยดิ้นรนในโลกการทำงานมาสิบกว่าปีรู้ดีว่า ในโลกนี้ไม่มีผู้มีบารมีมาช่วยเราได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอก

การที่คุณจะได้พบผู้มีบารมีมาช่วยเหลือนั้น มีเพียงสองกรณีเท่านั้น

หนึ่งคือเมื่อคนคนนั้นกำลังต้องการ "ใช้" ใครสักคนพอดี และคุณก็บังเอิญไปอยู่ตรงจุดนั้นพอดี เขาจึงเลือกใช้คุณ

และสองคือเมื่อคุณมีมูลค่าในตัวเองมากพอที่คนคนนั้นจะกล้าเข้ามาลงทุนด้วย

ผู้มีบารมีที่แลกมาด้วยบุหรี่เพียงไม่กี่ซองหรือเหล้าเพียงไม่กี่ขวดนั้น ไม่ถือว่าเป็นผู้มีบารมีที่แท้จริงหรอก

เมื่อครู่หลี่เย่ได้แสดงมูลค่าบางอย่างในตัวออกมาให้เห็น ถึงแม้จะเป็นแค่การมีพี่สาวที่ทรงอิทธิพล

แต่มันก็เพียงพอแล้วที่ลู่จือจางจะยอมหยิบยื่นความสะดวกสบายให้

การออกจดหมายแนะนำการแต่งงานแค่นี้ เรื่องอายุถึงเกณฑ์หรือไม่มันเป็นหน้าที่ของสำนักงานจดทะเบียนสมรสที่จะต้องตรวจสอบ

มันจะไปเกี่ยวกับลู่จือจางตรงไหนกันล่ะ?

หลี่เย่ส่ายหัวยิ้มๆ ก่อนจะขับรถกลับไปยังร้านปะยางจักรยานนั่น

"เถ้าแก่ ยางนั่นไม่ต้องปะแล้ว รบกวนช่วยเปลี่ยนเป็นเส้นใหม่ให้เลยครับ"

"หา ผมปะไปตั้งสองรูแล้วนะเนี่ย อยู่ดีๆ จะมาให้เปลี่ยน คุณจะจ่ายเงินให้ผมหรือไง?"

"ครับ ผมจ่ายเงินเอง"

หลี่เย่จัดการเปลี่ยนยางใหม่ให้เสร็จสรรพ ก่อนจะหาที่กินข้าวแล้วไปรออยู่ในจุดที่ลู่จือจางต้องเดินผ่านเวลามาทำงาน

ที่เขาบอกว่าไม่ต้องมารับน่ะ คุณจะไปเชื่อตามนั้นจริงๆ ได้ยังไงล่ะ?

การทำงานต้องทำให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นจนจบ เขาอาจจะไม่เอาเหล้าบุหรี่ แต่คุณจะทำตัวไม่รู้ประสีประสาไม่ได้

ไหนๆ ก็ยอมหักหน้าอู๋ชิ่งอี้ไปแล้ว และลู่จือจางก็บอกว่าอยากกินขนมมงคล

งานแต่งงานครั้งนี้... สงสัยต้องเชิญเขามาเป็นแขกเสียหน่อยแล้วมั้ง?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 690 - คุณไปได้ยินมาจากไหนกัน ผมทำไมถึงไม่รู้เรื่องเลย?

คัดลอกลิงก์แล้ว