- หน้าแรก
- 1970 ย้อนเวลามาเป็น เสาหลักของหมู่บ้าน
- บทที่ 1359 การประชุมปลุกขวัญ
บทที่ 1359 การประชุมปลุกขวัญ
บทที่ 1359 การประชุมปลุกขวัญ
“พ่อคะ แม่คะ อาเล็กคะ รอฟังข่าวดีเรื่องชัยชนะของหนูนะคะ!”
ที่หน้าประตูหน่วยฝึกนักกีฬา เถียนเถียนโบกมือลาครอบครัวก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านใน
ซ่งเสี่ยวอวี่ยืนมองตามจนกระทั่งเถียนเถียนเดินลับมุมไปจนมองไม่เห็น จึงค่อยละสายตาออกมาด้วยความอาลัยอาวรณ์
“เพิ่งจะอยู่บ้านได้แค่ครึ่งวันเอง เจอกันคราวหน้าก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่”
ทว่าเวลาเพียงครึ่งวันนี้นั้น ก็เป็นเวลาที่เถียนเถียนใช้ลูกตื๊อสารพัดเพื่ิอแย่งชิงมาจนได้
การเตรียมตัวออกเดินทางใกล้เข้ามาถึงแล้ว ต่อให้ครอบครัวนักกีฬาจะเดินทางมาถึงปักกิ่ง ก็ได้รับอนุญาตให้พบกันได้เฉพาะในสถานที่ที่หน่วยฝึกจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือการไปกระทบกระทั่งบาดเจ็บข้างนอก และที่สำคัญที่สุดคือ...
ห้ามรับประทานสิ่งใดก็ตามที่อาจส่งผลให้การตรวจโด๊ป (สารกระตุ้น) ไม่ผ่านโดยเด็ดขาด
สรุปคือต้องระวังอย่างถึงที่สุด
โดยเฉพาะนักกีฬาที่มีผลงานโดดเด่นอย่างเถียนเถียน ยิ่งต้องได้รับการคุ้มกันอย่างเข้มงวดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด
แต่ยัยเด็กเถียนเถียนคนนี้มีวิธีสารพัด เพื่อที่จะได้เจอครอบครัวก่อนออกเดินทาง เธอถึงขั้นคิดแผนแกล้งทำเป็นโรคซึมเศร้าขึ้นมา
เธอไม่ยอมทานอาหารโภชนาการ ไม่พูดไม่จา และทำท่าทางเหม่อลอยติดต่อกันหลายวัน
เรื่องนี้ทำเอาบรรดาผู้นำในศูนย์บริหารจัดการกรีฑาตกใจแทบแย่
พวกเขารีบพาเธอไปโรงพยาบาลและไปพบจิตแพทย์ แต่ก็ไม่ได้ผลเลยสักนิด
จนกระทั่งซักถามไปมาถึงได้รู้ความจริงว่า ที่แท้เธอก็แค่คิดถึงบ้าน
แต่กำหนดการเดินทางก็มาถึงแล้ว จะส่งเธอกลับไปบ้านนอกตอนนี้ก็คงไม่ได้
ในขณะที่พวกผู้นำและโค้ชกำลังมืดแปดด้านอยู่นั้นเอง
ก็ได้ทราบว่าครอบครัวของเถียนเถียนตอนนี้อยู่ที่ปักกิ่งกันหมดแล้ว
ในเมื่อเป็นอย่างนั้นจะทำอย่างไรได้?
ก็ต้องปล่อยให้เธอกลับบ้านไปเยี่ยมน่ะสิ!
นี่จึงเป็นที่มาของการพบกันในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมา
“พอใจหรือยัง?”
โค้ชเยี่ยนสุ่ยเกินมองดูลูกศิษย์คนโปรดด้วยสีหน้าจนปัญญา แผนการในใจของยัยหนูคนนี้มีหรือเขาจะไม่รู้
แกล้งทำได้เหมือนจริงเชียวนะ พอได้กลับบ้านไปทีเดียวโรคภัยไข้เจ็บก็หายเป็นปลิดทิ้ง ราวกับที่บ้านมียาทิพย์ซ่อนไว้อย่างนั้นแหละ
เขามองออกตั้งนานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาให้เสียเรื่อง
เพราะยังไงเถียนเถียนก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุยังไม่เต็ม 20 ปี การจะคิดถึงบ้านก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เฮะๆ!
เถียนเถียนรู้ดีว่าปิดบังโค้ชเยี่ยนไม่ได้ เธอจึงฉีกยิ้มพลางส่งกระติกเก็บความร้อนให้
“เกี๊ยวไส้แกะกับต้นหอมใหญ่ที่แม่หนูห่อเองค่ะ โค้ชลองชิมดูสิคะ”
“เลิกเลยแก เก็บไว้กินเองเถอะ เดี๋ยวอีกสักพักผู้นำจะมาประชุมปลุกขวัญและสาบานตน ถึงตอนนั้นก็ทำตัวให้กระปรี้กระเปร่าหน่อย ท่านระบุชื่อมาเลยนะว่าอยากเจอแกน่ะ!”
“เจอหนูเหรอคะ?”
เถียนเถียนอึ้งไป
“เจอหนูทำไมคะ?”
“สั่งให้ทำอะไรก็ทำตามนั้นไปเถอะ จะถามมากความไปทำไมกัน?”
ความพ่ายแพ้ที่กรุงโซล (ฮันซอง) ผ่านพ้นมา 4 ปีแล้ว ครั้งนี้ผู้คนในสำนักงานการกีฬาแห่งชาติต่างตั้งใจว่าจะไปล้างอายที่บาร์เซโลนาให้ได้
ประเภทกีฬาที่จีนมีความได้เปรียบมาโดยตลอด อย่างเช่น กระโดดน้ำ, ว่ายน้ำ, ยิมนาสติก, ปิงปอง, แบดมินตัน และยิงปืน ต่างถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ต้องคว้าเหรียญทองมาให้ได้
แต่ทว่า สิ่งที่ทางสำนักงานการกีฬาแห่งชาติปรารถนาที่สุด คือการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในประเภทกรีฑา
ในตอนนี้ นอกจากเดินทนหญิงระยะทาง 10 กิโลเมตรแล้ว คนที่มีความหวังมากที่สุดที่จะคว้าเหรียญรางวัล หรือแม้กระทั่งเหรียญทอง ก็คือเถียนเถียนนี่เอง
อาจกล่าวได้โดยไม่เกินจริงเลยว่า ปัจจุบันเถียนเถียนคือ "ไข่ในหิน" ของศูนย์บริหารจัดการกรีฑา และของสำนักงานการกีฬาแห่งชาติทั้งระบบ
ก่อนหน้านี้ เรื่องปัญหาการยื่นวีซ่าของซ่งเสี่ยวอวี่ ทางสำนักงานการกีฬาแห่งชาติยังอุตส่าห์ออกโรงช่วยประสานงานให้ แต่ทว่าอิทธิพลของจีนในสังคมโลกยุคนั้น ยังห่างไกลกับในอีก 30 ปีข้างหน้ามากนัก
เถียนเถียนหิ้วของอร่อยกองโตกลับมาที่หอพัก และจัดการแบ่งปันให้เพื่อนๆ ร่วมทีมได้อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า
“ได้ยินข่าวหรือยัง? เดี๋ยวผู้เฒ่าอู๋จะมาให้โอวาทพวกเราด้วยตัวเองเลยนะ”
“ความพ่ายแพ้ที่โซลเมื่อสี่ปีก่อน ทุกคนต่างเก็บกดไว้ในใจ กะว่าครั้งนี้ต้องพลิกสถานการณ์กลับมาให้ได้อย่างสวยงามเลยล่ะ”
“เถียนเถียน ทีมกรีฑาของพวกเราฝากความหวังไว้ที่เธอคนเดียวเลยนะ”
เอ่อ?
เถียนเถียนเงยหน้ามองเพื่อนร่วมทีม
“อาศัยอะไรล่ะคะ? ที่หนูอยากได้ที่สุด ความจริงคือเหรียญทองวิ่งผลัด 4x100 เมตรต่างหาก! จะมาหวังพึ่งหนูคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ!”
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็พากันอึ้งไปตามๆ กัน
ยัยหนูเอ๊ย เธอพูดเล่นใช่ไหมเนี่ย?
แม้ว่าวิ่งผลัด 4x100 เมตรหญิงของจีนจะไร้คู่ต่อสู้ในระดับเอเชียแล้วก็จริง แต่หากมองไปในระดับโลก...
ไม่ต้องพูดถึงทีมอเมริกาที่ครองแชมป์มานานปี ยังมีทั้งแคนาดา, จาเมกา รวมถึงอิตาลีและเยอรมนี ซึ่งล้วนแต่เป็นทีมที่แข็งแกร่งทั้งสิ้น
อ้อ จริงด้วย ยังมีทีมเครือรัฐเอกราช (CIS) อีกทีม!
เมื่อปลายปีที่แล้ว สหภาพโซเวียต (ต้าซู) ได้ล่มสลายลงไปตามรอยประวัติศาสตร์เดิมที่ควรจะเป็น
ในสายตาของเพื่อนร่วมทีม การได้เข้ารอบชิงชนะเลิศก็นับว่าเก่งมากแล้ว แต่เถียนเถียนกลับหวังไปไกลถึงเหรียญทอง
“ทำไมล่ะคะ? การแข่งยังไม่เริ่มเลยนะ ทุกคนต้องมั่นใจเข้าไว้สิ เผื่อว่า... พวกเขาเกิดส่งไม้ผลัดพลาดกันหมดล่ะ!”
เอ่อ...
แม้โอกาสจะน้อยนิด แต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย
เพียงแต่ว่า...
การไปแช่งให้คนอื่นเขาทำพลาดเพื่อรอชุบมือเปิบเนี่ย มันรู้สึกดูแสบๆ ยังไงก็ไม่รู้!
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ บรรดาผู้นำก็เดินทางมาถึง นำทีมโดยเบอร์หนึ่งของสำนักงานการกีฬาแห่งชาติอย่างผู้เฒ่าอู๋
ภายในหอประชุมใหญ่ของหน่วยฝึกนักกีฬา นักกีฬาจากหลายประเภทมารวมตัวกัน
ปกติแม้จะยุ่งกับการฝึกซ้อมของตนเอง แต่ทุกคนก็มักจะได้เห็นหน้าค่าตากันบ่อยๆ เถียนเถียนเองก็มีเพื่อนต่างทีมอยู่ไม่น้อย
อย่างเช่นเติ้งหย่าผิงจากทีมปิงปอง ทั้งคู่ต่างมี "ความดุดัน" ในสนามแข่งเหมือนกัน จึงทำให้รู้สึกถูกชะตาและกลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่คุยกันได้เพียงไม่กี่ประโยค เมื่อบรรดาผู้นำเริ่มเดินเข้าสู่หอประชุม เถียนเถียนจึงรีบวิ่งกลับมานั่งประจำที่ในกลุ่มทีมกรีฑา
คำพูดของผู้นำก็ยังคงเป็นประโยคเดิมๆ ตามสูตร อย่างเช่นการให้นักกีฬาแสดงสปิริตออกมาให้เต็มที่ แสดงขีดความสามารถออกมาให้สูงสุด และสะท้อนภาพลักษณ์อันสง่างามของนักกีฬาจีนในยุคสมัยใหม่
ลำดับถัดไปคือการให้หัวหน้าทีมของแต่ละประเภทกีฬาขึ้นมากล่าวแสดงปณิธานต่อผู้นำ
ในกีฬาประเภทที่จีนมีความได้เปรียบสูงอย่างปิงปอง, ว่ายน้ำ และยิงปืน หัวหน้าทีมต่างกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“การันตี 3 เหรียญทอง พยายามให้ได้ 4 และตั้งเป้าพุ่งชนที่ 5 เหรียญทองครับ”
นี่คือคำกล่าวของหัวหน้าทีมว่ายน้ำ
“เป้าหมายของเราในครั้งนี้มีเพียงอย่างเดียว คือการกวาดเหรียญทองให้ครบทุกรายการครับ”
นี่คือคำกล่าวจากหัวหน้าทีมปิงปอง ครั้งก่อนพวกเขาพลาดท่าในประเภทชายเดี่ยวและหญิงคู่ ครั้งนี้จึงหมายมั่นปั้นมือว่าจะกอบกู้ชื่อเสียงของ "กีฬาประจำชาติ" กลับคืนมาให้ได้
“เป้าหมายของเราคือ 3 เหรียญทอง และจะพยายามพุ่งชนเหรียญที่ 4 ให้ได้ครับ”
หัวหน้าทีมแบดมินตันเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ในโอลิมปิกครั้งนี้แบดมินตันเพิ่งถูกบรรจุให้เป็นกีฬาชิงเหรียญอย่างเป็นทางการครั้งแรก และทีมจีนก็เป็นมหาอำนาจในวงการนี้มาโดยตลอด เป้าหมายที่วางไว้จึงไม่ถือว่าสูงจนเกินไป
เพียงแต่ว่า...
เหตุการณ์ไม่คาดฝันมักเกิดขึ้นได้เสมอ
เมื่อเทียบกับกีฬาที่มีลุ้นเหล่านี้ ตัวแทนจากทีมประเภทอื่นก็ทำได้เพียงตั้งปณิธานว่าจะแสดงสปิริตและทำผลงานให้ดีที่สุดเท่านั้น
“เป้าหมายของทีมกรีฑาเราในโอลิมปิกครั้งนี้ คือการพยายามพุ่งชนเหรียญทองให้ได้ 1 เหรียญ และรับรองว่าจะต้องมีเหรียญรางวัลกลับบ้านแน่นอนครับ”
แม้สถิติของเถียนเถียนในตอนนี้จะมีศักยภาพถึงขั้นลุ้นเหรียญทองได้จริงๆ แต่ทว่าคู่แข่งคนอื่นล้วนเป็นระดับพระกาฬ
การจะคว้าทองมาครองจึงยังไม่มีอะไรการันตีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นเหรียญรางวัลอื่นๆ ก็น่าจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่
วงการกีฬาของจีนในเวลานี้ ต้องการผลงานเพื่อมาตอกย้ำฐานะ "มหาอำนาจทางการกีฬา" ของตนเอง
จึงไม่แปลกที่ทุกคนจะให้ความสำคัญกับ "เหรียญทอง" เป็นอันดับหนึ่ง
ผู้เฒ่าอู๋รับฟังพลางคำนวณตัวเลขอยู่ในใจ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน โอลิมปิกครั้งนี้จีนน่าจะคว้าเหรียญทองได้มากกว่า 20 เหรียญ หรืออย่างน้อยที่สุดก็น่าจะอยู่ที่ 14 ถึง 16 เหรียญ
“หลี่เถียนเถียนอยู่ไหม?”
เถียนเถียนที่กำลังนั่งแกะนิ้วมือเล่นแก้เบื่อ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีสายตานับไม่ถ้วนจ้องมองมาที่เธอ
เธอสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นผู้เฒ่าอู๋กำลังมองมาที่เธอด้วยรอยยิ้ม เธอจึงรีบลุกขึ้นยืนทันที
“สวัสดีค่ะท่านผู้นำ!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งหอประชุม
“น้องสาวตัวน้อยของเรา จะได้ก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันโอลิมปิกเป็นครั้งแรกแล้ว มีความมั่นใจไหมว่าจะทำผลงานออกมาได้ดี?”
เถียนเถียนได้ยินดังนั้นก็พึมพำเบาๆ
“หนู 19 แล้วนะคะ ไม่ใช่เด็กนานแล้ว”
แม้เสียงจะเบา แต่คนรอบข้างจำนวนมากกลับได้ยินกันชัดเจน
คราวนี้เสียงหัวเราะจึงดังครืนขึ้นมาอีกระลอก
หลังจากมีคนข้างๆ ช่วยกระซิบเตือน ผู้เฒ่าอู๋ก็หัวเราะพลางพูดว่า: “ใช่ๆ กลายเป็นสาวใหญ่ไปแล้วนี่นา เมื่อกี้หลายคนพูดถึงเป้าหมายในการแข่งขันครั้งนี้ไปแล้ว แกเองลองพูดบ้างสิ ครั้งนี้ลงแข่งถึงสามรายการ คาดหวังผลงานไว้ยังไงบ้าง?”
“เหรียญทองค่ะ!”
ตอนที่พูดคำสองคำนี้ออกมา เถียนเถียนไม่ได้มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว
โค้ชเยี่ยนสุ่ยเกินที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับเอามือกุมหน้าทันที
ไอ้เด็กคนนี้นี่ จะรู้จักถ่อมตัวสักนิดไม่ได้เลยหรือไงนะ?
“มั่นใจขนาดนั้นเชียวเหรอ? ดี! ต้องมีปณิธานและความมั่นใจแบบนี้แหละ นักกีฬาเมื่อก้าวเข้าสู่สนามแข่ง ก็ต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อชัยชนะเท่านั้น”
ท่านผู้เฒ่าอู๋คะ เมื่อกี้ท่านไม่ได้พูดแบบนี้นี่นา!
“ถึงเวลาที่แกลงแข่ง ฉันจะไปเชียร์แกที่สนามด้วยตัวเองเลย”
หลังจากให้กำลังใจอีกสองสามประโยค ผู้เฒ่าอู๋ก็บอกให้เถียนเถียนนั่งลง
“เมื่อกี้แก...”
เยี่ยนสุ่ยเกินก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี จะดุด่าแรงๆ ก็กลัวจะไปบั่นทอนความมั่นใจของลูกศิษย์
“คราวหน้าก็รู้จักถ่อมตัวลงหน่อย อย่างน้อยก็เหลือทางถอยให้ตัวเองบ้าง”
เถียนเถียนหันมามองเยี่ยนสุ่ยเกินพลางพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า: “โค้ชคะ หนูเป็นคนวิ่งไปข้างหน้า แล้วโค้ชจะให้หนูเตรียมทางถอยหลังทำไมล่ะคะ?”
เอ่อ...
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เยี่ยนสุ่ยเกินก็ถึงกับใบ้กิน ไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรดี
พอนิ่งคิดดูแล้ว...
สิ่งที่เถียนเถียนพูดมันก็มีเหตุผลมากทีเดียว!
สำหรับคนที่พยายามวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดกำลังมาโดยตลอด ทำไมต้องมาเตรียมทางถอยหลังให้ตัวเองด้วยล่ะ?
“สู้ๆ นะ! พยายามสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติให้ได้!”
เถียนเถียนยิ้มกว้าง และแอบเติมประโยคหนึ่งในใจเงียบๆ
“และต้องสร้างหน้าสร้างตาให้พ่อกับแม่ด้วยค่ะ”
จบบท