- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นเชฟพร้อมระบบปั๊มเวลสุดโกง
- บทที่ 48 - เจ้าทึ่มจู้น่าสะพรึงกลัวจนไม่มีใครห้ามอยู่
บทที่ 48 - เจ้าทึ่มจู้น่าสะพรึงกลัวจนไม่มีใครห้ามอยู่
บทที่ 48 - เจ้าทึ่มจู้น่าสะพรึงกลัวจนไม่มีใครห้ามอยู่
บทที่ 48 - เจ้าทึ่มจู้น่าสะพรึงกลัวจนไม่มีใครห้ามอยู่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
สวี่ฝูกุ้ยคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าทึ่มจู้จะกล้าลงมือกับเขา
เขาไม่ได้ระวังตัวเลยสักนิด
หมัดของเจ้าทึ่มจู้ทำให้เขาล้มลงไปกองกับพื้นด้วยความมึนงง
"โอ๊ย เจ็บจะตายอยู่แล้ว เจ้าทึ่มจู้ แกกล้าตีฉันเหรอ"
สวี่ฝูกุ้ยนั่งอยู่บนพื้น ชี้หน้าด่าเจ้าทึ่มจู้อย่างโกรธจัด
เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเหอต้าชิง ถ้านับตามศักดิ์แล้ว เจ้าทึ่มจู้ก็ต้องเรียกเขาว่าลุง
แต่ผลคือเจ้าทึ่มจู้ไม่ไว้หน้าเขาสักนิด พุ่งเข้ามาซัดหน้าเขาเต็มแรงแบบนี้
เจ้าทึ่มจู้ทำท่าจะเข้าไปซ้ำอีก
อี้จงไห่รีบเข้าไปกอดรัดเจ้าทึ่มจู้ไว้แน่น "เจ้าทึ่มจู้ นายบ้าไปแล้วเหรอ ตีลูกเสร็จก็มาตีพ่อต่อ นายคิดจะทำอะไรกันแน่"
"ฉันคิดจะทำอะไรน่ะเหรอ ฉันก็จะอัดมันน่ะสิ"
เจ้าทึ่มจู้ถูกอี้จงไห่ เหยียนฝูกุ้ย และหลิวไห่จงช่วยกันกอดรัดเอาไว้ ครึ่งท่อนบนขยับไม่ได้แล้ว แต่ขาก็ยังขยับได้อยู่
เขาพยายามพุ่งตัวเข้าหาสวี่ฝูกุ้ยสองสามครั้ง แล้วก็เตะออกไปเต็มแรงหนึ่งที
สวี่ฝูกุ้ยหลบไม่ทัน โดนลูกเตะเข้าไปเต็มๆ
"เฒ่าสวี่ รีบหนีไปเร็ว"
อี้จงไห่ตะโกนบอก
สวี่ฝูกุ้ยได้สติ รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งกะเผลกๆ หนีเข้าไปในตรอก วิ่งไปก็เหลียวหลังมองไป กลัวว่าเจ้าทึ่มจู้จะตามมาทัน
รอจนกระทั่งสวี่ฝูกุ้ยวิ่งไปไกลแล้ว
อี้จงไห่ถึงได้ตะคอกใส่เจ้าทึ่มจู้อย่างโกรธเคือง "เจ้าทึ่มจู้ นายจะทำอะไรของนาย มีเรื่องโมโหก็ไปลงที่พ่อนายสิ จะมาลงกับคนอื่นทำไม"
"พรุ่งนี้ฉันจะไปคิดบัญชีกับไอ้คนที่ชื่อเหอต้าชิงที่เมืองเป่าเฉิงแน่"
เจ้าทึ่มจู้คำรามลั่น แล้วสะบัดตัวหลุดจากการจับกุมของทุกคน
จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาเดินกลับเข้าไปในลานสี่ประสาน ท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านทุกคน
ตอนที่เขาเดินผ่านไป ทุกคนต่างก็ได้แต่มองเขา ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรเลย
กลัวว่าเจ้าทึ่มจู้ที่ยังอารมณ์ค้างอยู่จะถูกพวกเขากระตุ้น แล้วจะมีจุดจบเหมือนสองพ่อลูกสกุลสวี่
แต่พอเจ้าทึ่มจู้เดินผ่านไปแล้ว ทุกคนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
"วันนี้เจ้าทึ่มจู้มันบ้าไปแล้วจริงๆ อัดสวี่ต้าเม่าเสร็จยังไม่สะใจ ยังกล้าไปลงไม้ลงมือกับพ่อของสวี่ต้าเม่าอีก"
"สองพ่อลูกนั่นก็สมควรโดนแล้วล่ะ ใครใช้ให้ไปยั่วโมโหเจ้าทึ่มจู้กันล่ะ"
"เหอต้าชิงหนีไปแบบนี้ เจ้าทึ่มจู้ก็ต้องอารมณ์เสียเป็นธรรมดา ถ้าเป็นคนปกติเขาก็ไม่มีใครกล้าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนในเวลาแบบนี้หรอก"
"ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าเจ้าทึ่มจู้มันจะบ้าดีเดือดขนาดนี้ คนตั้งเยอะยังห้ามมันไม่อยู่เลย"
"คนตั้งเยอะยังเอาไม่อยู่ วันหลังฉันไม่กล้าไปหาเรื่องเจ้าทึ่มจู้แล้วล่ะ"
"..."
ช่วงบ่ายวันนี้ เจ้าทึ่มจู้กลายเป็นเป้าสายตาของคนทั้งลานสี่ประสานอย่างแท้จริง
พอเขากลับเข้าลานบ้านไป ทุกคนก็พากันเดินตามเข้าไปด้วย
หลิวไห่จงหันไปปรึกษากับอี้จงไห่อย่างหัวเสีย "เจ้าทึ่มจู้ทำเกินไปจริงๆ กล้าซ้อมคนปางตายขนาดนี้ ฉันว่าคืนนี้พวกเราน่าจะเรียกคนในลานบ้านมาประชุมกัน แล้วก็วิจารณ์การกระทำของเขากันให้หนักๆ เลย"
ในยุคนี้ยังเป็นยุคที่อยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการทหาร สำนักงานเขตและคณะกรรมการชุมชนยังไม่ก่อตั้งขึ้น
และตำแหน่งลุงผู้จัดการลานบ้านก็ยังไม่ได้ถูกแต่งตั้งขึ้นมา
แต่สำหรับหลิวไห่จงที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นข้าราชการใจจะขาด พอมีโอกาสก็อยากจะวางก้ามวางโต ทำตัวเลียนแบบพวกข้าราชการซะหน่อย
เขาเลยเสนอให้จัดประชุมลานบ้าน เพื่อที่ตัวเองจะได้มีโอกาสพูดแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุม และสัมผัสความรู้สึกของการได้เป็นผู้นำดูบ้าง
อี้จงไห่ยังกะจะใช้เจ้าทึ่มจู้มาเป็นคนเลี้ยงดูตัวเองตอนแก่อยู่ ย่อมไม่มีทางเห็นด้วยกับความคิดของหลิวไห่จงแน่นอน "ช่างมันเถอะ นายไม่เห็นหรือไงว่าเจ้าทึ่มจู้กำลังอารมณ์ร้อน เรื่องแบบนี้ใครเจอกับตัวก็ต้องรู้สึกแย่ทั้งนั้นแหละ ปล่อยให้เขาสงบสติอารมณ์ไปก่อนเถอะ อย่าไปยั่วโมโหเขาอีกเลย"
เหยียนฝูกุ้ยก็คิดว่าอี้จงไห่พูดมีเหตุผล "อี้จงไห่พูดถูกนะ เกิดเจ้าทึ่มจู้มันบ้าขึ้นมากลางที่ประชุม แล้วพุ่งเข้ามาอัดพวกเราจะทำยังไงล่ะ"
หลิวไห่จงแค่นเสียงฮึดฮัด "มันจะกล้าเหรอ พวกเรามีคนตั้งเยอะแยะ จะจัดการมันไม่ได้เชียวเหรอ"
"เมื่อกี้ก็คนตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ ยังดึงเจ้าทึ่มจู้ไม่อยู่เลย"
คำเตือนของเหยียนฝูกุ้ย ทำให้หลิวไห่จงต้องขมวดคิ้ว
มันก็จริงอย่างที่พูด เมื่อกี้ตอนที่เจ้าทึ่มจู้สติแตก คนตั้งเยอะยังห้ามไม่อยู่เลย สุดท้ายสวี่ต้าเม่ากับสวี่ฝูกุ้ยสองพ่อลูกก็ยังโดนอัดอยู่ดี
"ปล่อยให้เจ้าทึ่มจู้สงบสติอารมณ์ไปก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง"
อี้จงไห่บอกให้พวกเขาอยู่เฉยๆ อย่าเพิ่งไปหาเรื่องใส่ตัว
เหยียนฝูกุ้ยมองไปทางปากซอย จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ "แล้วสวี่ต้าเม่ากับสวี่ฝูกุ้ยสองพ่อลูกนั่นหายไปไหนล่ะเนี่ย ไม่ใช่ว่าแอบไปแจ้งตำรวจหรอกนะ"
พอได้ยินแบบนี้ อี้จงไห่ก็นึกขึ้นได้ "เฮ้ย ก็เป็นไปได้นะ"
หลิวไห่จงกลับคิดว่าเป็นเรื่องดี "แจ้งตำรวจก็ดีแล้ว คนอย่างเจ้าทึ่มจู้มันต้องโดนจับเข้าไปดัดนิสัยซะบ้าง ถึงจะรู้จักหลาบจำ จะได้สงบสติอารมณ์ลงได้"
"พอเลย ถ้าเจ้าทึ่มจู้ได้ยินที่นายพูด ระวังเขาจะมาจัดการนายนะ"
อี้จงไห่เอ็ดอย่างไม่พอใจ
"ฉันไม่ใช่สวี่ฝูกุ้ยซะหน่อย จะไปกลัวเขาทำไม เก่งจริงก็เข้ามาสิ"
หลิวไห่จงทำงานเป็นช่างตีเหล็กในโรงงาน รูปร่างกำยำล่ำสัน เขาเลยไม่คิดจะกลัวเจ้าทึ่มจู้เลยสักนิด
"โตป่านนี้แล้ว ยังคิดจะไปมีเรื่องชกต่อยกับเด็กอย่างเจ้าทึ่มจู้อีกเหรอ ไม่อายคนอื่นเขาบ้างหรือไง"
อี้จงไห่พูดจบก็เสริมขึ้นว่า "พวกนายคอยดูเจ้าทึ่มจู้ไว้ก่อนนะ ฉันจะไปดูที่สถานีตำรวจซะหน่อย ขืนปล่อยให้พวกนั้นแจ้งตำรวจจริงๆ อนาคตเจ้าทึ่มจู้ก็พังกันพอดี"
พูดจบอี้จงไห่ก็รีบเดินออกไปทันที
หลิวไห่จงกับเหยียนฝูกุ้ยเดินกลับเข้าไปในลานสี่ประสาน
ก่อนหน้านี้เหออวี่สุ่ยที่ได้รับการปลอบใจจากฉินหวยหรู ก็ร้องไห้เบาลงมากแล้ว
แต่พอเจ้าทึ่มจู้กลับมา เหออวี่สุ่ยเห็นหน้าพี่ชาย ก็กลับมาร้องไห้โฮหนักกว่าเดิมอีก
เจ้าทึ่มจู้เข้าไปปลอบใจเธอ พร้อมกับหันไปขอบคุณฉินหวยหรู "ขอบคุณมากนะพี่ฉิน"
เจี่ยตงซวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ฟังแล้วก็ไม่ค่อยสบอารมณ์ "นายเรียกภรรยาฉันว่าพี่ฉิน แล้วนายจะเรียกฉันว่าอะไรล่ะ"
เจ้าทึ่มจู้งงไปครู่หนึ่ง "ก็เรียกเจี่ยตงซวี่น่ะสิ จะให้เรียกอะไรอีกล่ะ"
เจี่ยตงซวี่โดนตอกกลับจนหน้าม้าน ใจจริงอยากจะบอกว่าควรเรียกเขาว่าพี่ แล้วเรียกฉินหวยหรูว่าพี่สะใภ้
แต่พอมองหน้าเจ้าทึ่มจู้ เขาก็ปอดแหก ไม่กล้าหืออีก
หวังเจี้ยนเย่ก้มลงเก็บเศษจดหมายที่ถูกเจ้าทึ่มจู้ฉีกทิ้งขึ้นมาจากพื้น
"พี่ครับ นี่เป็นจดหมายที่ลุงเหอทิ้งเอาไว้ครับ"
หวังเจี้ยนอู่เดินเข้ามาหาหวังเจี้ยนเย่แล้วอธิบาย
เขา หวังเจี้ยนเหวินพี่ชายคนรอง หวังเจี้ยนหนานพี่สาวคนรอง และเหออวี่สุ่ย เลิกเรียนพร้อมๆ กัน พวกเขากลับมาถึงลานสี่ประสานตั้งนานแล้ว และได้ดูละครฉากนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ
จดหมายถูกฉีกจนเละเทะ หวังเจี้ยนเย่เลยถามหวังเจี้ยนอู่น้องชายว่ารู้ไหมว่าในจดหมายเขียนว่าอะไร
หวังเจี้ยนอู่จึงเล่าเนื้อหาที่ตัวเองรู้ให้หวังเจี้ยนเย่ฟังทั้งหมด
"พี่ครับ ลุงเหอจะไม่กลับมาแล้วจริงๆ เหรอครับ"
"เดี๋ยวเขาก็คงกลับมาเองแหละ"
หวังเจี้ยนเย่เคยดูต้นฉบับนิยายเรื่องนี้มาก่อน
หลังจากที่เหอต้าชิงไปเป็นพ่อเลี้ยงรับจ้าง ช่วยดูแลลูกติดของแม่ม่ายแซ่ไป๋จนโต พอเหอต้าชิงเริ่มแก่ตัวลง ไม่มีแรงทำงานหาเงิน เด็กพวกนั้นก็ถีบหัวส่งเขา ทำให้เขาต้องซมซานกลับมาหาเจ้าทึ่มจู้ที่ลานสี่ประสาน
หลิวไห่จงเดินเข้ามาที่เรือนชั้นกลาง พอรู้ว่าเจ้าทึ่มจู้พาเหออวี่สุ่ยกลับเข้าบ้านไปแล้ว เขาก็บอกให้พวกไทยมุงที่ยืนดูอยู่แยกย้ายกันไป
จากนั้นหลิวไห่จงก็ผลักประตูห้องโถงกลางตั้งใจจะเข้าไปคุยกับเจ้าทึ่มจู้สักหน่อย
แต่ดันโดนเจ้าทึ่มจู้ตะคอกใส่ ทำเอาเขาสะดุ้งโหยง ต้องถอยกรูดออกมา
พอเห็นพวกไทยมุงที่ยังไม่กลับพากันหัวเราะคิกคัก หลิวไห่จงก็หน้าม้าน รีบหาข้ออ้างกู้หน้า "ตอนนี้เจ้าทึ่มจู้ยังอารมณ์ไม่นิ่ง อารมณ์ฉุนเฉียวสุดๆ ใครเข้าไปคุยตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์"
จากนั้นหวังเจี้ยนเย่ก็ผลักประตูเดินเข้าไปบ้าง
ตอนนี้เจ้าทึ่มจู้กำลังนั่งดื่มเหล้าเพียวๆ อยู่ โดยไม่มีแม้แต่ถั่วลิสงเป็นกับแกล้ม
พอเจ้าทึ่มจู้เห็นว่าเป็นหวังเจี้ยนเย่เดินเข้ามา เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร
ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงไล่ตะเพิดออกไปนานแล้ว
[จบแล้ว]