- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 110 สุสานบรรพกาล
บทที่ 110 สุสานบรรพกาล
บทที่ 110 สุสานบรรพกาล
เมื่อได้ยินว่าจู่ๆ ก็ต้องมาหล่อหลอมศพ ซ้ำยังต้องเตรียมวัตถุดิบเองอีก คนส่วนใหญ่ก็ถึงกับอ้าปากค้าง พวกศิษย์สายนอกยังพอทำใจได้ ทว่าบรรดาศิษย์ใหม่ต่างก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
เจ้าอ้วนรวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้น "ท่านเจ้าสำนัก พวกเราหล่อหลอมศพไม่เป็นนะขอรับ!"
จ้าวโส่วเหรินแสยะยิ้มสยดสยอง "เพราะเช่นนี้ไงข้าถึงได้ให้เวลาพวกเจ้าเตรียมตัวสามวัน"
"ประเดี๋ยวจะมีคนแจกคัมภีร์ลับหลอมศพและเคล็ดวิชาค้นหาศพให้พวกเจ้า ในช่วงสามวันนี้ก็ไปทำความเข้าใจกันเอาเอง!"
ในที่สุดหลินลั่วเฉินก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดซูอวี่เหยาถึงได้บังคับให้เขาคอยดูนางหล่อหลอมศพ ที่แท้นางก็รอเขารู้อยู่ตรงนี้นี่เอง
ทุกคนในลานต่างรู้สึกกระวนกระวายใจ ทว่าก็เข้าใจดีว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ ถือเป็นการวัดไหวพริบและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ท่ามกลางความกังวลใจของบรรดาศิษย์ ไม่นานก็มีคนเดินเข้ามาแจกตำราพื้นฐานสองเล่มให้แก่ทุกคน
จ้าวโส่วเหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เอาล่ะ ทุกคนกลับไปที่หอพักศิษย์ได้ อีกสามวันจะมีคนนำป้ายอนุญาตออกนอกสำนักไปมอบให้พวกเจ้า"
"เมื่อถึงตอนนั้นพวกเจ้าก็เดินทางออกจากสำนักไปได้เลยและต้องกลับมาภายในเจ็ดวัน นอกจากการยืมมือจากผู้อื่นแล้ว อนุญาตให้ใช้วิธีการใดก็ได้ทั้งสิ้น!"
หลินลั่วเฉินปรายตามองซูอวี่เหยาที่อยู่ด้านบน เมื่อเห็นนางพยักหน้ารับ เขาก็เดินตามคนอื่นๆ กลับไปยังหอพักศิษย์
ภายในใจเขารู้สึกเบิกบานยิ่งนัก ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากพันธนาการของนางมารผู้นี้เสียที!
ซูอวี่เหยาเห็นรอยยิ้มที่หุบไม่ลงของเขาแล้วก็กำหมัดแน่นด้วยความโมโห การได้อยู่กับนางมันทรมานขนาดนั้นเชียวหรือ
หลินลั่วเฉิน เจ้าคิดจะหนีหรือ คิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือข้าไปได้งั้นหรือ
ซูอวี่เหยาแค่นเสียงฮึดฮัด นางรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนชุ่ยหยินเจินเหรินพร้อมกับออดอ้อน "ท่านอาจารย์ ท่านดูสิ พวกเขาจะแย่งหลานศิษย์ของท่านไปแล้ว ข้าอุตส่าห์รับลูกศิษย์มาได้คนหนึ่งเชียวนะ!"
ชุ่ยหยินเจินเหรินอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก เมื่อถูกกดดันหนักเข้า เด็กคนนี้ก็รู้จักออดอ้อนกับเขาเหมือนกัน
"อวี่เหยา เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป เดี๋ยวอาจารย์จะช่วยพูดให้ ลั่วเฉินน้อยของเจ้าหนีไปไหนไม่พ้นหรอก!"
ซูอวี่เหยาตาเป็นประกาย นางเอ่ยเสียงหวาน "ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ใจดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ!"
ชุ่ยหยินเจินเหรินยิ้มอย่างเอ็นดู "ลูกศิษย์สำคัญก็จริง ทว่าเจ้าก็ต้องไม่ละทิ้งการบำเพ็ญเพียรของตนเอง เข้าใจหรือไม่"
"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!"
ซูอวี่เหยาตอบกลับด้วยท่าทีว่าง่าย ชุ่ยหยินเจินเหรินจึงเขกหัวนางเบาๆ อย่างจนใจ
"อย่าดีแต่พูดแต่ไม่ยอมลงมือทำ เซี่ยจิ่วโยวถือกระบี่สวรรค์ท่องเที่ยวยุทธภพไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ทว่าเจ้ากลับยกกระบี่ศพไม่ขึ้นด้วยซ้ำ ทำเอาข้าโดนคนอื่นหัวเราะเยาะไปด้วย!"
สตรีศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกต่างก็ครอบครองกระบี่แห่งวิถีทั้งหกคนละเล่ม เมื่อรวมกับจานแปดทิศวัฏสงสารในมือของจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์ ก็จะกลายเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสาร นามว่าจานวัฏสงสารหกวิถี
ซูอวี่เหยาทนรับไอสังหารจากกระบี่ศพไม่ไหว ดังนั้นกระบี่ศพจึงตกอยู่ในความดูแลของชุ่ยหยินเจินเหรินผู้เป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์รุ่นก่อนมาโดยตลอด
ซูอวี่เหยาแลบลิ้นปลิ้นตา "เซี่ยจิ่วโยวบอกว่าออกท่องยุทธภพ ทว่าความจริงแล้วก็มีผู้คุ้มกันคอยตามประกบเพราะกลัวกระบี่สวรรค์จะหายไม่ใช่หรือเจ้าคะ"
"ท่านอาจารย์คงไม่อยากจะคอยตามติดข้าไปตลอดหรอกใช่ไหมเจ้าคะ อีกอย่างก็ยังมีซ่งซูหานจากสำนักอวี้หลิงรั้งท้ายอยู่นี่นา"
ชุ่ยหยินเจินเหรินเอ่ยอย่างหงุดหงิดที่ศิษย์ไม่ได้ดั่งใจ "สัตว์วิญญาณของคนอื่นเขาเป็นถึงมังกรที่แท้จริง ทว่าเจ้ากลับควบคุมแม้กระทั่งศพซาไม่ได้ด้วยซ้ำ!"
ซูอวี่เหยาเอ่ยอย่างหนักแน่น "ศิษย์จะตั้งใจฝึกฝนให้จงได้ จะพยายามขึ้นเป็นจักรพรรดินีศักดิ์สิทธิ์เพื่อกู้หน้าให้ท่านอาจารย์เองเจ้าค่ะ!"
ชุ่ยหยินเจินเหรินเห็นท่าทางของนางแล้วก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่เดินกลับเข้าไปในเรือนด้านหลังอย่างจนใจ
ลูกศิษย์ของนางคนนี้มีพรสวรรค์ไม่เลว ทว่ากลับมีท่าทีต่อต้านการหล่อหลอมศพมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำศพของเผ่ามนุษย์มาหล่อหลอม
หุ่นเชิดศพในมือนางล้วนเป็นซากศพของเผ่าอสูรและเผ่ามารทั้งสิ้น โดยอ้างว่าซากศพพวกนั้นมีความแข็งแกร่งกว่า เรื่องนี้ทำให้ชุ่ยหยินเจินเหรินรู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างมาก
ดังนั้นในครั้งนี้นางจึงยัดเยียดศพสาวงามให้หลินลั่วเฉิน นอกเหนือจากความรักใคร่เอ็นดูแล้ว จุดประสงค์หลักก็เพื่อทำลายความรู้สึกต่อต้านศพในใจของเขาลง
หลินลั่วเฉินไหนเลยจะรู้ว่าตนเองต้องมารับเคราะห์เพราะซูอวี่เหยา ในเวลานี้เขากำลังพักผ่อนอยู่ในหอพักศิษย์อันแสนเรียบง่าย
ทว่าความคิดของเขาก็ตรงกันกับซูอวี่เหยา สำนักซืออินนั้นเขาจำเป็นต้องเข้า ทว่าเรื่องหล่อหลอมศพนั้นลืมไปได้เลย ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นศัตรูคู่อาฆาต!
อย่างไรเสียสำนักซืออินก็ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องหล่อหลอมศพอยู่แล้ว หากจำเป็นจริงๆ ค่อยไปหาซื้อศพมาสักสองสามร่างเพื่อเอาไว้รับหน้าก็พอ สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ หลินลั่วเฉินเตรียมแผนรับมือเอาไว้แล้ว ท้ายที่สุดแล้วการทดสอบนี้ก็เปิดกว้างและมีช่องโหว่ให้พลิกแพลงได้มากมาย
หลินลั่วเฉินเปิดอ่านคัมภีร์พื้นฐานทั้งสองเล่มอย่างไม่เร่งรีบ เขาให้ความสำคัญกับเคล็ดวิชาค้นหาศพเป็นพิเศษ
แม้ชื่อจะบอกว่าค้นหาศพ ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นวิชาดูฮวงจุ้ยแบบเดียวกับที่ชื่อเฟิงเคยสอน สอดคล้องกับคัมภีร์ที่ชื่อเฟิงมอบให้เขาทุกประการ
ขณะที่หลินลั่วเฉินกำลังจะเอ่ยถามฉวีหลิงอิน เขาก็สัมผัสได้ว่าดอกบัวเขียวและปลาหลีฮื้อทั้งสองตัวภายในห้วงแห่งจิตมีสภาพดีขึ้นมาก จึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
"หลิงอิน เจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ว่าดอกบัวเขียวและปลาหลีฮื้อดูเหมือนจะฟื้นฟูพลังกลับมาได้ไม่น้อยเลย"
ฉวีหลิงอินเบ้ปาก "ย่อมต้องเห็นอยู่แล้ว มิเช่นนั้นข้าคงไม่เร่งรัดเจ้าหรอก!"
หลินลั่วเฉินพึมพำกับตนเอง "ที่แท้ข้าก็ไม่ได้คิดไปเอง แต่พวกมันเอาพลังมาจากไหนกันล่ะ"
"ย่อมต้องดูดซับพลังแห่งฟ้าดินมาอยู่แล้ว คงไม่ได้สูบพลังมาจากเจ้าหรอกมั้ง!"
"แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ยุคบรรพกาลสามเดือน พวกมันก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยนะ"
ฉวีหลิงอินอธิบาย "คงเป็นเพราะสภาพแวดล้อมของฟ้าดินที่เปลี่ยนไป ท้องฟ้าและผืนดินในปัจจุบันเต็มไปด้วยพลังที่รั่วไหลออกมา"
หลินลั่วเฉินไม่เข้าใจ "เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น"
ฉวีหลิงอินอธิบายต่อ "ฟ้าดินในปัจจุบันไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนในยุคบรรพกาลอีกแล้ว มันเกิดช่องโหว่ขึ้นมากมาย"
"หากเปรียบฟ้าดินเป็นบ้าน ในยุคบรรพกาลนั้นบ้านปิดสนิทมิดชิด หากเจ้าต้องการหยิบฉวยสิ่งใดก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้านเสียก่อน"
"ทว่าบ้านในยุคปัจจุบันกลับทรุดโทรมและมีช่องโหว่รอยรั่วเต็มไปหมด ขอเพียงแค่มีฝีมือก็สามารถดึงพลังจากฟ้าดินออกมาใช้ได้แล้ว"
หลินลั่วเฉินกระจ่างแจ้งในทันที ทว่าก็เกิดข้อสงสัยใหม่ขึ้นมา "เหตุใดฟ้าดินจึงกลายสภาพเป็นเช่นนี้ไปได้"
ฉวีหลิงอินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะให้คำตอบที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก "ใครจะไปรู้ล่ะ บางทีอาจจะเป็นเพราะสงครามอันยาวนานระหว่างยอดฝีมือของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในยุคบรรพกาลที่ทำลายล้างฟ้าดินจนพังทลาย"
"หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะบรรดายอดฝีมือในอดีตที่บรรลุเป็นเซียนได้นำพาพลังของฟ้าดินหลุดพ้นจากโลกใบนี้ไป จนทำให้ความสมดุลของฟ้าดินสูญเสียไปก็เป็นได้"
หลินลั่วเฉินเอ่ยอย่างปลงตก "แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ต้องเหนื่อยยากในการดูดซับพลังจากฟ้าดิน"
ฉวีหลิงอินเอ่ยเรียบๆ "ตอนนี้มันก็ดีอยู่หรอก ทว่าในอนาคตมันจะไม่เป็นเช่นนี้น่ะสิ!"
"เมื่อดินแดนชิงซวีเสื่อมโทรมลงจนถึงจุดหนึ่ง พลังของฟ้าดินก็จะรั่วไหลออกไป และเมื่อนั้นตำแหน่งที่ตั้งของมันก็จะถูกเปิดเผย"
"เมื่อถึงเวลานั้นมารฟ้าจากต่างมิติก็จะบุกรุกเข้ามา เผ่าอสูรและเผ่ามารที่ถูกสะกดเอาไว้มานานหลายปีก็จะลุกฮือขึ้นอีกครั้ง ส่วนเผ่ามนุษย์ก็จะก้าวเข้าสู่ยุคเสื่อมถอย"
"และนั่นก็คือโลกที่ข้าจากมา อนาคตในอีกหนึ่งพันปีข้างหน้า โลกที่พวกเจ้าอาศัยอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียงความสงบสุขก่อนพายุใหญ่จะมาเยือนเท่านั้น"
หลินลั่วเฉินอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ เขารู้สึกได้ถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามา หากเขาไม่อยากถูกคลื่นแห่งยุคสมัยกลืนกิน เขาก็ต้องรีบยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองให้เร็วที่สุดเพื่อปกป้องตนเองให้จงได้
ฉวีหลิงอินเอ่ยเตือน "อีกไม่นานเมื่อพวกมันฟื้นฟูพลังจนเต็มเปี่ยมแล้ว เจ้าอย่าลืมส่งข้ากลับไปด้วยล่ะ!"
หมอนี่จะเป็นเซียนศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสารหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าในครั้งหน้านางจะสามารถกลับไปยังอนาคตได้หรือไม่!
แม้หลินลั่วเฉินจะรู้สึกหวั่นใจ ทว่าก็ทำได้เพียงฝืนรับปากไปก่อน "ข้ารู้แล้ว เจ้าวางใจเถอะ!"
หากพิจารณาจากอัตราการฟื้นฟูพลังของปลาหลีฮื้อและดอกบัวเขียว เกรงว่าคงใช้เวลาอีกเพียงแค่สองหรือสามเดือนเท่านั้น หลินลั่วเฉินลอบทอดถอนใจ สิ่งใดจะเป็นโชคหรือเคราะห์ก็ไม่อาจหลีกหนีพ้น!
เขารวบรวมสติและกำลังจะเริ่มฝึกฝน จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น!
หลินลั่วเฉินหยัดกายลุกขึ้นไปเปิดประตู ก็พบกับหลีโก่วเซิ่ง หลานสุ่ยอวิ๋น และศิษย์ระดับเจี่ยอีกสองคนยืนอยู่หน้าประตู
หลินลั่วเฉินกวาดตามองพวกเขาก่อนจะแย้มยิ้ม "สหายนักพรตทั้งหลายมาหาข้ามีธุระอันใดหรือ"
หลีโก่วเซิ่งฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ "สหายหลิน ท่านมั่นใจหรือไม่ว่าจะผ่านการทดสอบในครั้งนี้"
หลินลั่วเฉินเลิกคิ้วขึ้น "พวกท่านอยากจะร่วมทีมกับข้างั้นหรือ"
หลีโก่วเซิ่งพยักหน้ารัวราวกับไก่จิกข้าวสาร "ใช่แล้ว พวกเราหมายความเช่นนั้น ศิษย์สำนักเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันสิ!"
หลินลั่วเฉินแค่นหัวเราะในใจ เขาแย้มยิ้ม "แล้วเหตุใดข้าต้องร่วมทีมกับพวกท่านด้วยล่ะ"
"สหายหลิน ท่านทราบหรือไม่ว่าแม่นางหลานมาจากตระกูลผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่"
หลินลั่วเฉินไม่เข้าใจ เขาพยักหน้าอย่างงุนงง "แล้วอย่างไรล่ะ"
หลีโก่วเซิ่งหันซ้ายแลขวาอย่างมีพิรุธก่อนจะลดเสียงลงกระซิบ "แม่นางหลานรู้จักตำแหน่งที่ตั้งของสุสานบรรพกาลแห่งหนึ่ง!"
"ผู้อาวุโสในตระกูลของนางเคยลงไปสำรวจมาแล้ว แม้ด้านในจะไม่มีของวิเศษอันใด ทว่าก็มีผีดิบมากพอให้พวกเรานำมาหล่อหลอมเป็นศพเงินได้!"
หลินลั่วเฉินตกตะลึง "สุสานจากยุคบรรพกาลเชียวหรือ"
หลีโก่วเซิ่งพยักหน้ารับ "ขอเพียงแค่สหายหลินร่วมทีมกับพวกเรา การผ่านการทดสอบในครั้งนี้ก็ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ท่านเห็นว่าอย่างไรเล่า"