- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 13 - เรียกผี (12)
บทที่ 13 - เรียกผี (12)
บทที่ 13 - เรียกผี (12)
บทที่ 13 - เรียกผี (12)
༺༻
เมื่อหยิบกล่องขึ้นมาสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่ค่อนข้างหนัก สัมผัสภายนอกดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากกล่องไม้ธรรมดา แต่ลู่จินเจาไม่ได้ลืมฉากที่มันเพิ่งจะกลืนกินเลือดเนื้อของคนทั้งคนเข้าไปต่อหน้าต่อตาเลย
คราบเลือดบนมีดหายไปอย่างไร้ร่องรอย บางทีอาจจะถูกกล่องดูดกินจนหยดสุดท้ายไปพร้อมกับการไหลของเลือดแล้วก็ได้
ความตะกละตะกลาม คือความประทับใจที่ชัดเจนที่สุดที่ลู่จินเจามีต่อกล่องใบนี้
ในขณะเดียวกันเธอก็ได้ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งจากจุดจบของหลินซูเย่ว์ นั่นคือการแลกเปลี่ยนกับกล่องนี้ห้ามเริ่มต้นขึ้นโดยง่ายเด็ดขาด
เพราะว่า คุณยากที่จะควบคุมค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายสำหรับการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ได้ พลาดพลั้งเพียงนิดเดียว บางทีอาจจะมีจุดจบเหมือนกับหลินซูเย่ว์แบบนี้
หลังจากเก็บของเรียบร้อย ลู่จินจาก็ดูเวลาอีกครั้ง ใกล้จะตีสามแล้ว ขบวนรถไฟใกล้จะมาถึงแล้ว เธอเองก็ต้องรีบมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟแล้วเช่นกัน
สถานที่ที่ขบวนรถไฟจะมาคือสถานที่เดียวกับที่พวกเธอลงรถมา ระยะทางไม่ไกลนัก เดินไปใช้เวลาเพียงประมาณสิบนาทีเท่านั้น ปัญหาก็คือ...
หลังจากไปถึงแล้วล่ะ?
จะมีคนไปรออยู่ที่นั่นกี่คนแล้วนะ?
หรือจะบอกว่า มีผีไปถึง... กี่ตัวแล้ว?
ลู่จินเจารู้ดีในใจว่า บททดสอบที่รุนแรงที่สุด กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วในตอนนี้
เมื่อสองชั่วโมงก่อน ที่ทางสามแพร่ง
โจวเหวินป๋อมาถึงที่นี่เพียงลำพังพร้อมกับชาม ตะเกียบ อาหาร และเทียนไข
ร่างกายของเขาสั่นระริก ริมฝีปากซีดเผือด คนที่ถูกแบ่งให้อยู่กลุ่มเดียวกับเขาหายไปไหนไม่รู้
บางทีโจวเหวินป๋ออาจจะรู้ดี ดังนั้นในตอนนี้ถึงได้มีสีหน้าที่ดูเหมือนญาติเสียแบบนี้
เวลาใกล้จะได้ที่แล้ว เขาวางชามที่เต็มไปด้วยอาหารกับชามเปล่าให้เข้าที่ จุดเทียนไข สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง จากนั้นก็เริ่มใช้ตะเกียบเคาะชามเปล่า
ดึกมากแล้ว ที่ทางสามแพร่งไร้ผู้คน และไม่มีรถยนต์เลยแม้แต่คันเดียว แม้แต่เป็นเพราะสถานที่มันเล็กเกินไป แม้แต่ไฟจราจรก็ยังไม่มีสักดวงเดียว สิ่งที่มีอยู่ มีเพียงไฟถนนสองดวงที่คนละแยกเท่านั้น
มีแสงสว่างจากไฟถนนและเทียนไขที่อยู่ตรงหน้า ทำให้รอบข้างไม่จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ซึ่งนี่ก็ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยเพียงเล็กน้อยให้กับโจวเหวินป๋อ
เมื่อเวลามาถึง ต่อให้เขาจะไม่เต็มใจเพียงใด ก็ทำได้เพียงหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มเคาะชามเปล่าตรงหน้า
"ทำแบบนี้จะเรียกผีได้จริงๆ เหรอ?"
เสียง "ติ๊ง ติ๊ง" ดังสะท้อนไปมาในยามค่ำคืนอย่างต่อเนื่อง ทางสามแพร่งที่ว่างเปล่าราวกับเหลือเพียงเสียงเคาะที่ใสกังวานนี้เท่านั้น
ถึงแม้โจวเหวินป๋อจะคิดแบบนั้นในใจ แต่เขาก็เกือบจะมั่นใจว่า ทำแบบนี้ จะต้องเรียกผีมาได้แน่นอน
ความสยองขวัญในใจทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่ตะเกียบเคาะลงไป
เขาต้องเคาะไปถึงเมื่อไหร่กันนะ?
อาหารตรงหน้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ซึ่งนี่ก็ทำให้โจวเหวินป๋อรู้สึกโชคดีในขณะเดียวกันก็รู้สึกไม่มั่นคงด้วย
"ผียังไม่มาอีกเหรอ?"
"ฉันควรจะทำยังไงดีนะ? ในหนังสือเขียนไว้แค่ว่าในระหว่างกระบวนการห้ามหยุดเคาะเด็ดขาด แล้วตอนนี้ถือนับว่าเป็นในระหว่างกระบวนการ หรือว่ายังไม่เริ่มกันแน่?"
ในใจของโจวเหวินป๋อครุ่นคิดไม่หยุด เขาถึงขั้นคิดไปว่า หรือว่าเคาะแค่ไม่กี่ครั้งก็นับว่าทำภารกิจสำเร็จแล้ว แล้วรีบหยุดทันทีเลยได้ไหม?
ถ้าเป็นแบบนั้น ผีก็ไม่ถูกเรียกออกมา และเขาก็ได้ทำพิธีกรรมเห็นผีไปแล้ว นับว่าเป็นการใช้บั๊กหรือเปล่านะ?
แต่... เขาไม่กล้าทำแบบนั้น
เขายังคงถือสาเรื่องที่ในหนังสือเขียนว่าห้ามหยุดเคาะในระหว่างกระบวนการเด็ดขาด เผื่อว่าเคาะครั้งแรกก็นับว่าเริ่มต้นขึ้นแล้ว ความฉลาดแกมโกงของเขาก็อาจจะฆ่าตัวเขาเองได้!
"ฉันเคาะไปตามระเบียบดีกว่า..."
มืออีกข้างที่ว่างอยู่เช็ดเหงื่อเย็นที่หน้าผาก จากนั้นก็คอยระแวดระวังมองไปรอบๆ ในระหว่างที่เคาะไปด้วย
ถึงแม้จะมองไม่เห็นผี แต่การได้เห็นว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ก็ช่วยให้เขาสบายใจขึ้นมาได้บ้าง
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปทีละนาทีทีละวินาที เขาเคาะชามมาประมาณสิบนาทีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย โจวเหวินป๋อก็เริ่มรู้สึกไม่ดีแล้ว
"...เกิดอะไรขึ้น?"
"ผี ยังไม่มาอีกเหรอ?"
"หรือว่าฉันทำอะไรตรงไหนผิดไป?"
เขาเคาะชามไปพลางตรวจสอบการจัดวางอย่างละเอียดไปพลาง
ไม่มีปัญหา เตรียมการตามที่หนังสือบอกไว้ทุกประการ
"หรือว่า... ฉันจะเป็นผู้โชคดี?"
เขาเริ่มคิดฟุ้งซ่าน พอคิดมาถึงตรงนี้สีหน้าก็ปรากฏความยินดีออกมาเล็กน้อย แต่ก็รีบเก็บอาการกลับไปทันที
—ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง
เสียงตะเกียบเคาะชามเปล่าดังขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ทางสามแพร่ง ความหวาดกลัวของโจวเหวินป๋อค่อยๆ สลายไปตามความอดทนที่เริ่มหมดลง เขาเริ่มนั่งไม่ติดที่ ท่าทางการหันหน้ามองซ้ายมองขวาก็ไม่ระมัดระวังเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว แม้แต่ในใจยังคอยคิดอยู่บ่อยๆ ว่าเขาไปได้แล้วหรือยังนะ?
ยังไงซะก็ดูเหมือนจะไม่มีผี
เขาไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่า ที่ทางสามแพร่งที่ถูกไฟถนนส่องสว่างนั้น ในที่ไกลๆ ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาชั้นหนึ่ง หมอกนั้นราวกับมีชีวิต ค่อยๆ กลืนกินแสงไฟและอากาศบนถนนทั้งสี่สายทีละน้อย และเคลื่อนที่เข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ
ใจของโจวเหวินป๋อเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
เขาทำท่าเคาะชามซ้ำๆ แบบนี้มาเกือบชั่วโมงแล้วนะ!
ต่อให้เป็นคนที่มีความอดทนดีแค่ไหน ในตอนนี้ก็ควรจะเริ่มรำคาญแล้ว
ยิ่งกว่านั้น เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนที่มีความอดทนดีอะไรนัก
แถมเขายังไม่เจออันตรายอะไรเลย และไม่ได้เห็นผีจริงๆ กับตาด้วย
แม้บรรยากาศในชานชาลาจะทำให้เขาก่อนหน้านี้ตกใจจนแทบแย่ แต่การที่ภารกิจของตัวเองมันง่ายขนาดนี้ กลับทำให้โจวเหวินป๋อค่อยๆ ผ่อนคลายลง
"ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย บางทีที่นี่อาจจะไม่มีผีเลยก็ได้"
"ความจริงคือบางภารกิจมีผี บางภารกิจไม่มีหรือเปล่านะ?"
"หรือว่าขบวนรถไฟจงใจหลอกพวกเรา ให้พวกเราหลอกตัวเองไปเอง?"
เช่นการสู้กับอากาศจนสุดท้ายทำให้ตัวเองต้องตายอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า?
โจวเหวินป๋อรู้สึกว่าบางทีตัวเองอาจจะมองทะลุถึงความจริงแล้วก็ได้ แต่เขาก็ยังไม่กล้าบุ่มบ่าม ทำเพียงแค่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อยในหัวเท่านั้น
เขายังไม่มีความกล้ามากพอที่คิดแบบนั้นแล้วจะลงมือทำจริงๆ
หมอกกำลังขยับเข้ามาใกล้ทีละก้าว ท่ามกลางความมืดมิด หมอกเหล่านั้นราวกับวาดโครงร่างเป็นเงาของคนหลายเงาที่มองไม่เห็นขึ้นมา และถูกโจวเหวินป๋อดึงดูดให้ค่อยๆ ขยับเข้ามาหาเขา แต่เขากลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ไฟถนนเริ่มมืดสลัวลงเล็กน้อย เปลวเทียนที่ปักอยู่ที่พื้นก็พลันวูบไหวขึ้นมาครั้งหนึ่ง ทำให้โจวเหวินป๋อที่เดิมผ่อนคลายลงไปแล้วถึงกับสะดุ้งโหยง
"ลมพัดเหรอ?"
เหมือนจะไม่นะ เขาไม่ได้รู้สึกว่ามีลมพัดมาเลย
อุบัติเหตุเล็กน้อย ทำให้เขากลับมามีสติระแวดระวังอีกครั้ง และจ้องมองไปที่กับข้าวตรงหน้าใหม่
กับข้าวที่เตรียมมาเย็นชืดไปนานแล้ว เดิมทีก็เป็นของที่สั่งมาลวกๆ มีแต่ของที่เขาไม่ชอบกิน เพราะมันเย็นมานานแล้ว พอน้ำมันมันแห้งแล้วมองดูแล้วก็น่าเลี่ยนอย่างยิ่ง
เพียงแต่ ไม่รู้ทำไม... กับข้าวพวกนี้ที่ชัดเจนว่าไร้รสชาติ กลับกลายเป็นส่งกลิ่นหอมกรุ่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
โจวเหวินป๋อกลืนน้ำลาย รู้สึกว่าตัวเองคงจะเคาะชามอยู่ที่นี่นานเกินไป นอกจากจะเหนื่อยแล้วยังหิวอีกด้วย
ท้องไม่ได้ส่งเสียงร้องเพราะความหิว แต่โจวเหวินป๋อกลับควบคุมตัวเองไม่ได้ที่จะเลื่อนสายตาไปมองที่กับข้าวสองสามอย่างนั้นอยู่บ่อยๆ
ไฟถนนเริ่มมืดลงเรื่อยๆ แสงสว่างราวกับประสบกับอุปสรรคบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถส่องสว่างทางสามแพร่งที่มืดสลัวนี้ได้อีกต่อไป แต่โจวเหวินป๋อกลับไม่รู้สึกถึงเรื่องนี้เลย ลูกตาของเขาจ้องเขม็งอยู่ที่กับข้าวเหล่านั้นจนถอนสายตาออกมาไม่ได้
"หอมจังเลย..."
เปลวเทียนวูบไหวอีกครั้ง ราวกับมีเงาคนเดินผ่านข้างเทียนไขไป นำพาเอาลมพัดเบาๆ มาด้วย
เสียงติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง เริ่มช้าลงเรื่อยๆ สายตาของโจวเหวินป๋อที่จ้องมองกับข้าวนั้นไม่ถูกต้องเสียแล้ว
เมื่อเขาดึงสติกลับมาได้อีกครั้ง เขามองดูสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ สมองก็พลันว่างเปล่าไปหมด แม้แต่การคิด ก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว
ตะเกียบที่เดิมใช้เคาะชามอยู่ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กลับคีบลงไปในกับข้าวที่เย็นชืดเหล่านั้น และคีบเนื้อชิ้นหนึ่งส่งเข้าปากไป
เขากินอาหารที่เตรียมไว้ให้ผีเข้าไปแล้ว
༺༻