- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 40 - โรงฆ่าสัตว์ถนนยาว (1)
บทที่ 40 - โรงฆ่าสัตว์ถนนยาว (1)
บทที่ 40 - โรงฆ่าสัตว์ถนนยาว (1)
บทที่ 40 - โรงฆ่าสัตว์ถนนยาว (1)
༺༻
เวลาที่ผู้โดยสารจะทำภารกิจในแต่ละครั้งนั้นไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว
โดยปกติแล้วจะมีช่วงว่างประมาณครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือน และยิ่งทำภารกิจระดับที่สูงขึ้นและอันตรายมากขึ้น ช่วงเวลาพักผ่อนก็จะนานขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น ครั้งนี้ลู่จินเจาจึงได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ถึงยี่สิบสี่วัน จึงค่อยได้รับสัญญาณแจ้งเตือนภารกิจชานชาลาครั้งถัดไป
จากข้อมูลที่แสดงบนตั๋วรถไฟ ภารกิจชานชาลาครั้งนี้ยังคงเป็นระดับปิ่ง ไม่ได้อัปเกรดให้เธอขึ้นไปบนขบวนรถไฟระดับอี่อย่างโอเวอร์แต่อย่างใด เวลาคือพรุ่งนี้บ่ายสองโมง ส่วนที่อยู่นั้นไม่ได้มีจุดให้อ้างอิงเลย ยังคงเป็นชื่อสถานที่ที่ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเหมือนเดิม
สิ่งของที่อยู่บนตัวผู้โดยสารสามารถนำขึ้นรถไปได้ แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่จะใช้งานไม่ได้ ส่วนสิ่งของปราบผีในโลกแห่งความเป็นจริง... ก็ไม่สามารถส่งผลอะไรได้เลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าสู่อินสแตนซ์ส่วนใหญ่จำเป็นต้องวิ่งหนี ดังนั้นทุกคนจึงไม่พกของไปมากนัก พกเพียงแค่น้ำที่เพียงพอสำหรับการดื่มในช่วงเวลาสั้นๆ กับอาหารเสริมพลังงานเท่านั้น
ในตอนที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ ลู่จินเจาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้เลือกที่จะพกเอากล่องที่ได้มาจากบ้านเกิดไปด้วย
เธอมองดูกล่อง แล้วนำเอาแผ่นหนังแกะออกมาถามว่า: "ภารกิจชานชาลาครั้งนี้คุณได้สอดแทรกความยากเข้าไปหรือเปล่า?"
รออยู่นาน แผ่นหนังแกะก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ
แต่นี่ก็นับว่าเป็นคำตอบอย่างหนึ่ง ตามที่ลู่จินเจาลองเชิงแผ่นหนังแกะเป็นพักๆ ในช่วงยี่สิบกว่าวันที่ผ่านมานี้ ถ้าหากมันทำ "เรื่องไม่ดี" มันก็ไม่ได้ขี้เหนียวที่จะบอกลู่จินเจา กระทั่งในตอนที่เรื่องไม่ดีนั้นสำเร็จ หรือมีโอกาสสูงที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเอง มันก็จะบอกลู่จินเจาอย่างซื่อสัตย์ถึงขั้นที่จงใจบอกลู่จินเจาเพื่อเป็นการเยาะเย้ยเลยล่ะ
ดังนั้น การที่มันนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาในตอนนี้ ก็แสดงได้เพียงว่า ภารกิจครั้งนี้มีความยากที่เป็นปกติ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
ลู่จินเจาไม่คิดว่าแผ่นหนังแกะจะจู่ๆ ก็หวังดีให้เธอได้สัมผัสกับภารกิจชานชาลาที่เป็นปกติหรอก
เป็นเพราะมันจู่ๆ ก็ทำไม่ได้แล้วงั้นเหรอ?
เพราะอะไรล่ะ?
เพราะมันกลืนกินวิญญาณไปหนึ่งในสามของเธองั้นเหรอ?
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ตัวแปรดูเหมือนจะมีเพียงอย่างเดียวนี้เท่านั้น
แต่การที่แผ่นหนังแกะไม่เปลี่ยนแปลงความยากของภารกิจอีกต่อไป สำหรับลู่จินเจาแล้วถือเป็นเรื่องดีอย่างไม่ต้องสงสัย
และอาจเป็นเพราะภารกิจครั้งที่แล้วมีเพียงเธอและเวยหลิงที่รอดชีวิตออกมาได้ ครั้งนี้ เธอได้รับข้อความจากเวยหลิงแล้วพบว่า ทั้งสองคนอยู่บนขบวนรถไฟเที่ยวเดียวกัน
เวยหลิง: ยอดไปเลย!
เวยหลิง: สองสามวันก่อนฉันยังฝันร้ายอยู่เลยว่าฉันทำภารกิจคนเดียวแล้วตายในชานชาลา
เวยหลิง: มีคุณอยู่ด้วยฉันก็เบาใจขึ้นเยอะเลย
เวยหลิงเป็นคนฉลาด หลังจากที่ออกมาจากชานชาลาและพักฟื้นจนดีขึ้นแล้ว เธอก็ตระหนักได้ว่าลู่จินเจาเป็นพันธมิตรที่ดีมาก ดังนั้นเธอจึงเป็นฝ่ายเริ่มเข้าหาลู่จินเจา และการตอบสนองของลู่จินเจาแม้จะดูเรียบเฉย แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ปฏิเสธ
ดังนั้นถึงแม้ในโลกความเป็นจริงทั้งสองคนจะได้เจอกันไม่บ่อยนัก แต่ก็นับว่ามีความคุ้นเคยกันพอสมควรแล้ว
วันถัดมา ลู่จินเจาและเวยหลิงนัดเจอกันที่จุดนัดพบ ทั้งสองคนมุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟพร้อมกัน
"ไม่รู้ว่าความยากของภารกิจครั้งนี้จะเป็นยังไงบ้าง" เวยหลิงรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง
ลู่จินเจารู้อยู่แก่ใจดี เมื่อไม่มีการแทรกแซงจากแผ่นหนังแกะ ภารกิจชานชาลาครั้งนี้ย่อมต้องง่ายกว่า 'เสียการควบคุม' มากแน่นอน เพียงแต่เธอผ่านอินสแตนซ์มาน้อยเกินไป จึงยากที่จะไปเปรียบเทียบอะไรในแนวราบได้ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ตอบคำถามของเวยหลิง
และนิสัยของเวยหลิงก็ไม่ได้ต้องการให้ลู่จินเจาตอบทุกประโยคอยู่แล้ว เธอสามารถหาทางลงให้ตัวเองได้เอง
"คงไม่ยากเท่าครั้งที่แล้วหรอก ฉันไปถามรุ่นพี่ที่คุ้นเคยมาคนหนึ่ง เธออบอกว่าความยากระดับพวกเราครั้งที่แล้วน่ะ มันเกือบจะถึงระดับอี่แล้ว น่าจะเป็นกรณีพิเศษน่ะ"
"แค่ไม่รู้ว่านิสัยของเพื่อนร่วมทีมครั้งนี้จะเป็นยังไงบ้าง"
"เดี๋ยวค่อยลองเชิงดูหน่อยแล้วกัน"
สำหรับเวยหลิงแล้ว เธอไม่กลัวที่จะล่วงเกินเพื่อนร่วมทีมในชานชาลาเที่ยวเดียวกัน เธอชินกับการใช้คำพูดลองเชิงนิสัยของเพื่อนร่วมทีมเล็กน้อยก่อนที่รถไฟจะมาถึง เพื่อสังเกตว่าใครที่พอจะเข้าหาได้ ใครที่ควรจะอยู่ให้ห่างๆ ไว้จะดีที่สุด
เมื่อเทียบกับการล่วงเกินคนแล้ว เธอกลัวที่จะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนักเพราะเพื่อนร่วมทีมที่ห่วยแตกมากกว่า
ลู่จินเจาไม่ได้คัดค้านการกระทำของเธอ ถึงแม้ว่าสิ่งนี้จะทำให้เวยหลิงดูเหมือนคน "โง่" ในสายตาของคนส่วนใหญ่ก็ตาม
เมื่อทั้งสองคนมาถึงชานชาลาใต้ดินแล้ว ก็เหมือนเดิม เพียงแค่ข้ามประตูบานเดียวไป ก็กลายเป็นคนละโลกอย่างสิ้นเชิง
วินาทีที่เวยหลิงก้าวเข้าสู่ชานชาลาใต้ดิน สีหน้าของเธอก็มีความแตกต่างจากเดิมอย่างละเอียดอ่อน การแสดงออกทางสีหน้าของเธอดูมีความมั่นใจมากขึ้น และทุกการกระทำก็มีความรุกคืบมากกว่าเมื่อก่อน
กลับกันคือลู่จินเจาที่ยังคงความเรียบเฉยเหมือนเดิม
พวกเธอมาไม่เช้าเกินไปนัก แต่ก็ไม่สาย แต่เมื่อทั้งสองคนผลักประตูห้องรอรถเข้าไป ก็พบว่ามีคนยืนอยู่ข้างในไม่น้อยแล้ว
เวยหลิงเลิกคิ้วขึ้น สายตามองสำรวจทุกคนในห้องโดยไม่ปิดบังพลางพูดว่า: "เอ๊ะ ทำไมครั้งนี้คนเยอะจังล่ะ?"
บอกตามตรง สิ่งนี้ทำให้เธอมีความรู้สึกสังหรณ์ใจที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะภารกิจที่คนเยอะครั้งที่แล้ว ก็คือ 'เสียการควบคุม'
และครั้งนี้ ดูเหมือนว่า... จะไม่น้อยไปกว่า 'เสียการควบคุม' เลยนะ
ถึงแม้ในใจจะรู้สึกไม่ดี แต่บนใบหน้าของเวยหลิงก็ไม่ได้แสดงความประหม่าออกมา
สิ้นคำพูดของเธอ เธอก็สังเกตปฏิกิริยาของทุกคนในห้องอย่างละเอียด
ปฏิกิริยาของคนส่วนใหญ่ไม่ได้แตกต่างจากที่เธอคาดการณ์ไว้นัก บ้างก็ขมวดคิ้วมองเธอ หรือไม่ก็เมินเฉยใส่เธอไปเลย มีเพียงคนเดียวที่สวมแว่นตากรอบทอง ที่กำลังพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า: "นั่นสิครับ ผมเองก่อนหน้านี้ก็ยังคิดอยู่เลยว่า ภารกิจชานชาลาครั้งนี้เหมือนคนจะเยอะอยู่เหมือนกันนะ"
— คนนี้น่าจะรับมือยากแฮะ
เวยหลิงตัดสินในใจทันที
ถึงแม้จะดูยิ้มแย้มแจ่มใส ดูเป็นมิตร และยังรับคำพูดของเธอด้วยความหวังดี แต่เวยหลิงก็ได้มองเห็นรสชาติของความเจ้าเล่ห์บางส่วนจากคำพูดและการกระทำที่ดูเรียบง่ายของเธอแล้ว
เธอกะพริบตา แสร้งทำเป็นไม่รับคำพูดเพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานในใจ แต่กลับหันไปมองข้อมูลการรอรถแทน
ในหางตาของเธอ เธอเห็นว่าผู้หญิงที่รับคำพูดคนนั้นยังคงรักษาสีหน้าที่ดูเป็นมิตรนั้นไว้ ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจออกมาแม้แต่นิดเดียวเพราะการกระทำที่ไร้มารยาทของเธอ
คราวนี้ เวยหลิงมั่นใจแล้วว่า ยัยนี่ก็เป็นคนฉลาดเหมือนกัน
เธอดูข้อมูลการรอรถคร่าวๆ แล้วจึงเข้าไปใกล้ลู่จินเจา ถามเบาๆ ว่า: "คุณมองเห็นอะไรบ้างไหม?"
ลู่จินเจาได้ยินดังนั้นจึงเผยรอยยิ้มที่ดูเหนื่อยใจออกมาเล็กน้อย: "ก็แค่ข้อมูลการรอรถน่ะ จะมองเห็นอะไรได้ล่ะ?"
เวยหลิงมองเธอสูงเกินไปหน่อยแล้วมั้ง
"อ๋อ โอเค" เวยหลิงไม่ได้รู้สึกผิดหวัง ยังไงเธอก็แค่ถามไปงั้นๆ เอง
ตอนนี้ลู่จินเจายังมองไม่ออก แต่เธอรู้สึกว่าในใจของลู่จินเจาน่าจะมีความคิดอะไรอยู่บ้างแหละ เข้าไปแล้วค่อยสังเกตดูอีกที ไม่แน่ก็อาจจะมองออกก็ได้นะ
ลู่จินเจาไม่รู้ว่าเวยหลิงกำลังคิดอะไรอยู่ เธอมองดูข้อมูลการรอรถตรงหน้าและไม่สามารถหาเบาะแสอะไรได้มากนักจริงๆ เพราะสิ่งที่เขียนอยู่ข้างบนนั้น มันน้อยเกินไปหน่อย
[ระดับขบวนรถไฟที่เข้าสถานีในครั้งนี้: ปิ่ง]
[สถานีในครั้งนี้: โรงฆ่าสัตว์ถนนยาว]
[จำนวนผู้โดยสารในครั้งนี้: สิบสองคน]
[กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงพุ่งออกมาผ่านประตูเหล็ก เสียงร้องโหยหวนของสัตว์ก่อนตายทิ่มแทงเข้าสู่โสตประสาท ท่ามกลางเงาสลัว คนฆ่าสัตว์กำลังชูมีดปังตอขึ้นสูง เฝ้ารอเหยื่อรายต่อไปที่จะถูกส่งมา]
[ขนส่งสัตว์ที่ถูกต้องไปยังโรงฆ่าสัตว์ ช่วยให้คนฆ่าสัตว์ทำการฆ่าสัตว์ให้สำเร็จ ก็จะถือว่าภารกิจเสร็จสิ้น]
༺༻