- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 180 - หยกหวงเหลียง
บทที่ 180 - หยกหวงเหลียง
บทที่ 180 - หยกหวงเหลียง
หลินลั่วเฉินหันกลับไปมองอย่างงุนงง ก็พบว่าสตรีที่มีรูปร่างหน้าตางดงามผู้หนึ่งกำลังจ้องมองพวกเขาทั้งสองด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
"ศิษย์พี่หลิน เป็นท่านจริงๆ ด้วย ข้ายังนึกว่าจำคนผิดไปเสียแล้ว!"
สตรีผู้นั้นดีใจออกมาจากใจจริง ยิ้มแย้มเบิกบานดั่งบุปผา ราวกับได้พบเจอผู้ช่วยชีวิตก็ไม่ปาน
ข้างกายนางยังมีชายหญิงยืนอยู่อีกหลายคน ในจำนวนนั้นมีชายร่างอ้วนผู้หนึ่งที่ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ เมื่อเห็นเขาก็มีท่าทีดีใจเช่นเดียวกัน
"สหายหลิน เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้"
หลินลั่วเฉินไม่คิดเลยว่าโลกจะกลมถึงเพียงนี้ เขาบังเอิญมาพบกับหลีโก่วเซิ่งและหลานสุ่ยอวิ๋นที่นี่
ยามนี้ทั้งสองคนต่างก็สวมชุดธรรมดา ไม่ได้สวมชุดศิษย์สำนักซืออิน
ทว่านี่ก็เป็นเรื่องปกติ ท้ายที่สุดแล้วต่อให้อยู่ในแคว้นหลาน การจะสวมชุดศิษย์สำนักซืออินเดินเพ่นพ่านก็ต้องใช้ความกล้าไม่น้อย
"ข้ามีธุระต้องออกมาข้างนอก ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญพบกับพวกเจ้าที่นี่!"
หลานสุ่ยอวิ๋นยิ้มกว้างพลางกล่าว "มีวาสนาก็ได้พบกันพันลี้จริงๆ นะเจ้าคะ!"
"ก่อนหน้านี้พี่หลีบอกว่าท่านไม่สะดวกมา ศิษย์น้องยังรู้สึกเสียดายอยู่เลย"
หลินลั่วเฉินยิ้มบางๆ รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าสตรีผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ประสงค์ดี
ข้างกายหลานสุ่ยอวิ๋นมีคนยืนอยู่หลายคน สองคนในนั้นมีกลิ่นอายศพแผ่ซ่าน เห็นได้ชัดว่าเป็นคนของสำนักซืออิน
ส่วนอีกสี่คนที่เหลือ สองคนเป็นชายหนุ่มหญิงสาวที่แต่งกายหรูหรา แตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ชายวัยกลางคนสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังพวกเขาทั้งสองน่าจะเป็นผู้ติดตาม ทั้งคู่มีระดับพลังถึงขั้นจินตัน
ชายหนุ่มในชุดหรูหราผู้เป็นผู้นำกลุ่มทอดสายตามองซูอวี่เหยา ในดวงตามีประกายแห่งความประหลาดใจวูบผ่าน
"เทพธิดาสุ่ยอวิ๋น นี่คือศิษย์ร่วมสำนักของพวกท่านหรือ เหตุใดถึงไม่แนะนำให้พวกเราได้รู้จักบ้างเล่า"
หลานสุ่ยอวิ๋นแย้มยิ้มหวาน มองหลินลั่วเฉินด้วยแววตาชื่นชม ก่อนจะเอ่ยแนะนำราวกับท่องเมนูอาหาร
"คุณชายโจว นี่คือศิษย์อัจฉริยะของสำนักพวกเรา ศิษย์สืบทอดหลินลั่วเฉิน ศิษย์พี่หลินเจ้าค่ะ!"
"ตอนที่เขาเข้าสำนัก ทั้งท่านเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสต่างก็แย่งชิงตัวเขากัน ท้ายที่สุดเขาก็ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นศิษย์สืบทอดเพียงคนเดียวของนาง!"
"เขาอยู่ในสายของท่านเจ้าสำนัก เป็นที่โปรดปรานของท่านเจ้าสำนักและท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาหายตัวไป ท่านเจ้าสำนักถึงกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ส่วนท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็อาละวาดจนสำนักแทบแตก"
หลินลั่วเฉินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ สตรีผู้นี้เหตุใดจู่ๆ ถึงเลิกตีหน้าซื่อทำตัวไร้เดียงสาแล้วเล่า
เมื่อมีพฤติกรรมผิดปกติ ย่อมต้องมีจุดประสงค์แอบแฝง!
ส่วนหลีโก่วเซิ่งที่อยู่ข้างกายหลานสุ่ยอวิ๋นก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างต่อเนื่อง
"ใช่ๆๆ ท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์ถึงขั้นลงมือสังหารคนไปไม่น้อย แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับถอดวิญญาณก็ยังตายไปคนหนึ่งเลย!"
ชายหนุ่มในชุดหรูหราสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เก็บท่าทีเย่อหยิ่ง จ้องมองซูอวี่เหยาที่อยู่ข้างกายหลินลั่วเฉินด้วยความเคร่งเครียด
"แม่นางท่านนี้ก็เป็นคนของสำนักซืออินด้วยหรือ"
พวกหลานสุ่ยอวิ๋นมองดูซูอวี่เหยาที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องเหนือโลกโลกีย์ ทำเอาซูอวี่เหยารู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา
แย่แล้ว หากถูกจับได้ว่าตนเองเป็นผู้ใด จะต้องฆ่าปิดปากหรือไม่
มิเช่นนั้นหากเซี่ยจิ่วโยวมาถึง อย่าว่าแต่แกล้งเมาเลย แกล้งตายก็คงไม่รอด
นางต้องขุดศพขึ้นมาเฆี่ยนแน่!
หลานสุ่ยอวิ๋นจ้องมองซูอวี่เหยาด้วยความงุนงง หลีโก่วเซิ่งเองก็เกาหัวแกรกๆ ด้วยความแปลกใจ
"แม่นางท่านนี้ดูหน้าตาไม่คุ้นเลย ทว่าก็รู้สึกคุ้นตาชอบกล ... "
พวกเขาเคยพบซูอวี่เหยาเพียงครั้งเดียวตอนที่ทำพิธีรับศิษย์เข้าสำนัก ซูอวี่เหยาในตอนนั้นยังมีภาพลักษณ์ราวกับผีสาวอยู่เลย
เมื่อซูอวี่เหยาแปลงโฉมใหม่ พวกเขาจึงจำไม่ได้
ซูอวี่เหยาไม่คิดเลยว่าจะรอดตัวไปได้ นางรีบกล่าวว่า "ข้าไม่ใช่คนของสำนักซืออินนะ!"
นางสะกิดหลินลั่วเฉิน ส่งสายตาบอกให้เขาช่วยแต่งเรื่องโกหก นางไม่ถนัดเรื่องแบบนี้เอาเสียเลย
หลินลั่วเฉินจึงทำได้เพียงเอ่ยว่า "แม่นางท่านนี้คือสหายของข้า นามว่าเหยาอวี้ซู่ เป็นผู้ฝึกตนอิสระ!"
ซูอวี่เหยารีบพยักหน้ารับ แอบบ่นพึมพำอยู่ในใจว่าเจ้าหมอนี่ช่างมักง่ายเสียจริง ถึงกับเอาชื่อของนางมากลับหน้ากลับหลังเสียอย่างนั้น
ทว่าโชคดีที่ทุกคนไม่ได้คิดระแวงสงสัยอันใด เมื่อได้ยินว่าเป็นผู้ฝึกตนอิสระ ดวงตาของชายผู้นั้นก็เป็นประกายขึ้นมาในทันที
ผู้ฝึกตนอิสระนี่แหละดี ถึงจะหายตัวไปก็ไม่มีใครมาเหลียวแล!
ทว่าเมื่อเขามองไปที่หลินลั่วเฉินที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดาย
"ที่แท้ก็คือคุณชายหลินและแม่นางเหยานี่เอง ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าน้อยโจวเจี้ยน ซื่อจื่อแห่งจวนผิงหยางโหว!"
เขามองไปยังเด็กสาวที่อยู่ด้านข้าง ยิ้มกล่าว "นี่คือน้องสาวของข้า โจวเยี่ยน!"
หลินลั่วเฉินไม่คิดเลยว่าทั้งสองคนจะเป็นถึงลูกหลานชนชั้นสูงของราชวงศ์จิ่งเฉิน ชาติกำเนิดไม่ธรรมดาเลยทีเดียว จึงพยักหน้ารับทักทาย
"ยินดีที่ได้รู้จัก ยินดีที่ได้รู้จัก!"
หลานสุ่ยอวิ๋นเอ่ยอย่างกระตือรือร้น "ศิษย์พี่หลิน มีวาสนาได้พบกันทั้งที พวกเราเดินทางไปด้วยกันดีหรือไม่"
หลินลั่วเฉินส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็ว "ไม่ดีกว่า ข้ายังมีธุระต้องไปทำ คงไม่ได้ไปกับพวกเจ้าแล้ว!"
หลานสุ่ยอวิ๋นรีบกล่าว "ศิษย์พี่หลิน ครั้งนี้ผิงหยางโหวมีเรื่องสำคัญมาขอร้องให้ช่วย พวกเรากำลังกลุ้มใจอยู่เลยว่าอาจจะทำไม่สำเร็จ ไปด้วยกันเถอะนะ!"
โจวเจี้ยนมีสีหน้าลำบากใจพลางกล่าว "แบบนี้คงไม่ดีมั้ง คุณชายหลินดูเหมือนจะมีธุระสำคัญต้องไปทำ!"
"ไม่เป็นไร ไม่รบกวนหรอก!"
หลีโก่วเซิ่งก้าวฉับๆ เข้ามา ดึงแขนหลินลั่วเฉินลากไปด้านข้าง
"ข้าขอคุยกับศิษย์พี่หลินสักสองสามคำ พวกเจ้ารอสักประเดี๋ยวนะ!"
หลินลั่วเฉินถูกเขาลากออกมาโดยไม่ทันได้พูดพร่ำทำเพลง จึงขมวดคิ้วถาม "พวกเจ้ากำลังทำอันใดกันแน่"
ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ของสำนักซืออิน การที่พวกเขาสามสี่คนเดินทางมาถึงที่นี่ เห็นได้ชัดว่าไม่ปกติ
หลีโก่วเซิ่งทำหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้ เอ่ยว่า "สหายหลิน ช่วยด้วย! เจ้าอย่าเพิ่งไปนะ หากเจ้าไป พวกเราต้องตายแน่ๆ!"
หลินลั่วเฉินแอบคิดในใจว่านั่นไงเล่า จึงเอ่ยอย่างจนใจ "เกิดเรื่องอันใดขึ้น"
หลีโก่วเซิ่งรีบเล่าว่า "ตระกูลของหลานสุ่ยอวิ๋นมีความสนิทสนมกับจวนผิงหยางโหว พอเขาได้ยินว่านางเข้าสำนักซืออิน ก็เลยส่งคนมาเชิญพวกเราโดยเฉพาะ"
"เขาบอกว่าบรรพบุรุษนำของวิเศษลงหลุมศพไปด้วยไม่น้อย ยามนี้ตระกูลกำลังตกต่ำ จึงอยากให้พวกเราไปช่วยอัญเชิญของวิเศษเหล่านั้นออกมา"
"พวกเราพอมาถึงก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ของวิเศษในนั้นมันไม่ธรรมดาเลย จวนผิงหยางโหวคงตั้งใจจะเสร็จศึกฆ่าขุนพลแน่ๆ!"
"ยามนี้พวกเราถูกตัดขาดการติดต่อ เข้าออกก็มีคนคอยตามประกบ หากเจ้าจากไป พวกเราต้องตายแน่ๆ!"
หลินลั่วเฉินลอบสบถด่าอยู่ในใจ ถึงขั้นขุดหลุมศพบรรพบุรุษตัวเองเลยหรือ ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!
"พวกเจ้ากล้ามากันง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ"
หลีโก่วเซิ่งลูบจมูกแก้เขิน เอ่ยว่า "สหายหลิน เดิมทีข้าก็ไม่อยากมาหรอกนะ ทว่าเขาให้มามากเกินไปจริงๆ ... "
หลินลั่วเฉินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ความโลภไม่รู้จักพอนำพาสู่หายนะจริงๆ
หลีโก่วเซิ่งคงไม่ได้หวังดีเช่นกัน ไม่แน่ว่าอาจจะเล็งของวิเศษชิ้นอื่นในหลุมศพบรรพบุรุษของคนอื่นอยู่ด้วยซ้ำ
"เจ้าสร้างเรื่องวุ่นวายอยู่ในพื้นที่ของสำนักซืออินไม่พอหรือไง ยังกล้าข้ามถิ่นมาอีกหรือ"
หลีโก่วเซิ่งกล่าวอย่างจนใจ "เจ้าคิดว่าข้าอยากมาหรือไง อาณาเขตของสำนักซืออิน แม้แต่เนินดินยังแทบไม่เหลือให้ขุดแล้ว"
"คนโบราณกล่าวไว้ว่ากระต่ายไม่กินหญ้าใกล้รัง แต่พวกเขากลับถอนรากถอนโคนจนหมดสิ้น ข้าก็ต้องหาเลี้ยงชีพที่อื่นบ้างสิ"
หลินลั่วเฉินส่ายหน้าไปมาอย่างจนใจ "พวกเจ้าหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ ขอให้โชคดีก็แล้วกัน!"
"อย่าสิลูกพี่ ช่วยชีวิตด้วย!"
หลีโก่วเซิ่งดึงแขนเขาไว้ ทำหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้ "ผลประโยชน์ทั้งหมดข้ายกให้เจ้าหมดเลย ขอแค่ยืมชื่อของเจ้ามาขู่พวกมันสักหน่อยก็พอ"
"เจ้ามีท่านสตรีศักดิ์สิทธิ์และท่านเจ้าสำนักคอยคุ้มครอง พวกมันไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอก ทำได้แค่ต้องมอบของรางวัลให้พวกเราตามที่รับปากไว้เท่านั้น"
หลินลั่วเฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ในหลุมศพนี้ตกลงแล้วมีของวิเศษอันใดกันแน่ ถึงทำให้พวกเจ้าหวาดกลัวถึงเพียงนี้"
หลีโก่วเซิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "พวกเราตรวจสอบดูแล้ว พบว่าด้านในมีหยกหวงเหลียงอยู่!"
"มันคือของวิเศษอันใดกัน"
หลินลั่วเฉินทำหน้างุนงง ทว่าซูอวี่เหยากลับตาเป็นประกาย เผยรอยยิ้มยินดีออกมา
"เป็นหยกหวงเหลียงจริงๆ หรือ"
หลีโก่วเซิ่งพยักหน้ารับ มองซูอวี่เหยาด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่านางจะรู้จักของสิ่งนี้ด้วย
ซูอวี่เหยาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "งานนี้พวกเรารับทำ!"
หลินลั่วเฉินแทบอยากจะบ่นออกมา บอกว่าจะมาเป็นคนธรรมดา แต่ทำไมถึงผูกขาดการตัดสินใจเช่นนี้เล่า
ทว่าก็ไม่อาจขัดใจนางได้ ซ้ำมีซูอวี่เหยาอยู่ด้วย ยังจะเจออันตรายอันใดได้อีกล่ะ
"ตกลง! ท่านย่าว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น! ทว่าหยกหวงเหลียงนี่คือของวิเศษอันใดกันแน่"
ซูอวี่เหยาอธิบายว่า "มันคือของวิเศษที่สามารถนำพาผู้คนเข้าสู่ความฝัน เพื่อฝึกฝนจิตวิญญาณและขัดเกลาจิตวิญญาณแห่งมรรคได้"
เมื่อหลินลั่วเฉินได้ยินเช่นนั้นดวงตาก็เป็นประกาย นี่มันช่วงเวลาที่คนกำลังง่วงนอนแล้วมีคนส่งหมอนมาให้ไม่ใช่หรือไง
จิตวิญญาณแห่งมรรคของเขากำลังไม่มั่นคงอยู่พอดีเลย!
"ตกลง ข้ารับปากจะช่วยเรื่องนี้!"
หลีโก่วเซิ่งเบิกบานใจขึ้นมาในทันที "ขอบคุณท่านทั้งสองที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกท่านคือพ่อแม่คนที่สองของข้าเลยนะ!"
ซูอวี่เหยาเบ้ปากพลางกล่าว "ข้าคลอดลูกหน้าตาอัปลักษณ์เช่นเจ้าออกมาไม่ได้หรอกนะ!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลีโก่วเซิ่งเลือนหายไป ก่อนจะย้ายไปปรากฏบนใบหน้าของหลินลั่วเฉินแทน
"ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน!"
ยามนั้นเอง เสียงของโจวเจี้ยนก็ดังมาจากไกลๆ "สหายหลี หากฝืนใจเกินไปก็ไม่เป็นไรนะ!"
หลินลั่วเฉินตัดสินใจอย่างรวดเร็ว "ไม่ฝืนเลย ไม่ฝืนใจแม้แต่น้อย ข้ายินดีช่วยอย่างแน่นอน!"
หลานสุ่ยอวิ๋นรู้สึกโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก แย้มยิ้มหวานพลางกล่าว "ข้าว่าแล้วเชียวว่าศิษย์พี่หลินต้องมีน้ำใจที่สุด"
โจวเจี้ยนก็ทำได้เพียงฝืนยิ้มกล่าว "หากท่านพ่อรู้ว่ามีศิษย์ฝีมือดีมาช่วยเพิ่มอีกคน จะต้องดีใจมากแน่ๆ"
หลินลั่วเฉินยิ้มบางๆ ส่วนหลานสุ่ยอวิ๋นก็เอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น "ศิษย์พี่หลินมีที่พักแล้วหรือยัง"
หลินลั่วเฉินส่ายหน้าปฏิเสธ "พวกเราเพิ่งมาถึง ยังไม่มีที่พักเลย ... "
หลานสุ่ยอวิ๋นหันไปมองโจวเจี้ยน โจวเจี้ยนทำได้เพียงฝืนยิ้ม
"หากท่านทั้งสองไม่รังเกียจ ไปพักที่หมู่บ้านตากอากาศของพวกเราที่นี่ชั่วคราวก่อนดีหรือไม่"
"ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจเลย รบกวนด้วยนะ!"
หลินลั่วเฉินฉีกยิ้มกว้าง โจวเจี้ยนทำได้เพียงฝืนยิ้มรับ "ถ้าเช่นนั้นคุณชายหลินเชิญทางนี้ หมู่บ้านตากอากาศของพวกเราอยู่นอกเมือง"
หลินลั่วเฉินพยักหน้าตอบ ก่อนจะเดินตามโจวเจี้ยนและคนอื่นๆ ออกไปนอกเมือง
ขณะที่กำลังก้าวออกจากเมือง ซูอวี่เหยากลับหยุดชะงักฝีเท้ากะทันหัน หันขวับไปมองยังป่าทึบด้านข้าง
นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายศพอันแผ่วเบาปรากฏขึ้น ทว่าก็เลือนหายไปในพริบตา
เมื่อนางลองพยายามสัมผัสอีกครั้ง กลับไม่พบความรู้สึกประหลาดใจนั้นอีกเลย ราวกับว่านางแค่รู้สึกไปเอง
หลินลั่วเฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย "มีอะไรหรือเปล่า"
"ไม่มีอะไรหรอก!"
ซูอวี่เหยาส่ายหน้าปฏิเสธ เมื่อมีหลินลั่วเฉินอยู่ที่นี่ นางก็ไม่กล้าทิ้งเขาไว้ตามลำพังแล้วผลีผลามตามไป
คงจะแค่รู้สึกไปเองกระมัง
ณ ป่าทึบอันห่างไกล ร่างในชุดสีแดงร่างหนึ่งยืนนิ่งสงบ ทั่วทั้งร่างไร้ซึ่งพลังชีวิต กลิ่นอายจางหายไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อพวกหลินลั่วเฉินเดินจากไปไกลแล้ว นางก็ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปสลัก
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ร่างอีกสองสามร่างก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายนาง จ้องมองนางอย่างหวาดหวั่น
"องค์หญิง"
หญิงสาวชุดแดงถึงได้ตื่นจากภวังค์ พึมพำว่า "สตรีศักดิ์สิทธิ์สำนักซืออิน ซูอวี่เหยา!"
คนพวกนั้นเอ่ยอย่างงุนงง "อะไรนะ"
หญิงสาวชุดแดงกล่าวเสียงขรึม "สตรีศักดิ์สิทธิ์สำนักซืออิน ซูอวี่เหยามาแล้ว!"
นางเคยเห็นการแต่งกายเช่นนี้ของซูอวี่เหยาตอนที่ติดตามอยู่ข้างกายหลินลั่วเฉิน อีกทั้งกลิ่นอายของนางก็เด่นชัดมากสำหรับหุ่นเชิดศพ
หนึ่งในนั้นหน้าเปลี่ยนสีพลางกล่าว "ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรดี อย่างนี้พวกเราก็เอาของวิเศษในหลุมศพมาไม่ได้แล้วสิ"
หญิงสาวชุดแดงยืนนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน ดวงตาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง ส่วนคนอื่นๆ ก็คุ้นชินเสียแล้ว
นางยกมือกุมขมับ ขมวดคิ้วพลางกล่าว "ส่งข้อความไปหาสตรีศักดิ์สิทธิ์สำนักเสวี่ยซา บอกว่าซูอวี่เหยาอยู่ที่นี่!"
คนอื่นๆ ตาเป็นประกายขึ้นมาในทันที ยกนิ้วโป้งให้พร้อมกับเอ่ยชม "แผนการขององค์หญิงช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!"
หญิงสาวดวงตาแดงก่ำ จ้องมองไปยังดินแดนอันห่างไกลด้วยความเคียดแค้น สีหน้าเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างยิ่ง
"หลินลั่วเฉิน ... "
อีกด้านหนึ่ง หลินลั่วเฉินเดินตามคนอื่นๆ มาถึงหมู่บ้านตากอากาศนอกเมือง และเข้าไปในห้องโถงใหญ่
ชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ เมื่อเห็นพวกโจวเจี้ยนกลับมา สีหน้าก็ดูไม่พอใจนัก
"ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าห้ามพวกเจ้าออกไปไหนมาไหนตามอำเภอใจ ช่วงนี้สถานการณ์ไม่สู้ดี มีเศษเดนราชวงศ์ก่อนออกอาละวาดอยู่!"
โจวเจี้ยนรีบกล่าว "ท่านพ่อ พวกเราแค่เข้าไปเดินเล่นในเมือง ไม่ได้ไปในที่เปลี่ยวเสียหน่อย"
เด็กสาวโจวเยี่ยนก็ออดอ้อน "นั่นสิเจ้าคะท่านพ่อ ช่วงนี้พวกเราเบื่อจะแย่อยู่แล้ว แค่เข้าไปเดินเล่นในเมืองเอง!"
"อีกอย่าง เศษเดนราชวงศ์ก่อนพวกนั้นก็สังหารแต่พวกอ่อนแอ มีท่านพ่ออยู่ที่นี่ทั้งคน พวกมันไม่กล้ากำเริบเสิบสานหรอกเจ้าค่ะ!"
หลินลั่วเฉินแอบประหลาดใจ ผิงหยางโหวผู้นี้กลับเป็นชายชราผู้หนึ่ง ดูอายุห่างจากพวกโจวเจี้ยนมากทีเดียว
ทว่าโจวเจี้ยนก็มีระดับพลังขั้นจินตันแล้ว อายุคงไม่ใช่น้อยๆ ตามรูปลักษณ์ภายนอกอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ต้องเป็นร้อยปี!
ส่วนท่านโหวผิงหยางผู้นี้ก็มีระดับพลังขั้นก่อกำเนิด พลังฝีมือไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพียงแต่เลือดลมดูอ่อนแรง คาดว่าอายุขัยคงเหลืออีกไม่มากนัก
ผิงหยางโหวแค่นเสียงเย็นชา หันมามองหลินลั่วเฉินและซูอวี่เหยา เอ่ยด้วยความประหลาดใจ "สองท่านนี้คือ ... "
โจวเจี้ยนรีบอธิบาย "นี่คือสิษย์ร่วมสำนักของแม่นางหลาน พวกเราบังเอิญพบกันระหว่างทาง เขาคือ ... "
เขารีบเล่าประวัติของหลินลั่วเฉินให้ฟัง ผิงหยางโหวสีหน้าราบเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เพียงแค่พยักหน้ารับเบาๆ
"ที่แท้ก็ศิษย์ฝีมือดีจากสำนักซืออิน ทว่าตระกูลของเราเล็กจ้อย เกรงว่าจะไม่มีปัญญาว่าจ้างคุณชาย ... "
"ไม่เป็นไร ข้าไม่เอาหินวิญญาณ แค่จะลงไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อยเท่านั้น!"
หลินลั่วเฉินฉีกยิ้มกว้าง ผิงหยางโหวสีหน้าดูไม่สบอารมณ์นัก ทว่าก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับ
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ต้องขอรบกวนพวกท่านแล้ว!"
หลินลั่วเฉินประสานมือคารวะ "ท่านโหวเกรงใจไปแล้ว ข้าน้อยจะพยายามอย่างสุดความสามารถ!"
ผิงหยางโหวพูดคุยทักทายกับเขาอย่างเสียไม่ได้อยู่สองสามประโยค ก่อนจะสั่งให้คนพาพวกหลินลั่วเฉินไปพักผ่อน
หลังจากพวกหลินลั่วเฉินเดินจากไปแล้ว เขาก็ตวัดไม้เท้าฟาดใส่สองพี่น้องโจวเจี้ยนอย่างแรง
"ไอ้ลูกโง่ เจ้ากล้าพาตัวปัญหาเช่นนี้กลับมาได้อย่างไรกัน"
โจวเจี้ยนถูกฟาดจนตัวสั่น ไม่กล้าหลบหลีกแม้แต่น้อย เอ่ยด้วยความหวาดกลัวว่า "ท่านพ่อ ข้าก็ปฏิเสธไม่ได้นี่ขอรับ!"
โจวฮว๋าหลินกระทืบไม้เท้าด้วยความโมโห "ไม่ว่าจะใช้วิธีใด จงไล่เจ้าเด็กนี่ไปให้พ้นหน้าข้าเสีย!"
โจวเจี้ยนมีสีหน้าลำบากใจ ทว่าก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับปาก ภายในดวงตาแฝงความไม่พอใจอยู่ลึกๆ
[จบแล้ว]