- หน้าแรก
- ระบบเจ้าเมือง พรสวรรค์คริติคอลร้อยเท่าสะท้านโลก
- บทที่ 633 - ไม่เป็นไร จูล่งจะลงมือเอง
บทที่ 633 - ไม่เป็นไร จูล่งจะลงมือเอง
บทที่ 633 - ไม่เป็นไร จูล่งจะลงมือเอง
บทที่ 633 - ไม่เป็นไร จูล่งจะลงมือเอง
เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าการที่นักบวชเฒ่าคนนั้นส่งเสียงเตือนเมื่อครู่ กลับกลายเป็นการทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาดเพราะความเชื่อฝังหัวไปก่อนแล้ว
เขาคิดว่านั่นคือจิงเคอ หรือไม่ก็นักฆ่า มือสังหาร หรือยอดฝีมือในยุทธภพที่มีระดับดาวสูงลิ่วและได้รับบัฟ 'ทั้งชาติร่วมใจเป็นหนึ่ง'
แต่นี่มันกลับกลายเป็นกองทัพซะงั้น
มู่หรงเค่อเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
สบตากับเซี่ยอวี่ และด้านหลังของเซี่ยอวี่ก็มีกลุ่มเมฆหมอกสีดำขนาดใหญ่มหึมาลอยอยู่
เซี่ยอวี่ยกมือขึ้น กลุ่มเมฆหมอกสีดำก็สลายเข้าไปตามฝ่ามือของเขา
ชาวบ้านแดนบรรพชนกว่า 200 คนปรากฏตัวขึ้นบนกำแพงเมืองผิง
เซี่ยอวี่โชว์แหวน 'ยมโลก' ที่อยู่บนนิ้วให้มู่หรงเค่อดู มันคือสถานที่สิงสถิตของกองทัพวิญญาณภูตผี
"กองทหารสายป้องกันระดับหกดาวสีทอง ดูเหมือนว่าหน่วยข่าวกรองของเราจะทำงานได้แย่มากเลยนะ" มู่หรงเค่อเอ่ยเสียงเย็น
เขาไม่ได้สูญเสียสติสัมปชัญญะไปเพราะเรื่องนี้
เชลยกว่า 200 คนนี้ไม่มีประโยชน์ต่อสถานการณ์การรบอีกต่อไปแล้ว
หรืออาจจะพูดได้ว่า การดวลกันครั้งแรกระหว่างเขากับเซี่ยอวี่ เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปตั้งแต่ตอนที่เซี่ยอวี่ได้รับเอฟเฟกต์บัฟระดับเจ็ดดาวสีรุ้ง 'ทั้งชาติร่วมใจเป็นหนึ่ง' แล้ว
เขาต้องการยั่วให้เซี่ยอวี่โกรธ ยั่วให้หร่านหมิ่นโกรธ ยั่วให้ประชาชนแดนบรรพชนโกรธ
ใช่ เขาทำสำเร็จ
แต่เขาประเมินค่าความภักดีของประชาชนแดนบรรพชนต่ำเกินไป...
ค่าความภักดีที่เกือบจะเต็มร้อยนั้นทำให้อารมณ์โกรธแค้นที่เดิมทีสามารถกลายเป็นระเบิดทำลายล้าง กลับกลายเป็นดอกไม้ไฟแห่งแดนบรรพชนไปเสียได้
สุดท้ายมันก็ย้อนกลับไปหล่อเลี้ยงแดนบรรพชนทั้งหมดแทน
เขา... ทำเรื่องฉลาดแต่กลับกลายเป็นโง่ไปซะแล้ว
การต่อสู้หลังจากนี้คงจะยากลำบากกว่าที่คาดไว้
"พวกเราแพ้แล้ว" มู่หรงเค่อหันไปพูดกับกุนซือและรองแม่ทัพข้างกาย
การที่เทพสงครามอย่างมู่หรงเค่อสามารถพูดประโยคแบบนี้ออกมาได้ ช่างเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อจริงๆ
แต่น้ำเสียงของมู่หรงเค่อกลับฟังดูผ่อนคลายมาก
"ส่งข่าวกลับไปบอกท่านพ่อและคนอื่นๆ ว่าศัตรูที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่นี้แข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แผนการป่วนเมืองก่อนหน้านี้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนเสียใหม่"
มู่หรงเค่อโยนอาวุธคู่กายขึ้นไปบนฟ้า อาวุธนั้นก็สลายหายไป
เขาถอดถุงมือหนังสัตว์ออก สวมหมวก แล้วกระโดดขึ้นขี่ม้าอสูรอย่างไม่สนใจใคร
เขากระตุกบังเหียนแน่นแล้วตะโกนบอกกองทัพ
"เหล่านักรบของข้า พวกเราต้องไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ดีในการกินเนื้อ อย่างน้อยก็ต้องรอให้เอฟเฟกต์บัฟของแดนบรรพชนหมดฤทธิ์เสียก่อน"
มู่หรงเค่อเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะซึ่งหน้า
ท้ายที่สุดแล้วนี่คือสิ่งของระดับเจ็ดดาวสีรุ้ง เอฟเฟกต์บัฟของแดนบรรพชนนี้เป็นสิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาชาวโลก
เขาไม่คิดจะเอากองทัพอันล้ำค่าของตนเอง เหล่านักรบที่เขาฝึกฝนมากับมือ ไปทดสอบอานุภาพของระดับเจ็ดดาวสีรุ้งหรอก
ในเมื่อแน่ใจแล้วว่าเอฟเฟกต์บัฟนี้จำกัดเวลา เช่นนั้นก็รอให้ผลของบัฟหมดลงเสียก่อนแล้วค่อยปะทะกันก็ยังไม่สาย
เมื่อใดควรทำศึก เมื่อใดควรหลีกเลี่ยง นี่คือสิ่งที่แม่ทัพใหญ่ต้องเรียนรู้
มู่หรงเค่อนำทหารล่าถอยไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย
ส่วนเรื่องจะถูกขวางเอาไว้เหรอ หึ เรื่องนี้เขาไม่เคยคิดเลย เมืองผิงแค่เมืองเดียว ต่อให้ได้รับบัฟแล้วจะเอาอะไรมาสู้กับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของต้าเยี่ยนได้
อีกอย่าง ในเมื่อเซี่ยอวี่กล้ามา มู่หรงเค่อจะไม่มีแผนสำรองเตรียมไว้เชียวหรือ
"จงอย่าได้คิดว่ายอดแม่ทัพแห่งยุคเป็นเพียงคนธรรมดาเด็ดขาด"
นี่คือประโยคแรกในบทนำของวิชา 'แนะนำขุนพลพื้นฐาน' ในมิติเร้นลับสถานศึกษา
"ฝ่าบาท!" หร่านหมิ่นผู้ซึ่งมีแสงสีรุ้งแผ่ซ่านออกจากตัวกระชับหอกสองคมในมือแน่นพร้อมขอคำสั่งจากเซี่ยอวี่
แดนบรรพชนใช่ที่ที่จะมาแหย่เล่นได้ง่ายๆ หรือ นึกอยากจะมาก็มา นึกอยากจะไปก็ไปอย่างนั้นหรือ
พวกเขาเห็นขุนพลอย่างพวกตนเป็นแค่ของประดับหรือไง
เซี่ยอวี่พยุงครูสอนหนังสือที่ไอเป็นเลือดขึ้นมา แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
"ไม่เป็นไร จูล่งจะลงมือเอง"
สิ้นคำพูดนี้ บริเวณนอกเมือง ท้ายขบวนทัพของมู่หรงเค่อก็ปรากฏแสงสีเงินสว่างจ้าขึ้นมาเป็นวงกว้าง
เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว สกิลบัฟเฉพาะบุคคล สกิลโจมตีหมู่ สกิลสร้างความเสียหายหมู่ สถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายถึงขีดสุด
เสียงคำรามและเสียงกรีดร้องโหยหวนดังไม่ขาดสาย
"ฝ่าทัพรับศึกเจ็ดครา โทสะก้องพันลี้!"
[จบแล้ว]