- หน้าแรก
- ตุนเสบียงหมื่นล้าน ทะลุมิติไปรวยในยุค 60
- บทที่ 210 - ตัดขาดความสัมพันธ์
บทที่ 210 - ตัดขาดความสัมพันธ์
บทที่ 210 - ตัดขาดความสัมพันธ์
บทที่ 210 - ตัดขาดความสัมพันธ์
ซุนอี้พยักหน้า "เสวียน เรื่องนั้นน่ะพอเข้าใจ แต่แป้งสาลีเยอะขนาดนั้นจะหามาได้เหรอ มันจะเสี่ยงเกินไปหรือเปล่า"
ซุนเสวียนตอบกลับ "พี่ เรื่องนี้พี่ไม่ต้องห่วงหรอก ผมมีวิธีของผมก็แล้วกัน"
สองพี่น้องปรึกษาหารือและคิดทบทวนกันอย่างรอบคอบจนได้ข้อสรุป จากนั้นก็แยกย้ายกันไปเริ่มงานวันใหม่ของตัวเอง
ซุนอี้เพิ่งจะถึงห้องทำงานและนั่งลงได้ไม่ทันไร หัวหน้าหลี่ก็เรียกเขาออกไป "เสี่ยวซุน วันนี้แกย้ายห้องทำงานได้เลยนะ"
ซุนอี้ดีใจเนื้อเต้น รีบกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณมากครับหัวหน้า"
จากนั้นเขาก็เดินตามหัวหน้าหลี่ไปยังห้องทำงานใหม่ ห้องนี้ทั้งกว้างขวางและสว่างไสวกว่าห้องเดิมมาก แถมยังมีหน้าต่างบานใหญ่ แสงแดดสาดส่องเข้ามาดูอบอุ่นสบายตา
ซุนอี้เก็บของไปพลางคิดถึงงานในอนาคตไปพลาง ในใจรู้สึกลิงโลดและคาดหวัง พอเก็บกวาดห้องทำงานใหม่เสร็จ เขาก็เดินไปทักทายเพื่อนร่วมงานในห้องเดิมแล้วจัดการย้ายของออกมา
พอซุนอี้เดินคล้อยหลังไป พวกเพื่อนร่วมงานก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบกัน "ดูซุนอี้สิ อายุแค่นี้ก็ได้เป็นรองหัวหน้าแผนกแล้ว แถมยังได้ย้ายไปอยู่ห้องทำงานดีๆ อีก"
"ก็นั่นน่ะสิ คนเขามีฝีมือจริงๆ นี่นา ปกติก็ทำยอดจัดซื้อได้ทะลุเป้าตลอด"
อีกคนรีบพูดแทรกขึ้นมา "ตอนนี้ซุนอี้ได้เป็นรองหัวหน้าแผนกแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะยอมแง้มช่องทางการจัดซื้อเก่าๆ ให้พวกเรารู้บ้างหรือเปล่านะ"
"เรื่องนั้นเลิกฝันไปได้เลย ซุนอี้ได้ขึ้นเป็นรองหัวหน้าแผนกของพวกเรานะ ช่องทางพวกนั้นมันก็ยังต้องใช้อยู่ดี ถ้าเขาถูกย้ายไปเป็นรองหัวหน้าแผนกอื่นก็ว่าไปอย่าง แบบนั้นอาจจะพอมีลุ้นให้เขาคายความลับออกมาบ้าง"
ความจริงแล้วช่องทางการจัดซื้อและเสบียงส่วนใหญ่ของซุนอี้ล้วนมาจากความช่วยเหลือของซุนเสวียนทั้งนั้น คนอื่นคิดจะมาล้วงความลับจากตรงนี้บอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
ตัดภาพมาที่ซุนเสวียน พอมาถึงห้องทำงานในตอนเช้า ทักทายเพื่อนร่วมงานเสร็จปุ๊บ เขาก็เริ่มเข้าโหมดแอบอู้งานทันที
จนกระทั่งช่วงบ่าย หวังเอ้อหลินกลับมาจากข้างนอกก็ตรงดิ่งมาหาซุนเสวียน "เสวียน เย็นนี้ไปกินข้าวที่บ้านฉันนะ พ่อกับแม่ฉันอยากจะเลี้ยงขอบคุณนายหน่อย"
"พี่เอ้อหลิน จะเลี้ยงขอบคุณผมทำไมอีกเนี่ย เมื่อก่อนก็ขอบคุณไปแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นต้องเก็บมาใส่ใจตลอดเวลาเลยครับ"
"เสวียน นายช่วยชีวิตพ่อฉันไว้นะ นี่มันบุญคุณใหญ่หลวงเท่าฟ้า จะให้ขอบคุณแค่ครั้งเดียวมันจะไปพอได้ยังไงกัน" หวังเอ้อหลินดึงแขนซุนเสวียนพลางพูดคะยั้นคะยอ
ซุนเสวียนทนลูกตื้อไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องยอมตกลงว่าจะไปบ้านหวังเอ้อหลินหลังเลิกงาน
หลังเลิกงาน ซุนเสวียนเดินตามหวังเอ้อหลินไปที่บ้าน บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสมากมาย ส่วนใหญ่ทำมาจากแป้งสาลีขาวล้วนๆ ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ การใช้แป้งขาวมารับแขกถือเป็นการให้เกียรติขั้นสูงสุดเลยทีเดียว
พ่อแม่ของหวังเอ้อหลินต้อนรับซุนเสวียนอย่างอบอุ่น ระหว่างมื้ออาหาร พ่อหวังเอาแต่เอ่ยปากชมวิชาแพทย์อันล้ำเลิศของซุนเสวียนไม่ขาดปาก แถมยังซาบซึ้งใจที่ตัวเองกลับมาเดินได้อีกครั้งก็เพราะเขา ซุนเสวียนลูบหัวตัวเองด้วยความเขินอาย
จากการพูดคุย ซุนเสวียนก็ได้รับรู้ว่าตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวหวังเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ พ่อหวังไม่เพียงแต่กลับไปทำงานที่เดิมได้ แต่ยังได้ปรับขึ้นเงินเดือนและเลื่อนขั้นอีกนิดหน่อยด้วย
พอพี่ชายกับพี่สาวของหวังเอ้อหลินรู้ข่าว ก็รีบหิ้วของขวัญมาเยี่ยมพ่อหวังถึงที่ แต่กลับถูกพ่อหวังโยนข้าวของทิ้งและไล่ตะเพิดออกจากบ้านอย่างไม่ไว้หน้า แถมยังลั่นวาจาว่าชาตินี้ไม่ต้องมาเผาผีกันอีก
แม่หวังที่นั่งอยู่ข้างๆ ซุนเสวียนคอยคีบกับข้าวใส่ชามให้เขาไม่หยุด สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเอ็นดูและความซาบซึ้งใจ
เมื่อสุราผ่านไปสามจอก หวังเอ้อหลินก็กระซิบข้างหูซุนเสวียนเบาๆ "เสวียน นายรู้ไหม ฉันกะว่าจะลองทำธุรกิจเล็กๆ ดูน่ะ เอาของดีบ้านเราไปแลกกับพวกของหายากอย่างอื่น"
ซุนเสวียนตาเป็นประกาย เขารู้ดีว่านี่คือไอเดียที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ก็ไม่ลืมเตือนให้หวังเอ้อหลินระมัดระวังตัวให้ดี เพราะถ้าถูกจับได้ขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ หวังเอ้อหลินตบหน้าอกตัวเองรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเขารู้ลิมิตของตัวเองดี
พอกินอิ่มดื่มพอ ซุนเสวียนก็กล่าวขอบคุณอีกครั้งแล้วลุกขึ้นเตรียมตัวขอตัวกลับ ครอบครัวหวังพยายามรั้งตัวไว้อย่างสุดความสามารถ แต่เมื่อเห็นว่าซุนเสวียนยืนกรานจะกลับจริงๆ ก็ไม่กล้าคะยั้นคะยอต่อ
จังหวะที่กำลังจะบอกลากันนั่นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก ที่แท้ก็คือพี่ชายกับพี่สาวของหวังเอ้อหลินที่ยังไม่ยอมแพ้ บุกมาหาเรื่องพ่อหวังอีกรอบ
"พ่อ พวกเราทำผิดอะไรกันแน่ ทำไมพ่อถึงต้องทำกับพวกเราแบบนี้ด้วย" พี่ชายของหวังเอ้อหลินตะโกนลั่น
"ตอนที่ฉันเป็นอัมพาต พวกแกรังเกียจฉัน ทิ้งขว้างฉันไม่ยอมมาดูแล ตอนนี้เห็นฉันหายดีก็เลยคิดจะมาเกาะกินงั้นสิ ฝันไปเถอะ!" พ่อหวังตวาดกลับด้วยความโกรธจัด
พี่สาวของหวังเอ้อหลินร้องไห้ฟูมฟาย "พ่อ พวกเราไม่ได้รังเกียจพ่อนะ แต่พวกเราก็มีเหตุจำเป็นที่อธิบายไม่ได้เหมือนกัน เลยมาคอยปรนนิบัติพ่อไม่ได้น่ะ"
แม่หวังแค่นเสียงเย็นชา "เหตุจำเป็นงั้นเหรอ พวกแกมีความลำบากใจงั้นสิ นี่คือข้ออ้างที่พวกแกใช้หลอกเอาเงินชดเชยของพ่อแกไปตอนที่เขาเป็นอัมพาตใช่ไหม นี่คือข้ออ้างที่พวกแกไม่เคยแม้แต่จะโผล่หัวมาเยี่ยมพ่อแกเลยตอนที่เขาล้มหมอนนอนเสื่อใช่ไหม"
"ไอ้ใหญ่ นังรอง เมื่อก่อนตอนที่พ่อแกยังไม่เป็นอัมพาต ตอนที่บ้านเรายังมีกินมีใช้ พวกแกก็โผล่หน้ามาสูบเลือดสูบเนื้อกินข้าวบ้านนี้แทบจะวันเว้นวัน ตอนนั้นทำไมไม่เห็นบ่นว่ามีความลำบากใจอะไรบ้างเลยล่ะ"
"ถ้าบ้านเราไม่เกิดเรื่องโชคร้ายแบบนี้ขึ้น พวกเราก็คงหลงคิดว่าพวกแกเป็นลูกที่กตัญญูรู้คุณคนไปแล้ว" แม่หวังตะโกนด่าลูกๆ ของตัวเองด้วยความโกรธแค้น
พ่อหวังผสมโรงด่าต่อ "ไสหัวกลับไปซะ ตั้งแต่วันนี้ไปฉันจะถือซะว่าไม่เคยมีลูกเลวๆ แบบพวกแก เรื่องดูแลคนแก่ตอนบั้นปลายชีวิตก็มีเจ้าสามคอยดูแล ไม่ต้องพึ่งพวกแกหรอก แล้วก็อย่าหวังว่าจะมาฮุบสมบัติอะไรอีก ข้าวของทุกอย่างของฉันกับแม่แก ต่อไปนี้จะยกให้เอ้อหลินคนเดียว พวกแกเลิกฝันไปได้เลย ที่ถ่อกันมาวันนี้ก็เพราะหวังสมบัติพวกนี้นั่นแหละ"
พี่ชายคนโตของหวังเอ้อหลินทรุดตัวลงคุกเข่าดังตุ้บ "พ่อ แม่ ผมรู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริงๆ ต่อไปนี้ผมจะกตัญญูกับพ่อแม่ จะคอยดูแลพวกท่านยามแก่นะครับ"
ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกพ่อหวังขัดจังหวะ "ลุกขึ้นไปซะ ตอนนี้จะมาพูดอะไรมันก็สายไปแล้ว ตอนที่ฉันเป็นอัมพาต ไม่เห็นพวกแกจะโผล่หัวมาดูดำดูดีคนเป็นพ่อเลยสักคน มีแต่เอ้อหลินคนเดียวที่วิ่งเต้นดูแลฉัน แล้วก็มีแค่เอ้อหลินที่ยอมแบกรับภาระอันหนักอึ้งของครอบครัวนี้เอาไว้"
พี่สาวของหวังเอ้อหลินก็คุกเข่าร้องห่มร้องไห้บอกว่ารู้ตัวว่าผิดแล้ว ขอร้องให้พ่อกับแม่ยกโทษให้ แต่ท่าทีของพ่อหวังกับแม่หวังยังคงแข็งกร้าว เมื่อเห็นทั้งสองคนยังดื้อด้านคุกเข่าไม่ยอมลุก พ่อหวังก็หันไปสั่งหวังเอ้อหลิน "เอ้อหลิน เข้าไปหยิบกระดาษกับปากกามา"
หวังเอ้อหลินพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในบ้าน ไม่นานเขาก็เดินกลับออกมาพร้อมกระดาษกับปากกา พ่อหวังรับมาแล้วจรดปากกาเขียนหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์สองฉบับยื่นให้ทั้งคู่
"พวกแกไสหัวไปซะ นี่คือหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ ต่อไปนี้พวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก พวกแกก็ไปใช้ชีวิตของพวกแกซะเถอะ"
หลังจากยื่นหนังสือตัดขาดให้ลูกๆ ร่างกายของพ่อหวังก็สั่นเทิ้มด้วยความโกรธและเสียใจ
ซุนเสวียนทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเดินเข้าไปช่วยเกลี้ยกล่อม "คุณลุงหวังครับ โมโหมากเดี๋ยวจะเสียสุขภาพเอานะ บางทีพวกเขาอาจจะสำนึกผิดจากใจจริงแล้วก็ได้นะครับ"
พ่อหวังแค่นเสียงเย็นชา "เสวียนเอ๊ย เธอยังไม่เข้าใจหรอก จิตใจคนน่ะมันยากจะหยั่งถึง"
จังหวะนั้น หวังเอ้อหลินก็ก้าวออกมาพูดบ้าง "พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่กลับไปเถอะ เพิ่งจะมารู้สึกผิดเอาป่านนี้ แล้วก่อนหน้านี้มัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา"
"เอ้อหลิน พวกเราเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันนะ"
"ใช่แล้วเอ้อหลิน พี่ใหญ่พูดถูกนะ พวกเราเป็นพี่น้องแท้ๆ กันนะ แกช่วยพูดเกลี้ยกล่อมพ่อกับแม่ให้หน่อยเถอะ ถ้าไม่มีพวกพี่แล้ว ต่อไปแกก็ต้องอยู่ตัวคนเดียว เกิดมีเรื่องมีราวอะไรขึ้นมาก็ไม่มีใครคอยช่วยเหลือแกนะ"
หวังเอ้อหลินยิ่งฟังก็ยิ่งของขึ้น สุดท้ายก็ตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด "นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะเรียกพวกแกวาพี่! ตอนนี้พวกแกไสหัวไปได้แล้ว ในเมื่อตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้วก็อย่ามาตามตอแยอีกเลย พวกแกกำลังวางแผนอะไรอยู่ พวกเรารู้ไส้รู้พุงหมดแล้วล่ะ บอกไว้เลยว่าไม่มีทาง"
"ตอนนี้รีบไสหัวไปซะ ถ้าเกิดทำพ่อกับแม่โมโหจนล้มป่วยไปอีก ฉันจะบุกไปที่ทำงานพวกแก แล้วเอา 'วีรกรรมอันยิ่งใหญ่' ของพวกแกไปป่าวประกาศให้คนเขารู้กันทั่วเลยคอยดู"
พี่ชายกับพี่สาวของหวังเอ้อหลินจนปัญญา เมื่อได้ยินคำขู่แบบนั้นก็ไม่กล้าตามตอแยอีก ยอมลุกขึ้นแล้วเดินคอตกจากไปอย่างหมดสภาพ
[จบแล้ว]