- หน้าแรก
- ระบบเจ้าเมือง พรสวรรค์คริติคอลร้อยเท่าสะท้านโลก
- บทที่ 720 - ผู้ใดลบหลู่ชื่อข้า ต้องโทษห้าม้าแยกร่าง!
บทที่ 720 - ผู้ใดลบหลู่ชื่อข้า ต้องโทษห้าม้าแยกร่าง!
บทที่ 720 - ผู้ใดลบหลู่ชื่อข้า ต้องโทษห้าม้าแยกร่าง!
บทที่ 720 - ผู้ใดลบหลู่ชื่อข้า ต้องโทษห้าม้าแยกร่าง!
"ชิ เล่นละครตบตา!" เสียงของมู่หรงอี้ที่มีรูเลือดน่าสยดสยองอยู่ที่คอแหบพร่าราวกับเสียงของแม่เล้าใกล้ตาย "มิติเร้นลับนี้มีชื่อว่ามิติเร้นลับมังกรบรรพกาล แกก็เลยแกล้งพูดคำว่า [มังกรบรรพกาล] ขึ้นมาเพื่อจะมาหลอกพวกเรางั้นสิ"
แม้ว่าคอจะเพิ่งถูกยิงทะลุไปเมื่อครู่
แต่มู่หรงอี้ก็ยังคงปากแข็งไม่เลิก
เซี่ยอวี่เพียงแค่ปรายตามองเขาแวบหนึ่งโดยไม่สนใจ
มันก็แค่สุนัขที่กำลังจะตายเท่านั้นแหละ
และเมื่อเทียบกับอู่ยี่โหรวที่ถูกหลอกจนร้องไห้ และมู่หรงอี้ที่ใกล้จะเสียสติแล้ว กู่ถงผู้นำตระกูลโบราณกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
"ด้วยนิสัยของไอ้เด็กคนนี้ ไม่มีทางที่มันจะแกล้งทำเป็นเก่งแน่"
แม้ว่าเขาจะเคยสัมผัสกับเซี่ยอวี่น้อยที่สุด
แต่ในฐานะผู้นำตระกูลโบราณที่เร้นกายมานานนับพันปีได้
เขาย่อมมีความคิดที่ลึกล้ำ และมีนิสัยที่รอบคอบระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก
เขามีสัญชาตญาณอันรุนแรงอย่างหนึ่งว่า
ท่าทีอันมั่นใจเต็มเปี่ยมของเซี่ยอวี่นั้น ไม่มีทางเป็นเรื่องเสแสร้งอย่างแน่นอน
มิติเร้นลับระดับเจ็ดดาวแห่งนี้ มีโอกาสสูงมากที่จะตกเป็นของเซี่ยอวี่ไปแล้ว
แต่เขาก็ยังมีเรื่องที่คิดไม่ตกอยู่ดี
ตระกูลโบราณได้รับสืบทอดข้อมูลมาจากหอเทียนจีของตระกูลฉิว
บวกกับมรดกตกทอดจากบรรพชนนับพันปี
หากพูดถึงข้อมูลทางประวัติศาสตร์
ย่อมไม่มีใครในใต้หล้าเทียบเทียมได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ
กู่ถงระดมสรรพกำลังของตระกูลโบราณทั้งหมด ข้อมูลที่ค้นพบเกี่ยวกับชายดินเผาบนแท่นทงเทียนก็ยังคงมีอยู่น้อยนิด
แล้วทำไมเซี่ยอวี่ที่เพิ่งจะผงาดขึ้นมาได้ไม่นาน
ไร้ซึ่งภูมิหลัง ไร้ซึ่งตระกูล ไร้ซึ่งมรดกตกทอดจากบรรพชน ถึงได้นิ่งสงบและดูมั่นใจราวกับกุมชัยชนะไว้ในมือได้ขนาดนี้กันล่ะ
นี่คือสิ่งที่กู่ถงคิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออก
แต่ต่อให้คิดไม่ออกยังไง
เขาก็ยังเชื่อว่าโอกาสชนะของเซี่ยอวี่นั้นมีมากกว่าพวกเขาสามตระกูลรวมกันเสียอีก
แต่ว่า...
เขาก็ยังเตรียมใจที่จะลองสู้ดูสักตั้ง
เพราะหากไม่ชนะในด่านนี้ แล้วปล่อยให้เซี่ยอวี่รวบรวมดินแดนภาคกลางให้เป็นหนึ่งได้ ตระกูลโบราณทั้งหมดก็จะไม่มีที่ยืนอีกต่อไป
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตระกูลโบราณก็เร้นกายมานานนับพันปี
และตัดสินใจเปิดตัวในยุคกลียุคนี้
โดยทุ่มเทกำลังของทั้งตระกูลหมายจะชิงความเป็นใหญ่ในใต้หล้า
มาถึงตอนนี้แล้ว
มันไม่มีทางหันหลังกลับได้อีกต่อไป
มีแต่ต้องสู้สุดใจเท่านั้น!
กู่ถงมองดูข้อความที่ส่งมาอย่างต่อเนื่องผ่านตราประทับกษัตริย์
กู่ถงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะก้าวออกไปข้างหน้า ประสานมือคารวะไปยังแท่นทงเทียน
ชายบนแท่นทงเทียนไม่ขยับเขยื้อน ท่าทีเยือกเย็นไร้ความรู้สึก
กู่ถงเองก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเปล่งเสียงดังลั่น
"ขอถวายบังคมฉินอ๋อง!"
สิ้นเสียงอันกึกก้อง รอบด้านกลับเงียบสงัด
มู่หรงอี้และอู่ยี่โหรวมีสีหน้าเคร่งเครียด
ฉินอ๋อง!
ข้อมูลส่วนที่กู่ถงพูดมานี้ พวกเขายังค้นหาไม่พบเลย
"หึ" ชายบนแท่นทงเทียนแค่นเสียงเหยียดหยาม
เซี่ยอวี่เองก็ยิ้มมุมปาก
เพราะในเวลานี้สิ่งที่ทุกคนกำลังเผชิญหน้าอยู่ก็คือร่างสมบูรณ์แบบของจิ๋นซีฮ่องเต้
เขาไม่ใช่แค่ฉินอ๋องผู้สานต่อปณิธานหกชั่วคนอีกต่อไปแล้ว
แต่เขาคือจิ๋นซีฮ่องเต้ผู้มีคุณธรรมเทียมสามกษัตริย์ ผลงานเหนือห้าจักรพรรดิ!
เสียงแค่นหัวเราะของชายผู้นั้นทำเอากู่ถงขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
แต่เขาก็ยังฝืนใจพูดข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ตระกูลของเขารวบรวมมาได้ด้วยเสียงอันดังต่อไป
"ยุคจ้านกั๋ว อ๋องแห่งแคว้นฉิน!"
กู่ถงเค้นคำพูดออกมาทีละนิดราวกับคนท้องผูก
แต่ข้อมูลเพียงแค่นี้
ก็แทบจะรีดเค้นกำลังของทั้งตระกูลโบราณจนหมดสิ้นแล้ว
เมื่อรู้ว่าบุคคลผู้นี้คือคนในยุคจ้านกั๋ว
ในใจของเขาก็ตกตะลึงอย่างหนัก
ยุคจ้านกั๋วถือเป็นยุคที่เผ่ามังกรค่อนข้างคุ้นเคย
มีโบราณวัตถุมากมายถูกเก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน
ตำราประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องก็มีบันทึกไว้ไม่น้อย
รวมถึงข้อมูลของแคว้นฉินด้วย!
หนึ่งในเจ็ดผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคจ้านกั๋ว!
แต่ทว่าพอเป็นข้อมูลเกี่ยวกับชายที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้
กลับขาดตอนไปอย่างน่าประหลาดใจ
ค้นหาอะไรไม่เจอเลยสักนิด
กู่ถงยังคงค้อมตัวประสานมือคารวะ ข้อมูลที่มากกว่านี้คงยากที่จะค้นหาพบแล้ว
ส่วนชายบนแท่นทงเทียนก็ไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
"หลบไป! ข้าว่าพวกตระกูลโบราณของแกคงจะอยู่ในป่าจนโง่ไปแล้วล่ะมั้ง!" น้ำเสียงแหบพร่าราวกับเอาเล็บขูดแผ่นเหล็กดังขึ้น
มู่หรงอี้ที่ผมเผ้ารุงรังผลักกู่ถงออกไปให้พ้นทาง
ทำท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยมพร้อมกับแสร้งทำเป็นประสานมือคารวะไปยังชายบนแท่นทงเทียน
แม้ว่ามู่หรงอี้จะใกล้เป็นบ้าเต็มที
แต่ในตอนนี้เขาก็ยังคงเป็นผู้นำตระกูลมู่หรง เป็นกษัตริย์แห่งต้าเยี่ยน
เพื่อที่จะเอาชนะมิติเร้นลับระดับเจ็ดดาวแห่งนี้ให้ได้
ผู้อาวุโสในตระกูลที่อยู่เบื้องหลังเขา ก็ยังคงทุ่มเททรัพยากรของตระกูลอย่างไม่คิดชีวิต เพื่อป้อนข้อมูลให้เขาอย่างต่อเนื่อง
"แค่กๆ!"
มู่หรงอี้กระแอมไอด้วยเสียงเป็ดๆ น้ำเสียงแหบพร่าแหลมสูงราวกับขันที
"หนึ่งในเจ็ดผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคจ้านกั๋ว อ๋องแห่งแคว้นฉิน!"
สิ้นประโยคนี้
กู่ถงที่อยู่ด้านข้างก็เบิกตาปูดโปน
"นี่แม่มขโมยบทข้าชัดๆ!"
เขาแหงนหน้ามองชายบนแท่นสูง หวังว่าชายผู้นั้นจะลงโทษพฤติกรรมขี้ขโมยของมู่หรงอี้
และก็เป็นไปตามที่เขาหวัง
ข้างกายชายผู้ทรงอำนาจปรากฏชายไว้หนวดเคราแพะสวมชุดบัณฑิตเดินออกมา
เขาตวาดเสียงดัง "ผู้ใดที่ให้ข้อมูลซ้ำกับผู้อื่น ถือว่าโมฆะ"
นัยน์ตาของกู่ถงสาดประกายแห่งความหวัง
มู่หรงอี้จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ เขาไม่ได้สนใจอะไรนัก แล้วพูดต่อไปว่า
"เกิดที่หานตัน เคยเป็นตัวประกันที่แคว้นจ้าว ภายหลังกลับคืนสู่แคว้นฉิน และได้ขึ้นครองราชย์ด้วยความช่วยเหลือของหลวี่ปู้เหวยผู้เป็นบิดา ดังนั้น จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า..."
เซี่ยอวี่จู่ๆ ก็ผุดลุกขึ้นยืน มองมู่หรงอี้ด้วยสีหน้าไว้อาลัย
"ตระกูลมู่หรงไปเอาพงศาวดารเถื่อนมาจากไหนกันล่ะเนี่ย"
และก็เป็นไปตามคาด
ยังไม่ทันที่มู่หรงอี้จะเอ่ยชื่อจริงของจิ๋นซีฮ่องเต้ออกมา
อัสนีบาตสายหนึ่งก็ฟาดเปรี้ยงลงมาที่ตัวเขา
กองทัพทหารดินเผาที่ขี่ม้าลากรถศึกและถือทวนยาวซึ่งอยู่รายล้อมพากันกรูเข้ามาจับตัวมู่หรงอี้กดลงกับพื้น
ชายบนแท่นทงเทียนเปล่งเสียงที่แฝงไปด้วยโทสะ
"ผู้ใดทำให้ชื่อข้าแปดเปื้อน ต้องโทษห้าม้าแยกร่าง!"
สิ้นเสียง
ชายดินเผาร่างบึกบึนสูงแปดฉื่อ หน้าตาดุดันถมึงทึงหลายคน ก็จับมู่หรงอี้กดลง ก่อนจะมัดแขนทั้งสองข้าง ขาทั้งสองข้าง และลำคอของเขาติดกับรถม้าทั้งห้าคัน
จะว่าไปก็แปลกประหลาดนัก
มู่หรงอี้เป็นถึงกษัตริย์แห่งต้าเยี่ยน
ไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ที่เขาปลุกขึ้นมาได้ซึ่งแข็งแกร่งเป็นเลิศ จัดอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกในยุคปัจจุบัน
แถมพลังส่วนตัวก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ายอดขุนพลระดับห้าดาวสีส้มเลย
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าทหารดินเผาเหล่านี้
เขากลับไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่
ไม่ว่าจะดิ้นรนขัดขืนอย่างไร ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยโทสะของชายผู้ทรงอำนาจบนแท่นทงเทียน
มู่หรงอี้ก็ถูกห้าม้าแยกร่างต่อหน้าชาวเผ่ามังกรทั้งหมด
เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น
ชิ้นส่วนร่างกายกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
ดวงตาที่เคยคลุ้มคลั่งของมู่หรงอี้ค่อยๆ หมดแววตาและมืดหม่นลง
ผู้นำตระกูลใหญ่พันปี ผู้นำพันธมิตรตระกูลใหญ่
จบชีวิตลงเช่นนี้เอง
ไม่เพียงแต่ผู้คนในมิติเร้นลับจะเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว
แม้แต่บรรดาเจ้าเมืองที่เฝ้าสังเกตการณ์ซึ่งคอยพิมพ์คอมเมนต์อยู่ตลอดเวลา ก็เงียบกริบกันไปหมด
ทุกคนต่างแหงนหน้ามองแท่นทงเทียนด้วยความตระหนกและหวาดหวั่น
เมื่อมองดูศีรษะที่กลิ้งมาหยุดอยู่แทบเท้า
กู่ถงก็เบิกตากว้าง แต่ในใจกลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"แม้ประวัติศาสตร์ที่ข้าฟื้นฟูได้จะมีเพียงน้อยนิด แต่ก็เป็นสิ่งที่รวบรวมกำลังของทั้งตระกูลมาตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่พงศาวดารเถื่อน ก็ถือว่ารักษาชีวิตรอดมาได้"
อู่ยี่โหรวร่างสั่นเทิ้มไม่หยุด
ขนาดต้าเยี่ยนที่เป็นถึงผู้นำพันธมิตรตระกูลใหญ่ยังหามาได้แค่พงศาวดารเถื่อน
รากฐานของตระกูลอู่นั้นบางเบากว่ามาก
แม้ในมือจะมีข้อมูลอยู่บ้าง
แต่เมื่อมีมู่หรงอี้เป็นตัวอย่างให้เห็น
นางก็ไม่กล้าก้าวออกไปพูดอะไร ได้แต่ก้มหน้า หลุบตาต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ส่วนมังกรบรรพกาลบนแท่นทงเทียนก็ไม่ได้สนใจกู่ถงและอู่ยี่โหรวเลยแม้แต่น้อย
เขาก้าวเท้ายาวๆ มาหยุดอยู่ที่ขอบแท่นทงเทียน
ทอดสายตามองลงมา
ก่อนจะชี้กระบี่ยาวตรงไปยังเซี่ยอวี่
"เจ้า จงมาเรียกชื่อจริงของข้าสิ!"
"หากทำสำเร็จ กองทัพทหารดินเผานับล้านนี้ เหมิงเถียนแม่ทัพใหญ่แห่งชายแดน และ..."
หลี่ซือที่อยู่ข้างกายมังกรบรรพกาลยกก้อนโลหะรูปทรงประหลาดที่เปล่งประกายแสงเจ็ดสีรุ้งขึ้นมา
"วัตถุอัญเชิญระดับเจ็ดดาวสีรุ้งชิ้นเดียวในดินแดนภาคกลางนี้ จะตกเป็นของเจ้า!"
เซี่ยอวี่ใจเต้นแรง
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขาต้องการพอดี
กองทัพทหารดินเผานับล้าน แถมยัง... มีเหมิงเถียนอีกงั้นรึ
แถมยังมีวัตถุอัญเชิญระดับเจ็ดดาวสีรุ้งที่เข้ากับพรสวรรค์ของเขาได้อย่างลงตัวอีกด้วย!
"แต่หากไม่สำเร็จ"
น้ำเสียงของมังกรบรรพกาลแฝงไว้ด้วยความหยอกล้อ
"หกม้าแยกร่าง!"
[จบแล้ว]