เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1322 งานเลี้ยงรุ่นหอแดง

บทที่ 1322 งานเลี้ยงรุ่นหอแดง

บทที่ 1322 งานเลี้ยงรุ่นหอแดง


"ฉันมาสายไปหน่อย ไม่ทันได้ต้อนรับแขกเหรื่อจากแดนไกลเลย!"

พร้อมกับเสียงหัวเราะอันสดใส เติ้งเจี๋ยก็ปรากฏตัวขึ้น

ในตอนนี้ผู้คนเริ่มมากันเกือบครบแล้ว เพื่อนพ้องจากกองถ่ายหอแดงต่างมารวมตัวกันอยู่ที่ลานบ้าน และกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ทุกคนชื่นชอบ นั่นคือการขุดคุ้ยเรื่องน่าอายของกันและกันมาล้อเลียน

"อ้าว! พี่ใหญ่ก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ!"

หลี่เทียนหมิงเพิ่งเดินออกมาจากห้องครัว พอดีกับที่เขากำลังจะสั่งสอนเสี่ยวอู๋ แต่บังเอิญว่าจางลี่ซึ่งเป็นตัวเอกของงานเลี้ยงในวันนี้ และจีเผยเจี๋ยผู้รับบทเป็นเมี่ยวอวี้เดินทางมาถึงพร้อมกันพอดี จึงถือว่าช่วยชีวิตเธอเอาไว้ได้ทันเวลา

คนที่มาพร้อมกับเติ้งเจี๋ยคือจางกั๋วลี่คนรักของเธอ หลี่เทียนหมิงในชาติก่อนเคยดูละครที่เขาเล่นมาไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องที่โด่งดังที่สุดอย่าง คังซีจอมจักรพรรดิท่องแดนจีบสาว (คังซีหนานสวิน)

วันนี้มีคนมากันเยอะมาก นอกจากจางลี่, จีเผยเจี๋ย และเติ้งเจี๋ยแล้ว ยังมีตงฟางเหวินอิงผู้รับบทเป็นทั่นชุน, หูเจ๋อหงผู้รับบทเป็นซีชุน และจินลี่ลี่ผู้รับบทเป็นอิ๋งชุนคนแรก

"เสี่ยวซวี่เป็นยังไงบ้าง? ยังไม่มาอีกเหรอ? อ้อ! จริงด้วย ตอนนี้เธอเป็นคนยุ่งนี่นา!"

ในบรรดาเหล่าสาวงามแห่งหอแดง นอกจากเติ้งเจี๋ยและเสี่ยวอู๋ที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงอย่างรุ่งโรจน์แล้ว จินลี่ลี่เองหลังจากสอบเข้าวิทยาลัยการละครจงซี่ได้ ก็มีงานแสดงเข้ามาไม่ขาดสายในแต่ละปี ส่วนคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ต่างก็ถอยห่างจากเบื้องหน้าไปแล้ว

อย่างตงฟางเหวินอิงก็ได้ผันตัวไปทำงานเบื้องหลัง กลายเป็นเพื่อนร่วมงานของหวังฝูหลินที่ศูนย์ศิลปะการละครโทรทัศน์สถานีโทรทัศน์กลาง บางครั้งก็ยังรับบทแสดงบ้าง อย่างเช่นในเรื่อง เจียงหูเอินโฉวลู่ ที่กำลังออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กลางในตอนนี้ ซึ่งเธอรับบทเป็นเฮยเฟิ่งหวง (หงส์ดำ) บอกตามตรงว่าการแต่งหน้านั้นดูแทบไม่ได้เลย

เมื่อครู่เธอก็เพิ่งถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนเรื่องนี้จนตงฟางเหวินอิงโมโหแทบจะเข้าไปวางมวยกับหูเจ๋อหง

บางคนก็ไปเปิดร้านอาหารเป็นเถ้าแก่เนี้ย อย่างเช่นหูเจ๋อหง เด็กสาวหน้าตาสะสวยคนนั้น ปัจจุบันนี้เธอดูอวบอัดมีน้ำมีนวลขึ้นมากจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมในวันวาน

คนส่วนใหญ่หลังจากถ่ายละครจบก็เลือกที่จะไปต่างประเทศ อย่างเช่นคนที่รับบทหยวนชุน, ฉินเข่อฉิง หรือโหยวเอ้อร์เจี่ย ซึ่งในยุคนี้ถือว่าเป็นแฟชั่นยอดนิยม ไม่ว่าจะไปประเทศไหน ขอแค่ได้ออกไปข้างนอกก็นับว่าเป็นคนเก่งแล้ว

เพียงแต่เมื่อเลือกเส้นทางไปต่างประเทศแล้ว เพื่อนพ้องในกองถ่ายนึกอยากจะพบหน้ากันอีกครั้งในภายหลังก็คงเป็นเรื่องยาก

นอกจากนี้ยังมีคนที่ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเหมือนอย่างจางลี่ หลังจากที่เธอถ่ายทำในส่วนของเธอเสร็จ เดิมทีเธอถูกรั้งตัวไว้ทำงานที่สถานีโทรทัศน์กลางและมีตำแหน่งประจำอย่างเป็นทางการ แต่ต่อมาได้รับการเสนอชื่อจากทางสถานีให้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะได้ทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่ เธอจึงเลือกที่จะลาออก

บัดนี้เธอเรียนจบเรียบร้อยแล้ว การมาปักกิ่งในครั้งนี้ นอกจากจะมาพบปะพูดคุยกับเหล่าพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ยังตั้งใจมาบอกลาอีกด้วย

เธอกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศแล้วเช่นกัน

วีซ่าของเธอผ่านเรียบร้อยแล้ว จุดหมายปลายทางคือแคนาดา โดยเธอตั้งใจจะไปเรียนต่อที่นั่น

คำว่า "แขกจากแดนไกล" ที่เติ้งเจี๋ยพูดถึงเมื่อครู่ ก็หมายถึงเธอนั่นเอง

ก่อนหน้านี้เวลาเพื่อนๆ นัดรวมตัวกัน จางลี่ติดเรียนจึงไม่สามารถมาร่วมงานได้เลย

แน่นอนว่าหากจะพูดถึงคนที่ประสบความสำเร็จที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นเฉินเสี่ยวซวี่ หลังจากที่เธอตระเวนเปิดตัวกับกองถ่ายอยู่หนึ่งปี เธอก็ทำตามอย่างคนอื่นโดยการไปต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็ทนอยู่ในเยอรมนีได้เพียงครึ่งปีก็ทนไม่ไหว พอกลับมาถึงเมืองไทย เอ๊ย กลับมาถึงประเทศในช่วงแรกเธอเริ่มเรียนการออกแบบเสื้อผ้า แต่พอพบว่าตัวเองไม่ใช่ทางด้านนั้น จึงได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้ก่อตั้งบริษัทโฆษณาขึ้นมา

ที่เติ้งเจี๋ยบอกว่าเฉินเสี่ยวซวี่เป็นคนยุ่งนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก บริษัทโฆษณาของเธอในตอนนี้ถือว่าเป็นวิสาหกิจดาวรุ่งในวงการเลยทีเดียว โดยเฉพาะผลงานการวางแผนโฆษณาให้กับไฮเออร์ เมื่อปีที่แล้วยังได้รับรางวัลใหญ่มาครองอีกด้วย

นับว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างเต็มตัว

"เธอมาได้จังหวะพอดีเลย พวกเรากำลังพูดถึงถ้วยต้มน้ำไฟฟ้าของเธออยู่พอดี เติ้งเจี๋ย เธอยังเก็บมันไว้อยู่หรือเปล่า?"

หูเจ๋อหงเอ่ยถาม

"ไม่รู้ไปทำหล่นไว้ที่ไหนตั้งนานแล้ว!"

ถ้วยต้มน้ำไฟฟ้าของเติ้งเจี๋ยในตอนนั้น ถือว่าสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้กับเหล่าเพื่อนพ้องในกองถ่ายหอแดงไว้อย่างมหาศาล

ในตอนนั้นอาหารการกินในกองถ่ายย่ำแย่แค่ไหน แม้แต่คนนอกอย่างหลี่เทียนหมิงยังรู้ดี

ในแต่ละปีถ้าไม่ใช่ผักกาดขาวก็เป็นฟักทอง นานๆ ทีจะมีผัดมันฝรั่งเส้นสักจานก็นับว่าเป็นการปรับปรุงมื้ออาหารแล้ว

สิ่งที่ยากที่สุดคือในตอนนั้นพวกเด็กสาวเหล่านี้แทบไม่มีใครทำอาหารเป็นเลย หากอยากจะกินอะไรดีๆ ก็ต้องรวบรวมเงินกันไปร้านอาหาร

แต่จะไปร้านอาหารบ่อยๆ ในกระเป๋าก็ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น

เสี่ยวอู๋น่ะมีเงิน แต่ทุกคนก็เกรงใจไม่อยากให้เธอเป็นเจ้ามือเลี้ยงอยู่ตลอด

ดังนั้น ถ้วยต้มน้ำไฟฟ้าของเติ้งเจี๋ยจึงทำหน้าที่สำคัญ มักจะถูกใช้ทำมะเขือยาวอบหม้อดิน หรือหมูตุ๋นน้ำแดงเพื่อแก้ขัดความอยากอาหารให้กับทุกคน

"ฉันยังอยากกินมะเขือยาวอบหม้อดินที่เธอทำด้วยถ้วยต้มน้ำไฟฟ้าอีกสักครั้งจังเลย!"

ตอนนี้แม้ทุกคนจะยังเรียกไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จจนโด่งดังคับฟ้า แต่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจเรื่องของกินอีกต่อไป

ที่หูเจ๋อหงบอกว่าอยากกิน ก็เพียงแค่อยากจะลิ้มลองรสชาติในวันวานอีกครั้งเท่านั้น

"ตอนนั้น พวกเราทนผ่านมาได้ยังไงกันนะ?"

คำพูดของตงฟางเหวินอิงทำให้ความคิดของทุกคนล่องลอยกลับไปยังช่วงเวลาที่อยู่ในหอพักหยวนหมิงหยวน

"จนถึงตอนนี้ฉันเห็นผักกาดขาวทีไรยังรู้สึกพะอืดพะอมอยู่เลย แค่ได้กลิ่นก็ไม่ไหวแล้ว!"

"ฉันก็เหมือนกัน ในบรรดาพวกเราเนี่ย ก็มีแต่เสี่ยวซวี่ที่ไม่เลือกกิน โรงอาหารทำอะไรมา เธอก็กินได้อย่างเอร็ดอร่อยไปหมด!"

พอได้ยินจินลี่ลี่พูดแบบนั้น ทุกคนก็พากันหัวเราะออกมา

หลี่เทียนหมิงเองก็รู้สึกสนุกไปด้วย เขานั่งอยู่ข้างๆ คอยรับฟังคนกลุ่มนี้ระลึกความหลัง

"พวกเธอจำได้ไหม บางครั้งกองถ่ายก็มีการปรับปรุงมื้ออาหาร ทำเนื้อตุ๋นแบบที่มันเยิ้มๆ คนอื่นน่ะไม่มีใครกินเลย มีแต่เสี่ยวซวี่กับเสี่ยวเสวี่ย (เสี่ยวอู๋) ที่ไม่ว่าเนื้อจะมันแค่ไหน ก็กินกันจนปากมันแผล็บเลย"

เสี่ยวอู๋ได้ยินดังนั้นก็รีบแย้ง: "ฉันน่ะสู้เสี่ยวซวี่ไม่ได้หรอก ต้องยกให้เธอเลยที่กินเก่งที่สุด ส่วนฉัน... อย่างมากก็แค่สองชิ้นเอง!"

"นั่นเพราะในท้องเธอมีน้ำมันเยอะอยู่แล้วน่ะสิ!"

หูเจ๋อหงพูดพลางหันไปมองหลี่เทียนหมิงที่นั่งอยู่ข้างๆ

"ตอนนั้นน่ะ ฉันเฝ้ารอแต่ให้พี่ใหญ่มาที่กองถ่าย เพราะทุกครั้งที่พี่มา พวกเราจะได้ปรับปรุงมื้ออาหารกันทีหนึ่ง!"

ในตอนนั้น หลี่เทียนหมิงมักจะขนของกินอร่อยๆ เต็มท้ายรถไปที่กองถ่ายเพื่อเยี่ยมเสี่ยวอู่ และของที่เขานำไปก็กลายเป็นเสบียงสำคัญของทุกคน

"ตอนที่พี่ใหญ่มา แล้วเอาขาหมูใหญ่ๆ มาฝากน่ะ นึกถึงตอนนี้ฉันยังน้ำลายสอเลย พี่ใหญ่คะ พี่ไปซื้อมาจากที่ไหนเหรอ? หลังจากนั้นฉันอยากกิน พยายามหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอเลย!"

แน่นอนว่าหาไม่เจอหรอก เหมือนที่มีคำกล่าวไว้ว่า

ยามหิว กินรำก็หวานปานน้ำผึ้ง ยามอิ่ม กินน้ำผึ้งก็ยังไม่หวานเท่า

ตอนนั้นทุกคนกำลังขาดแคลนของอร่อย นานๆ ทีจะมีของดีๆ ให้กินสักครั้งย่อมรู้สึกหอมอร่อยจนแทบจะหงายหลัง แต่ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้ว นึกอยากจะกินอะไรก็หาซื้อได้ง่ายๆ รสชาติในวันวานจึงไม่มีทางหาพบได้อีกต่อไป

เมื่อได้ยินหลี่เทียนหมิงพูดเช่นนั้น ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ชีวิตในตอนนี้ดีขึ้นจริงๆ แต่ว่า...

กลับไม่สามารถหาความรู้สึกเหมือนในวันวานได้อีกแล้ว

ในตอนนั้น ทุกคนอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน แม้ชีวิตจะลำบากไปบ้าง แต่ในทุกๆ วันกลับมีความสุขเป็นพิเศษ

ตอนนี้...

กลับไปไม่ได้แล้วสินะ!

"บางครั้งฉันยังฝันถึงช่วงเวลานั้นอยู่เลย พอตื่นขึ้นมาก็อดที่จะร้องไห้ออกมาไม่ได้"

"ฉันเองก็อยากกลับไปมาก อยากจะไปสัมผัสมันอีกสักครั้ง!"

ทุกคนต่างย่อมมีความเสียดายต่อสิ่งที่ผ่านพ้นไป เพียงแต่โอกาสที่จะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งนั้น...

หลี่เทียนหมิงนับว่าโชคดีมาก บางทีสวรรค์คงจะเห็นว่าชาติก่อนเขาเสียเปรียบเกินไป จึงได้มอบโอกาสนี้ให้กับเขา

"เลิกพูดเรื่องแบบนี้กันเถอะ เดี๋ยวฉันจะน้ำตาไหลแล้วเนี่ย!"

จีเผยเจี๋ยรีบห้ามปราม เธอเองก็มีนิสัยอ่อนไหวง่ายเหมือนกับเฉินเสี่ยวซวี่

"ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว พี่ฉางรงคะ เห็นว่าในกองถ่าย สามก๊ก จะมีการจัดค่ายอบรมเหมือนกัน จะเหมือนกับพวกเราตอนนั้นไหมคะ?"

หูเจ๋อหงรีบเปลี่ยนประเด็นทันที

โหวฉางรงกำลังวุ่นอยู่ในครัว ได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับมาว่า: "ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ มีอาจารย์มาสอนนักแสดงทุกวัน ให้ความรู้เรื่องสามก๊ก กิริยามารยาทในสมัยราชวงศ์ฮั่นอะไรพวกนั้น แล้วปกติก็ต้องออกกำลังกายด้วย ตอนพวกเธอฝึกน่ะคือดีดสีตีเป่า แต่ตอนนี้นักแสดงเขาฝึกดาบหอกกระบี่ง้าว อ้อ แล้วยังต้องขี่ม้าด้วยนะ"

"ฉันหมายถึงการใช้ชีวิตประจำวันน่ะค่ะ อาหารการกินเป็นยังไงบ้าง?"

หูเจ๋อหงสนใจเรื่องนี้ที่สุด

"ก็ดีกว่าตอนพวกเรานิดหน่อยครับ สามวันจะได้กินเนื้อสักมื้อ ปกติก็กินผักกาดขาว มันฝรั่งอะไรพวกนั้นแหละ ตอนนี้ผมรับผิดชอบเรื่องพลาธิการ แค่เรื่องของกินในแต่ละวันก็ทำให้ผมกลุ้มจะแย่อยู่แล้ว!"

เมื่อทราบว่าสวัสดิการของกองถ่ายสามก๊กไม่ได้ดีไปกว่าตอนพวกเขาเท่าไหร่นัก หูเจ๋อหงก็รู้สึกสมดุลในใจขึ้นมาทันที

จะให้พวกเธอในตอนนั้นกินอยู่อย่างอดๆ อยากๆ แต่กองถ่ายตอนนี้กลับได้กินดีหรูหรา ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่ยุติธรรมเกินไปหน่อย

"แบบนี้ก็นับว่าดีมากแล้วนะ อย่างน้อยสามวันก็ยังเห็นเนื้อสักมื้อ ตอนพวกเราน่ะลำบากกว่าพวกเขาตอนนี้ตั้งเยอะ"

ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว

แมลงเริ่มเยอะขึ้น ทุกคนจึงพากันย้ายเข้าไปคุยกันในห้องแทน

"เสี่ยวซวี่ยังไม่มาอีกเหรอเนี่ย? พี่เสี่ยวเสวี่ย โทรตามเธอหน่อยสิคะ เธอเป็นคนบอกให้นัดรวมตัวกันแท้ๆ แต่พวกเรามากันหมดแล้วเธอกลับยังไม่ถึง ยัยปีศาจหนู (ฮ่าวจื่อจิง) คนนี้ วางมาดใหญ่โตขึ้นทุกวันเลยนะ!"

สิ้นเสียงของหูเจ๋อหง ก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากหน้าประตู

"ใครนินทาฉันอยู่จ๊ะ?"

พูดไม่ทันขาดคำ เจ้าตัวก็เดินเข้ามาในห้องแล้ว

"ไม่ต้องเดาฉันก็รู้ว่าเป็นเธอ ยัยถั่วรสประหลาด (กว้ายเว่ยโต้ว)!"

ภาพเหตุการณ์ที่คุ้นเคย เฉินเสี่ยวซวี่และหูเจ๋อหงเมื่อเจอกันเมื่อไหร่ เป็นต้องลับฝีปากกันเมื่อนั้น

เพียงแต่ว่า...

หลี่เทียนหมิงมองไปที่เธอ นี่คือแม่นางหลินผู้บอบบางราวกับปุยฝ้ายคนเดิมจริงๆ หรือ?

จบบท

จบบทที่ บทที่ 1322 งานเลี้ยงรุ่นหอแดง

คัดลอกลิงก์แล้ว