- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 100 ขอเจรจา
บทที่ 100 ขอเจรจา
บทที่ 100 ขอเจรจา
บทที่ 100 ขอเจรจา
การเสียที่สูงบาเยกัส เท่ากับว่าพวกแซกซอนได้เอาปากกระบอกปืนใหญ่ไปจ่อที่หน้าผากของกองกำลังป้องกันมาดริดอย่างเป็นทางการ
กองพลน้อยปืนใหญ่สังกัดกองพลทหารราบที่ 8 อดรนทนไม่ไหว ลากปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์ 105 มม. และปืนใหญ่สนาม 77 มม. ขึ้นไปบนที่สูงตั้งแต่เช้าตรู่
หลังจากวุ่นวายมาตลอดเช้า ที่มั่นปืนใหญ่ชั่วคราวแต่ละแห่งก็ถูกสร้างขึ้นบนที่สูงจนเสร็จสมบูรณ์
พลปืนใหญ่ผลัดกันยิงปรับระยะหลายระลอก เตรียมตัวทำตารางยิงชั่วคราวขึ้นมาที่นี่ก่อน...
ลูกปืนใหญ่ส่วนใหญ่ตกกระทบกำแพงเมืองเก่าอันแข็งแกร่งของมาดริด ฝุ่นควันคลุ้งกระจาย แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายเป็นชิ้นเป็นอัน
ทว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้กองกำลังป้องกันในเมืองรู้สึกหวาดผวา
วันนี้ลูกปืนใหญ่แค่ตกลงบนกำแพงเมือง พรุ่งนี้พวกแซกซอนจะกล้าโยนลูกปืนใหญ่ไปตรงไหน พวกเขาแทบไม่กล้าคิด
บรรยากาศในเมือง ยิ่งทวีความอึดอัดหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเสียงปืนใหญ่ที่ดังขึ้นเป็นระยะ
ดักลาส เฮก ผู้บัญชาการกองกำลังรบนอกประเทศบริทาเนีย ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เสียที่สูงบาเยกัส ก็ได้ส่งโทรเลขกลับไปยังแผ่นดินแม่ติดต่อกันหลายฉบับแล้ว
เขาอธิบายถึงสถานการณ์อันล่อแหลมของมาดริดอย่างตรงไปตรงมา ร้องขอให้แผ่นดินแม่ส่งกองกำลังเสริมมาเพิ่มทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองพลจอมเวทไฮแลนด์ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วน
ทว่า ข้อความตอบกลับหลายฉบับจากแผ่นดินแม่ล้วนเป็นเพียงบทความตามระเบียบการ
สรุปใจความได้ประโยคเดียวว่า 'ยึดมั่นรักษาไว้ ย่อมมีหนทาง'
นั่นทำเอาเฮกโกรธจัดจนแทบจะทุบเครื่องส่งโทรเลขในกองบัญชาการทิ้ง
จนกระทั่งเที่ยง โทรเลขแสดงรายละเอียดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็เพิ่งจะส่งมาถึง
ในโทรเลข รัฐมนตรีใช้ถ้อยคำที่ไม่อาจโต้แย้งได้ กำชับเฮกว่าไม่ว่ายังไงก็ต้องรักษามาดริดไว้ให้ได้
เขาเน้นย้ำว่า มาดริดคือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของจักรวรรดิในราชอาณาจักรอารากอน และยังเป็นหมากรบที่สำคัญที่สุดในการเจรจาต่อรองของจักรวรรดิที่จะตามมา
ขอเพียงรักษามาดริดไว้ได้ จักรวรรดิจึงจะมีช่องทางให้พลิกแพลงบนโต๊ะเจรจา มิฉะนั้นความสูญเสียทั้งหมดที่ผ่านมาก็จะสูญเปล่า...
เจรจา?
เฮกจ้องมองโทรเลข ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เผลอบีบซิการ์ในมือจนหัก
รบกันจนเละเทะขนาดนี้ ยังจะเจรจาบ้าบออะไรอีก?
พวกแซกซอนจะยอมคายเนื้อที่กินเข้าไปแล้วออกมางั้นเหรอ?
ด้วยความจำใจ เฮกทำได้เพียงบากหน้าไปที่ค่ายของกองพลจอมเวทไฮแลนด์ในเมืองอีกครั้ง
เขาบอกข่าวนี้กับอาจารย์เวทระดับสูงของกองพลจอมเวทไปตามตรง
หวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นแก่ผลประโยชน์ของจักรวรรดิ ช่วยเขาวางแผนตีโต้สักครั้ง อย่างน้อยก็แย่งที่สูงบาเยกัสกลับคืนมา
แต่คำตอบของอาจารย์เวทระดับสูง กลับทำให้เขาอยากจะชักปืนพกข้างเอวออกมา
"ขอผู้บัญชาการโปรดวางใจ เมื่อใดที่พวกแซกซอนเริ่มตีเมือง ข้าจะนำเหล่าจอมเวทไฮแลนด์ทั้งหมด ต่อสู้เพื่อความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิไปจนวาระสุดท้าย!"
คำพูดนี้ช่างฟังดูยิ่งใหญ่น่ายกย่อง แต่ความหมายแฝงก็ชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัด ถ้ายังไม่ถึงขั้นตีเมือง ก็อย่าหวังว่าเหล่าจอมเวทจะยอมออกไปเสี่ยงตายรับมือนอกเมือง
พวกเขาไม่อยากซ้ำรอยเพื่อนร่วมงานที่เซบียาหรอกนะ
ความหวังริบหรี่สุดท้ายของเฮกที่จะอาศัยความช่วยเหลือจากจอมเวทไฮแลนด์ในการตีโต้ พังทลายลงอย่างสมบูรณ์
ตอนนี้ทำได้เพียงเบิกตามองลูกปืนใหญ่ของพวกแซกซอน ตกใส่กำแพงเมืองมาดริดลูกแล้วลูกเล่า บั่นทอนขวัญกำลังใจและปณิธานของกองกำลังป้องกันไปเรื่อยๆ...
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ภายในกองบัญชาการชั่วคราวของกองทัพสำรวจแซกซอน การถกเถียงว่าควรเริ่มเปิดฉากตีเมืองทันทีเลยหรือไม่ ก็กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด
ผู้บัญชาการกองทัพน้อยทั้งสอง และผู้บัญชาการกองพลอีกหลายคนภายใต้สังกัด แทบจะประสานเสียงกันสนับสนุนให้ตีเมือง
เพราะสำหรับทหารแล้ว ผลงาน "พิชิตเมืองหลวงของประเทศอื่น" มันช่างเย้ายวนใจเสียเหลือเกิน
มีทหารแซกซอนคนไหนบ้างที่ไม่นึกอยากจารึกผลงานอันโดดเด่นนี้ลงในประวัติของตัวเอง?
เพียงแต่ นายพลมาเคนเซนที่ก่อนหน้านี้เป็นฝ่ายรุกเข้าใส่อย่างรวดเร็วและรุนแรงมาโดยตลอด ตอนนี้กลับใจเย็นลงอย่างคาดไม่ถึง
เขาชี้ไปที่แผนที่ วิเคราะห์ให้ลูกน้องที่กำลังเลือดร้อนฟัง
"ทุกท่าน พวกเราทะลวงฟันบุกตะลุยมาตลอดทางจนถึงใต้กำแพงเมืองมาดริดก็จริง... แต่ในทำนองเดียวกัน เราก็ผลาญเวลาไปตั้งสิบกว่าวันแล้ว"
"เวลาขนาดนี้ มากพอที่กองกำลังเสริมของศัตรูจะขึ้นฝั่งที่ชายทะเล แล้วใช้ทางรถไฟมุ่งหน้ามาช่วยป้องกันมาดริดแล้ว"
"ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าชาวบริทาเนียได้กวาดต้อนจอมเวทที่พอจะสั่งการได้ทั้งหมด มารวมไว้ที่มาดริดแล้ว"
เขาใช้ไม้ชี้เคาะลงบนตำแหน่งของมาดริดในแผนที่อย่างแรง
"เพราะงั้น ตอนนี้พวกเราที่อยู่หน้ากำแพงเมืองมาดริด จึงพูดยากว่าจะยังได้เปรียบเรื่องกำลังพลอยู่อย่างเบ็ดเสร็จ"
"บวกกับมาดริดคือเมืองที่สำคัญที่สุดที่ชาวบริทาเนียควบคุมอยู่ในราชอาณาจักรอารากอน พวกเขาต้องทุ่มสุดตัวเพื่อรักษามันไว้แน่นอน เพราะถ้าเสียมาดริดไป ก็เท่ากับพวกเขาหมดสิทธิ์เล่นเกมนี้ในราชอาณาจักรอารากอนต่อไปแล้ว"
สายตาของมาเคนเซนกวาดมองนายพลทุกคนในที่นั้น
"เพราะฉะนั้น ผมขอประเมินว่าทันทีที่เริ่มตีเมือง กองทัพน้อยสองกองของเราที่รับหน้าที่บุกหลัก จะต้องเตรียมใจรับความสูญเสียอย่างหนักไว้เลย..."
เหล่านายพลเมื่อได้ฟังการวิเคราะห์ของมาเคนเซน ความตื่นเต้นบนใบหน้าก็เย็นลงไปมาก
พวกเขาล้วนเป็นผู้บัญชาการที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ย่อมเข้าใจดีว่าคำพูดของมาเคนเซนนั้นไม่ได้เกินจริง
สงครามตีเมือง เป็นการต่อสู้ที่โหดร้ายและนองเลือดที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร
แต่ถึงกระนั้น เพื่อเป็นการกดดันกองกำลังป้องกันในเมืองให้มากขึ้น มาเคนเซนก็ยังมีคำสั่งใหม่ออกมา
เขาระดมกองพลน้อยปืนใหญ่ทั้งหมดในสังกัดสามกองพลทหารราบของกองทัพน้อยที่ 2 รวมเป็นปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์ 105 มม. 36 กระบอก และปืนใหญ่สนาม 77 มม. 162 กระบอก
เริ่มระดมยิงปูพรม เข้าใส่กำแพงเมืองส่วนที่ได้รับเลือกซึ่งมีสภาพการซ่อมแซมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง
เสียงปืนใหญ่ดังกึกก้องรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ สั่นสะเทือนจนเมืองมาดริดทั้งเมืองถึงกับสั่นไหวเบาๆ
ขณะเดียวกัน กองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นกองหนุนของกองทัพน้อยมาตลอด ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ และยังมีขวัญกำลังใจค่อนข้างฮึกเหิม ก็ถูกเรียกตัวขึ้นมา
หลังจากพวกเขารุกคืบมาถึงนอกเมืองมาดริดภายใต้การคุ้มกันของทหารปืนใหญ่ ก็เริ่มใช้วิธีขุดสนามเพลาะ รุกคืบเข้าหากำแพงเมืองอย่างช้าๆ
ยุทธวิธีนี้ เป็นวิชาเก่าแก่ที่แต่ละประเทศใช้เวลาล้อมโจมตีป้อมปราการมานักต่อนักแล้ว
'สนามเพลาะตีเมือง' ที่พวกเขาขุด ไม่เหมือนกับสนามเพลาะที่ใช้ตั้งรับในยุคสงครามสนามเพลาะ หรือสนามเพลาะบุกทะลวงในยุคหลังๆ
หากจะให้พูดก็คือมันซอมซ่อกว่ามาก ประโยชน์สูงสุดของมัน คือการเปิดทางให้กองกำลังตีเมืองเข้าประชิดกำแพงเป้าหมายได้โดยมีความสูญเสียให้น้อยที่สุด
ภายใต้การยิงถล่มอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยของทหารปืนใหญ่ สนามเพลาะตีเมืองก็ราวกับงูดินแต่ละตัว ที่ค่อยๆ เลื้อยคดเคี้ยวเข้าหากำแพงเมืองมาดริดทีละนิด
มาเคนเซนถึงขั้นมีคำสั่งให้ 'ทหารช่าง' ในสังกัดพกระเบิด เตรียมทำการระเบิดกำแพงเมือง
'ทหารช่าง' คือผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างป้อมปราการและที่มั่น และด้วยความที่พวกเขาคุ้นเคยกับโครงสร้างต่างๆ เป็นอย่างดี พวกเขาจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการระเบิดด้วยเช่นกัน...
เมื่อเห็นพลั่วสนามของพวกแซกซอนใกล้จะขุดมาถึงตีนกำแพงเมืองแล้ว เหล่าจอมเวทไฮแลนด์ในเมืองที่โดนเฮกเร่งเร้าครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป
หลังจากเตรียมตัวมาทั้งคืน อาจารย์เวทระดับสูงก็บินออกมาจากในเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ของวันถัดมา ภายใต้การคุ้มกันของจอมเวทคนอื่นๆ
จากนั้นก็พุ่งตรงไปยังเหนือสนามเพลาะส่วนที่กำลังก่อสร้าง
"ยิง! นั่นจอมเวท!"
ทหารแซกซอนบนพื้นดินค้นพบแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ก็รีบยกปืนขึ้นยิงทันที
ที่มั่นปืนกลที่อยู่ไกลออกไป พลปืนกลแต่ละหมู่ก็พยายามปรับมุมปืนให้สูงขึ้น เพื่อสาดกระสุนใส่จอมเวทกลางอากาศ
ชั่วขณะหนึ่ง กระสุนนับไม่ถ้วนหวีดหวิวพุ่งเข้าใส่ร่างบนท้องฟ้า
ทว่า โล่เวทมนตร์สีฟ้าอ่อนชั้นหนึ่งปรากฏขึ้นรอบตัวอาจารย์เวทระดับสูง ปัดป้องลูกปืนที่สาดเข้ามาทั้งหมดจนกระดอนออกไป ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเป็นวงๆ
อาจารย์เวทระดับสูงฝ่าดงกระสุนอันหนาแน่น แม้ใบหน้าจะฉายแววหวาดกลัว แต่ก็ยังฝืนพุ่งฝ่าตาข่ายแห่งอำนาจการยิง ลอยตัวอยู่เหนือสนามเพลาะพอดิบพอดี
เขายื่นฝ่ามือออกไปกดลงด้านล่าง เหมือนกับที่เอลดริตช์ทำที่นอกเมืองเซบียาในตอนนั้น
[คาถาวงแหวนที่ห้า-เปลี่ยนหิน]
เพียงเห็นสนามเพลาะตีเมืองด้านล่างที่เพิ่งถูกขุดจนเป็นรูปเป็นร่าง พร้อมกับพื้นดินรอบๆ ราวกับสูญเสียความแข็งไปจนหมดสิ้นในพริบตา
ภายใต้อิทธิฤทธิ์ของพลังเวท พวกมันกลายเป็นปลักโคลนเหลวเป๋วไปดื้อๆ
ทหารแซกซอนจำนวนมากที่กำลังทำงานอยู่ในสนามเพลาะ ยังไม่ทันได้ร้องโหยหวนแม้แต่แอะเดียว ก็ถูกโคลนข้นหนืดกลืนกินในพริบตา
ถัดมา จอมเวทไฮแลนด์คนอื่นๆ ก็รักษาระยะให้อยู่ในขอบเขตการคุ้มกันด้วยอำนาจการยิงของกองกำลังป้องกัน พุ่งเป้าไปที่ที่มั่นแนวหน้าของกองกำลังโจมตี แล้วทำการระดมยิง [คาถาลูกไฟ] เข้าใส่อย่างหนาแน่น
ลูกไฟขนาดเท่าหัวคนแต่ละลูกลากหางเปลวไฟยาวเหยียด ร่วงหล่นใส่ที่มั่นของพวกแซกซอนราวกับฝนดาวตก ก่อให้เกิดการระเบิดรุนแรงต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
นี่ไม่เพียงทำลายที่มั่นหลายแห่งที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก แต่ยังสังหารทหารไปเป็นจำนวนมากอีกด้วย
ทว่า สิ่งที่เหล่าจอมเวทไฮแลนด์ทำได้ในตอนนี้ ก็มีเพียงเท่านี้
ภายใต้คำสั่งอันเข้มงวดของอาจารย์เวทระดับสูง เวลาโจมตีของพวกเขาถูกจำกัดไว้อย่างเข้มงวดให้อยู่ภายในระยะเวลาคงอยู่ของ [คาถาบิน] เท่านั้น
บวกกับจอมเวทเหล่านี้ก็ยังคงรู้สึกหวาดผวา เกรงว่าตัวเองจะตกตายด้วยน้ำมือของพวกคนธรรมดาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเหมือนกับเพื่อนร่วมงานที่เซบียา
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีกะจิตกะใจจะสู้รบยืดเยื้อเลยแม้แต่น้อย
โยนลูกไฟเสร็จระลอกหนึ่ง ก็รีบถอยกลับเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมออกรบอีก
การซุ่มโจมตีของจอมเวทในครั้งนี้ แม้จะสร้างความยุ่งยากและความสูญเสียให้กับพวกแซกซอนในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในสมรภูมิจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เมื่อนายพลมาเคนเซนได้รับทราบสถานการณ์แนวหน้า ก็รีบสั่งให้กองกำลังระงับการรุกคืบไว้ชั่วคราว
ทว่าเขาไม่ได้คิดจะยอมแพ้ แต่เป็นการวางแผนเส้นทางโจมตีใหม่ และเรียกหมวดปืนกลหนักมาเพิ่ม เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังทางอากาศ
ดูเหมือนเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าจอมเวทจะต้องเข้ามาแทรกแซง จึงไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจอะไรนัก
สิ่งที่ทำให้การบุกครั้งนี้ต้องชะลอลงชั่วคราวอย่างแท้จริง คือโทรเลขฉบับหนึ่งจากกรมเสนาธิการทหารสูงสุดต่างหาก
มอลต์เคอผู้หลาน เสนาธิการทหารสูงสุดกองทัพบก ระบุในโทรเลขว่า การที่กองกำลังรบนอกประเทศเริ่มโจมตีเมือง ถือเป็นการกระตุ้นประสาทของชาวบริทาเนียอย่างรุนแรง...
นี่ทำให้พวกเขาเสนอคำขอเปิดการเจรจารอบที่สองที่ปารีสก่อนเป็นประวัติการณ์
องค์จักรพรรดิและกรมเสนาธิการทหารสูงสุดลงความเห็นว่า นี่เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยม
ดังนั้น มอลต์เคอผู้หลานจึงให้นายพลมาเคนเซนระงับการโจมตีไว้ก่อน เพื่อสงวนกำลังรบที่มีชีวิตไว้
แต่สามารถใช้การล้อมเมืองอย่างต่อเนื่องเพื่อกดดันอีกฝ่าย เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับตัวแทนเจรจาฝ่ายตนให้มากขึ้น
สงคราม ท้ายที่สุดแล้วก็คือส่วนต่อขยายของการเมือง
นายพลมาเคนเซนที่ได้รับคำสั่ง แม้จะยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่ไม่อาจยึดมาดริดให้แตกหักในคราวเดียวได้
แต่ในความเป็นจริง นี่ก็คือคำสั่งที่เขารอคอยอย่างแท้จริง
ในฐานะขุนศึกเฒ่า เขารู้ดีว่าการฝืนตีเมืองจะนำมาซึ่งความสูญเสียแก่กองทัพมากแค่ไหน...
เขารีบออกคำสั่งให้ทั่วทั้งกองทัพระงับปฏิบัติการเชิงรุกทุกรูปแบบต่อมาดริด และเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะปิดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ
อีกด้านหนึ่ง หลังจากผ่านการรบด้วยดาบปลายปืนในการลอบโจมตีตอนกลางคืนบนที่สูงบาเยกัส กองร้อยที่ 1 ที่บาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย ในที่สุดก็ได้รับโอกาสอันล้ำค่าในการพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายชั่วคราว
วันนี้ ขณะที่โมรินจัดรูปขบวนทหารเพื่อฝึกซ้อมการเข้าแถวและทดสอบสมรรถภาพทางกายตามปกติ หน้า [ข่าวกรอง] ของระบบก็เด้งการแจ้งเตือนใหม่ขึ้นมา
[จักรวรรดิบริทาเนียอันศักดิ์สิทธิ์และจักรวรรดิแซกซอน เริ่มการเจรจารอบที่สองที่ปารีส]