เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 190 - ฝันดีกลายเป็นฝันร้าย?

บทที่ 190 - ฝันดีกลายเป็นฝันร้าย?

บทที่ 190 - ฝันดีกลายเป็นฝันร้าย?


หลินลั่วเฉินเชื่อฟังคำสั่งของบิดามารดาเป็นอย่างดี กระทั่งวันรุ่งขึ้นดวงตะวันขึ้นสูงถึงยอดไผ่ ถึงได้เดินทางไปยกน้ำชาให้บิดามารดา

เซี่ยจิ่วโยวควงแขนหลินลั่วเฉินด้วยท่าทีที่ไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย นางค้อนขวับใส่เขาอย่างแง่งอน

คนผู้นี้มีสิ่งใดก็ล้วนธรรมดาสามัญไปเสียหมด เหตุใดถึงยังมีจุดเด่นที่น่าอับอายเช่นนี้อยู่อีก

จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าชีวิตในวันข้างหน้าของตนเอง เกรงว่าคงจะต้องทนทุกข์ระทมเสียแล้ว

เมื่อได้เห็นสีหน้าแฝงความนัยอันลึกซึ้งของบิดาและมารดาของหลินลั่วเฉิน เซี่ยจิ่วโยวก็ยิ่งเขินอายจนแทบอยากจะขุดหลุมมุดหนีไป

แม้จะรู้ว่าทุกคนล้วนต้องทำเรื่องนี้ ทว่าการถูกล่วงรู้เวลาอย่างชัดเจน ก็ยังทำให้นางเขินอายจนไม่มีที่แทรกแผ่นดินหนี

อาหารเช้า ... ไม่สิ ตอนอาหารกลางวัน มารดายังจงใจตักอาหารให้นางเพิ่มเป็นพิเศษ เพื่อให้นางได้บำรุงกำลัง

การกระทำนี้ ทำให้หลายคนที่ร่วมโต๊ะนึกย้อนไปถึงอดีตขึ้นมาในทันที

บิดาแย้มยิ้มอย่างคะนึงหา เขาหันไปมองแม่รองเซี่ยของหลินลั่วเฉินที่อยู่บนโต๊ะ

นางก็หันมามองเขาพอดี ทั้งสองสบตากันแล้วแย้มยิ้ม ทุกสิ่งล้วนประจักษ์ชัดโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย

เซี่ยจิ่วโยวคิดว่าพวกเขากำลังหัวเราะเยาะตนเอง นางก้มหน้าจนแทบจะมุดลงไปในชามข้าว แอบหยิกตัวการที่อยู่ใต้โต๊ะไปหนึ่งที

หลินลั่วเฉินเจ็บจนต้องแยกเขี้ยว ใบหน้าเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา

โชคดีที่แม้บิดาจะดูไม่เอาถ่าน ทว่าเขาก็รู้จักกาลเทศะเป็นอย่างดี จึงไม่ได้ทำให้เซี่ยจิ่วโยวต้องอับอายมากนัก

แม้เซี่ยจิ่วโยวจะแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ ทว่าหลังจากกินข้าวเสร็จก็ยังคงลากตัวหลินลั่วเฉินวิ่งหนีเตลิดไปอยู่ดี

"โทษเจ้าเลย โทษเจ้าคนเดียว ข้าบอกแล้วว่าให้รีบมา น่าขายหน้าชะมัด!"

นางระดมทุบตีหลินลั่วเฉินด้วยกำปั้นน้อยๆ หลินลั่วเฉินจึงรีบสวมกอดนางเอาไว้

"เรื่องนี้จะโทษข้าไม่ได้หรอกนะ โทษที่เจ้างดงามยั่วยวนเกินไปต่างหาก ชายหนุ่มเลือดร้อนที่ไหนจะไปต้านทานบททดสอบเช่นนี้ไหว"

ในที่สุดหลินลั่วเฉินก็เข้าใจคำกล่าวที่ว่า สตรีวัยสิบหกเรือนร่างอ่อนนุ่มดุจแพรพรรณ ทว่าที่เอวกลับซ่อนกระบี่สังหารบุรุษสามัญ

เขาคือบุรุษสามัญ เขาชอบถูกฟัน!

เซี่ยจิ่วโยวเอ่ยอย่างขัดเคือง "เจ้ายังมีหน้ามาพูดเหตุผลอีก นี่มันกลายเป็นความผิดของข้างั้นหรือ"

หลินลั่วเฉินหัวเราะเจื่อนๆ รีบโบกมือปฏิเสธ "ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย!"

เซี่ยจิ่วโยวอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของเขา ทอดสายตามองท้องฟ้า มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นบางๆ

นี่แหละคือชีวิตที่นางปรารถนามาตลอด ไม่ต้องต่อสู้เข่นฆ่า ชิงดีชิงเด่น และไม่ต้องคอยกังวลเรื่องปากท้อง

ทุกวันตื่นขึ้นมาก็ออกไปเที่ยวเล่นกับคนที่รัก ตระเวนไปตามภูเขาและแม่น้ำชื่อดัง เที่ยวชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เคียงคู่กันไปจนชั่วชีวิตอย่างสุขสบายไร้กังวล

เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ก็มีลูกกับเขาสักคน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไปจนแก่เฒ่า เพียงเท่านี้ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียใจภายหลังแล้ว

ในขณะที่เซี่ยจิ่วโยวกำลังจินตนาการถึงอนาคตอยู่นั้น มารดาก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นทั้งสองคนอยู่ในลานบ้าน นางก็รีบเลี่ยงหนีไป

เซี่ยจิ่วโยวเขินอายจนกระทืบเท้าหลินลั่วเฉินไปหนึ่งที แล้ววิ่งหนีกลับเข้าห้อง ไม่ยอมออกมาอีกเลย

หลายวันต่อมา หลินลั่วเฉินก็เข้าไปกราบลาบิดามารดาด้วยความหวาดหวั่น บอกว่าจะพาเซี่ยจิ่วโยวออกไปเที่ยวเล่น

บิดามารดาก็อนุญาตอย่างง่ายดาย คล้ายกับอยากให้เซี่ยจิ่วโยวได้ออกไปเปิดหูเปิดตา เพื่อคลายความอึดอัดใจ

เมื่อทั้งสองคนจากไปแล้ว บิดาก็หัวเราะร่วน "จิ่วโยวนี่ช่างเหมือนกับเหยาเหยาอย่างเจ้านะ ชอบปิดหูปิดตาขโมยกระดิ่งเสียจริง!"

สตรีชุดม่วงผมม่วงที่พิงอยู่ริมกำแพงค้อนขวับให้เขา นางยกมือขึ้นกอดอกพลางเอ่ย "ใครชอบปิดหูปิดตาขโมยกระดิ่งกันล่ะ"

มารดาเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเช่นกัน เพราะนางเองก็ไม่ต่างกันนัก

"พวกเราปล่อยพวกเขาไปเช่นนี้เลยหรือ"

บิดาแย้มยิ้ม "พวกเราก็ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นมาตั้งนานแล้ว มิสู้ถือโอกาสนี้ออกไปพักผ่อนหย่อนใจกันบ้างดีหรือไม่"

เหล่าสตรีดวงตาเป็นประกาย พากันพยักหน้ารัวๆ แต่ละคนต่างมีท่าทีตื่นเต้นกระตือรือร้น

ดังนั้น เบื้องหลังของหลินลั่วเฉิน จึงมีครอบครัวใหญ่ตระกูลหลินคอยติดตามอยู่อย่างเงียบๆ

หลินลั่วเฉินและเซี่ยจิ่วโยวไม่รู้เรื่องราวเลยแม้แต่น้อย พวกเขาออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองอย่างเบิกบานใจ ทว่ากลับพบกับคนคุ้นเคยที่หมู่บ้านใกล้เคียง

นักพรตที่มีชื่อแปลกประหลาด ทว่ากลับมีรูปร่างหน้าตาไม่เลวเลยผู้นั้น

เพียงแต่ยามนี้นักพรตผู้นั้นกลับมีท่าทีเหม่อลอยซื่อบื้อ เขาเดินตามหลังสตรีร่างบึกบึนผู้หนึ่งด้วยใบหน้าซีดเผือด

หลินลั่วเฉินถามอย่างลังเล "ท่านนักพรตหลีหรือ"

หลีโก่วเซิ่งหันกลับมาด้วยสายตาเหม่อลอย เขาหัวเราะแหะๆ "อะบาอะบา ... นาง ... นางฟ้า ... "

หญิงชาวบ้านผู้นั้นจ้องมองทั้งสองคนด้วยความระแวดระวัง นางตวาดลั่น "โก่วเซิ่ง เจ้าว่าใครเป็นนางฟ้ากัน รีบตามข้ามาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"

นางบิดหูหลีโก่วเซิ่ง คล้ายกับกลัวว่าคนทั้งสองจะลักพาตัวเขาไป เสียงของนางดังแว่วมาแต่ไกล

"เจ้าบอกมาสิว่าข้าสวย หรือว่านังผู้หญิงคนเมื่อกี้สวยกว่ากัน"

"นางสวยกว่า ... โอ๊ย อะบาอะบา ... "

"คืนนี้ข้ากลับไปจะจัดการเจ้า!"

...

หลินลั่วเฉินมีสีหน้าประหลาดใจ "โยวเอ๋อร์ นี่ใช่การลักพาตัวบุรุษบริสุทธิ์หรือไม่"

เซี่ยจิ่วโยวเห็นได้ชัดว่าไม่สบอารมณ์กับบุรุษรูปงามนัก นางแค่นเสียงเย็น "สมควรแล้วล่ะ พวกเราไปกันเถอะ!"

พวกหน้าตาดีล้วนเป็นพวกมักมากในกามทั้งนั้น อย่างเช่นพ่อของนาง หรือไม่ก็พ่อของเขาเป็นต้น!

หลินลั่วเฉินทำได้เพียงส่งสายตาเวทนาไปให้หลีโก่วเซิ่ง แล้วส่ายหน้าอย่างจนใจ

ลูกผู้ชายเดินทางออกไปข้างนอก ก็ต้องรู้จักปกป้องตนเองให้ดีสิ

โชคดีที่ตนเองมีรูปร่างหน้าตาธรรมดา จึงไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องพรรณนี้!

หลินลั่วเฉินและเซี่ยจิ่วโยวไม่กล้าอยู่ข้างนอกนานนัก พวกเขาเที่ยวเล่นตระเวนไปตามภูเขาและแม่น้ำอยู่หนึ่งเดือนกว่าก็เดินทางกลับมา

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ครอบครัวก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่ต่างจากตอนที่พวกเขาจากไปเลย เพียงแต่มารดาและสตรีอีกหลายคนกลับมีสีหน้าแปลกประหลาดอยู่บ้าง

แม่รองเซี่ยถึงขั้นเอาใจใส่ มอบถุงหอมไล่ยุงให้เซี่ยจิ่วโยว ทำเอาเซี่ยจิ่วโยวถึงกับงุนงง

ทว่าก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องมาคอยกังวลว่าจะมีงูเงี้ยวเขี้ยวขอโผล่มาจากที่ใด

โทษเจ้านั่นคนเดียวเลย ไม่รู้ว่าไปเรียนมาจากไหน นิสัยเสียชะมัด!

เมื่อเวลาผ่านไป เซี่ยจิ่วโยวก็เริ่มจะคุ้นเคยกับครอบครัวที่แปลกประหลาดนี้ นางเริ่มจะสนุกสนานไปกับพวกเขา

ทว่านางก็ยังคงชอบออกไปเที่ยวเล่น มักจะชวนหลินลั่วเฉินออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอยู่เสมอ

โชคดีที่ตระกูลหลินมีฐานะร่ำรวย มิเช่นนั้นเกรงว่าคงจะรับมือกับค่าใช้จ่ายของสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ไหว

เวลาหลายปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่สองสามีภรรยาหลินลั่วเฉินออกไปเที่ยวเล่นอีกครั้ง

บิดามองดูมารดา เขาถอนหายใจ "ได้เวลาอันสมควรแล้วล่ะ!"

มารดาพยักหน้าด้วยความอาลัยอาวรณ์ นางเอ่ยอย่างเศร้าซึม "เจ้าอยากจะจากไปเช่นไร คงไม่ใช่จู่ๆ ก็หายตัวไปเลยหรอกนะ"

บิดาแย้มยิ้ม "ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลย ครั้งนี้พวกเราไปดูอีกคนหนึ่งก่อนดีหรือไม่"

มารดาดวงตาเป็นประกาย นางพยักหน้ารับ "ตกลง!"

ครอบครัวใหญ่แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคอยติดตามสองสามีภรรยาหลินลั่วเฉิน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็มุ่งหน้าไปยังอีกทิศทางหนึ่ง

หลายวันต่อมา ภายในความฝัน สำนักเทียนเหยี่ยน

ซูอวี่เหยายืนหยัดอยู่หน้าประตูสำนักเทียนเหยี่ยนอย่างทะนงตัว ทอดสายตามองดูอวิ๋นชูจี้ที่ล้มกองอยู่บนพื้นเบื้องล่าง

"เสี่ยวอวิ๋นเอ๋ย เจ้าน่าจะต้องกลับไปฝึกมาใหม่เสียแล้ว! สามสำนักบนบ้าบออันใด ก็แค่เท่านี้เอง!"

นางมีท่าทางพึงพอใจอย่างยิ่ง ดื่มด่ำกับสายตาที่ทั้งเลื่อมใสและหวาดกลัวจากรอบด้าน ทว่ากลับรู้สึกทะแม่งๆ อยู่บ้าง

ตนเองเหมือนไม่ควรจะไร้เทียมทานปานนี้นี่นา

ทว่าความคิดนี้ก็ถูกซูอวี่เหยาสลัดทิ้งไปในพริบตา เพราะมีบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากสำนักเทียนเหยี่ยน

"ซูอวี่เหยา เจ้าอย่าได้กำเริบเสิบสาน สำนักเทียนเหยี่ยนไม่ยอมให้เจ้ามากำเริบเสิบสานที่นี่หรอกนะ!"

บริเวณที่บุรุษผู้นั้นเดินผ่านล้วนทอแสงเจิดจรัส ราวกับจักรพรรดิเซียนเสด็จออกลาดตระเวน ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาจากเขาได้เลย

ผู้คนในสำนักเทียนเหยี่ยนต่างร้องตะโกนด้วยความดีใจ "ท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์!"

ฝูงชนที่มุงดูอยู่ยิ่งสูดลมหายใจเข้าลึก คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเทียนเหยี่ยน หลงอ้าวเทียน!

คนผู้นี้เกิดมาก็มีแสงศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมาด้วย บนมือทั้งสองข้างมีตัวอักษรสีเลือดสลักไว้ ข้างหนึ่งคือคำว่า 'อ้าว' อีกข้างคือคำว่า 'เทียน' ราวกับเกิดมาก็มีชื่อติดตัวมาด้วยเลย

วีรบุรุษผู้เก่งกาจปานนี้ย่อมเป็นที่หมายปองของสำนักต่างๆ ท้ายที่สุดสำนักเทียนเหยี่ยนก็เป็นฝ่ายแย่งชิงตัวไปได้ ตั้งชื่อให้เขาว่า ลู่อ้าวเทียน ทว่าเขากลับเปลี่ยนไปใช้แซ่หลงด้วยตนเอง

หลงอ้าวเทียนผู้นี้มีพรสวรรค์โดดเด่น ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ต้องคว้าอันดับหนึ่งมาให้ได้ ราวกับเปิดโปรโกงก็ไม่ปาน

ขอเพียงมีเขาอยู่ ก็ไม่มีผู้ใดอาจหาญไปแย่งชิงความโดดเด่นของเขาได้ ตำแหน่งอันดับหนึ่งมักจะเป็นของเขาเสมอ กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่เคยพ่ายแพ้ต่อผู้ใด

ซูอวี่เหยาแค่นเสียงหัวเราะ "หลงอ้าวเทียนงั้นหรือ หากแน่จริงก็เข้ามาประลองกันสักตั้งสิ!"

หลงอ้าวเทียนกล่าวเสียงเรียบ "ไม่ต้องรีบร้อน รอให้สงครามศักดิ์สิทธิ์มาเยือน เจ้ากับข้าย่อมต้องได้ห้ำหั่นกันแน่นอน ไยต้องมาใจร้อนเอาตอนนี้เล่า"

ซูอวี่เหยาแค่นเสียงฮึดฮัด นางไม่เอ่ยสิ่งใดให้มากความ บังคับหุ่นเชิดศพจากไปท่ามกลางสายตาเลื่อมใสศรัทธาของผู้คน

สถานีต่อไป สำนักเสวี่ยซา สตรีศักดิ์สิทธิ์เซี่ย ... จ้าวหรูผิง?

เอ๊ะ ทำไมถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไปล่ะ

ซูอวี่เหยาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกขัดแย้ง ทว่าเพียงไม่นานก็ถูกกดทับเอาไว้อีกครั้ง

ครึ่งเดือนต่อมา ภายในความฝัน สำนักเสวี่ยซา

จ้าวหรูผิงนั่งขัดสมาธิ นางเอ่ยสั่งการ "เสี่ยวเซี่ย เงาต้นไม้นั่นบังตาข้า ไปตัดมันทิ้งซะ!"

สาวใช้เบื้องล่างรีบขานรับ นางรีบวิ่งออกไปด้วยความร้อนรน ในใจแอบก่นด่าไม่หยุด

สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ช่างเรื่องมากเสียจริง คล้ายกับมีเรื่องบาดหมางกับพวกคนรับใช้อย่างพวกตนก็ไม่ปาน เอาแต่สั่งนู่นสั่งนี่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

จ้าวหรูผิงมองดูแผ่นหลังของสาวใช้ที่กำลังวุ่นวาย นางรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก ทว่ากลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป

เหตุใดถึงรู้สึกว่าใช้งานสาวใช้ผู้นี้แล้วยังไม่สะใจพอนะ

ทว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ว่าคนที่ตนเองอยากจะใช้งานจริงๆ คือผู้ใด

ในตอนนั้นเอง สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน

"ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ แย่แล้วเจ้าค่ะ ซูอวี่เหยาแห่งสำนักซืออินมาตะโกนเรียกหน้าประตู บอกให้ท่านออกไปรับการสั่งสอน!"

จ้าวหรูผิงถึงกับลุกลี้ลุกลน นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดสตรีผู้นี้ถึงได้มาอีกแล้ว

นางมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า การถูกสั่งสอนในครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ตนเองควรจะได้รับ!

ทว่าสำนักเสวี่ยซาก็ไม่มีสตรีศักดิ์สิทธิ์คนอื่นอีกแล้ว จ้าวหรูผิงจึงทำได้เพียงถือกระบี่พสุธาเดินออกไปด้วยท่าทีประหนึ่งเดินเข้าสู่ลานประหาร

ครู่ต่อมา ซูอวี่เหยามองดูจ้าวหรูผิงที่อ่อนหัดจนรับการโจมตีไม่ไหว นางส่ายหน้าอย่างอึดอัดใจ

"ทำไมเจ้าถึงได้ฝีมือห่วยแตกปานนี้"

จ้าวหรูผิงกระอักเลือดออกมาไม่หยุด นางกล่าวด้วยความเคียดแค้นตามสัญชาตญาณ "ฝากไว้ก่อนเถอะ!"

เห็นได้ชัดว่านางลืมให้ความสำคัญกับบางสิ่งไป ซูอวี่เหยาเกลียดที่สุดก็คือคนที่พูดจาเช่นนี้กับนาง

จ้าวหรูผิงจึงได้รับสิทธิพิเศษ ถูกจับมัดโยงกับต้นไม้แล้วเฆี่ยนตีอย่างหนัก ทั่วทั้งสำนักเสวี่ยซาล้วนได้เห็นภาพสตรีศักดิ์สิทธิ์ของตนเองถูกจับมัดแล้วทุบตี

ในตอนแรกจ้าวหรูผิงยังคงปากแข็ง ทว่าพอซูอวี่เหยาทำท่าจะถอดเสื้อผ้าของนาง นางก็รีบสงบปากสงบคำลงในทันที

ซูอวี่เหยาจากไปด้วยความพึงพอใจ นางกวาดล้างไปทั่วทั้งแคว้นหลาน ไม่ว่านางจะเดินผ่านไปที่ใด สตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ล้วนหลีกหนีราวกับหวาดกลัว

มารดาแอบมองนางอยู่ในมุมมืด นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกลั้วหัวเราะ "สตรีผู้นี้น่าสนใจดีนะ ช่างเหมือนกับศิษย์พี่เฟิงไม่มีผิด!"

บิดากล่าวเสียงเรียบ "ความฝันจะสะท้อนความรู้สึกส่วนลึกในจิตใจของมนุษย์ นี่คือสิ่งที่นางโหยหามาตลอด"

มารดาส่ายหน้า "ต่อให้เก่งกาจไร้พ่ายแล้วจะอย่างไร สุดท้ายภายในใจก็ยังคงว่างเปล่าอยู่ดี!"

"แนวคิดของนางล้วนถูกคนอื่นปลูกฝังมา แท้จริงแล้วนางก็ไม่รู้หรอกว่าตนเองต้องการสิ่งใดกันแน่!"

บิดาขานรับในลำคอ เขาถอนหายใจ "เฉินเอ๋อร์เองก็ไม่ต่างกันหรอกไม่ใช่หรือ"

มารดาเข้าใจความหมายของเขา นางพยักหน้ารับ "ข้าเชื่อฟังท่านทุกอย่าง!"

บิดายื่นมือออกมาคำนวณ เขายิ้มบางๆ "ท้ายที่สุดเหตุและผลก็ต้องเวียนมาบรรจบกัน ความฝันพัวพัน ฝันดีใกล้จะกลายเป็นฝันร้ายแล้วล่ะ"

มารดาอุ้มแมวน้อยสีแดงเอาไว้ในอ้อมอก ลูบไล้เส้นขนของมันเบาๆ นางแย้มยิ้ม "วิถีแห่งเหตุและผลของท่านดูเหมือนจะก้าวหน้าขึ้นมาบ้างแล้วนะ!"

บิดาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "ข้าคำนวณเหตุและผลของโลกใบใหญ่ไม่ได้หรอก โลกใบเล็กที่เกิดจากความฝันแห่งนี้ก็ยังพอถูไถไปได้เท่านั้นแหละ"

"เพราะถึงอย่างไร ตอนที่โลกใบเล็กแห่งความฝันนี้ถือกำเนิดขึ้นมา ข้าก็ออกแรงไปไม่น้อยเลยนะ"

มารดาค้อนขวับให้เขา "ท่านเอาความฝันของพวกเขามาผูกมัดเข้าด้วยกัน หวังสิ่งใดกันแน่"

บิดาหัวเราะร่วน "คนเดียวฝันมันจะไปสนุกอันใดกัน สุขคนเดียวมิสู้สุขร่วมกัน!"

"อีกอย่าง หากไม่ทำเช่นนี้ จะได้เห็นคนข้างกายลูกชายได้อย่างไร แล้วจะกระตุ้นเหตุและผลได้อย่างไร"

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็ถอนหายใจยาวด้วยความเสียดาย

"หากอยากจะขับเคลื่อนเหตุและผลแห่งโชคชะตาอย่างแท้จริง ก็ยังต้องพึ่งพาเคล็ดวิชาวัฏสงสารแห่งโชคชะตา น่าเสียดายที่ชางจู๋คิดค้นออกมาได้เพียงสามขั้นแรกเท่านั้น"

มารดาเอ่ยอย่างกังวลใจ "จะให้เฉินเอ๋อร์เปลี่ยนไปฝึกเคล็ดวิชาอื่นดีหรือไม่"

บิดาส่ายหน้า "ให้เขาเป็นคนตัดสินใจเองเถอะ พวกเราเป็นพ่อแม่ของเขา ทว่าเขาก็ไม่ใช่หุ่นเชิดของพวกเรานะ"

มารดาขานรับ สู่สู่ที่เกาะอยู่บนหัวแมวน้อยในอ้อมอกของนาง รู้สึกเพียงว่าหัวสมองดังอื้ออึงไปหมด

สมกับที่เป็นเจ้านายจริงๆ ต่อให้โผล่มาในความฝัน ก็ยังคงแข็งแกร่งปานนี้!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 190 - ฝันดีกลายเป็นฝันร้าย?

คัดลอกลิงก์แล้ว