- หน้าแรก
- เมื่อผมขอศิษย์พี่หญิงบำเพ็ญคู่สองชั่วโมง ด้วยหินวิญญาณเพียงห้าสิบก้อน
- (ฟรี) บทที่ 129 ท่านเจ้าสำนักที่ออกไปกอบโกยผลประโยชน์กลับมาแล้ว + บทที่ 130 อย่าหัวเราะ ท่านเจ้าสำนักกำลังเปิดการประชุม
(ฟรี) บทที่ 129 ท่านเจ้าสำนักที่ออกไปกอบโกยผลประโยชน์กลับมาแล้ว + บทที่ 130 อย่าหัวเราะ ท่านเจ้าสำนักกำลังเปิดการประชุม
(ฟรี) บทที่ 129 ท่านเจ้าสำนักที่ออกไปกอบโกยผลประโยชน์กลับมาแล้ว + บทที่ 130 อย่าหัวเราะ ท่านเจ้าสำนักกำลังเปิดการประชุม
บทที่ 129 ท่านเจ้าสำนักที่ออกไปกอบโกยผลประโยชน์กลับมาแล้ว
"ท่านเล่นไม่ซื่อ แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่ทีแรก?"
"เริ่มแรกท่านคิดว่าจะได้เงินห้าแสนหินวิญญาณมาง่ายๆ เลยไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้ใช่ไหม?"
"ตอนนี้พอเห็นว่าแพ้ ไม่มีหินวิญญาณให้กอบโกยแล้ว ก็เลยคิดจะเบี้ยวอย่างนั้นรึ?"
"ท่านตุกติกแบบนี้ ไม่ดีเลยนะ"
หลี่ชวนกล่าวแทงใจดำ จี้จุดเหตุผลที่กู้รั่วเสวี่ยยอมรับการเดิมพันในครั้งนี้ได้ทะลุปรุโปร่ง
กู้รั่วเสวี่ยหน้าบึ้งตึง มองไปที่มู่อวี่หลิงซึ่งยืนยิ้มระรื่นอยู่ด้านข้างด้วยความโกรธเคือง หากไม่ใช่มู่อวี่หลิง เรื่องราวจะมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
ตอนนี้นางทั้งโกรธทั้งทำอะไรไม่ถูก
ตอนนั้นมู่อวี่หลิงก็เอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม "ศิษย์รัก เจ้าอย่าได้เข้าใจศิษย์อาของเจ้าผิดไป นางเป็นคนที่รักษาสัจจะเสมอ อาจารย์คาดว่าตอนนี้นางคงกำลังคิดถึงเรื่องอื่นอยู่เป็นแน่"
"อ้อ เรื่องอะไรหรือ?" หลี่ชวนถาม
มู่อวี่หลิงตอบ "จะเป็นเรื่องอะไรได้ล่ะ ก็เรื่องธุรกิจนั่นแหละ"
"นางต้องการขยายธุรกิจ แต่กลับไม่มีหินวิญญาณ"
"นางยังอยากจะทำธุรกิจศัสตราวิเศษมือสอง แต่ก็ไม่มีหินวิญญาณอีก นี่ก็กำลังกลุ้มใจเรื่องนี้อยู่พอดี"
หลี่ชวนคาดไม่ถึงเลยว่ากู้รั่วเสวี่ยจะมีความทะเยอทะยานขนาดนี้
ต้องยอมรับว่ากู้รั่วเสวี่ยมีความคิดที่ก้าวไกล ไม่ว่าจะเป็นพืชวิญญาณหรือศัสตราวิเศษ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกเซียนขาดไม่ได้
ทั้งสองอย่างนี้ ยอดขายไม่มีทางตกแน่นอน
การขายศัสตราวิเศษมือหนึ่งจำเป็นต้องมีนักหลอมศัสตราเป็นของตัวเอง ซึ่งต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาล กู้รั่วเสวี่ยไม่มีทางมีได้แน่นอน ต่อให้เป็นหุบเขาลั่วเฟิงที่นางสังกัดอยู่ ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีเลย
แต่สำหรับศัสตราวิเศษมือสองนั้นต่างออกไป การฆ่าชิงทรัพย์ไม่ใช่เรื่องแปลกในโลกแห่งการฝึกเซียน และเมื่อผู้ฝึกตนมีระดับพลังสูงขึ้น พวกเขาก็มักจะเปลี่ยนศัสตราวิเศษตามไปด้วย
ดังนั้นธุรกิจศัสตราวิเศษมือสองจึงมีอนาคตที่สดใสมาก
หลี่ชวนอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "เรื่องหินวิญญาณเป็นเรื่องเล็ก หากศิษย์อาตั้งใจจะทำจริงๆ ศิษย์หลานก็ยินดีร่วมลงทุนให้"
"ทว่านั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต หากศิษย์อาไม่มีแม้แต่สัจจะพื้นฐาน ศิษย์หลานจะกล้าลงทุนได้อย่างไร?"
"สิ่งที่ศิษย์อาต้องทำในตอนนี้ คือการปล่อยมือข้าออก"
กู้รั่วเสวี่ยมีสีหน้าสับสนดิ้นรน เรี่ยวแรงที่มือค่อยๆ คลายออกโดยไม่รู้ตัว
หลี่ชวนอาศัยจังหวะนั้นดึงมือออก พริบตาต่อมาเขาก็ลงมือหยิกกู้รั่วเสวี่ยอย่างแรงและหนักหน่วง
"โอ๊ย!" กู้รั่วเสวี่ยร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ตวาดเสียงแหลม "ศิษย์หลาน เจ้าจะทำอะไร?"
นางมีสีหน้าอัปยศและไม่อยากจะเชื่อ
นางไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งนางจะถูกกระทำเช่นนี้
มู่อวี่หลิงและฉู่เซวียนที่อยู่ด้านข้างมองเห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวของนาง ก็พลอยตาโตไปด้วย แอบคิดว่าหลี่ชวนช่างกล้าลงมือจริงๆ ไม่กลัวว่ากู้รั่วเสวี่ยจะพลิกมือฟาดเขากลับบ้างหรือ
คำกล่าวที่ว่า คนเรายิ่งกล้าก็ยิ่งได้ผลผลิตมาก ตอนนี้หลี่ชวนมีความกล้าหาญอย่างล้นเหลือ เขาหัวเราะหึๆ "ศิษย์หลานก็กำลังดื่มด่ำกับชัยชนะอยู่น่ะสิ ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่รึ ว่าขอเพียงไม่ถอดเสื้อผ้า จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น?"
กล่าวจบ เขาก็หยิกกู้รั่วเสวี่ยอย่างแรงอีกครั้ง ทำให้นางต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอีกหน
กู้รั่วเสวี่ยที่เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำ ถูกหยามเกียรติจนแทบจะร้องไห้ออกมา นางกล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า "แต่ศิษย์หลานจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ"
ก่อนหน้านี้นางยังกลัวว่าหลี่ชวนจะกอดนางแล้วลูบคลำไปทั่ว แต่มาตอนนี้ นางกลับรู้สึกว่าถ้าหลี่ชวนจะลูบคลำนาง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่รับไม่ได้เสียทีเดียว
ก็เหมือนมีคนบอกว่า ถ้าเจาะหน้าต่างบนกำแพงแล้วโดนต่อต้าน แต่ถ้าตอนนั้นเสนอว่าจะรื้อหลังคาออก คนที่เคยคัดค้านเรื่องเจาะหน้าต่าง ก็จะหันมาเห็นด้วยทันที
สิ่งที่หลี่ชวนทำในตอนนี้ ก็มีลักษณะคล้ายกัน
แต่ทว่าจุดประสงค์ของคนอื่นคือการเจาะหน้าต่างตั้งแต่แรก แต่จุดประสงค์ของเขา ไม่ใช่การลูบคลำกู้รั่วเสวี่ยตั้งแต่แรก
ดังนั้นคำพูดของกู้รั่วเสวี่ย จึงถูกเขาเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบ เขาตั้งหน้าตั้งตาหยิกนางอย่างเมามันส์
กู้รั่วเสวี่ยเปรียบเสมือนลูกสุนัขผู้น่าสงสารที่ถูกอุ้มไว้ในอ้อมกอดแล้วทารุณกรรม นอกจากการร้องครางและบิดตัวไปมาเพื่อหลบหลีก นางก็ไม่มีหนทางอื่นใดอีก
สิ่งที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้นางหลบหนี ไม่ใช่ระดับการฝึกตนแค่รวบรวมลมปราณที่น่าสมเพชของหลี่ชวน ไม่ใช่ข้อตกลงการเดิมพัน แต่มันคือตัวนางเอง
นางไม่อาจสลัดหลุดจากความปรารถนาในใจตนได้ ย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากอ้อมกอดของหลี่ชวนเช่นกัน
มู่อวี่หลิงและฉู่เซวียนที่อยู่ข้างๆ มองดูด้วยความตกตะลึง ในตอนแรกพวกนางต่างก็คิดว่าหลี่ชวนต้องการเอาเปรียบกู้รั่วเสวี่ย
พวกนางคาดไม่ถึงเลยว่า พวกนางยังคงประเมินหลี่ชวนต่ำไป นี่มันไม่ใช่แค่การเอาเปรียบเสียแล้ว
ความเจ็บปวดทางกาย ความอับอายในใจ ทำให้กู้รั่วเสวี่ยรู้สึกอัปยศอดสู
กลุ่มหมอกค่อยๆ ปรากฏขึ้น โอบล้อมตัวนางและหลี่ชวนเอาไว้
เดิมทีนางมีรากวิญญาณธาตุน้ำ การควบคุมหมอกเล็กน้อยแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องใช้แม้แต่วิชาอาคม
นางไม่อยากให้ท่าทางอับอายของนางตกอยู่ในสายตาของมู่อวี่หลิงกับลูกศิษย์
ทว่าหมอกเพิ่งจะก่อตัวขึ้น ก็ถูกมู่อวี่หลิงใช้เวทมนตร์พัดให้สลายไปในทันที
มู่อวี่หลิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง "อย่าเลยน้องรั่วเสวี่ย พวกเราแค่อยากจะดูเงียบๆ เท่านั้น ไม่ส่งเสียงรบกวนหรอก"
"เจ้า..." ในที่สุดกู้รั่วเสวี่ยก็ทนไม่ไหว ปล่อยโฮออกมา
แต่มู่อวี่หลิงกลับยังคงกล่าวอย่างไม่รู้สึกรู้สา "แหมๆ ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำถูกระดับรวบรวมลมปราณรังแกจนร้องไห้ เรื่องแบบนี้ข้าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย"
สิ้นคำพูด กู้รั่วเสวี่ยก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง
กู้รั่วเสวี่ยน่าเวทนาเสียจริง เป็นถึงระดับแก่นทองคำแท้ๆ กลับต้องมาเจอการกระทำเช่นนี้
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่หลี่ชวน ย่อมไม่มีทางทำเช่นนี้กับนางเป็นแน่
ความเร็วของเรือเหาะดูเหมือนจะช้าลง สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของกู้รั่วเสวี่ยที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ
เดิมทีการเดินทางน่าจะใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน แต่เรือเหาะของหลี่ชวนกลับใช้เวลาบินถึงสองวันกว่าจะถึงที่หมาย
เมืองหนานเหอมีขนาดใหญ่กว่าเมืองเฟิงหลิว จำนวนผู้ฝึกตนที่นี่จึงมีมากกว่าเป็นเงาตามตัว
ทั้งสี่คนหาโรงเตี๊ยมเพื่อเข้าพัก
ตอนลงทะเบียนเข้าพัก ฉากที่หลี่ชวนโอบกอดกู้รั่วเสวี่ย ไม่รู้ว่าทำให้คนเดินผ่านไปผ่านมาตาบอดไปกี่คู่
ผู้ที่ผ่านไปผ่านมาไม่เข้าใจว่า ทำไมเซียนสาวที่งดงามและมีพลังบำเพ็ญแกร่งกล้าถึงเพียงนี้ ถึงได้ถูกหลี่ชวนที่เป็นเพียงระดับรวบรวมลมปราณโอบกอดเอาไว้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นนั้น
ท่าทางที่ดูว่านอนสอนง่ายเสียเหลือเกิน ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานบางคนที่สัมผัสได้ถึงระดับพลังแก่นทองคำของกู้รั่วเสวี่ย ยิ่งรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง
หากพวกเขาได้เห็นภาพตอนที่คนทั้งสี่เข้าไปในห้อง พวกเขาคงจะต้องตกตะลึงยิ่งกว่านี้แน่นอน
เมื่อเข้าห้องพัก กู้รั่วเสวี่ยก็มีสีหน้าอ้อนวอนหลี่ชวนทันที "ศิษย์หลาน ปล่อยศิษย์อาไปเถอะนะ ขอเพียงเจ้าไม่หยิก ไม่ทุบตีศิษย์อา เจ้าอยากจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น"
สองวันนี้การถูกหยิกถูกตีจากหลี่ชวน กลายเป็นฝันร้ายของกู้รั่วเสวี่ยไปแล้ว
นางยอมให้หลี่ชวนทำอะไรบางอย่างกับนาง ดีกว่าต้องมาทนรับความเจ็บปวดแบบนี้อีก
"ไม่ได้หรอก ศิษย์หลานเป็นคนที่รักษาสัจจะที่สุด ในเมื่อบอกว่าจะไม่ถอดเสื้อผ้าศิษย์อา ก็จะไม่ถอดเสื้อผ้าศิษย์อาอย่างเด็ดขาด" หลี่ชวนยิ้มเจ้าเล่ห์ ปฏิเสธกู้รั่วเสวี่ยไปอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กู้รั่วเสวี่ยกล่าวเช่นนี้ แต่หลี่ชวนก็ปฏิเสธอย่างจริงจังมาโดยตลอด
ดังที่เขากล่าวไว้ เขาเป็นคนที่รักษาสัจจะ จะยอมฉีกสัญญาเดิมพันได้อย่างไร?
จากนั้น เสียงครางอู้อี้ของกู้รั่วเสวี่ยก็ดังขึ้น
หลังจากถูกหยิกถูกตีมาหลายครั้ง อย่างน้อยนางก็พอจะมีประสบการณ์บ้างแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่คือโรงเตี๊ยม หากคนอื่นได้ยิน พวกเขาจะคิดอย่างไร?
ในขณะที่หลี่ชวนกำลังสนุกสนานกับการรังแกคนอื่นอยู่นั้น ทางด้านสำนักสาขาเทือกเขาหมินซานแห่งสำนักหยินหยาง ท่านเจ้าสำนักเยี่ยซิวเหวินที่จากไปเกือบ 1 ปี ในที่สุดก็นำพาเหล่าผู้อาวุโสและศิษย์หัวกะทิของสำนักเดินทางกลับมาแล้ว
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศภายในสำนักหยินหยางก็เริ่มแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
บทที่ 130 อย่าหัวเราะ ท่านเจ้าสำนักกำลังเปิดการประชุม
ครั้งนี้เยี่ยซิวเหวินนำขบวนกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ มีผู้คนร่วมเดินทางมาด้วยนับร้อยคน
นี่ขนาดว่ามีหลายคนล่วงหน้ากลับมาก่อนแล้วนะ ไม่อย่างนั้นขบวนของเขาคงจะยิ่งใหญ่กว่านี้อีก
เยี่ยซิวเหวินยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผยบนเรือเหาะ นำขบวนพุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่ตำหนักเจ้าสำนัก
การเดินทางครั้งนี้พวกเขากอบโกยผลประโยชน์มาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ผู้ที่ร่วมเดินทางไปต่างก็มีระดับพลังก้าวหน้าขึ้นกันถ้วนหน้า ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับเยี่ยซิวเหวินเป็นอย่างมาก
เพราะนี่ก็ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขาเช่นกัน
"ทำไมสายตาของศิษย์พวกนี้ถึงได้ดูแปลกๆ นัก?" เมื่อมองดูเหล่าศิษย์ที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศและทำความเคารพอย่างนอบน้อม เยี่ยซิวเหวินก็รู้สึกใจหายวาบขึ้นมาทันที
"หรือว่าเรื่องที่ข้าแอบขุดหินวิญญาณ จะมีคนแพร่งพรายออกไป?" เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ เยี่ยซิวเหวินก็เกิดความขุ่นเคืองขึ้นมาทันที
"ไอ้พวกทรยศ อุตส่าห์พาไปขุดหินวิญญาณด้วยกันแท้ๆ กลับมาลอบกัดข้าลับหลัง ช่างกำเริบเสิบสานนัก"
เยี่ยซิวเหวินโกรธจนแทบคลั่ง
เขาอุตส่าห์ยึดหลักการที่ว่า 'มีหินวิญญาณต้องขุดด้วยกัน มีระดับพลังต้องเลื่อนด้วยกัน' จึงได้เกณฑ์ทุกคนไปร่วมวงด้วย
ถึงเขาจะแอบตักตวงมามากกว่าคนอื่นก็เถอะ แต่มันก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้เลยนี่นา!
"อย่าให้ข้ารู้นะว่าเป็นฝีมือใคร ไม่อย่างนั้นข้าจะถลกหนังมันให้ดู"
"โชคดีที่ครั้งนี้ข้าหยิบฉวยมาไม่มากนัก ก็แค่หินวิญญาณระดับต่ำไม่กี่ล้านก้อน หินวิญญาณระดับกลางแสนกว่าก้อน หินวิญญาณระดับสูงหนึ่งหมื่นก้อน และหินวิญญาณระดับสุดยอดสามสิบกว่าก้อนเท่านั้นเอง"
"ทางสำนักหลักคงไม่ลงมาตรวจสอบหรอกมั้ง"
เยี่ยซิวเหวินพยายามปลอบใจตัวเอง
ความจริงแล้วเขาก็แค่พวกวัวสันหลังหวะ ลึกๆ ในใจก็แอบกังวลว่าเรื่องที่แอบขุดหินวิญญาณจะแดงขึ้นมา พอเห็นสายตาแปลกๆ ของบรรดาศิษย์ ก็เลยตีตนไปก่อนไข้
ใครใช้ให้เขาวางกฎระเบียบเข้มงวดกับคนอื่น บังคับให้คนอื่นขุดได้แค่นิดเดียว แต่ตัวเองกลับแอบไปขุดโกยมาซะเยอะแยะเล่า
"ซิวเหวิน ข้ารู้สึกว่าสายตาที่ศิษย์เหล่านี้มองมาที่เจ้ามันแปลกๆ นะ" หญิงงามผู้สวมชุดขาวเดินเข้ามาใกล้เยี่ยซิวเหวิน เอ่ยกระซิบเบาๆ
นางพูดจบก็กวาดสายตามองสำรวจเยี่ยซิวเหวินตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังมองหาว่ามีอะไรผิดปกติบนตัวเขาหรือเปล่า
หญิงผู้นี้มีนามว่าหานเพ่ยหลาน เป็นคู่บำเพ็ญอีกคนหนึ่งของเยี่ยซิวเหวิน เยี่ยซิวเหวินมีคู่บำเพ็ญทั้งหมดสองคน อีกคนก็คือสวี่ฮุ่ยที่เคยเอาแต้มผลงานไปแลกธงสะกดมารนั่นเอง
หานเพ่ยหลานมีความงดงามและทรวดทรงที่อวบอิ่มเย้ายวนไม่แพ้สวี่ฮุ่ย ทั้งคู่จัดอยู่ในประเภทหญิงสาวที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของวัยผู้ใหญ่
แต่หานเพ่ยหลานจะดูมีความสง่างามและอ่อนหวานมากกว่า ราวกับดอกบัวขาวที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง
การได้พูดคุยกับนางให้ความรู้สึกรื่นรมย์ราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ และความงดงามเย้ายวนของนางก็เป็นสิ่งที่ยากจะลบเลือนจากความทรงจำ
เยี่ยซิวเหวินหัวเราะ "บางทีพวกเขาอาจจะเดาได้แล้วว่าข้าเข้าใกล้ขอบเขตของระดับวิญญานแรกกำเนิดแล้ว ภายในเวลาหนึ่งถึงสองปีนี้ คงสามารถทำลายแก่นทองคำและก่อกำเนิดระดับวิญญานแรกกำเนิดได้สำเร็จ พวกเขาคงอิจฉากระมัง"
หานเพ่ยหลานได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม "เจ้านี่นะ เป็นถึงเจ้าสำนักแท้ๆ ทำไมถึงได้พูดจาหลงตัวเองแบบนี้ล่ะ"
"ทำไมข้าจะพูดแบบนี้ไม่ได้ล่ะ?" เยี่ยซิวเหวินหัวเราะร่วน เอื้อมมือไปโอบเอวหานเพ่ยหลานเข้ามากอด
"แหม คนตั้งเยอะแยะมองอยู่นะ" หานเพ่ยหลานกล่าวอย่างเอียงอาย
"นั่นสิ คนมองอยู่ตั้งมากมาย พวกท่านก็ช่างไม่อายบ้างเลย" สวี่ฮุ่ยในชุดสีม่วงปรากฏตัวขึ้นอีกด้านหนึ่งของเยี่ยซิวเหวิน เอ่ยเย้าแหย่ขึ้นมา
เมื่อเห็นทั้งสองคนหันมามอง นางก็พูดต่อว่า "ข้ามาขัดจังหวะพวกท่านหรือเปล่า รบกวนเวลาสวีทกันใช่ไหม?"
"ไม่หรอก" เยี่ยซิวเหวินยื่นมืออีกข้างออกไปโอบกอดนาง ดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เจ้ามาได้จังหวะพอดีเลยต่างหาก"
แต่ถึงแม้เยี่ยซิวเหวินจะมีหญิงงามอยู่ในอ้อมกอดถึงสองคน สายตาที่บรรดาศิษย์มองมาที่เขากลับยิ่งดูแปลกประหลาดหนักขึ้นไปอีก ทำเอาคิ้วของเขาเริ่มกระตุกยิกๆ แทบจะอดรนทนไม่ไหวอยากจะคว้าตัวศิษย์สักคนมาคาดคั้นความจริงให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ด้วยตำแหน่งเจ้าสำนักค้ำคออยู่ เขาจึงต้องฝืนข่มใจไว้
ความผิดปกตินี้ บรรดาผู้ติดตามที่เดินทางกลับมาด้วยกันย่อมสังเกตเห็นเช่นกัน ทุกคนต่างก็มีสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงตำหนักเจ้าสำนัก
เมื่อกลับมาจากการเดินทางไกล สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการเรียกประชุมทุกคน เพื่อสรุปผลการปฏิบัติงาน และสอบถามความเป็นไปในสำนักช่วงที่ไม่อยู่
ดังนั้น เยี่ยซิวเหวินจึงได้เรียกประชุมผู้อาวุโสทั้งหมด ทั้งเจ้าตำหนักและเจ้าหอจากหอผู้คุมกฎ รวมถึงผู้ดูแลฝ่ายในมารวมตัวกัน
ความจริงแล้วคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในกลุ่มคนที่เดินทางกลับมาพร้อมกับเขานั่นแหละ
"เรียนท่านเจ้าสำนัก ศิษย์บนยอดเขาผู้อาวุโสเจ็ดแจ้งว่า ผู้อาวุโสเจ็ดเดินทางไปยังเมืองเฟิงหลิว เพื่อรับซื้อหญ้าวิญญาณให้แก่สำนักขอรับ" ศิษย์ที่ไปแจ้งข่าวรายงานต่อเยี่ยซิวเหวิน
เมื่อเห็นว่าคนมากันเกือบครบแล้ว ขาดก็แต่มู่อวี่หลิง เยี่ยซิวเหวินโบกมือ "ไม่ต้องไปสนใจนาง ช่วงนี้ในสำนักมีเรื่องราวใดเกิดขึ้นหรือไม่?"
เยี่ยซิวเหวินเอ่ยถามผู้เข้าร่วมประชุม โดยพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้อาวุโสที่เดินทางกลับมาก่อนเขาเป็นหลัก
ผู้อาวุโสที่เดินทางกลับมาก่อนเขามีทั้งหมด 5 คน หากไม่นับมู่อวี่หลิง ตอนนี้ก็มีอยู่ 4 คนที่อยู่ในที่ประชุม เมื่อสบตากับเยี่ยซิวเหวิน พวกเขาก็ยิ้มบางๆ และส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกัน
เยี่ยซิวเหวินรู้สึกเหมือนมีมดไต่ไปทั่วทั้งตัว เขาพบว่าผู้อาวุโสที่กลับมาก่อนเขาเหล่านี้ ก็มองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาดเช่นเดียวกัน
เขามีเหตุผลที่เชื่อได้ว่า เรื่องที่เขาแอบขุดหินวิญญาณต้องถูกพวกนี้แพร่กระจายออกไปแน่ๆ พวกนี้คงหวังจะเลื่อยขาเก้าอี้เจ้าสำนักของเขาเป็นแน่
ไอ้พวกสารเลว!
สายตาของเขากวาดผ่านบรรดาผู้อาวุโสไป และหยุดลงที่ลูกศิษย์ของเขา ผู้ดูแลใหญ่ฝ่ายใน จ้าวต้าเฉิง
จ้าวต้าเฉิงกลับมาก่อนเขาหลายเดือน น่าจะรู้เรื่องราวความเป็นไปบ้างแหละ
เมื่อจ้องมองจ้าวต้าเฉิง ดวงตาของเยี่ยซิวเหวินก็หรี่แคบลงทันที
จ้าวต้าเฉิงก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาทอดต่ำราวกับรูปปั้นหิน
เมื่อเห็นลูกศิษย์คนโปรดทำท่าทางเช่นนั้น เยี่ยซิวเหวินก็แทบจะอดรนทนไม่ไหวอยากจะพุ่งเข้าไปประเคนลูกเตะให้สักที
เจ้ารู้อะไรก็รีบๆ บอกอาจารย์มาสิ จะมามัวยืนทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ทำไม
"ต้าเฉิง ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ภายในสำนักยังคงเป็นปกติหรือไม่?" เยี่ยซิวเหวินเอ่ยถาม
จ้าวต้าเฉิงรีบตอบอย่างนอบน้อม "เรียนท่านอาจารย์ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ศิษย์ฝ่ายในต่างมุ่งมั่นขยันขันแข็งในการฝึกตน ระดับพลังจึงมีความก้าวหน้ามากกว่าปีก่อนมากขอรับ"
"แต่ทว่า เนื่องจากทุกคนทุ่มเทกำลังไปกับการฝึกตน แต้มผลงานตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาจึงลดลงไปเกือบหนึ่งส่วน เมื่อเทียบกับปีก่อนขอรับ"
เยี่ยซิวเหวินพยักหน้ารับ เขารู้ดีว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร มันเป็นผลมาจากการที่เขาอัดฉีดรางวัลอย่างหนักให้ทั่วทั้งสำนักหลังจากค้นพบเหมืองชีพจรวิญญาณนั่นแหละ
ศิษย์ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ เมื่อมีทรัพยากรสำหรับฝึกฝนเพียงพอแล้ว ก็ขี้เกียจออกไปรับภารกิจหาแต้มผลงาน
แต่โชคดีที่การประเมินผลงานของพวกเขาไม่ได้วัดกันแค่ที่แต้มผลงานอย่างเดียว แต่ยังดูความก้าวหน้าในระดับพลังด้วย ซึ่งความก้าวหน้าในระดับพลังมีสัดส่วนในการประเมินที่สูงกว่า เขาจึงตัดสินใจทุ่มรางวัลอย่างไม่อั้น แทนที่จะนำรางวัลเหล่านั้นมาแบ่งให้บรรดาผู้บริหารอย่างเท่าเทียมกัน
แต่เยี่ยซิวเหวินก็พบความผิดปกติอย่างหนึ่งในรายงานของจ้าวต้าเฉิง เยี่ยซิวเหวินถามจ้าวต้าเฉิง "เจ้าพูดแต่เรื่องฝ่ายใน เหตุใดจึงไม่พูดถึงเรื่องฝ่ายนอกบ้าง?"
โม่เซียงหลิงเป็นเพียงผู้ดูแลฝ่ายนอก ตำแหน่งยังไม่สูงพอที่จะเข้าร่วมการประชุมระดับนี้ได้ ดังนั้นเรื่องราวในฝ่ายนอก มักจะเป็นหน้าที่ของจ้าวต้าเฉิง ผู้เป็นผู้ดูแลใหญ่ฝ่ายใน เป็นผู้รายงานให้ที่ประชุมทราบ
และมักจะพูดถึงแค่ผ่านๆ เพราะระดับพลังของศิษย์ฝ่ายนอกมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนไม่มีอะไรน่าสนใจ
แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะข้ามการรายงานเรื่องฝ่ายนอกไปดื้อๆ แบบนี้
จ้าวต้าเฉิงปรับสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที "สถานการณ์ของฝ่ายนอกค่อนข้างจะซับซ้อนขอรับ ศิษย์คิดว่าเรื่องของฝ่ายนอก ควรให้ศิษย์น้องโม่ที่เป็นผู้ดูแลฝ่ายนอกเป็นคนชี้แจง น่าจะอธิบายได้ชัดเจนกว่าขอรับ"
อย่าเห็นว่าจ้าวต้าเฉิงมีสีหน้าเรียบเฉย ความจริงแล้วเหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นมาบนตัวเขานานแล้ว เหงื่อเย็นนี้เขาไม่ได้หลั่งเพื่อตนเอง แต่หลั่งเพื่อท่านอาจารย์ผู้เป็นเจ้าสำนักของเขาต่างหาก!!