- หน้าแรก
- ได้เกิดใหม่ทั้งทีไหงระบบให้แกล้งเป็นคนไร้ค่า แต่เบื้องหลังผมคือซุปตาร์ระดับโลก
- บทที่ 110 - กุนซือระดับดาวมหาลัยของคู่ดูตัว!
บทที่ 110 - กุนซือระดับดาวมหาลัยของคู่ดูตัว!
บทที่ 110 - กุนซือระดับดาวมหาลัยของคู่ดูตัว!
บทที่ 110 - กุนซือระดับดาวมหาลัยของคู่ดูตัว!
เจียงเฉินเลื่อนกระจกรถลง
ยัยหนูรีบปรี่เข้ามาหาพลางกล่าวด้วยความดีอกดีใจ
"พี่เขยคะ หลายวันที่ผ่านมาพวกเราซ้อมเต้นท่าเตะลูกขนไก่อยู่ตลอดเลยนะคะ ตอนนี้เต้นกันได้เป๊ะสุดๆ เลยล่ะค่ะ เมื่อไหร่พี่จะไปตรวจดูผลงานล่ะคะ?"
"ก่อนหน้านี้พี่เคยบอกไว้ว่าถ้าพวกเราเต้นได้ดี พี่จะช่วยไปร้องเพลงในงานของพวกเรานี่นา"
เจียงเฉินอึ้งไปครู่หนึ่ง ถึงนึกขึ้นมาได้
ดูเหมือนว่าช่วงก่อนหน้านี้เขาจะเคยรับปากยัยเด็กนี่ไว้จริงๆ
ว่าถ้าพวกเธอเต้นท่าเตะลูกขนไก่ได้ดี เขาจะไปปรากฏตัวในงานคืนสู่เหย้าของมหาวิทยาลัยให้ฟรีๆ สักครั้ง
เดิมทีมันก็แค่คำพูดปัดสอยที่พูดไปส่งๆ เท่านั้นเอง
นึกไม่ถึงเลยว่ายัยเด็กนี่จะเก็บเอามาเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้
เขาถามขึ้นด้วยความไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่นัก
"พวกเธอตั้งใจซ้อมกันจริงๆ เหรอ?"
สวีเมิ่งเหยาพยักหน้าพลางตอบอย่างภูมิใจ
"แน่นอนสิคะ พวกเราซ้อมกันวันละหลายชั่วโมงเลยนะ ตอนนี้เริ่มเห็นผลงานแล้วล่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
มุมปากของเจียงเฉินก็กระตุกขึ้นมาทันทีพลางรู้สึกพูดไม่ออก
เต้นท่าเตะลูกขนไก่วันละหลายชั่วโมงเนี่ยนะ?
มันไม่เหนื่อยตายเลยหรือไง?
มิน่าล่ะช่วงนี้ถึงไม่เห็นสวีเมิ่งเหยามาหาเรื่องปวดหัวให้เขาเลย
เขากระแอมออกมาเบาๆ
"แคกๆ ฝึกหนักทุกวันแบบนี้ สมองได้พักผ่อนเพียงพอหรือเปล่าล่ะนั่น?"
"การจะเต้นท่าเตะลูกขนไก่ให้ดีน่ะ ถ้าไม่มีพลังงานที่เหลือล้น มันทำไม่ได้หรอกนะ"
สวีเมิ่งเหยาอึ้งไป
"พักผ่อนพอสิคะ ฉันไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด"
"จริงเหรอ?"
เจียงเฉินถามด้วยความกังขา
"ถ้าสมองเธอไม่มีปัญหา ลองเดินให้ดูสักสองสามก้าวหน่อยสิ"
สวีเมิ่งเหยาอึ้งไปพลางก้าวเดินไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณ ทว่าท่าทางการเดินของเธอกลับดูกะเผลกๆ
เห็นได้ชัดว่า
ผลข้างเคียงจากการเต้นท่าเตะลูกขนไก่ทุกวันนั้นยังไม่หายไปสนิทดี
"ดูสิ เดินยังไม่เป็นทางเลย แล้วยังจะมาบอกว่าสมองไม่มีปัญหาอีกเหรอ?"
"มะ...ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ!"
สวีเมิ่งเหยารีบอธิบายด้วยความร้อนรน
"สมองฉันปกติค่ะ แค่ขามันมีปัญหานิดหน่อยเท่านั้นเอง"
"แล้วเธอจะพิสูจน์ได้ยังไงว่าปัญหาที่ขามันไม่ได้มีสาเหตุมาจากสมองน่ะ?"
"ฉัน..."
สวีเมิ่งเหยาถึงกับใบ้กิน
เธอคิดไม่ถึงเลยว่าเจียงเฉินจะถามคำถามอะไรแบบนี้ออกมาได้
"สามีคะ อย่าไปแกล้งเมิ่งเหยาแบบนั้นสิคะ"
ซูเล่อเวยที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เธอก้าวเข้ามาดึงตัวสวีเมิ่งเหยาออกไปพลางส่งสายตาค้อนให้เจียงเฉินไปหนึ่งที
เจียงเฉินจึงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"เดี๋ยวพวกเธอขับรถตามหลังรถพี่ไปนะ อย่าให้เขาจับได้ล่ะ"
"ค่ะ"
ซูเล่อเวยพยักหน้าด้วยรอยยิ้มที่ดูจะระอาปนขำ
เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ พวกเธอจึงตัดสินใจนั่งรถของเหยียนเสวี่ยซินตามไปแทน
เจียงเฉินบีบแตรหนึ่งครั้งก่อนจะขับรถเอสยูวีนำออกจากที่จอดรถไปก่อน
ไม่กี่นาทีต่อมา
รถยนต์อีกคันก็ค่อยๆ เคลื่อนออกจากที่จอดรถตามหลังรถของเจียงเฉินไปอย่างเงียบเชียบ
...
...
สถานที่ดูตัวของจางเผิงอวี่
คือมิวสิกบาร์ปิ้งย่างที่ค่อนข้างมีระดับแห่งหนึ่งในมอดู่
เจียงเฉินเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง
ร้านนี้มีสไตล์ที่คล้ายกับหอจันทร์เสวยของเหยียนเสวี่ยซินอยู่บ้าง
ตัวอาคารเป็นตึกอิสระตั้งอยู่ริมแม่น้ำแถบชานเมือง บรรยากาศนับว่าดีมากทีเดียว
แถมการตกแต่งภายในก็ดูหรูหราและสง่างาม การจัดที่นั่งก็ไม่ดูแออัดจนเกินไป
นับว่าเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเหมาะสมสำหรับการนัดดูตัวครั้งแรก
เมื่อเจียงเฉินจอดรถในที่จอดรถเสร็จสิ้น
ความมืดของยามค่ำคืนก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณแล้ว
จางเผิงอวี่ที่สวมชุดสูทเต็มยศยืนรอเขาอยู่ที่หน้าประตูร้านปิ้งย่าง
"พับผ่าสิ ทำไมแกแต่งตัวสบายเกินไปแบบนี้ล่ะ?"
ทว่าพอเห็นเจียงเฉินสวมเพียงเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นธรรมดา เขาก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา
เจียงเฉินกลอกตาใส่ไปทีหนึ่ง
"โธ่เอ๊ย คนที่มาดูตัวไม่ใช่ฉันเสียหน่อย จะให้แต่งเต็มยศไปทำไมกัน?"
จางเผิงอวี่หัวเราะแหะๆ ออกมาอย่างซื่อๆ
"ก็นั่นสินะ แกยิ่งหล่อๆ อยู่ด้วย ถ้าขืนแต่งเต็มยศขึ้นมา มีหวังแกได้ขโมยซีนฉันหมดแน่"
เจียงเฉินโบกมือไปมา
"ไปเถอะ ให้ฉันได้เห็นหน่อยว่าฝั่งนู้นเขาเป็นใครมาจากไหนกัน?"
จางเผิงอวี่เอาไหล่ชนกับเขาหนึ่งที
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินเข้าไปในร้านด้วยรอยยิ้มอย่างรื่นเริง
มิตรภาพของผู้ชายบางทีมันก็ดูแปลกดีเหมือนกันนะ
ทั้งสองคนไม่ได้เจอกันอย่างเป็นทางการมานานกว่าสามปีแล้ว
แต่พอได้มารวมตัวกัน กลับรู้สึกสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็วราวกับตอนที่แอบนัดกันไปเล่นเกมที่ร้านเน็ตเมื่อก่อนไม่มีผิด
ทว่าก่อนจะก้าวเข้าไปในร้าน
เจียงเฉินจงใจหันกลับไปมองแวบหนึ่ง
เขาก็พบว่า
ซูเล่อเวยและเหยียนเสวี่ยซินในตอนนี้ต่างก็พากันสวมหน้ากากอนามัยและหมวกปิดบังใบหน้ากันหมดแล้ว
อาศัยความมืดของค่ำคืนช่วยพรางตา
หากดูผ่านๆ ย่อมยากที่จะมองออกว่าทั้งสองคนคือใครกันแน่
ซูเล่อเวยยังแอบโบกมือให้เขาด้วยท่าทางขี้เล่นอีกต่างหาก
เมื่อเห็นว่าพวกเธอไม่ได้อยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกจับได้ เจียงเฉินจึงลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
หากว่าซูเล่อเวยกับเหยียนเสวี่ยซินมาถูกจำหน้าได้ที่นี่
มื้ออาหารวันนี้คงได้พังไม่เป็นท่าแน่นอน
เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน แสงไฟภายในค่อนข้างจะสลัวเล็กน้อย
เนื่องจากเป็นมิวสิกบาร์ จึงมีเวทีการแสดงตั้งอยู่ใจกลางร้าน
ในตอนนี้มีนักร้องประจำร้านกำลังร้องเพลงอยู่บนเวทีพอดี
จางเผิงอวี่เริ่มมีอาการตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาตรวจดูรูปภาพของฝ่ายหญิงอย่างตั้งอกตั้งใจพลางเช็กหมายเลขโต๊ะอีกครั้ง จากนั้นจึงพาเจียงเฉินเดินตรงไปทิศทางหนึ่ง
เป้าหมายของเขาคือโต๊ะหมายเลข 9
และที่โต๊ะตัวนั้น มีเด็กสาวสองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว คนหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นคู่ดูตัวของจางเผิงอวี่
"สวัสดีครับ ใช่คุณฟางเสี่ยวฉิ่งไหมครับ?"
จางเผิงอวี่ก้าวเข้าไปถาม
เด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของโต๊ะหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
"ใช่ค่ะ... คุณคือคุณจางเผิงอวี่ที่คุณป้าหลี่แนะนำมาใช่ไหมคะ?"
จางเผิงอวี่พยักหน้า "ใช่ครับ"
โชคดีที่เจ้าหมอนี่ต่อให้จะตื่นเต้นแค่ไหน ก็ยังไม่ลืมที่จะแนะนำเจียงเฉินให้รู้จัก
"นี่คือเพื่อนซี้ของผมเอง ชื่อว่า... เจียงหว่านครับ"
ชื่อนี้คือชื่อที่ทั้งคู่เพิ่งจะตกลงกันก่อนหน้านี้ ว่าเวลาออกมาข้างนอกจะใช้ชื่อปลอม
ยังไงเสียชื่อเสียงของ "เจียงเฉิน คนเกาะเมียกิน" มันก็ค่อนข้างจะโด่งดังไปหน่อย
เจียงเฉินเองก็ไม่อยากจะถูกใครจำได้ที่นี่เหมือนกัน
เด็กสาวทั้งสองคนต่างก็พากันมองมาที่เจียงเฉิน
เขากล่าวทักทายออกไปอย่างเรียบเฉยพลางสำรวจเด็กสาวทั้งสองคนแวบหนึ่ง
คู่ดูตัวของจางเผิงอวี่นับว่าหน้าตาดีทีเดียว ผิวพรรณก็ดูสุขภาพดี ถึงแม้ว่าหากเทียบกับยัยหนูที่บ้านแล้วจะดูอ่อนเยาว์และนุ่มนวลไม่เท่า และไม่มีรัศมีออร่าที่โดดเด่นเหมือนเหยียนเสวี่ยซิน
แต่ในบรรดาเด็กสาวทั่วไปแล้ว จัดว่าอยู่ในเกณฑ์หน้าตาดีมากทีเดียว
หากสามารถตกลงคบกับจางเผิงอวี่ได้ ก็นับว่าเป็นคู่ที่กิ่งทองใบหยกอยู่เหมือนกัน
หลังจากช่วยคัดกรองเบื้องต้นเสร็จแล้ว เจียงเฉินก็นั่งลงประจำที่ของตัวเอง
ตัวเอกของมื้อนี้คือจางเผิงอวี่ ส่วนบทบาทของเขาคือการเป็นกุนซือคอยสนับสนุนเท่านั้น
มันก็แปลกดีเหมือนกันนะ เดี๋ยวนี้เด็กสาวที่ออกมาดูตัว
ดูเหมือนจะชอบพก 'เพื่อนกุนซือ' มาด้วยกันทั้งนั้น
ซึ่งบางครั้งกุนซือพวกนี้แหละที่เป็นตัว 'ป่วน' เรื่อง
คอยชี้นิ้วสั่งการหรือเสนอความเห็นนั่นนี่จนฝ่ายชายต้องปวดหัวไปตามๆ กัน
ดังนั้นเจียงเฉินจึงวางตำแหน่งของตัวเองไว้อย่างชัดเจน
นั่นคือการจัดการกับ 'กุนซือ' ที่ฝ่ายหญิงพามาด้วย เพื่อเปิดทางให้จางเผิงอวี่ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่
หากภายใต้สถานการณ์แบบนี้แล้วจางเผิงอวี่ยังเอาชนะใจอีกฝ่ายไม่ได้ล่ะก็
ก็อย่าได้ออกมาดูตัวอีกเลย ไปใช้ชีวิตอยู่กับพนักงานรับจ้างขับรถคนนั้นเสียจะดีกว่า
ฟางเสี่ยวฉิ่งเองก็คิดไม่ถึงว่า เพื่อนที่จางเผิงอวี่พามาจะ... หล่อเหลาขนาดนี้
หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอก็รีบแนะนำเพื่อนที่มาด้วยกันทันที
"นี่คือต่งอวี่หานค่ะ รูมเมทของฉันเอง"
เด็กสาวทั้งสองคนน่าจะเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้ไม่นาน
หน้าตาและท่าทางจึงยังดูมีความอ่อนเยาว์อยู่ค่อนข้างมาก
ทว่าเมื่อเทียบกับฟางเสี่ยวฉิ่งแล้ว กุนซือที่ชื่อต่งอวี่หานคนนี้เห็นได้ชัดว่าสวยกว่ามาก ทั้งผิวพรรณที่ขาวผ่อง จมูกโด่งรั้นได้รูป และริมฝีปากที่ดูอวบอิ่ม
แค่ดูจากหน้าตาอย่างเดียวนี่ให้ไปเลย 9 คะแนนเต็ม
เจียงเฉินประเมินอยู่ในใจเงียบๆ
หน้าตาขนาดนี้ อยู่ในมหาวิทยาลัยย่อมต้องเป็นระดับดาวมหาลัยแน่นอนใช่ไหมล่ะ?
ทว่า
แม่หนูต่งคนนี้ดูเหมือนจะมีความรู้สึกเป็นศัตรูกับเขาอยู่นิดหน่อย
อาจจะเป็นเพราะต่างคนต่างก็เป็น 'กุนซือ' เหมือนกันล่ะมั้ง พอเริ่มคุยกันยัยเด็กนี่ก็ตั้งใจจะประลองฝีมือกับเจียงเฉินทันที
"คุณเจียงหว่านคะ ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วเหรอ?"
"24 ครับ"
"ได้เรียนต่อปริญญาโทไหมคะ?"
เจียงเฉินส่ายหน้า "เปล่าครับ"
"ถ้าอย่างนั้นเริ่มทำงานหรือยังคะ?"
เจียงเฉินส่ายหน้าอีกครั้ง
ยัยเด็กนี่เริ่มจะมึนงงขึ้นมาบ้างแล้ว "แล้วหลายปีที่ผ่านมาคุณทำอะไรอยู่ล่ะคะ?"
เจียงเฉินตอบออกไปตามความจริง
"ส่วนใหญ่ก็นอนเล่นอยู่ที่บ้านครับ อาศัยให้คนอื่นเลี้ยงเอา"
สายตาของต่งอวี่หานเปลี่ยนเป็นดูถูกเหยียดหยามขึ้นมาทันที
ที่แท้ก็เป็นพวกเกาะพ่อแม่กินนี่เอง!
[จบแล้ว]