เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 131 - ไม่ใช่คนดีและการกระชากหน้ากาก

บทที่ 131 - ไม่ใช่คนดีและการกระชากหน้ากาก

บทที่ 131 - ไม่ใช่คนดีและการกระชากหน้ากาก


บทที่ 131 - ไม่ใช่คนดีและการกระชากหน้ากาก

บนผืนทะเลอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานอกเหนือจากพวกนางแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก

ส่วนใต้ทะเลลึกนั้น ด้วยระดับการฝึกฝนของพวกนางในตอนนี้ยิ่งยากที่จะมองทะลุลงไปได้ในปราดเดียว

ทว่ามู่ชิงเข่อย่อมไม่มีทางพูดจาเหลวไหล บางทีเมื่อเทียบกับพวกนางแล้ว มู่ชิงเข่ออาจจะมีวิธีการตรวจสอบที่พิเศษกว่าก็เป็นได้

"อยู่ห่างจากพวกเราแค่ไหน? มีกี่คน? สถานการณ์คร่าวๆ เป็นอย่างไร?"

หนิงเจ๋อสั่งหยุดเรือเดินทะเลทันทีและไม่เดินหน้าต่อไป

ความผิดปกติของน่านน้ำแห่งนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันสองวัน ในเมื่อคนบนเรือของเสวี่ยเหนียงสามารถค้นพบได้ คนอื่นๆ ก็ย่อมต้องค้นพบได้เช่นกัน

ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกนางจำเป็นต้องระมัดระวังตัวในการลงมือให้มากขึ้น

"ไม่ไกลนัก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากพวกเราไปไม่เกินหกถึงเจ็ดไมล์ทะเล เป็นชายสามหญิงสอง ตอนนี้พวกเขากำลังดำผุดดำว่ายค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ในทะเลอย่างตั้งใจ ทว่าพวกเขาไม่ได้ดำลงไปลึกนัก"

มู่ชิงเข่อบอกเล่าสถานการณ์พื้นฐานที่นางค้นพบอย่างรวดเร็ว สีหน้าของนางดูไม่ค่อยสู้ดีนักและขมวดคิ้วอย่างที่แทบจะไม่เคยเป็นมาก่อน

"ใกล้ขนาดนี้เชียว? เหตุใดข้าถึงสัมผัสไม่ได้ถึงตัวตนของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย?"

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่หนิงเจ๋อเห็นมู่ชิงเข่อขมวดคิ้ว นั่นหมายความว่า สำหรับกลุ่มของพวกเขาแล้ว ชายสามหญิงสองที่กำลังค้นหาของอยู่ในทะเลตอนนี้น่าจะรับมือได้ยากอย่างยิ่ง

มิฉะนั้น มู่ชิงเข่อที่มักจะมองโลกในแง่ดี ชอบยิ้มแย้ม และให้ความรู้สึกเหมือนไม่มีสิ่งใดมาทำให้ลำบากใจได้ คงไม่แสดงสีหน้าเช่นนี้ออกมาแน่

"ในบรรดาคนกลุ่มนั้น มีเฉิงจางรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง"

มู่ชิงเข่อเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง และคำตอบนี้ก็ทำให้คนอื่นๆ ประหลาดใจอย่างยิ่ง "เคล็ดวิชาของเฉิงจางค่อนข้างพิเศษ หากเขาตั้งใจปกปิด อย่าว่าแต่จะปิดกั้นการตรวจสอบจากสัมผัสเทวะได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย ต่อให้เดินสวนกันซึ่งๆ หน้า ก็ยังทำให้คนมองข้ามตัวตนของเขาไปได้อย่างง่ายดาย ทว่าสำหรับข้าแล้ว ผลลัพธ์ของเคล็ดวิชานี้กลับลดทอนลงอย่างมาก พอเข้าใกล้ในระยะหนึ่ง ข้าย่อมต้องสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา"

"เฉิงจางงั้นหรือ? เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"

หนิงเจ๋อไม่คาดคิดเลยว่าในบรรดาชายสามหญิงสองกลุ่มนั้น จะมีเฉิงจางที่สมควรจะอยู่ในจงโจวรวมอยู่ด้วย

ในเมื่อมู่ชิงเข่อสามารถรับรู้และจดจำเฉิงจางได้ในทันที ในทางกลับกัน เฉิงจางเองก็คงจะค้นพบมู่ชิงเข่อและกลุ่มของพวกนางไปนานแล้วเช่นกัน

"ศิษย์พี่มู่คงจะไม่รู้เรื่องนี้ ทว่าอีกเดี๋ยวคนก็คงจะมาถึงแล้ว อย่างไรเสียศิษย์พี่ก็รู้จักกับเฉิงจาง ประเดี๋ยวค่อยถามกันตรงๆ เลยก็แล้วกันเจ้าค่ะ"

เวลานี้อวิ๋นไคเองก็ค้นพบชายสามหญิงสองที่รวมถึงเฉิงจางแล้วเช่นกัน คาดว่าน่าจะเป็นเพราะเฉิงจางไม่ได้จงใจปกปิดตัวตนอีกต่อไป ดังนั้นสถานการณ์ในระยะไม่กี่ไมล์ทะเลจึงตกอยู่ในขอบเขตสัมผัสเทวะของนางอย่างเป็นธรรมชาติ

วินาทีต่อมา ชายสามหญิงสองกลุ่มนั้นก็โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา และพุ่งตรงมายังทิศทางของพวกนาง

"เฉิงจางคือผู้ใดหรือ?"

อู๋จิ้นซึ่งเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องราวของเฉิงจาง กระซิบถามขึ้นเบาๆ

"เดี๋ยวพอเห็นหน้าแล้ว เจ้าก็จะรู้เอง"

"ไม่ใช่คนดีหรอก"

"ศัตรูน่ะ"

คนสามคนให้คำตอบสามแบบ ในเวลาเช่นนี้ย่อมไม่มีเวลามามัวอธิบายให้ยาวความแก่เขา ทว่าขอเพียงเข้าใจถึงลักษณะสำคัญก็เพียงพอแล้ว

เมื่อเห็นเช่นนั้น อู๋จิ้นจึงไม่ถามอะไรต่อ ทว่าเขาก็เข้าใจถึงจุดยืนของตนเองในทันที รวมถึงวิธีรับมือกับคนและเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปด้วย

เรือเดินทะเลค่อยๆ ขับเคลื่อนมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเฉิงจางและพวกอย่างไม่รีบร้อน

"ศิษย์น้องหก ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"

เพียงไม่นาน ทั้งสองฝ่ายก็เผชิญหน้ากันอย่างเป็นทางการ

เฉิงจางในชุดคลุมเวทสีฟ้าอ่อน พาคนอื่นๆ บินตรงมายังบริเวณใกล้กับเรือเดินทะเลของหนิงเจ๋อและพวก เขาไม่ได้รีบร้อนขึ้นเรือ ทว่ากลับหันไปกล่าวกับหนิงเจ๋อว่า "ที่แท้ก็สหายหนิงนี่เอง ไม่คิดเลยว่าพวกเราจะได้พบกันอีกเร็วถึงเพียงนี้ ไม่ทราบว่าสหายหนิงจะสะดวกให้ข้ากับสหายอีกสองสามคนขึ้นไปพักผ่อนบนเรือสักครู่ได้หรือไม่?"

เฉิงจางมีคิ้วเข้มตาโต โครงหน้าดูเป็นคนซื่อตรงและรักความยุติธรรมอย่างยิ่ง ประกอบกับคำพูดคำจาและกิริยาท่าทางที่สุภาพเรียบร้อย หากไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางของเขาจริงๆ เกรงว่าผู้คนคงต้องเอ่ยปากชมว่าเป็นสุภาพชนผู้หนึ่งเป็นแน่

"สหายเฉิงเกรงใจไปแล้ว เชิญขึ้นเรือเถิด"

หนิงเจ๋อย่อมไม่ปฏิเสธ ว่ากันตามตรงแล้ว ในบรรดาชายสามหญิงสองกลุ่มนี้ นอกจากเฉิงจางที่นับว่าเป็นคนรู้จักแล้ว ผู้ฝึกตนชายอีกสองคนเขาก็รู้จักเช่นกัน

"สหายหลิว! สหายถาน!"

หนิงเจ๋อยกมือทักทายผู้ฝึกตนชายอีกสองคนที่ตามขึ้นเรือมาอย่างเรียบง่าย แม้จะเคยพบหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้ง ทว่าก็รู้จักแต่ไม่ได้สนิทสนมกัน

คนทั้งสองคือท่านเจินเหรินหลิวและท่านเจินเหรินถาน ซึ่งเป็นท่านเจินเหรินขอบเขตจินตันจากสำนักกระบี่เอกะและสำนักม่วงเร้นลับตามลำดับ ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปคลุกคลีกับเฉิงจางซึ่งเป็นคนจากสำนักอันดับหนึ่งของจงโจวตั้งแต่เมื่อใด

"สหายหนิง ไม่ได้พบกันเสียนาน รบกวนแล้ว!"

"สหายหนิง!"

ท่านเจินเหรินหลิวและท่านเจินเหรินถานประสานมือคารวะตอบ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็ค่อนข้างประหลาดใจที่หนิงเจ๋อมาอยู่กับศิษย์น้องหญิงของเฉิงจาง

"ที่แท้ก็คนกันเองทั้งนั้น เช่นนี้ข้าก็ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวให้ยุ่งยากแล้ว"

เฉิงจางเดินตรงเข้าไปหามู่ชิงเข่อ

เมื่อเห็นว่าตนขึ้นเรือมาแล้ว แต่มู่ชิงเข่อกลับไม่ยอมทักทายตนก่อน ซ้ำร้ายสายตาที่มองมาก็ดูไม่สนิทสนมคุ้นเคยเหมือนแต่ก่อน แม้ภายนอกเขาจะไม่แสดงอาการ ทว่าในใจกลับรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง "ศิษย์น้องหกดูเหมือนจะไม่ค่อยดีใจเลยนะ? หรือว่าไม่อยากเจอหน้าศิษย์พี่ที่นี่?"

นี่เป็นคำพูดกึ่งล้อเล่นกึ่งจริงจัง อย่างไรเสียเขาก็ไม่ชอบความรู้สึกที่ควบคุมอะไรไม่ได้แบบนี้เลยสักนิด

"ศิษย์พี่พูดล้อเล่นแล้ว"

มู่ชิงเข่อยิ้มบางๆ ก่อนจะแสดงสีหน้าลำบากใจออกมาเล็กน้อย "ข้า... ข้าทำงานที่ศิษย์พี่มอบหมายไว้ไม่สำเร็จ กลัวว่าจะถูกศิษย์พี่ตำหนิ จึงรู้สึกกังวลใจต่างหาก"

เฉิงจางไม่คิดเลยว่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ แม้คำว่าทำงานที่มอบหมายไว้ไม่สำเร็จจะทำให้เขาขัดใจอยู่บ้าง ทว่าความรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างประหลาดก่อนหน้านี้ก็บรรเทาลงไปได้มากทีเดียว

ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูดต่อ จู่ๆ เสียงร้องด้วยความตกใจก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะเขาเสียก่อน

"ศิษย์พี่มู่ ที่แท้เขาก็คือศิษย์พี่รองคนที่ให้ท่านไปส่งของที่ตระกูลลั่วหรอกหรือ!"

อวิ๋นไคพูดไปพลางก้าวเข้าไปดึงตัวมู่ชิงเข่อมาไว้ข้างกาย เป็นการสร้างระยะห่างระหว่างมู่ชิงเข่อกับเฉิงจางในทันที นางทำทีเป็นปลอบประโลมมู่ชิงเข่อต่อหน้าทุกคน "ศิษย์พี่มู่ท่านไม่ต้องกังวลไปนะ มีข้าอยู่ทั้งคน รับรองว่าศิษย์พี่รองของท่านจะไม่กล้าตำหนิท่านแน่ เรื่องที่ท่านไม่กล้าบอกเขา ข้าจะบอกแทนท่านเอง! ดูท่าทางศิษย์พี่รองของท่านก็ไม่น่าจะเป็นคนที่ไร้เหตุผลหรอก ไม่มีเรื่องใดที่แก้ปัญหาไม่ได้หรอกน่า"

"ขออภัย แม่นางท่านนี้..."

ในที่สุดเฉิงจางก็สังเกตเห็นอวิ๋นไค ซึ่งก่อนหน้านี้เขายังไม่มีเวลาให้ความสนใจมากนัก อย่างไรเสียผู้ฝึกตนหญิงขอบเขตก่อตั้งรากฐานคนหนึ่งก็ยังไม่คู่ควรให้เขาให้ความสำคัญในทันที

ทว่าพอได้ยินคำพูดของอวิ๋นไค เฉิงจางก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีนัก และเขาก็ไม่ต้องการให้คนนอกมาก้าวก่ายหรือตัดสินใจแทนมู่ชิงเข่อด้วย

"ศิษย์พี่ของศิษย์พี่มู่ ท่านตั้งใจมาตามหาศิษย์พี่มู่หรือเจ้าคะ?"

อวิ๋นไคไม่คิดจะเปิดโอกาสให้เฉิงจางได้พูดจาไร้สาระต่อหน้านาง นางหันไปจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยและตั้งคำถามเสียงดัง "ตกลงท่านให้ศิษย์พี่มู่เอาของสำคัญอะไรไปส่งให้ตระกูลลั่วกันแน่? ของพวกนั้นจะสำคัญแค่ไหน ทว่าท้ายที่สุดก็เป็นแค่ของนอกกาย มันจะสำคัญไปกว่าชีวิตคนได้อย่างไรใช่หรือไม่? ดังนั้น ศิษย์พี่ของศิษย์พี่มู่ ท่านช่วยบอกข้าหน่อยได้ไหมว่าของที่ท่านฝากศิษย์พี่มู่มานั้นมีมูลค่ากี่หินวิญญาณ? ศิษย์พี่มู่ประสบอุบัติเหตุกลางทางตอนที่จะไปตระกูลลั่ว ไม่เพียงแต่ของจะถูกคนแย่งชิงไป แต่นางยังได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด นางโชคร้ายมากพออยู่แล้ว ท่านก็อย่าไปตำหนิว่านางทำงานบกพร่องอีกเลยนะ อย่างมาก ข้าจะชดใช้ค่าเสียหายแทนศิษย์พี่มู่เอง จะพยายามชดเชยให้คุ้มกับความสูญเสียของท่านดีหรือไม่? สรุปว่าท่านอย่าไปตำหนินางอีกเลยนะ เพราะเรื่องนี้นางถึงกับซึมเศร้าไม่มีเรี่ยวแรงมาตลอด วันๆ ได้แต่หวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะกลับจงโจว ช่างน่าสงสารเหลือเกิน!"

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป บรรยากาศบนเรือเดินทะเลก็เงียบกริบลงทันที

นอกจากเฉิงจางแล้ว ทุกคนต่างก็หันไปมองมู่ชิงเข่อโดยสัญชาตญาณ และอดไม่ได้ที่จะเผยแววตาเห็นอกเห็นใจออกมา

"ขอบคุณแม่นางที่บอกให้รู้ มิฉะนั้นข้าคงไม่รู้เลยว่าศิษย์น้องหกจะกังวลว่าข้าจะตำหนิด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงแค่นี้"

เฉิงจางรู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาบ้าง อย่างไรเสียคำบอกเล่าของอวิ๋นไคก็ทำให้เขาดูเหมือนเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยและเข้มงวดกับศิษย์น้องร่วมสำนักมากจนเกินไป

เขาย่อมไม่ต้องการแบกรับชื่อเสียงเช่นนี้ "ศิษย์น้องหกของข้ามีดีทุกอย่าง เสียก็แต่เป็นคนที่อ่อนไหวคิดมากไปสักหน่อย ก็แค่ของหายเท่านั้น แม่นางพูดถูกแล้ว ของจะสำคัญแค่ไหนก็สู้ชีวิตคนไม่ได้ ขอแค่ศิษย์น้องหกปลอดภัยก็ดีแล้ว ของหายก็ให้มันหายไปเถิด ไม่ต้องรบกวนให้แม่นางต้องควักหินวิญญาณมาชดใช้แทนหรอก"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ อวิ๋นไคก็ดีใจจนเนื้อเต้น นางรีบดึงแขนมู่ชิงเข่อพร้อมกับกล่าวว่า "ศิษย์พี่มู่ได้ยินไหม ศิษย์พี่ของท่านพูดเองเลยนะว่าของพวกนั้นไม่สำคัญเท่าชีวิตท่าน เขาไม่ตำหนิท่าน และไม่ต้องการให้ท่านชดใช้ด้วย ท่านไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้วนะ!"

มู่ชิงเข่อฝืนยิ้มออกมา ทว่าบนใบหน้ากลับไม่มีร่องรอยของความโล่งใจที่ปัญหาคลี่คลายลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน นางแอบชำเลืองมองเฉิงจางที่อยู่ด้านข้างด้วยท่าทีอึกอักอ้ำอึ้ง

"ศิษย์พี่มู่ ทำไมท่านถึงยังไม่ดีใจอีกล่ะ? หรือว่ายังมีเรื่องอื่นให้กังวลอยู่อีกหรือเจ้าคะ?"

เมื่อเห็นดังนั้น อวิ๋นไคก็หุบยิ้มลงและรีบเร่งเร้าถามว่า "หากยังมีอะไรให้กังวลอยู่อีก ก็รีบพูดออกมาให้หมดในคราวเดียวเลยสิ บังเอิญศิษย์พี่ของท่านก็อยู่ที่นี่พอดี หากเขาไม่ออกหน้าทวงคืนความเป็นธรรมให้ท่าน ข้าจะจัดการให้เอง! ศิษย์พี่ของข้าก็จะจัดการให้เอง!"

"มะ... ไม่มีอะไร ข้าแค่... ข้าแค่..."

มู่ชิงเข่อมมองใบหน้าที่นับวันก็ยิ่งดำคล้ำลงของเฉิงจาง รวมถึงสายตาตักเตือนที่แวบผ่านเข้ามา ก็ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า "ศิษย์พี่ ข้าจะทำอย่างไรดี ข้าทำของที่ท่านฝากไปให้ตระกูลลั่วหายหมดเลย ของพวกนั้นเป็นสิ่งที่ข้าอุตส่าห์อดออมเก็บหอมรอมริบมานานหลายสิบปี ต่อให้ข้าไปขอร้องท่านพ่อท่านแม่ให้ช่วย ก็คงไม่มีโอกาสหาของที่เหมือนกันทุกประการมาช่วยท่าน..."

"ศิษย์น้องหก ข้าบอกแล้วว่าเรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลอีกต่อไป!"

เฉิงจางอยากจะพุ่งเข้าไปอุดปากมู่ชิงเข่อเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าน่าเสียดายที่เขาช้าไปก้าวหนึ่ง นังผู้หญิงโง่คนนี้รู้ตัวหรือเปล่าว่าตอนนี้กำลังพูดอะไรออกมา?

"อะไรนะ?"

เสียงของอวิ๋นไคดังขึ้นพร้อมกับคำพูดของเฉิงจาง แถมยังแฝงไปด้วยความตกตะลึงและประหลาดใจอย่างชัดเจน จนกลบเสียงของเฉิงจางไปจนหมด "ศิษย์พี่มู่ ของที่ท่านทำหายเป็นของของท่านเองหรอกหรือ? ไม่ใช่ของที่ศิษย์พี่ของท่านฝากมาให้หรือ?"

เฉิงจางอยากจะแย่งตอบ ทว่ามู่ชิงเข่อจะเปิดโอกาสให้เขาได้อย่างไร

"ถึงแม้ว่าของจะเป็นของข้า ทว่าในเมื่อศิษย์พี่รองเป็นคนหมายตาไว้ว่าจะเอาไปมอบให้คนอื่น ย่อมหมายความว่าเรื่องนี้ต้องมีความสำคัญมาก ข้าจึงยินดีช่วยเขาแก้ปัญหาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เพื่อให้เขาสบายใจ ทว่าไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะทำพลาดเสียได้"

มู่ชิงเข่อพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารจับใจ "เรื่องทำนองนี้ที่ผ่านมา ข้าก็สามารถช่วยศิษย์พี่รองจัดการได้อย่างเรียบร้อย ทว่าครั้งนี้เกิดเหตุสุดวิสัยจนทำให้งานของศิษย์พี่รองต้องล่าช้าไป ล้วนเป็นความผิดของข้าเอง ล้วนเป็นความไร้ความสามารถของข้า หากของไม่ถูกคนแย่งชิงไป หรือหากข้ายังมีหนทางหาของมาได้อีก ก็คงไม่ต้องเป็นภาระให้ศิษย์พี่..."

"ศิษย์น้องหก พอได้แล้ว!"

เฉิงจางทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตวาดแทรกขึ้นมาทันที "เจ้ามัวแต่พูดจาเหลวไหลอะไรอยู่?"

"อะไรนะ? ที่ผ่านมายังมีเรื่องทำนองนี้อีกตั้งมากมายเลยหรือ? ศิษย์พี่มู่ ท่านโง่หรือเปล่าเนี่ย?"

อวิ๋นไคชิงตั้งคำถามด้วยความเหลือเชื่อ "ของของตัวเองแท้ๆ ศิษย์พี่รองของท่านสั่งให้เอาไปมอบให้คนอื่น ท่านก็เอาไปให้งั้นหรือ? มิหนำซ้ำยังต้องถ่อมาส่งถึงชิงโจวด้วยตัวเองอีก? ของหายแล้วท่านยังมากังวลว่าจะไม่มีของชิ้นที่สองไปให้ศิษย์พี่รองของท่านเอาไปมอบให้คนอื่นอีกหรือ? นั่นมันของของท่านนะ ไม่ใช่ของของศิษย์พี่รองของท่านเสียหน่อย ท่านจะไปกลัวเขาทำไมกัน?"

"มู่ชิงเข่อ เจ้ามานี่เลยนะ เลิกปล่อยให้คนนอกมาพูดจาเหลวไหลอยู่ตรงนี้ได้แล้ว!"

เฉิงจางหน้าดำคร่ำเครียด หมายจะดึงตัวคนมาไว้ข้างกายตน

ทว่าหนิงเจ๋อจะยอมให้เป็นไปตามนั้นได้อย่างไร เขาจึงก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างคนทั้งสองทันที "สหายเฉิง ศิษย์น้องเล็กของข้าแม้จะมีนิสัยตรงไปตรงมา ทว่านางก็ไม่เคยพูดจาเหลวไหล หวังว่าสหายเฉิงจะไม่อารมณ์เสียแล้วพาลใส่คนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้านะ"

"สหายหนิงหมายความว่าอย่างไร? ข้าก็ว่าอยู่ว่าแม่นางผู้นี้มาจากไหน จู่ๆ ก็อ้าปากจะขอชดใช้ค่าเสียหายแทนคนอื่น ที่แท้ก็เป็นศิษย์น้องของสหายหนิงนี่เอง ว่าอย่างไรล่ะ ศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างพวกท่านตั้งใจชี้นำให้ศิษย์น้องหกของข้าพูดจาทำให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ ตกลงว่ามีแผนการอันใดซ่อนอยู่กันแน่?"

เฉิงจางไม่ใช่คนโง่ เขาย่อมรู้ดีว่าคำพูดและการกระทำทั้งหมดของอวิ๋นไคเมื่อครู่นี้ ล้วนเป็นความจงใจทั้งสิ้น

ส่วนมู่ชิงเข่อจะจงใจให้ความร่วมมือกับสองศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้ หรือแค่โง่เกินไปจนถูกพวกเขาหลอกใช้ ตอนนี้เขายังด่วนสรุปไม่ได้

ทว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มู่ชิงเข่อจะอยู่กับศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างหนิงเจ๋อต่อไปไม่ได้อีกแล้ว มิฉะนั้นเขาเกรงว่าอีกไม่นาน นังโง่นี่คงโดนคนอื่นหลอกเอาไปขายแล้วยังช่วยเขานับเงินเสียด้วยซ้ำ

"อะไรคือการชี้นำ? อะไรคือความเข้าใจผิด? ข้าพูดผิดตรงไหน? ของที่ท่านจะให้ศิษย์พี่มู่เอาไปมอบให้คนอื่น ตกลงว่าเป็นของท่านใช่ไหมล่ะ?"

อวิ๋นไคโต้กลับทันควัน "หรือจะบอกว่า ก่อนที่ท่านจะเอาของของศิษย์พี่มู่ไปให้คนอื่น ท่านได้เอาหินวิญญาณหรือสิ่งของที่มีมูลค่าใกล้เคียงกันมาแลกเปลี่ยนกับศิษย์พี่มู่แล้ว? อย่ามาโกหกกันนะ จงโจวกับชิงโจวจะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่ไกล หากตั้งใจจะสืบหาความจริงสักหน่อยก็ง่ายนิดเดียว!"

"อย่าสืบเลย อย่าสืบเลย ข้ายินดีมอบให้ศิษย์พี่รองเอง ไม่เกี่ยวกับศิษย์พี่รองเลย"

มู่ชิงเข่อทำทีเป็นอยากจะช่วยปกปิดทว่าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี นางรีบเอ่ยอย่างร้อนรนว่า "ศิษย์น้องอวิ๋น เลิกพูดเรื่องนี้เถิด ศิษย์พี่รองดีต่อข้ามาก การที่ข้าเอาของของข้าไปให้เขาใช้ ย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุดอยู่แล้ว"

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไป แม้แต่ท่านเจินเหรินหลิว ท่านเจินเหรินถาน รวมไปถึงผู้ฝึกตนหญิงอีกสองคนที่มาด้วยกัน ต่างก็แสดงสีหน้าแปลกประหลาดออกมา สายตาที่ใช้มองเฉิงจางและมู่ชิงเข่อนั้นช่างซับซ้อนยากจะบรรยาย

"สวรรค์ช่วย ศิษย์พี่มู่ ดูเหมือนสมองท่านจะพังไปแล้วจริงๆ ท่านโดนทำคุณไสยใส่หรือเปล่าเนี่ย?"

อวิ๋นไคร้องอุทานด้วยความตกใจ ก่อนจะย้อนถามอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า "ใครเป็นคนบอกท่านว่าเรื่องพรรค์นี้มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด? แล้วก็บอกข้ามาหน่อยเถิด ในเมื่อท่านรู้สึกว่าศิษย์พี่รองของท่านดีต่อท่านมาก แล้วเขาเคยให้ของดีๆ อะไรแก่ท่านบ้าง? พูดออกมาให้พวกเราฟังหน่อยสิ จะได้รู้กันไปเลยว่าตกลงท่านที่เป็นศิษย์น้องใจป้ำกับเขา หรือเขาที่เป็นศิษย์พี่ใจป้ำกับท่านกันแน่!"

"ข้า..."

มู่ชิงเข่อมองดวงตาอันเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของเฉิงจาง แล้วตัวสั่นเทิ้มอย่างแรง "ข้าจำไม่ค่อยได้แล้ว เลิกพูดกันเถอะ พวกเราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ ดีหรือไม่?"

"ศิษย์พี่มู่ ท่านจะไปกลัวเขาทำไม? ลับหลังเขามักจะรังแกท่านแล้วเอาเรื่องอะไรมาขู่ไม่ให้ท่านไปบอกคนอื่นใช่หรือไม่? ท่านคงไม่ปล่อยให้เขากดขี่ข่มเหงเอาตามใจชอบหรอกนะ? ต่อให้เขาจะเป็นศิษย์พี่ของท่าน ทว่าท่านก็เป็นถึงบุตรสาวเจ้าสำนักเลยนะ ดูทำตัวเข้าสิ ช่างไม่ได้ความเอาเสียเลย!"

อวิ๋นไคทำสีหน้าผิดหวังอย่างรุนแรง "หากศิษย์พี่ของข้ากล้ารังแกข้าแบบนี้ ท่านอาจารย์ของข้าคงกระชากหน้ากากเขาออกมานานแล้ว! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าท่านยังมีบิดาที่เป็นถึงเจ้าสำนักอยู่อีกคน!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 131 - ไม่ใช่คนดีและการกระชากหน้ากาก

คัดลอกลิงก์แล้ว