- หน้าแรก
- กระสุนสังหารทะลวงขีดจำกัด
- บทที่ 61 - ใบเบิกทางสายทหาร
บทที่ 61 - ใบเบิกทางสายทหาร
บทที่ 61 - ใบเบิกทางสายทหาร
บทที่ 61 - ใบเบิกทางสายทหาร
ภายในอาคารบริหารของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยสืบสวนพิเศษ ห้องเก็บของห้องหนึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นห้องสอบสวนชั่วคราว
ลู่เจาเดินออกมาจากด้านในพร้อมกับสั่งการเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนพิเศษคนหนึ่ง "เป็นฆาตกรก็จริงแต่ไม่ใช่คนที่เราตามหา นายไปแจ้งตำรวจให้มารับตัวไป"
"ครับ"
เจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนพิเศษเดินจากไป
ลู่เจาเดินเข้าไปในห้องทำงานของหลินจือเยี่ยนเพื่อรายงานสถานการณ์
กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้อง
หลินจือเยี่ยนนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน สองมือประสานกัน แววตายังคงแฝงความหยิ่งผยองไว้เช่นเคย
เธอไม่ได้แปลกใจเลยที่จับตัวมาผิดคน "ถ้าพวกโจรปล้นทรัพย์มันจับง่ายขนาดนั้น ตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องรบกวนให้รุ่นพี่มาที่นี่หรอกค่ะ"
หลินจือเยี่ยนส่งสัญญาณให้ลู่เจาไปนั่งที่โซฟา สวี่ฟางผู้เป็นทหารคนสนิทจึงรินกาแฟให้เขาหนึ่งแก้ว
"นี่ไม่ใช่ของต้องห้าม รุ่นพี่น่าจะดื่มได้ใช่ไหมคะ"
เนื่องจากกาแฟต้องการสภาพแวดล้อมเฉพาะในการเพาะปลูก จึงถูกจัดเป็นสินค้าปันส่วน มีเพียงหน่วยงานระดับสูงเท่านั้นที่จะได้รับโควตา
อย่างเช่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย งานบุคคล และภาษีอากร
ลู่เจาไม่ชอบดื่มกาแฟ ในชาตินี้ตอนที่ยังพอหาดื่มได้เขาก็ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ใช้แรงงาน พอมาตอนนี้ที่จำเป็นต้องดื่มมันก็ดันถูกลดกำลังการผลิตไปแล้ว
เมื่อเทียบกันแล้ว เขายังพอรับได้ที่ชาไม่ได้ถูกลดกำลังการผลิตลง แถมยังกลายเป็นเครื่องดื่มชูกำลังเพียงอย่างเดียวที่มี เพราะการปลูกชาไม่ได้ต้องการการดูแลมากเท่ากาแฟ อีกทั้งยังไม่แย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหารหลัก และยังมีคุณค่าทางวัฒนธรรมหนุนหลัง
เมื่อจิบไปหนึ่งคำ รสขมฝาดก็ทำเอาเขาถึงกับขมวดคิ้ว
ลู่เจาวางแก้วลงและตัดสินใจว่าจะไม่ดื่มอึกที่สองอีก
"รุ่นพี่ชอบดื่มหวานๆ สินะคะ ฉันมีนมสดอยู่ตรงนี้"
"ไม่เป็นไร"
"งั้นเรามาคุยธุระกันดีกว่า"
หลินจือเยี่ยนนั่งไขว่ห้างพลางแย้มยิ้ม "รุ่นพี่รู้ไหมคะว่าฉันต้องออกแรงแค่ไหนกว่าจะดึงตัวรุ่นพี่ออกมาได้ เริ่มตั้งแต่หลวี่จินซาน ต่อด้วยผู้ว่าการเมือง ลามไปถึงคนในระดับเขต และอาจจะมีระดับมณฑลเข้ามาเอี่ยวด้วยซ้ำ"
"รุ่นพี่เป็นแค่นายทหารยศร้อยเอกแท้ๆ แต่พอฉันขยับตัวรุ่นพี่ปุ๊บ พวกเขากลับนั่งไม่ติดเก้าอี้กันเลย ดูเหมือนว่าทุกคนจะกลัวรุ่นพี่กันมากนะคะ"
ลู่เจาตอบกลับ "พวกเขาไม่ได้กลัวผมหรอก แค่กลัวหมวกขุนนางบนหัวจะหลุดต่างหาก"
"ตั้งแต่โบราณกาลก็เป็นแบบนี้มาตลอด หมวกขุนนางสำคัญกว่าหัวของตัวเองเสียอีก"
หลินจือเยี่ยนจิบกาแฟก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย "เมื่อสองปีก่อนมหาวิทยาลัยตี้จิงและมหาวิทยาลัยชือฉุ่ยเริ่มพิจารณาคะแนนสอบสายสามัญแล้ว ต้องได้คะแนนอย่างน้อยหกร้อยคะแนนถึงจะสอบติด"
"บุคลากรของสหพันธรัฐมีเยอะเกินไปแล้วค่ะ หลังจากปฏิรูปการศึกษาและมีการแจกจ่ายเสบียงเสริมพลังชีวิต ก็มีคนที่ผ่านเกณฑ์พลังชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนั้นคะแนนสายสามัญของรุ่นพี่ได้เท่าไหร่คะ"
ลู่เจาตอบ "เจ็ดร้อยสิบคะแนน"
"ถ้าอย่างนั้นต่อให้เป็นตอนนี้รุ่นพี่ก็สอบเข้าตี้จิงได้สบายๆ" หลินจือเยี่ยนเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมา "แต่สังคมการทำงานมันไม่เหมือนกันนะคะ คนที่แข่งกับรุ่นพี่ไม่ได้แบ่งตามช่วงอายุ ถ้าอยากสอบได้คะแนนสูงๆ มันก็ต้องพึ่งพาวิธีการกันหน่อย"
"อย่างเช่นอะไรล่ะ"
ลู่เจาแกล้งถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แก่ใจ
"อย่างเช่นฉันไงคะ ฉันสามารถทำให้รุ่นพี่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้"
หลินจือเยี่ยนทาบฝ่ามือลงบนเนินอก เผยความเย่อหยิ่งบนใบหน้าออกมาอย่างปิดไม่มิด ดวงตาสวยเฉี่ยวแฝงแววคุกคามราวกับมั่นใจว่าสามารถควบคุมลู่เจาได้อยู่หมัด
ความเย่อหยิ่งของเธอต่างจากเฉินเชี่ยน เธอแสดงออกอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำใครเพื่อแสดงอำนาจของตัวเอง
"ฉันช่วยให้รุ่นพี่หลุดพ้นจากอิทธิพลของตระกูลเฉินได้ รับรองว่าเส้นทางหน้าที่การงานของรุ่นพี่หลังจากนี้จะราบรื่นไร้อุปสรรค ขอแค่รุ่นพี่เชื่อฟังฉันก็พอ"
สวี่ฟางผู้เป็นทหารคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าอิจฉาออกมาเล็กน้อย
นี่คือตระกูลหลินแห่งชางอู๋เชียวนะ แม้ช่วงหลายปีมานี้จะตกต่ำลงไปบ้าง แต่บารมีของคนรุ่นก่อนก็ยังคงอยู่ ในฐานะทายาทสายตรงของตระกูลหลิน หลินจือเยี่ยนจึงได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน
แม้แต่ขุนศึกหลิวผู้ยิ่งใหญ่แห่งมณฑล เธอก็ยังสามารถติดต่อได้ตามต้องการ
การได้เกาะใบบุญของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ ถือเป็นโอกาสทองอันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
สวี่ฟางมองใบหน้าหล่อเหลาเกินมนุษย์มนาของลู่เจาแล้วก็อดคิดลึกไม่ได้
'บางทีในอนาคตเขาอาจจะได้แต่งเข้าตระกูลหลินก็ได้'
ลู่เจามีสีหน้าเรียบเฉย เขาจ้องมองหลินจือเยี่ยนนิ่งๆ อยู่ถึงสิบวินาที จนรอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายค่อยๆ หายไป
นี่มันกะจะรับไปเป็นหมาปอมรับใช้ชัดๆ อาจารย์ครับ ท่านคำนวณพลาดไปหน่อยแล้วนะ
เขาเอ่ยขึ้น "แบบนี้มันผิดกฎระเบียบ"
หลินจือเยี่ยนขมวดคิ้ว "กฎระเบียบอะไร"
ลู่เจาตอบ "หน่วยสืบสวนพิเศษมีแค่อำนาจสั่งการหน่วยงานท้องถิ่นชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยตำรวจตระเวนชายแดนโดยตรง และคุณก็ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาสายตรงของผมด้วย"
"ดังนั้นเรื่องนี้จึงผิดกฎระเบียบ"
หลินจือเยี่ยนหน้าตึงขึ้นมาทันที "แล้วทีตระกูลเฉินทำล่ะ ถูกกฎระเบียบนักหรือไง"
ความจริงเธอคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าลู่เจาจะต้องปฏิเสธ ตั้งแต่ตอนกินข้าวด้วยกันเมื่อวาน เธอก็พอจะดูนิสัยของลู่เจาออกแล้ว
แต่หลินจือเยี่ยนก็ยังอยากเห็นลู่เจายอมจำนน คนแบบนี้ต้องยอมก้มหัวให้ถึงจะสนุก
"นั่นก็ไม่ถูกกฎเหมือนกัน" ลู่เจาส่ายหน้า "แต่การที่พวกเขาทำผิดกฎระเบียบ ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องทำผิดกฎตามไปด้วย"
เขาลุกขึ้นยืนแล้วสวมหมวกกลับเข้าไปตามเดิม
"ผมรับคำสั่งจากสหพันธรัฐเท่านั้น หากหัวหน้าหน่วยหลินมีภารกิจใดๆ โปรดยื่นเอกสารสั่งการมาให้ผม แล้วผมจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด"
พูดจบเขาก็ลุกเดินออกจากห้องทำงานไป
ทิ้งให้หลินจือเยี่ยนนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่กับสวี่ฟางที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
คนหลังพูดขึ้นด้วยความอึดอัดใจ "เสนาธิการลู่นี่เป็นคนแปลกจริงๆ"
หลินจือเยี่ยนรู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ "สวี่ฟาง ไปยื่นเรื่องขอปฏิบัติการพิเศษกับกองบังคับการรักษาความสงบ ฉันจะสั่งการให้สถานีชายแดนหุบเขาหม่าอี่ไปปิดล้อมเขตชนต่างถิ่น"
ความจริงเธอรู้วิธีใช้งานคนแบบลู่เจาดี แต่สิ่งที่หลินจือเยี่ยนต้องการไม่ใช่ความร่วมมือชั่วคราวที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ เธอต้องการความสัมพันธ์แบบเจ้านายกับลูกน้องที่ใช้งานได้ง่ายและยั่งยืนกว่านั้นเพื่อควบคุมลู่เจา
วันที่ยี่สิบมิถุนายน
หลินจือเยี่ยนเรียกลู่เจาไปกินมื้อค่ำ ครั้งนี้ก็ยังคงเป็นร้านอาหารหรูเช่นเคย เนื่องจากร้านไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตชนต่างถิ่น ทางร้านจึงไม่กล้าขายอาหารต้องห้าม
เดิมทีลู่เจาเสนอตัวเป็นเจ้ามือ แต่คุณหนูหลินกลับมองข้ามร้านอาหารริมทาง แล้วดึงดันจะลากเขาไปกินร้านหรูให้ได้
ในเมื่อเธอเอาแต่ใจขนาดนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหน้าใหญ่ใจโตยอมจ่ายแพงๆ หรอก
หลินจือเยี่ยนหยิบสมุดปกน้ำเงินเล่มเล็กออกมาดันไปตรงหน้าลู่เจา
"นี่คือใบเบิกทางชั่วคราวจากกองบังคับการรักษาความสงบ ภายในระยะเวลาสามเดือนนายสามารถนำกองกำลังเข้าออกเมืองได้ โดยใช้บัตรนี้ผ่านด่านตรวจได้เลยและไม่ต้องรายงานตัวต่อหน่วยงานของเมืองด้วย"
"แบบนี้นายจะได้เข้าออกเมืองสะดวกขึ้น ไม่ต้องคอยไปรายงานตัวที่หน่วยกองกำลังพิเศษตอบโต้ฉุกเฉินทุกครั้ง"
ลู่เจารับใบเบิกทางมาตรวจสอบดู ก็พบว่ามีตราประทับของกองบังคับการรักษาความสงบอย่างถูกต้อง
เขาเอ่ยถาม "กองบังคับการรักษาความสงบสามารถออกคำสั่งภารกิจระดับนี้ได้ด้วยหรือ"
หน่วยตระเวนชายแดนไม่ใช่กองทัพหลักก็จริง แต่ถึงอย่างไรก็ถือเป็นตำรวจทหาร ปกติแล้วจะไม่สามารถออกนอกเขตรับผิดชอบได้ตามอำเภอใจ
ก่อนหน้านี้ตอนที่ทีมตระเวนชายแดนเข้าไปปฏิบัติภารกิจในเมือง ล้วนต้องอาศัยชื่อของหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายและต้องรับคำสั่งจากหวังถง อีกทั้งพวกลู่เจายังไม่ได้รับอนุญาตให้พกอาวุธด้วย
แต่ตอนนี้เมื่อมีใบเบิกทางนี้แล้ว สถานีชายแดนก็มีอิสระในการปฏิบัติงาน
หลินจือเยี่ยนอธิบาย "ช่วงก่อนยุคภัยพิบัติครั้งใหญ่จะต้องได้รับอนุมัติเป็นกรณีพิเศษจากสภาขุนศึกเสียก่อน แต่เมื่อแปดปีก่อนสภาการปกครองมณฑลก็เริ่มมีอำนาจสั่งการกองกำลังภายในมณฑลได้ และเมื่อห้าปีก่อนอำนาจการสั่งการตำรวจตระเวนชายแดนก็ถูกลดระดับลงมาอยู่ที่ระดับเขต"
"อย่างเช่นหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย พวกเขาก็รับคำสั่งตรงจากผู้ว่าการเมือง"
อำนาจของสหพันธรัฐถูกกระจายลงสู่เบื้องล่างอย่างต่อเนื่อง นี่คือแนวโน้มของสถานการณ์ปัจจุบัน ท้องถิ่นจำเป็นต้องมีสิทธิ์ขาดมากพอจึงจะสามารถควบคุมสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยได้
ลู่เจาไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เพียงแต่ถามต่อ "แล้วพกอาวุธเข้ามาได้ไหม"
หลินจือเยี่ยนตอบ "พกได้แค่ปืนพก ส่วนอาวุธหนักอื่นๆ ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินเท่านั้นถึงจะนำเข้ามาได้"
[จบแล้ว]