- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอก้าวเป็นที่หนึ่งเหนือผู้ใด
- บทที่ 91 - เซอร์ไพรส์นอกถ้ำเร้นลับ! เซียวเหยียนน้อยแกว่งเท้าหาเสี้ยน
บทที่ 91 - เซอร์ไพรส์นอกถ้ำเร้นลับ! เซียวเหยียนน้อยแกว่งเท้าหาเสี้ยน
บทที่ 91 - เซอร์ไพรส์นอกถ้ำเร้นลับ! เซียวเหยียนน้อยแกว่งเท้าหาเสี้ยน
บทที่ 91 - เซอร์ไพรส์นอกถ้ำเร้นลับ! เซียวเหยียนน้อยแกว่งเท้าหาเสี้ยน
ไม่มีวี่แววความคืบหน้าแม้แต่น้อย
นี่ก็ผ่านมาตั้งห้าเดือนเต็มแล้ว
เซียวเหยียนน้อยออกเดินทางไปฝึกฝนในเทือกเขาสัตว์อสูรบริเวณใกล้เคียงตั้งแต่เช้าตรู่ และตอนนี้เขาก็ได้กลายเป็น "อัธพาลน้อย" ที่สัตว์อสูรต่างพากันกล่าวขานถึงไปเสียแล้ว
ด้วยผลจากการถูกกดทับด้วยดาบยักษ์เหล็กนิล ผนวกกับการชี้แนะและการสั่งสอนอย่างเข้มงวดของท่านปรมาจารย์เย่า รวมถึงพลังงานฟ้าดินภายในมิติไท่ซวี (ชื่อที่จางหยวนตั้งให้มิติเล็ก) ที่หนาแน่นและบริสุทธิ์กว่าโลกภายนอกหลายเท่าตัว ทำให้ระดับพลังของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วจนบรรลุระดับผู้ฝึกปราณขั้นสูงสุด
เมื่อเทียบกับระดับพลังของเขาในช่วงเวลาเดียวกันตามเส้นทางชีวิตเดิม ตอนนี้เขามีพลังนำหน้าไปถึงห้าดาวเต็มๆ แถมยังมีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชนกว่า สามารถใช้ทักษะยุทธ์ระดับตี้ขั้นต่ำอย่างคลื่นแยกปฐพีได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วกว่าเดิม และยังได้ครอบครองอาวุธระดับหกอย่างดาบยักษ์เหล็กนิลอีกด้วย
นอกจากนี้ เซียวจ้านก็สามารถทะลวงผ่านไปถึงระดับมหาคุรุปราณขั้นสูงสุดได้สำเร็จ ห่างจากระดับวิญญาณปราณเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ส่วนผู้อาวุโสใหญ่และคนอื่นๆ ในตระกูลก็ล้วนมีระดับพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่คนที่พัฒนาขึ้นมากที่สุดก็คือเซียวอวี้ หลังจากที่นางได้เรียนรู้วิชาหลอมอาวุธอัสนีเพลิง นางก็สามารถหลอมอาวุธระดับหนึ่งได้อย่างชำนาญ การควบคุมพลังปราณธาตุไฟและสายฟ้าในตัวก็เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝนพลัง แต่การได้อาศัยพลังงานในมิติไท่ซวียังทำให้นางสามารถบรรลุระดับผู้ฝึกปราณขั้นสูงสุดได้อีกด้วย
นอกจากคนในตระกูลเซียวแล้ว ในบรรดาสาวงามทั้งสามคนที่อยู่ข้างกายจางหยวน เซียนแพทย์ตัวน้อยที่ยังไม่ได้เปิดผนึกร่างพิษหายนะ ก็ยังคงฝึกฝนพลังปราณธาตุไม้ต่อไป ซึ่งการพัฒนาก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า
ส่วนชิงเหยี่ยนจิ้ง ในที่สุดนางก็เริ่มต้นฝึกฝนด้วยตัวเองเสียที แต่นางก็ไม่ได้มุ่งมั่นอะไรนัก ไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาใดๆ เป็นเพียงการฝึกกำหนดลมหายใจธรรมดา ระดับพลังของนางตามหลังจางหยวนอยู่เพียงหนึ่งดาวเท่านั้น ซึ่งนางก็ยังคงพยายามรักษาระดับความเร็วในการฝึกฝนเอาไว้
สำหรับซวินเอ๋อร์ จางหยวนเองก็มองไม่ออกเช่นกัน เพราะนางมีเกราะอ่อนที่สามารถสกัดกั้นการตรวจสอบจากยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ปราณได้ อีกทั้งยังเป็นไปได้สูงว่านางกำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับตี้ซึ่งเป็นพื้นฐานของเคล็ดวิชาระดับเทียน ระดับพลังของนางอาจจะเพิ่มขึ้นทุกวันเลยก็เป็นได้
แม้จะยังไม่เคยเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อในระดับคุรุปราณ แต่ก็น่าจะยังไม่ถึงระดับมหาคุรุปราณ ทว่าการจะสังหารมหาคุรุปราณสักคนสำหรับนางคงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ทุกคนต่างก็มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด แต่จางหยวนผู้เป็นผู้นำพาความก้าวหน้าเหล่านี้มาให้ กลับมีสภาพจิตใจที่ห่อเหี่ยวสุดๆ
"หรือว่ามันจะไม่ได้อยู่ในบริเวณนี้กันนะ"
"ไม่น่าจะใช่ ข้าเอาเมืองชิงซานเป็นจุดศูนย์กลาง แล้วลากเส้นเชื่อมต่อจุดที่เซียนแพทย์ตัวน้อยเคยไปเก็บสมุนไพรทั้งหมด พื้นที่โดยรอบข้าก็สำรวจจนปรุโปร่งหมดแล้ว โดยเฉพาะบริเวณแปลงสมุนไพรป่าในหุบเขานั่น"
"เซียวเหยียนน้อยก็ออกไปตะลุยมาตั้งห้าเดือนแล้ว ทำไมถึงยังหาถ้ำแห่งนั้นไม่พบเสียทีล่ะ"
"..."
จางหยวนเริ่มรู้สึกคิดไม่ตก
ความรู้สึกที่ทุกอย่างไม่อยู่เหนือการควบคุมเช่นนี้ มันช่างเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจสำหรับผู้ทะลุมิติที่รู้ "อนาคต" ล่วงหน้าอย่างเขาเสียเหลือเกิน
แม้ว่าเขาจะมีตัวช่วยพิเศษ และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสถานการณ์ตามเนื้อเรื่องเสมอไป แต่แผนที่เศษเสี้ยวเพลิงปีศาจบงกชบริสุทธิ์นั้น ส่งผลกระทบต่อเซียวเหยียนน้อยอย่างมหาศาล หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะทำให้เขาสามารถกลืนกินเพลิงปีศาจบงกชบริสุทธิ์ได้สำเร็จในอนาคตเลยทีเดียว
เรื่องนี้เขาจะนิ่งนอนใจไม่ได้เด็ดขาด
"ดูเหมือนคงต้องรอให้การทดสอบคัดเลือกของสถานศึกษาเจียหนานเสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วค่อยปล่อยให้เซียวเหยียนน้อยมาลุยเดี่ยวที่นี่ต่ออีกสักครึ่งปี ถือเป็นการลองเสี่ยงดูเป็นครั้งสุดท้าย"
จางหยวนนวดขมับเบาๆ ด้วยความปวดหัว
เมื่อสองเดือนก่อน เขาเพิ่งกลับไปที่เมืองอูถั่นเพื่อต่อเวลาพลังเพลิงอัสนีสี่มังกรให้หยาเฟย และถือโอกาสให้เซียวอวี้ช่วยยืนยันกำหนดการที่คณะตัวแทนจากสถานศึกษาเจียหนานจะเดินทางมาถึงเมืองอูถั่น ซึ่งก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
เส้นตายหนึ่งปีในการเข้ารับตำแหน่งก็ใกล้จะหมดลงทุกที เขาต้องรีบเดินทางไปยังเมืองสือม่อโดยด่วน เพื่อรับตำแหน่งเจ้าเมืองและเริ่มแผนการขยายอำนาจ สร้างขุมกำลังของตัวเอง และดึงตัวราชินีเมดูซ่ากับเผ่ามนุษย์งูมาเป็นพวก
หากยังไม่พบเบาะแสใดๆ ภายในช่วงสองสามวันนี้ เขาก็จำเป็นต้องออกเดินทางแล้ว
หวังว่าการ "ดำเนินเรื่องตามรอยเดิม" จะช่วยให้เซียวเหยียนน้อยได้พบเจอกับเบาะแสอะไรบ้าง
"กลับมาแล้วหรือ"
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด จางหยวนก็สัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังแห่งมิติ กลิ่นอายของเซียวเหยียนปรากฏขึ้นที่ตีนเขายอดเขาแรงโน้มถ่วง
หลังจากหลอมรวมลูกแก้วมังกรมายาอนันตกาล มิติไท่ซวีก็เกิดคุณสมบัติใหม่ขึ้นมา จางหยวนเพียงแค่ใช้พลังงานฟ้าดินก็สามารถสร้างลูกแก้วเคลื่อนย้ายมิติขึ้นมาได้ เมื่อบีบลูกแก้วนี้ให้แตกในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรจากจุดเชื่อมต่อมิติ ผู้ใช้ก็จะถูกส่งตัวเข้ามาในมิติเล็กทันที
จุดเชื่อมต่อมิติที่ว่านี้ ก็คือตำแหน่งสุดท้ายที่จางหยวนยืนอยู่บนทวีปปราณยุทธ์ก่อนที่จะเข้ามาในมิติเล็ก ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณกระท่อมไม้ในหุบเขาที่เขาใช้ซ่อนตัวอยู่กับเซียนแพทย์ตัวน้อย
ในช่วงที่ผ่านมา เซียวเหยียนจะออกไปต่อสู้กับสัตว์อสูรและฝึกฝนทักษะยุทธ์ในเทือกเขาสัตว์อสูรในตอนกลางวัน พอตกดึกก็จะกลับมาดูดซับพลังงานฟ้าดินในมิติไท่ซวี
"ท่านปรมา... หืม?"
จางหยวนใช้การเคลื่อนย้ายพริบตามาปรากฏตัวข้างๆ เซียวเหยียน ตั้งใจจะไปคุยกับท่านปรมาจารย์เย่าเรื่องขอให้ช่วยปรุงโอสถวิญญาณครามสามริ้วเสียหน่อย แต่กลับเห็นเซียวเหยียนน้อยในสภาพมอมแมมคลุกฝุ่น เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง ดูทุลักทุเลสุดๆ
"เจ้าไปทำอะไรมาเนี่ย ไปหาเรื่องสัตว์อสูรระดับสามมาหรือไง" จางหยวนถามด้วยความประหลาดใจ
แม้จะมีเสียงดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เซียวเหยียนก็ไม่ได้ตกใจอะไรนัก เพราะเขาชินกับเรื่องแบบนี้ไปแล้ว เขาเงยหน้ามองจางหยวนแล้วถอนหายใจยาว "วันนี้ดวงซวยชะมัดยาด จู่ๆ เทือกเขาสัตว์อสูรก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา ตอนนั้นข้าเพิ่งจัดการสัตว์อสูรระดับสามเสร็จไปหมาดๆ ถ้าท่านอาจารย์ไม่ออกโรงช่วยไว้ ข้าคงตกลงไปในเหวแล้วล่ะ"
มังกรปฐพีพลิกตัว หรือก็คือแผ่นดินไหว ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก
จางหยวนก็คิดว่าเซียวเหยียนดวงซวยจริงๆ อุตส่าห์สู้กับสัตว์อสูรอยู่ดีๆ กลับต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ช่างไม่สมกับเป็นบุตรแห่งโชคชะตาเอาเสียเลย... เอ๊ะ?
"การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก" ประกายแสงวาบขึ้นในดวงตาของจางหยวน
"เจ้าไปอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายก่อนเถอะ เอ้านี่ รับไป"
จางหยวนโยนเกราะระดับห้าที่เพิ่งหลอมเสร็จหมาดๆ ให้เซียวเหยียน แล้วพุ่งตัวออกจากมิติไท่ซวีไปในทันที
"เกราะคุ้มกาย" เซียวเหยียนรับเกราะมาถือไว้แล้วหัวเราะแหะๆ "ว่าแล้วเชียว ท่านพี่ดีต่อข้าที่สุด พี่สะใภ้ทั้งสามคนได้แค่ชุดกระโปรง แต่ข้าได้ทั้งเกราะทั้งอาวุธเลย"
ท่านปรมาจารย์เย่า "..."
หายหน้าหายตาไปตั้งห้าเดือนถึงจะหลอมเกราะระดับห้าออกมาได้สักชุด มันมีความเป็นไปได้ไหมว่าเจ้าหนูหยวนแอบหลอมอาวุธให้แฟนสาวทั้งสามคนของตัวเองเสร็จไปก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้วน่ะ
"แปลงสมุนไพรป่าที่มีพลังงานฟ้าดินอุดมสมบูรณ์นั่น ข้าจำได้ว่าอยู่ทิศนี้นี่นา"
เมื่อออกมานอกมิติไท่ซวี จางหยวนก็จับทิศทางได้แล้วเรียกปีกเพลิงเทวะออกมาทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า
ผ่านไปครึ่งเค่อ เขาก็มาถึงเหนือน่านฟ้าของหุบเขาแห่งหนึ่ง กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วบินวนไปเหนือหน้าผาบริเวณใกล้เคียง หลับตาลงและแผ่พลังวิญญาณออกไปเพื่อตรวจสอบพื้นที่
"เจอแล้ว!" จางหยวนเบิกตาโพลง ประกายตาวาบวับ
บริเวณหน้าผาสูงชันที่มีรอยแตกร้าว มีเศษหิน ซากโครงกระดูกมนุษย์และสัตว์อสูรกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป รวมไปถึงต้นไม้รูปร่างประหลาดที่ขึ้นระเกะระกะ และที่ด้านหลังท่อนไม้ขนาดยักษ์ที่พาดขวางอยู่บนหน้าผานั้น ก็มีโพรงถ้ำสีดำสนิทซ่อนอยู่ ภายในเต็มไปด้วยดินทรายและเถาวัลย์หนาม
หากไม่ได้ยืนสังเกตการณ์อยู่บนท่อนไม้ยักษ์นั้น คนทั่วไปย่อมไม่มีทางค้นพบถ้ำแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน
แต่แน่นอนว่ามันไม่อาจรอดพ้นจากสัมผัสวิญญาณของจางหยวนไปได้
"ข้าเคยมาสำรวจที่นี่แล้วนี่นา แต่คราวก่อนไม่เห็นมีถ้ำนี้อยู่เลย" จางหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความทึ่งในความอัศจรรย์ของบุตรแห่งโชคชะตา
เห็นได้ชัดว่าถ้ำแห่งนี้ถูกดินถล่มปิดทับมาโดยตลอด ดังนั้นไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปี ก็ไม่เคยมีใครค้นพบหรือเข้าไปสำรวจเลย
จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ถ้ำถึงได้มีโอกาสเผยโฉมออกมาให้เห็นอีกครั้ง และ "บังเอิญ" ถูกเซียนแพทย์ตัวน้อยค้นพบเข้าพอดี และอีกหนึ่งหรือสองเดือนให้หลัง เซียวเหยียนก็ "บังเอิญ" มาฝึกฝนที่เทือกเขาสัตว์อสูรพอดี ทั้งสองจึงได้เข้าไปสำรวจร่วมกัน และกอบโกยวาสนาก้อนโตกลับไป
ตอนแรกเขายังนึกว่าบุตรแห่งโชคชะตาจะไม่เอาไหนเสียแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะจัดหนักจัดเต็มขนาดนี้ ถึงขั้นไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแย่งชิงวาสนาไปได้เลยเชียว
"แต่มันก็ไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี ข้ามีพลังวิญญาณระดับหลิงจิ้งนะ ทำไมถึงตรวจจับถ้ำที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าผาไม่พบเลยล่ะ"
"แม้แต่ตอนนี้ ข้าก็จับสัมผัสได้แค่ตำแหน่งของปากถ้ำ แต่กลับรับรู้ถึงสภาพภายในไม่ได้เลย"
จางหยวนสัมผัสได้อย่างเฉียบแหลมถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาจึงไม่บุ่มบ่ามบุกเข้าไป แต่เลือกที่จะบินไปสังเกตการณ์ที่ปากถ้ำอย่างระมัดระวัง
"ฟ่อ!"
อสรพิษศิลาตัวหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากด้านข้าง อ้าปากกว้างหมายจะงับจางหยวน
"ไอ้เศษสวะตาบอด"
จางหยวนไม่ได้แม้แต่จะปรายตามอง เขาตวัดฝ่ามือเพียงครั้งเดียว อสรพิษศิลาก็แหลกสลายกลายเป็นธุลีไปในพริบตา
ในขณะนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นว่าภายในรอยแยกของหน้าผาด้านล่างปากถ้ำ มีวัตถุบางอย่างรูปร่างคล้ายบานประตูซ่อนอยู่ ลักษณะดูคล้ายกับก้อนเหล็กสีเงิน
"มานี่!"
จางหยวนใช้พลังดูดฝ่ามือดึงดูดไปยังปากถ้ำ
ด้วยพลังของวิญญาณปราณระดับสูง การใช้ทักษะดูดฝ่ามือก็เพียงพอที่จะทำให้หน้าผาสั่นสะเทือนและแตกร้าว แผ่นหินสีเงินนั้นลอยพุ่งออกมาพร้อมกับมีพลังปราณห่อหุ้มไว้ ก่อนจะตกลงมาอยู่ในมือของจางหยวน มันมีความสูงประมาณสองจั้ง กว้างหนึ่งจั้ง บนพื้นผิวมีสสารสีทองและสีเงินกระจายอยู่ทั่วไป
"หืม?"
เดิมทีจางหยวนตั้งใจจะตรวจสอบมันอย่างละเอียด แต่กลับพบว่าพลังวิญญาณของเขาไม่สามารถทะลวงผ่านแผ่นหินนี้ไปได้
นั่นก็หมายความว่า การมีอยู่ของแผ่นหินแผ่นนี้ทำให้เขาไม่สามารถตรวจพบทางเข้าถ้ำได้ จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวและแผ่นหินทรุดตัวลง ถ้ำแห่งนี้จึงได้เผยโฉมออกมาอีกครั้ง
ตอนนี้เขาไม่สามารถรับรู้ถึงสภาพภายในถ้ำได้เลย เป็นไปได้ไหมว่าถ้ำทั้งถ้ำจะถูกห่อหุ้มด้วยแร่ธาตุประหลาดที่สามารถสกัดกั้นพลังวิญญาณแบบนี้เอาไว้
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น แร่ประหลาดนี่ก็ไม่น่าจะรอดพ้นสายตาของท่านปรมาจารย์เย่าไปได้ ไม่อย่างนั้นในเส้นทางชีวิตเดิม ท่านปรมาจารย์เย่าคงต้องสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรบ้างสิ
ส่วนสาเหตุที่ทำไมครั้งนี้ท่านปรมาจารย์เย่าถึงตรวจไม่พบ ก็เป็นเพราะเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย และไม่ได้ตั้งใจมาสำรวจตั้งแต่แรกนั่นเอง
"น่าสนใจดีนี่"
จางหยวนเก็บแผ่นหินแผ่นนี้เข้าไปในมิติซ้อนมิติของมิติไท่ซวีอย่างไม่ใส่ใจนัก กะว่าเดี๋ยวค่อยเอาไปถามท่านปรมาจารย์เย่าผู้รอบรู้ดูอีกที
ส่วนตอนนี้ ย่อมต้องเข้าไปสำรวจถ้ำแห่งนี้เสียก่อน
ภายใต้การแผดเผาของเพลิงอัสนีห้ามังกร วัชพืชและเศษหินดินทรายล้วนถูกเผาผลาญจนกลายเป็นความว่างเปล่า ภายในถ้ำที่มืดมิดกลับสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน
พูดถึงการสำรวจ เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีอะไรให้สำรวจหรอก เพราะเขารู้ตื้นลึกหนาบางของถ้ำแห่งนี้ดีอยู่แล้ว
กลไกที่บานประตู ถูกเขาทำลายทิ้งด้วยกำลังล้วนๆ จัดการได้อย่างง่ายดาย
สมุนไพรวิเศษมากมาย ถูกเขาขุดขึ้นมาและหอบกลับไปทั้งหมด นำไปปลูกไว้ในแปลงสมุนไพรภายในมิติซ้อนมิติ ให้เซียนแพทย์ตัวน้อยเป็นคนดูแลต่อไป
ทองคำและของมีค่า ก็ถูกกวาดเรียบไม่ให้เหลือทิ้งไว้เป็นขยะ และไฮไลต์สำคัญก็คือการใช้กุญแจไขกล่องไม้หลายใบ
คัมภีร์พิษเจ็ดสีหนึ่งม้วน ทักษะการบินปีกเมฆาม่วง และทักษะยุทธ์ระดับเซวียนขั้นสูงเสียงคำรามราชสีห์คลั่ง
สำหรับทักษะเสียงคำรามราชสีห์คลั่งนี้ เดิมทีมันควรจะตกเป็นของกองทหารรับจ้างหัวหมาป่า มันเป็นทักษะยุทธ์ที่ไม่มีธาตุเฉพาะเจาะจง สามารถใช้ร่วมกับอาวุธชนิดใดก็ได้ หากฝึกจนถึงขั้นแรกเริ่มจะสามารถตวัดดาบสร้างหัวสิงโตยักษ์ออกมาได้ และหากบรรลุถึงขั้นสูงสุดก็สามารถสร้างสิงโตยักษ์ออกมาแผลงฤทธิ์ได้ตามใจนึกจากการควบคุมด้วยอาวุธ
จางหยวนชอบใช้ง้าว ทักษะยุทธ์นี้ก็ถือว่าถูกใจเขาไม่น้อย เขาตั้งใจว่าจะหาเวลามาฝึกปรือดู หากนำมาใช้ควบคู่กับเพลิงเทวะ บางทีมันอาจจะทรงพลังเทียบเท่ากับทักษะยุทธ์ระดับตี้ขั้นต่ำเลยก็เป็นได้
หลังจากเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว จางหยวนก็ไม่ได้รีบร้อนจากไป เขาเพียงแค่ตั้งจิตอธิษฐานแล้วกลับเข้ามาในมิติไท่ซวี
เขาตั้งใจจะไปสอบถามท่านปรมาจารย์เย่าเกี่ยวกับเรื่องของแผ่นหินเสียหน่อย การที่มันสามารถสกัดกั้นการตรวจสอบจากพลังวิญญาณระดับหลิงจิ้งได้ มันต้องไม่ใช่ของธรรมดาแน่ๆ
"หืม?"
เมื่อกวาดสัมผัสวิญญาณออกไป จางหยวนก็พบว่าเซียวเหยียนกำลังยืนอยู่หน้าห้องหลอมอาวุธของเซียวอวี้ โดยมีทั้งเซียวอวี้ เซียนแพทย์ตัวน้อย และซวินเอ๋อร์ยืนอยู่ด้วย
เซียวเหยียนสวมเกราะชุดใหม่เอี่ยมอ่อง กำลังเดินไปเดินมาอวดโฉมอยู่ต่อหน้าสามสาว
"พี่อวี้ น้องซวินเอ๋อร์ เกราะชุดนี้ของข้าเท่ไหมล่ะ"
"พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านพี่สั่งทำเกราะชุดนี้มาเพื่อข้าโดยเฉพาะ"
"ก็จริงนะ ระดับนี้ ความพอดีตัวขนาดนี้ มีแค่ท่านพี่เท่านั้นแหละที่หลอมออกมาได้"
"ข้าไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นหรอก แต่ท่านพี่ดึงดันจะให้ข้าให้ได้ บอกว่าเราสนิทกัน"
"เขาอุตส่าห์มีน้ำใจให้ จะปฏิเสธก็คงเสียมารยาท พวกเจ้าว่าจริงไหมล่ะ"
"..."
จางหยวน "..."
เมื่อเห็นเซียวเหยียนที่ทำปากเก่งพูดจ้อไม่หยุด ในใจของเขาก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาตงิดๆ
เมื่อก่อนเขาไม่น่าปล่อยให้เจ้านี่ทำตัวอวดดี ยโสโอหัง ล่วงเกินคนกันเองไปทั่ว แล้วต้องมาทนรับสายตาดูถูกดูแคลนอยู่หลายปีเพื่อขัดเกลาจิตใจเลย
ดูสิ ตอนนี้ลืมตัวไปหมดแล้วว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน
"หึหึ"
ซวินเอ๋อร์คลี่ยิ้มอ่อนโยน แววตาของนางก็ดูอ่อนโยนไม่แพ้กัน นางกล่าวว่า "พี่เหยียน ได้ยินพี่หยวนบอกว่าช่วงนี้ระดับพลังของท่านก้าวหน้าไปมากจนท่านอาเซียวจ้านภูมิใจสุดๆ ท่านคงไม่รังเกียจที่จะแสดงฝีมือให้ซวินเอ๋อร์ดูสักหน่อยใช่ไหม"
หางตาของเซียวเหยียนกระตุกยิกๆ
เขาแค่อยากจะอวด ไม่ได้โง่เสียหน่อย
ตามที่ท่านปรมาจารย์เย่าและจางหยวนบอก ซวินเอ๋อร์มีเบื้องหลังเป็นถึงขุมกำลังระดับเซียนปราณ
ของที่จางหยวนมอบให้ซวินเอ๋อร์ย่อมไม่มีทางด้อยไปกว่าของเขา ระดับพลังของนางก็ต้องสูงกว่าเขาอย่างแน่นอน
ให้แสดงฝีมือให้ดูเนี่ยนะ นั่นมันหาเรื่องเจ็บตัวชัดๆ
"พี่หยวนอุตส่าห์ยอมรับในตัวท่าน ท่านคงจะไม่ปฏิเสธใช่ไหม" ซวินเอ๋อร์ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบาๆ "คงไม่หรอกมั้ง คงไม่หรอกมั้ง"
เซียวเหยียน "..."
"แค่กระบวนท่าเดียว!" ซวินเอ๋อร์ชูนิ้วชี้ขึ้นมา "ขอแค่ท่านรับมือข้าได้เพียงกระบวนท่าเดียว ข้าก็จะยอมรับในตัวท่าน"
เซียวเหยียน: !
กระบวนท่าเดียวหรือ
ต่อให้เจ้าจะเป็นว่าที่พี่สะใภ้ของข้า ก็จะมาดูถูกข้าขนาดนี้ไม่ได้นะ
"เข้ามาเลย!"
"ถ้าข้ารับกระบวนท่านี้ไม่ไหว ตั้งแต่วันนี้ไปข้าเปลี่ยนไปใช้แซ่เดียวกับท่านพี่เลยเอ้า!"
ซวินเอ๋อร์ "..."
สำหรับท่านแล้ว การได้ใช้แซ่จางนี่มันถือเป็นบทลงโทษอย่างนั้นหรือ
จางหยวน "..."
น้องเหยียนเอ๋ย ข้าขอไว้อาลัยให้เจ้าล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน
[จบแล้ว]