- หน้าแรก
- ทะลุมิติพลิกชะตา ปลุกระบบเทพทหาร
- บทที่ 90 - ฉีถงเหว่ยสละชีพแล้วงั้นหรือ?
บทที่ 90 - ฉีถงเหว่ยสละชีพแล้วงั้นหรือ?
บทที่ 90 - ฉีถงเหว่ยสละชีพแล้วงั้นหรือ?
บทที่ 90 - ฉีถงเหว่ยสละชีพแล้วงั้นหรือ?
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ฉีถงเหว่ยสติเลื่อนลอย ร่างกายลอยขึ้นลงตามแรงคลื่นที่ม้วนตัวซัดสาด
เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลันหลายต่อหลายครั้ง พยายามตะเกียกตะกายดิ้นรนอยู่สองสามที แต่ก็ถูกเกลียวคลื่นขนาดใหญ่ซัดจมลงไปอีก
ร่างกายที่ได้รับการฟื้นฟูจากน้ำยาฟื้นฟูพละกำลัง บัดนี้ถูกผลาญไปจนหมดสิ้นท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก
ในที่สุดเขาก็หมดสติไปอย่างสมบูรณ์ ความคิดสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบลงคือ ฉันจะมาตายแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
ฟ่านเทียนเหลยส่งทหารหน่วยรบพิเศษกองร้อยที่หนึ่งที่เหลืออยู่ทั้งหมด ออกค้นหาตามแนวพื้นที่ระบายน้ำอย่างละเอียดทีละจุด
เหล่าผู้นำระดับสูงที่รับผิดชอบภารกิจกู้ภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ เมื่อทราบเรื่องก็สั่งการให้ส่งเฮลิคอปเตอร์อีกห้าลำเข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาทันที
"ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหน พวกเราก็ต้องหาฉีถงเหว่ยให้พบ เขาคือวีรบุรุษแห่งประเทศเซี่ย!"
ทหารจากหน่วยอื่นต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจ จึงส่งทหารบางส่วนออกมาร่วมค้นหาฉีถงเหว่ยด้วยเช่นกัน
เฮลิคอปเตอร์ทั้งห้าลำบินวนเวียนอยู่ในระดับต่ำ ทหารหน่วยรบพิเศษสามนายบนเครื่องใช้กล้องส่องทางไกลสแกนดูพื้นที่เรือกสวนไร่นาที่ถูกน้ำท่วมขังอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว
เรือยางหลายสิบลำแล่นแหวกพงหญ้าไปมา สมาชิกบนเรือต่างส่งเสียงตะโกนเรียกชื่อฉีถงเหว่ยดังกึกก้อง
จากกลางวันล่วงเลยเข้าสู่ยามค่ำคืน และจากค่ำคืนเวียนบรรจบมาถึงรุ่งสางอีกครั้ง
ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็ม พวกเขาแทบจะค้นหาไปทั่วทุกพื้นที่แล้ว แต่ก็ยังคงไร้วี่แวว
บรรยากาศอันแสนหดหู่ปกคลุมไปทั่วกองร้อยที่หนึ่ง
ผู้นำระดับสูงโทรศัพท์มาสอบถามความคืบหน้าในการค้นหาจากฟ่านเทียนเหลยด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่ได้รับกลับไปมีเพียงเสียงถอนหายใจเท่านั้น
ผู้นำระดับสูงกล่าวด้วยความสิ้นหวัง "เฮ้อ ช่วงเวลาทองในการค้นหาและกู้ภัยมีเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่านั้น หากพลาดช่วงเวลานี้ไป เกรงว่าคงมีโอกาสรอดชีวิตน้อยมากแล้ว"
ฟ่านเทียนเหลยมีสีหน้าเศร้าสลด แต่ทัศนคติยังคงแน่วแน่ "ตราบใดที่ยังหาคนไม่พบ ผมก็จะไม่มีวันถอดใจครับ"
ผู้นำระดับสูงแจ้งให้ทราบว่า พวกเขาตระหนักดีว่าฉีถงเหว่ยคือวีรบุรุษของชาติ แต่ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในขณะนี้ จึงสามารถดำเนินการค้นหาและกู้ภัยได้มากที่สุดเพียงสามวันเท่านั้น
หากผ่านไปสามวันแล้วยังไม่มีวี่แวว ก็จำต้องยุติการค้นหาแต่เพียงเท่านี้
แม้ในใจของฟ่านเทียนเหลยจะต่อต้านสักเพียงใด แต่เขาก็ทำได้เพียงยอมรับความเป็นจริงข้อนี้เท่านั้น
เขารีบจัดเวรยามให้สมาชิกสลับกันไปพักผ่อน เพื่อไม่ให้คลาดสายตาจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ทว่าสมาชิกทุกคนต่างก็เป็นห่วงฉีถงเหว่ยจนนอนกระสับกระส่าย พักผ่อนไปได้เพียงสองชั่วโมงก็ตาสว่างจนนอนไม่หลับอีกต่อไป
พวกเขาฉวยโอกาสถือไฟฉายฝ่าความมืดมิดออกไปค้นหาอีกครั้ง ตราบใดที่พวกเขายังไม่ยอมแพ้ ฉีถงเหว่ยก็ต้องมีความหวังรอดชีวิตอย่างแน่นอน!
เวลาล่วงเลยผ่านไปสองวันอย่างรวดเร็ว
หากพลบค่ำวันนี้ยังหาตัวฉีถงเหว่ยไม่พบ พวกเขาก็จำต้องยอมรับความจริงว่าฉีถงเหว่ยได้จากโลกนี้ไปแล้ว
ทุกคนตะโกนเรียกชื่อจนสุดเสียง จนกระทั่งเสียงแหบแห้ง และในที่สุดก็แทบจะเปล่งเสียงไม่ออกอีกเลย
ทุกคนต่างรู้สึกเจ็บใจ แต่ก็ไร้ซึ่งหนทางแก้ไขใดๆ
หรือว่าฉีถงเหว่ยจะจากพวกเราไปแล้วจริงๆ งั้นหรือ
......
เสียงจอแจดังแว่วมาเข้าหู คล้ายกับมีคนพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา
ฉีถงเหว่ยทั้งง่วงทั้งอ่อนเพลีย เขาอยากจะบอกให้พวกเขาสงบปากสงบคำลงเสียที แต่ก็ลืมตาไม่ขึ้นและพูดไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
ไม่นานเสียงจอแจนั้นก็เงียบลง ขณะที่ฉีถงเหว่ยกำลังจะหลับต่อ อีกฝ่ายก็เริ่มส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวขึ้นมาอีกครั้ง
เขาชักจะสงสัยแล้วว่าคุยเรื่องอะไรกันนักหนา ถึงต้องมารบกวนเวลาคนอื่นเขานอนด้วย
"นี่ก็วันที่สามแล้วนะ"
"ฉันว่าพาเขาไปส่งโรงพยาบาลดีไหม ยาที่บ้านเราก็ไม่เหลือแล้วด้วย"
"คุณพูดน่ะมันง่าย แล้วตอนนี้จะไปได้ยังไง สระน้ำข้างหน้าก็ระดับน้ำสูงขึ้นจนท่วมถนนมิดไปหมดแล้ว ออกไปไหนไม่ได้เลย"
สติสัมปชัญญะของฉีถงเหว่ยที่เคยมึนงงเริ่มแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ นี่พวกเขากำลังพูดถึงฉันอยู่เหรอ
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือกระท่อมหลังเล็กที่มีแสงสลัวๆ ตัวเขากำลังนอนอยู่บนเตียง
สองสามีภรรยาที่เพิ่งจะคุยกันเมื่อครู่ สังเกตเห็นว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นแล้ว พวกเขารีบเดินเข้ามามุงดูด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า "คุณ คุณฟื้นแล้ว อาการเป็นยังไงบ้าง"
"ไม่ได้กินอะไรมาสามวันเต็มๆ คงจะหิวแย่เลย พี่จ้าว คุณไปรินน้ำให้พ่อหนุ่มนี่สักแก้วสิ เดี๋ยวฉันจะไปเอาฟักทองนึ่งมาให้"
ฉีถงเหว่ยขยับริมฝีปาก ดูเหมือนว่าเขาจะค่อยๆ ควบคุมร่างกายของตัวเองได้แล้ว
"ผมหลับไปกี่วันแล้วครับ" พอเปล่งเสียงออกมา เขาก็พบว่าเสียงของตัวเองแหบพร่าจนแทบจะกลายเป็นเสียงขูดกันของของแข็ง
ชายวัยกลางคนยื่นแก้วน้ำอุ่นให้เขา "เราสองคนเจอคุณเมื่อวานซืนน่ะ ช่วงระบายน้ำนี่ปลาเยอะดีใช่ไหมล่ะ ตอนที่ฉันออกไปจับปลาตอนดึก ก็เห็นคุณนอนสลบอยู่บนดงกอหญ้าซะแล้ว"
"โชคดีนะที่ตอนนั้นคุณนอนหงายหน้าขึ้นมา ไม่อย่างนั้นถ้าสำลักน้ำเข้าไป คงทนอยู่ได้ไม่นานหรอก"
หลับไปสามวันแล้วงั้นเหรอ
ฉีถงเหว่ยลองขยับข้อต่อตามร่างกาย ดูเหมือนว่าถึงกระแสน้ำจะเชี่ยวกราก แต่ก็ไม่ได้สร้างบาดแผลร้ายแรงอะไรให้เขา
นับว่าดวงยังดีอยู่!
ฉีถงเหว่ยเลิกผ้าห่มออกเตรียมจะลงจากเตียง แต่กลับถูกชายคนนั้นห้ามไว้ "สหายหนุ่ม คุณพักผ่อนให้สบายก่อนเถอะ อย่าเพิ่งรีบลุกขึ้นมาเลย"
"ขอบคุณครับพี่ชาย แต่ผมรีบต้องกลับไป เสื้อผ้าของผมล่ะครับ"
เสื้อผ้าของฉีถงเหว่ยถูกถอดเปลี่ยนออกไปแล้ว ตอนนี้เขาสวมใส่เสื้อผ้าของชายวัยกลางคน ซึ่งชายแขนเสื้อและขากางเกงสั้นเต่อลอยขึ้นมาเป็นคืบ
ชายวัยกลางคนถอนหายใจ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าของฉีถงเหว่ยลงมาจากชั้นวางของในห้อง
"พ่อหนุ่ม คุณเป็นทหารใช่ไหม"
เสื้อผ้าถูกซักและตากจนแห้งสนิทแล้ว ฉีถงเหว่ยรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นมาในหัวใจ
"ใช่ครับพี่ชาย ผมเป็นทหารที่มาร่วมภารกิจกู้ภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ พี่เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตผมไว้ วันหน้าผมจะต้องตอบแทนพี่อย่างแน่นอนครับ"
ชายวัยกลางคนรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ไม่เป็นไร ไม่ต้องหรอก พวกคุณทหารต่างหากที่ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้!"
"ฉันได้ข่าวมาว่าพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้มีชาวบ้านเสียชีวิตไปเป็นร้อยคนแล้ว ถ้าไม่ได้พวกคุณทหารเข้ามาช่วย เกรงว่าคงมีคนติดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำอีกนับไม่ถ้วน"
"ยามเกิดภัยพิบัติ ก็มีแต่พวกคุณทหารนี่แหละที่ออกไปยืนอยู่แนวหน้าเสมอ การที่พวกเราได้ช่วยชีวิตทหารไว้ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยล่ะ!" ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างซื่อๆ
ฉีถงเหว่ยถึงได้มีโอกาสพิจารณาชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน รูปร่างของเขาสูงปานกลาง มัดกล้ามเนื้อแข็งแรงบึกบึน ดูจากลักษณะแล้วคงจะหาเลี้ยงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องทุ่งนาที่เคยกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา บัดนี้กลับถูกน้ำท่วมจนมิดไปหมดแล้ว
"ปีนี้โดนน้ำท่วมซัดไปหมดแบบนี้ เกรงว่าคงจะไม่ได้ผลผลิตอะไรเลยสินะครับ"
เขากล่าวด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ
ทว่าชายวัยกลางคนกลับเอาแต่ยิ้มร่าแล้วตอบว่า "ก็ไม่หรอกนะ"
"หลังระบายน้ำปลาเยอะมากเลยล่ะ สองสามวันนี้ฉันจับปลาได้เกือบร้อยตัวแล้ว ฉันจะเอาไปเลี้ยงไว้ก่อน พอผ่านไปสักพักก็เอาไปขายได้เงินเหมือนกัน"
"ถึงไร่นาฉันจะถูกน้ำท่วม แต่ฉันฟังจากวิทยุกระจายเสียงบอกว่า ทางรัฐบาลจะมีเงินชดเชยให้"
"มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ อย่างน้อยฉันกับเมียก็ปลอดภัยดี"
ทัศนคติที่มองโลกในแง่บวกของชายวัยกลางคนส่งผ่านความรู้สึกดีๆ มาถึงฉีถงเหว่ยด้วย
แม้สองสามีภรรยาคู่นี้จะใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่หัวใจของพวกเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
จังหวะพอดีกับที่ภรรยาของเขาอุ่นฟักทองเสร็จและเดินเข้ามา "พ่อหนุ่ม เธอกินฟักทองรองท้องไปก่อนนะ เมื่อกี้ฉันเพิ่งตุ๋นปลาเสร็จ เธอไม่ได้กินอะไรมาตั้งหลายวัน คงจะหิวแย่เลย เดี๋ยวรอซดน้ำซุปร้อนๆ นะ"
ฉีถงเหว่ยไม่ปฏิเสธความหวังดี เขากล่าวขอบคุณอีกฝ่ายแล้วรับฟักทองมากัดกินทันที
ตอนเพิ่งตื่นยังไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ แต่ตอนนี้เขารู้สึกหิวจนไส้กิ่วแล้วจริงๆ
หญิงวัยกลางคนทำงานอย่างคล่องแคล่วว่องไว ไม่นานนักก็นำน้ำซุปปลามาเสิร์ฟให้ถึงที่
ชายวัยกลางคนเปิดเครื่องเล่นวิทยุเก่าๆ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สร้างความบันเทิงเพียงชิ้นเดียวในบ้าน
"ข่าวจากสถานีวิทยุ สหายฉีถงเหว่ยผู้กระโจนลงสู่กระแสน้ำเชี่ยวกรากเพียงลำพังเพื่อซ่อมแซมประตูระบายน้ำได้ขาดการติดต่อไปเป็นเวลาสามวันแล้ว หากผู้ใดพบเห็นสหายที่สวมเครื่องแบบทหาร โปรดติดต่อพวกเราโดยด่วน"
"ขอให้พวกเราร่วมกันสวดมนต์ภาวนาให้สหายฉีถงเหว่ยปลอดภัย เขาคือวีรบุรุษของประชาชนพวกเรา!"
เมื่อสองสามีภรรยาได้ยินข่าวนี้ก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป
ทั้งสองคนหันขวับมามองฉีถงเหว่ยพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย หญิงวัยกลางคนพูดตะกุกตะกัก "หายตัวไปสามวัน คุณ คุณคงไม่ได้เป็นวีรบุรุษฉีถงเหว่ยหรอกนะ"
[จบแล้ว]