เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 - การทดสอบ

บทที่ 200 - การทดสอบ

บทที่ 200 - การทดสอบ


หลินลั่วเฉินไม่รู้เลยว่าการแสดงออกของตนได้กระตุ้นความหวาดระแวงให้แก่จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ย ยามนี้เขากำลังทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการต้านทานด่านเคราะห์สวรรค์

เดิมทีเขาก็เป็นดั่งหน้าไม้ที่ยิงจนสิ้นแรงอยู่แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับอสนีบาตเหล่านี้จึงดูทุลักทุเลเป็นอย่างมาก ทว่าเขากลับพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างไม่เกรงกลัวความตายครั้งแล้วครั้งเล่า

ในท้ายที่สุด หลินลั่วเฉินก็เปรียบดั่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ เขาพุ่งเข้าหาอสนีบาต ตวัดกระบี่ฟันอสนีบาตสายสุดท้ายจนแตกซ่าน

กระบี่หักในมือของเขาแหลกสลายไปจนหมดสิ้น ทั่วทั้งร่างไหม้เกรียมดำปี๋ ทว่าเขากลับยังคงหยัดยืนอยู่อย่างทะนงตัว

เมฆอสนีบาตบนท้องฟ้าสลายตัวไป หลินลั่วเฉินดูดกลืนพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง บนร่างกลับมาเปี่ยมล้นด้วยพลังชีวิตอีกครั้ง

ในขณะที่จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยกำลังลังเลอยู่นั้น หลินลั่วเฉินก็ร่อนกายลงมา เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วทำความเคารพ "ผู้น้อยคารวะจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์!"

เขาก้มหน้าลง ซุกซ่อนจิตสังหารและความเคียดแค้นในแววตาเอาไว้

"เงยหน้าขึ้นมามองข้าสิ!"

เสียงของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยดังแว่วมา หลินลั่วเฉินค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับนาง

ภายในใจของเขามีจิตสังหารเดือดพล่าน ทว่าบนใบหน้ากลับสงบนิ่งดั่งผิวน้ำ ทว่าเพิ่งจะเดินออกมาจากภูเขาซากศพและทะเลเลือด อารมณ์ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในดวงตาจึงยังไม่อาจปกปิดไว้ได้มิด

จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยสังเกตเห็นความเคียดแค้นในแววตาของหลินลั่วเฉิน มุมปากของนางกลับยกยิ้มขึ้นบางๆ

ข้าชอบท่าทางของเจ้าที่มองข้าไม่สบอารมณ์ ทว่าก็ฆ่าข้าไม่ได้ และจำต้องก้มหัวให้ข้าเสียเหลือเกิน

"ตามข้าเข้ามา!"

หลินลั่วเฉินขานรับ เขาลุกขึ้นยืนเดินตามแผ่นหลังของนางเข้าไปในวิหาร พยายามสะกดกลั้นจิตสังหารบนร่างอย่างสุดกำลัง

ครู่ต่อมา จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยนั่งไขว่ห้างอยู่บนบัลลังก์ ทอดสายตามองหลินลั่วเฉินด้วยความสนใจ

"หลินลั่วเฉิน เหตุใดถึงไม่ลงมือล่ะ"

หลินลั่วเฉินกล่าวอย่างเรียบเฉย "บนโลกนี้ไม่มีหลินลั่วเฉินอีกต่อไปแล้ว มีเพียงองครักษ์ทะเลโลหิตของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น"

จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยแย้มยิ้มบางๆ "จริงหรือ"

หลินลั่วเฉินพยักหน้ารับ "เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ!"

มุมปากของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยยกยิ้มเย้ยหยัน นางส่งยาเม็ดหนึ่งให้เขา

"นี่คือยาเม็ดสลายวิญญาณ ทุกปีจำเป็นต้องกินยาถอนพิษหนึ่งครั้ง มิเช่นนั้นไม่ว่าจะมีระดับพลังสูงส่งเพียงใด จิตวิญญาณก็จะต้องแหลกสลายไปจนหมดสิ้น"

หลินลั่วเฉินไม่พูดพร่ำทำเพลง กลืนยาเม็ดลงคอไปทันที จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะโยนกระบี่ยาวสีเลือดเล่มหนึ่งไปปักอยู่ตรงหน้าเขา

"จงไปยังชายแดนแคว้นหลาน พิสูจน์ความจงรักภักดีของเจ้าให้ข้าเห็นสิ!"

หลินลั่วเฉินดึงกระบี่ขึ้นมา เขาทำความเคารพอย่างนอบน้อม "รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!"

ยามนี้ประจวบเหมาะกับที่เผ่ามารแคว้นโยวเข้ามารุกรานชายแดน บุกเข้ามาในแคว้นหลานเพื่อเข่นฆ่าและปล้นสะดม

หลินลั่วเฉินได้รับการแต่งตั้งจากจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ ให้ติดตามคนสนิทของนางมุ่งหน้าไปยังชายแดนแคว้นหลานและแคว้นโยวเพื่อปราบปรามเผ่ามาร

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์สั่งการ หรือเหล่าเบื้องบนอิจฉาริษยากันแน่ ภารกิจอันตรายสารพัดรูปแบบล้วนตกมาอยู่ที่เขา

ทว่าทุกครั้งหลินลั่วเฉินก็สามารถเดินออกมาจากภูเขาซากศพและทะเลเลือดได้เสมอ รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิดหลายต่อหลายครั้ง ทั้งยังสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่เอาไว้ด้วย

หลังจากนั้นอีกหลายปี จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้สนใจเขาอีกเลย เพียงแต่ในทุกๆ ปียาถอนพิษจะถูกส่งมาให้ตรงเวลาเสมอ

หลินลั่วเฉินไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้เลย ชายแดนแคว้นหลานแห่งนี้สำหรับเขาแล้ว มันก็คือดินแดนลับทะเลโลหิตแห่งที่สองนั่นเอง

ที่นี่มีเผ่ามารมากมายนับไม่ถ้วนให้เขาได้ปล้นชิง ไม่ต้องไปสนใจเรื่องมนุษยสัมพันธ์ใดๆ ช่างสุขสบายเหลือเกิน

ทุกครั้งหลินลั่วเฉินจะเป็นผู้นำทัพบุกตะลุย ใช้การต่อสู้หล่อเลี้ยงการต่อสู้ ดูดกลืนเผ่ามารไปนับไม่ถ้วน ระดับพลังของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลินลั่วเฉินเฝ้ารักษาชายแดนมานานหลายปี ทำให้เผ่ามารแคว้นโยวจดจำเขาได้เป็นอย่างดี

เขาห้าวหาญและเชี่ยวชาญการศึก สร้างผลงานไว้มากมาย ต่อให้มีผู้ใดคอยขัดขวาง ก็ไม่อาจปกปิดความดีความชอบของเขาได้เลย

เพราะถึงอย่างไรไอ้บ้าคนนี้ก็สามารถต่อสู้กับเผ่ามารระดับมหายานได้อย่างสูสี สามารถบุกตะลุยเข้าไปในแคว้นโยวได้นับพันลี้ และสามารถฝ่าฟันกองทัพนับหมื่นได้ถึงเจ็ดครั้งเจ็ดครา

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เขาไม่ใช่แค่พวกบ้าพลัง ทว่ากลับมีสมองด้วย!

เผ่ามารแคว้นโยวพยายามซุ่มโจมตีลอบสังหารเขาหลายต่อหลายครั้ง ทว่าก็ถูกเขาจับได้เสียหมด เขาซ้อนแผนกลับทำให้เผ่ามารต้องสูญเสียอย่างหนัก

หลินลั่วเฉินเปรียบเสมือนดาบชั้นดีเล่มหนึ่ง อย่างน้อยแม่ทัพชายแดนก็ทนไม่ไหวต้องหยิบมาใช้งาน และมอบหมายหน้าที่สำคัญให้กับเขา

หลินลั่วเฉินก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง นำทัพชนะศึกได้อย่างสวยงามหลายครั้ง ทำเอาเผ่ามารต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ

ตอนที่เขาวางแผนสังหารเผ่ามารระดับมหายานได้ตนหนึ่ง ผลงานก็ยิ่งประจักษ์ชัดจนไม่มีผู้ใดสามารถปกปิดได้อีกต่อไป

ยามนี้เป็นปีที่สิบที่เขามาประจำการอยู่ที่ชายแดน และในที่สุดจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยก็เรียกตัวเขากลับไป

ยามนี้หลินลั่วเฉินได้บรรลุถึงระดับสุญตาขั้นกลางแล้ว มีผลงานโดดเด่น จึงถูกจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยพาตัวมาไว้ข้างกาย

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสารก็มีองครักษ์ทะเลโลหิตที่เชื่อฟังคำสั่งของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์เพียงผู้เดียว และลงมือเด็ดขาดเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

เขาฟังเพียงคำสั่งของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น ราวกับเป็นหุ่นเชิดที่ไร้ความรู้สึกก็ไม่ปาน

ขอเพียงจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ออกคำสั่ง ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับมหายาน เขาก็กล้าที่จะพุ่งเข้าไปเข่นฆ่า ราวกับสุนัขบ้าก็ไม่ปาน

จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ให้ความสำคัญกับเขาเป็นอย่างมาก ถึงขั้นยอมแหกกฎแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นผู้บัญชาการองครักษ์ทะเลโลหิต และประทานนามให้ว่า กูอิ๋ง

เขากลายเป็นคนโปรดของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ ทว่าก็เป็นดั่งนามที่จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ประทานให้ คืออยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย

กูอิ๋งไม่รับสินบน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ซ้ำยังล่วงเกินผู้ยิ่งใหญ่ไปไม่น้อย กลายเป็นขุนนางที่โดดเดี่ยวอย่างสมบูรณ์แบบ

หลินลั่วเฉินย่อมรู้ดีว่าจะต้องล่วงเกินผู้คน ทว่านี่คือสิ่งที่จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยคาดหวัง เขาจึงทำได้เพียงปฏิบัติตาม

ความพยายามของเขาไม่สูญเปล่า อย่างน้อยจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยก็มองเขาเป็นเพียงดาบที่ใช้งานได้ดีเล่มหนึ่ง ไม่ได้หวาดระแวงเขามากเท่าเมื่อก่อนแล้ว

จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยมั่นใจในพลังของตนเองมาก มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมดาบเล่มนี้ได้ และจะไม่ปล่อยให้มันย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง

หลินลั่วเฉินเองก็รู้ดีว่าจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยไม่ได้ไว้ใจเขา เขาจึงไม่ได้ทำเรื่องใดที่มากเกินความจำเป็นเลย

แม้ในใจจะคิดถึงเซี่ยจิ่วโยวแทบคลั่ง ทว่าหลินลั่วเฉินก็ไม่ได้ไปหานาง และไม่กล้าแม้แต่จะไถ่ถามข่าวคราว

ทว่าก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยหรือไม่ เขาบังเอิญได้รับรู้ว่าเซี่ยจิ่วโยวอยู่ที่สำนักเสวี่ยซา

ยามนี้เขากำลังปฏิบัติภารกิจอยู่แถวนั้นพอดี เกือบจะทนไม่ไหวบินไปหาเซี่ยจิ่วโยวที่สำนักเสวี่ยซาอยู่แล้ว

ทว่าหลินลั่วเฉินก็ยังคงอดกลั้นเอาไว้ ขอเพียงรู้ว่าเซี่ยจิ่วโยวอยังมีชีวิตอยู่ และมีชีวิตที่ดี เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

เมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้น หลินลั่วเฉินในชุดเกราะมารสีดำ ก็เดินทางกลับมาจากด้านนอกพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดอันคละคลุ้งไปทั่วร่าง

เหล่ายามเฝ้าประตูโดยรอบเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทั้งยำเกรงทั้งหวาดกลัว บางคนถึงขั้นเลื่อมใสศรัทธา ยกย่องให้เขาเป็นแบบอย่างของตนเอง

หลินลั่วเฉินทำเป็นมองไม่เห็น เดินเข้าสู่วิหารอย่างสงบ เพื่อรายงานตัวต่อหน้าจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ย

จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยมองดูเขาที่มีท่าทางเหนื่อยล้า พลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

"กูอิ๋ง เจ้าทำได้ดีมาก อยากจะได้วันหยุดพักผ่อนสักระยะหรือไม่"

หลินลั่วเฉินส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "ไม่จำเป็นพ่ะย่ะค่ะ ข้าคือองครักษ์ของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ จะต้องมีวันหยุดพักผ่อนไปไย"

จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยแย้มยิ้มแฝงความนัย "หลินลั่วเฉิน ทุกวันเจ้าต้องเผชิญหน้ากับข้าที่เป็นศัตรูที่สังหารบิดาของเจ้า ต้องคอยเสแสร้งปกปิดตัวตนอยู่ทุกวัน เจ้าไม่เหนื่อยบ้างหรือ"

หลินลั่วเฉินกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง "จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ตรัสเรื่องอันใด ข้าฟังไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ"

"เช่นนั้นก็จงพิสูจน์ความจงรักภักดีของเจ้าให้ข้าเห็นสิ!"

มุมปากของม่อเสวี่ยยกยิ้มขึ้นบางๆ นางค่อยๆ ยกเท้าอันขาวผ่องดุจหยกข้างหนึ่งขึ้นมา ยื่นไปด้านหน้าเล็กน้อย

"มาสิ เลียเท้าของข้า หากเจ้าเลีย ข้าก็จะเชื่อเจ้า!"

หลินลั่วเฉินที่มีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั้งตัวแทบจะสะกดอารมณ์ไว้ไม่อยู่ หรือว่าตนเองควรจะสู้ตายกับสตรีผู้นี้ไปเลยดีนะ

จู่ๆ หลินลั่วเฉินก็รู้สึกว่าความอดทนอดกลั้นนานนับสิบปีของตน กลับกลายเป็นเพียงเรื่องตลกต่อหน้าเท้าเล็กๆ ที่ถูกยกขึ้นมาข้างนี้

แม้เขาจะรู้ดีว่าคงไม่อาจผ่านบททดสอบของสตรีผู้นี้ไปได้ง่ายๆ ทว่าใครจะไปรู้ว่าบททดสอบขั้นสุดท้ายของนางจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้

สตรีผู้นี้ช่างรังแกกันเกินไปแล้ว ลูกผู้ชายฆ่าได้แต่หยามไม่ได้นะ!

นางไม่เพียงแต่ฆ่าและหยามเกียรติ ฆ่าคนยังต้องเชือดเฉือนจิตใจกันด้วยนะ!

หลินลั่วเฉินเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว กล้ามเนื้อทั่วร่างนูนปูด เคล็ดวิชาแผดเผาตัณหาและเปลวเพลิงกรรมถูกจุดขึ้นมาซ้อนทับกัน เตรียมพร้อมที่จะพุ่งเข้าไปสู้ตายกับนาง

ทว่าเมื่อเหลือระยะห่างอีกเพียงไม่กี่ก้าว จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยกลับชักเท้าอันขาวเนียนกลับไป แล้วส่งเสียงหัวเราะคิกคัก

"ข้าล้อเจ้าเล่นหรอกนะ หากเจ้าอยากจะเลียเท้าของข้า มันไม่ได้ง่ายดายปานนั้นหรอกนะ!"

หลินลั่วเฉินยกมือขึ้นมาได้ครึ่งทางแล้ว จำต้องฝืนสะกดเปลวเพลิงกรรมที่ลุกโชนซ้อนทับกันให้ดับมอดลง เขารู้สึกอึดอัดใจจนแทบกระอักเลือด

เขาไม่รู้ว่าจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยจะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของตนหรือไม่ ทว่าการถูกล้อเล่นเช่นนี้ ก็ยังคงทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจอยู่ดี

ฝากไว้ก่อนเถอะ!

มุมปากของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยยกยิ้มอย่างขี้เล่น นางกล่าวเสียงเรียบ "ไปช่วยข้าสังหารคนผู้หนึ่ง สังหารเสร็จแล้วข้าก็จะเชื่อเจ้า"

ในใจของหลินลั่วเฉินกระตุกวูบ ทว่าเขาก็ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันแฝงจิตสังหาร "ผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ"

จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย "สำนักเสวี่ยซา เซี่ยจิ่วโยว!"

ในใจของหลินลั่วเฉินดิ่งวูบ เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองนางด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

"จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์เอาจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ นางคือว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเสวี่ยซาเชียวนะ!"

ทว่าจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยกลับหัวเราะเบาๆ "แล้วจะทำไม หากไม่สำเร็จเป็นเซียน ก็ล้วนเป็นแค่มดปลวกเท่านั้น!"

"เมื่อเทียบกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้ความสำคัญและอาจเป็นภัยคุกคามต่อตำแหน่งของข้า ข้าปรารถนาที่จะได้องครักษ์ผู้จงรักภักดีมากกว่า"

หลินลั่วเฉินรู้สึกมือเท้าเย็นเฉียบไปในพริบตา ในใจหนาวเหน็บราวกับตกลงไปในห้องน้ำแข็ง เขายืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านางไม่ได้กำลังพูดล้อเล่น

"ท่านเคยรับปากข้าไว้ ว่าจะไม่สังหารนาง!"

"นั่นมันตอนนั้น และข้าก็รักษาสัญญาไปแล้ว!"

จักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ม่อเสวี่ยมองเขาด้วยสายตาสนุกสนาน "เจ้าจงไปนำศีรษะของนางกลับมา แลกกับยาถอนพิษสลายวิญญาณของปีนี้"

"แน่นอน หากเจ้าตัดใจสังหารนางไม่ลง ก็ไม่ต้องกลับมาอีก ใช้เวลาสามเดือนสุดท้ายนี้ให้มีความสุขเถอะ!"

"ยาถอนพิษสลายวิญญาณนี้ ก็คือยาพิษเช่นกัน เวลาล่วงเลยมาหลายปีขนาดนี้ พิษได้แทรกซึมลึกเข้าสู่กระดูกไปแล้ว"

"อย่าว่าแต่เจ้าอยู่ในระดับสุญตาเลย ต่อให้เป็นระดับมหายานก็ต้องสิ้นชีพ เจ้าจงเลือกให้ดีเถิด!"

ภายในใจของหลินลั่วเฉินมีความคิดนับหมื่นพันสับสนวุ่นวายไปหมด ท้ายที่สุดเขาก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเหม่อลอย ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองเดินออกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์มาได้อย่างไร

เขาฆ่าจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ หากลงมือ เขาก็จะไม่เหลือเวลาสามเดือนสุดท้ายนี้อีกต่อไป

ดังนั้นหลินลั่วเฉินจึงไม่ได้วู่วาม เขาเลือกที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ ไปทำในสิ่งที่ตนเองปรารถนา

ยกตัวอย่างเช่น ไปพบคนที่ตนเองอยากพบ และสังหารคนที่ตนเองอยากสังหาร!

หลินลั่วเฉินหันกลับไปจ้องมองวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสารอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากไป

หลายวันต่อมา ณ สำนักเสวี่ยซา

หลินลั่วเฉินทนความคิดถึงไม่ไหว จึงเดินทางมาที่สำนักเสวี่ยซา หวังเพียงจะได้พบหน้าเซี่ยจิ่วโยวสักครั้ง

เขาใช้ลูกไม้เล็กน้อยก็สามารถลักลอบเข้าไปภายในสำนักเสวี่ยซาได้ เขาใช้วิชาเนตรปีศาจ ซึ่งเป็นวิชาเนตรประจำเคล็ดวิชาจักรพรรดิปีศาจ ควบคุมศิษย์ระดับล่างผู้หนึ่งเอาไว้

จากปากของศิษย์ผู้นั้น หลินลั่วเฉินก็ได้รับรู้ถึงที่พักของเซี่ยจิ่วโยวภายในสำนักและสถานการณ์ในปัจจุบันของนาง

ยามนี้เซี่ยจิ่วโยวบรรลุถึงระดับผสานร่างแล้ว และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีเสียงสนับสนุนภายในสำนักสูงมาก

นางกับจ้าวหรูผิงอยู่ในสถานะที่ไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรง จ้าวหรูผิงถึงขั้นเคยลงมือด้วยตนเอง ทว่าก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

ในการต่อสู้ครั้งนั้น แม้เซี่ยจิ่วโยวจะได้รับบาดเจ็บ ทว่านางก็ได้แสดงความสามารถของตนเองออกมาให้ประจักษ์ ทำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างคนทั้งสอง

ยามนี้ขาดเพียงแค่รอให้เหล่าผู้อาวุโสเสนอให้เปิดการประชุมผู้อาวุโส เพื่อตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนตัวสตรีศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็เท่านั้น

ข่าวลือบอกว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์มีใจให้นาง ขอเพียงนางพยักหน้าตกลง ผู้อาวุโสสายบุตรศักดิ์สิทธิ์ทุกคนก็จะมายืนอยู่ข้างนาง

จ้าวหรูผิงตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว นางเริ่มใช้ทุกวิถีทางเพื่อดึงตัวเหล่าผู้อาวุโสในสำนักมาเป็นพวก

ส่วนเซี่ยจิ่วโยวกลับนิ่งเฉย ราวกับไม่เข้าใจการส่งซิกของเหล่าผู้อาวุโสและบุตรศักดิ์สิทธิ์

เมื่อหลินลั่วเฉินรับรู้สถานการณ์ทั้งหมด แววตาก็ฉายประกายจิตสังหารวูบหนึ่ง

ดูเหมือนว่าสำนักเสวี่ยซาแห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะอยากเปลี่ยนสตรีศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น เกรงว่าคงจะอยากเปลี่ยนบุตรศักดิ์สิทธิ์ด้วยสินะ!

หลินลั่วเฉินมุ่งหน้าไปยังยอดเขาโยวที่เซี่ยจิ่วโยวพักอาศัยอยู่อย่างเงียบเชียบ เขาอยากจะไปสอบถามความสมัครใจของเซี่ยจิ่วโยว เพื่อไม่ให้แผนการของนางต้องพังทลายลง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 200 - การทดสอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว