- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 350 ลงมือข้ามมิติ วิถีทางของหานเจียงเสวี่ย!
บทที่ 350 ลงมือข้ามมิติ วิถีทางของหานเจียงเสวี่ย!
บทที่ 350 ลงมือข้ามมิติ วิถีทางของหานเจียงเสวี่ย!
"ตู้ม!"
ในเสี้ยววินาทีที่เงาร่างงดงามร่อนลงมา พลังปราณสีครามอันยิ่งใหญ่ก็ระเบิดขึ้นบนพื้นดินราวกับพายุคลั่ง คลื่นกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวที่ก่อตัวขึ้นสั่นสะเทือนออกไป รอยร้าวประดุจกระจกแตกก็ปริร้าวแผ่ขยายออกไปตามความว่างเปล่า
ฮ่องเต้แคว้นหนิงและพวกอีกสามคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว คลื่นกระแทกนั้นก็พกพาพลังมหาศาลกระแทกเข้าใส่ร่างของพวกเขาอย่างจัง ในเวลาเดียวกันนั้นทั้งสี่คนก็ถูกกระแทกจนกระเด็นออกไปอย่างแรงและกระอักเลือดออกมา
สีหน้าของทั้งสี่เผยความหวาดผวา พวกเขารีบทรงตัวกลางอากาศ ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแล่นปราดมาจากฝ่ามือ หยดเลือดไหลรินลงมา
"ผู้ใดกัน?" ฮ่องเต้แคว้นหนิงเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ยากจะเชื่อ
ทุกคนในเมืองต้าหวงต่างมีแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แรงกดดันที่ทำให้รู้สึกหายใจไม่ออกนี้คือเรื่องอันใดกัน? มันช่างดูน่าเกรงขามยิ่งกว่าการร่วมมือกันของฮ่องเต้ทั้งสี่เสียอีก!
ฝุ่นควันตลบอบอวล เมื่อพายุลมแรงพัดผ่าน ควันไฟที่บดบังฟ้าดินบริเวณนี้ก็ค่อยๆ ถูกพัดพาให้จางหายไป
ประกายไฟจุดหนึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากภายใน จากนั้นก็ลุกไหม้อย่างรวดเร็วกลายเป็นทะเลเพลิงขนาดร้อยจั้ง เงาร่างยักษ์ที่เปล่งประกายเจ็ดสีโฉบเฉี่ยวอยู่เหนือทะเลเพลิง และปรากฏขึ้นในสายตาของทุกคน
ปีกทั้งสองกางออก ขนนกอันงดงามสาดประกายแสงเจ็ดสี ทรวดทรงอันสมบูรณ์แบบนั้นราวกับถือกำเนิดขึ้นใหม่จากกองเพลิง ล้วนบ่งบอกถึงความสง่างามของราชันแห่งมวลวิหค
"หงสาเมฆามงคลเจ็ดสี?" เมื่อเห็นวิหคเมฆาตัวนี้ หัวใจของทุกคนต่างกระตุกวูบอย่างรุนแรง นี่คือสัตว์เทวะบรรพกาลเชียวนะ!
และในเวลานี้เอง ทุกคนก็สังเกตเห็นว่า บนหลังของหงสาเมฆาตัวนี้ ยังมีเงาร่างอรชรที่งดงามสะคราญยืนอยู่ด้วย
นางสวมชุดสีขาวเรียบง่าย เรียวขาคู่สวยขาวเนียนโผล่พ้นชายกระโปรงออกมาดูเซ็กซี่ยิ่งนัก เอวคอดกิ่วราวกับกิ่งหลิว คิ้วเรียวสวยดุจภาพวาด นัยน์ตาดำขลับดั่งสระน้ำลึก หญิงงามล่มเมืองผู้มีเสน่ห์เย้ายวน
"หานเจียงเสวี่ย?" เมื่อเห็นเงาร่างอันงดงามของหญิงสาวผู้นี้ หัวใจของทุกคนในเมืองต้าหวงต่างเต้นระรัวอย่างห้ามไม่อยู่
สำหรับหญิงงามล่มเมืองผู้นี้ ทั้งยังเป็นถึงธิดาแห่งสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี พวกเขาย่อมไม่รู้สึกแปลกหน้า
"พวกเจ้ายางอายบ้างหรือไม่ สี่คนรุมหนึ่ง คิดว่าสำนักหลิงเซียวของข้าไร้คนแล้วหรืออย่างไร?"
"อยากสู้ใช่หรือไม่ มาสิ เดี๋ยวแม่จะเล่นเป็นเพื่อนพวกเจ้าเอง!"
หานเจียงเสวี่ยจ้องมองฮ่องเต้แคว้นหนิงและพวกอีกสามคนด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ใบหน้าของนางปกคลุมด้วยน้ำแข็งเย็นยะเยือก นางตวาดด้วยความโกรธจัด
ยังคงเป็นอารมณ์ร้อนแรงเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
ฟางชิงเตี๋ยและว่านหลานชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นใบหน้าก็เผยความปิติยินดี กองหนุนของสำนักหลิงเซียวมาถึงแล้ว!
แม้ผู้ที่มาเยือนจะมีเพียงแค่หญิงสาวรูปงามสองคน ทว่าความแข็งแกร่งของพวกนางนั้น ไม่เป็นสองรองผู้ใดในสำนักหลิงเซียวอย่างแน่นอน ทั้งสองล้วนเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตหมื่นมรรคาขั้นสูงสุดแล้ว
สีหน้าของฮ่องเต้แคว้นหนิงและพวกอีกสามคนแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม สายตาอาฆาตมาดร้ายจ้องมองหานเจียงเสวี่ยเขม็ง
"ตู้ม!" และในขณะที่บรรยากาศดูจะตึงเครียดขึ้นมา ทันใดนั้นฝ่ามือยักษ์ก็ฉีกกระชากความว่างเปล่าปรากฏขึ้นด้านหลังหานเจียงเสวี่ยอย่างกะทันหัน
การลอบโจมตีครั้งนี้ เกิดขึ้นรวดเร็วดุจประกายไฟแลบ เมื่อทุกคนตั้งสติได้ ฝ่ามือยักษ์นั้นก็พกพาจิตสังหารอันเยือกเย็น ฟาดลงมาที่กระหม่อมของหานเจียงเสวี่ยอย่างรุนแรง
การลงมืออำมหิต ไม่เลือกวิธีการ!
"เจียงเสวี่ย!" ฟางชิงเตี๋ยและว่านหลานหน้าซีดเผือดพร้อมกัน พวกนางร้องอุทานด้วยความตกใจ
ลงมือข้ามมิติ นี่คือสิ่งที่มียอดฝีมือระดับขอบเขตอมตะเท่านั้นที่สามารถทำได้!
ทว่าหานเจียงเสวี่ยคล้ายกับจะเตรียมพร้อมรับมืออยู่ก่อนแล้ว ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือยักษ์นั้นกำลังจะร่วงหล่นลงมาบนศีรษะ นางก็ใช้ทวนแทงทะลวงท้องฟ้า แสงสีครามส่องประกาย ก่อตัวเป็นพายุขนาดร้อยจั้งพุ่งทะยานสวนขึ้นไป
"ปัง!" ทวนยาวเล่มนั้นแทงทะลุผ่านฝ่ามือยักษ์ไปโดยตรง
จากนั้น เห็นเพียงหานเจียงเสวี่ยสะบัดทวน พลังปราณอันมหาศาลดั่งมหาสมุทรก็ก่อตัวเป็นวังวนม้วนตัวขึ้น กระแทกฝ่ามือยักษ์นั้นจนแหลกสลาย กลายเป็นแสงสว่างกระจายหายไปบนท้องฟ้า
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าไอ้แก่ปัญญาอ่อนอย่างเจ้าต้องแอบจ้องเล่นงานข้าอยู่ เมื่อห้าปีก่อนเจ้าก็ใช้วิธีการนี้ลอบโจมตีข้า คิดจริงๆ หรือว่าข้าจะหลงกลเป็นครั้งที่สอง?" หานเจียงเสวี่ยกล่าวอย่างดูแคลน
"เจี๊ยกๆ ศิษย์น้อง ไม่ได้พบกันเสียนาน ฝีมือพัฒนาก้าวหน้าขึ้นนี่!" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องมาจากอีกฟากฝั่งของความว่างเปล่า
จากนั้น เห็นเพียงความว่างเปล่าบิดเบี้ยว ท่ามกลางวังวนพลังงาน ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทาก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้น เขาคือไป๋ติ่งเทียนนั่นเอง
เมื่อไป๋ติ่งเทียนปรากฏตัว ฟางชิงเตี๋ยและว่านหลานก็หน้าเปลี่ยนสีพร้อมกัน นัยน์ตางามของพวกนางรีบกวาดมองไปยังท้องฟ้าอันห่างไกล เห็นเพียงชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังลากร่างที่สะบักสะบอมเต็มไปด้วยบาดแผลยืนโซเซอยู่กลางอากาศ
กลิ่นอายอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานในตอนแรก ยามนี้กลับดูอ่อนโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านพ่อ!" เมื่อเห็นเช่นนั้น ว่านหลานก็หน้าถอดสี นางรีบพุ่งเข้าไปประคองว่านฉงซานเอาไว้
"ไอ้สารเลวเอ๊ย!" ว่านฉงซานหน้าดำคร่ำเครียด เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองไป๋ติ่งเทียนเขม็ง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้านี่จะรับมือได้ยากเย็นถึงเพียงนี้ การใช้ระดับพลังขอบเขตหมื่นมรรคาขั้นสูงสุดต่อกรกับขอบเขตอมตะ ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงฝืนเกินไป
แม้เขาจะมีไพ่ตายอยู่มากมาย แต่ก็ยังต้องตกอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัส!
"ศิษย์น้อง ดูท่าวันนี้พวกเจ้าคงจะหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมแล้วล่ะ!" ไป๋ติ่งเทียนยิ้มหยัน ภายในแววตาเผยให้เห็นความขบขัน
สี่ยอดฝีมือระดับขอบเขตหมื่นมรรคาขั้นสูงสุด บวกรวมกับยอดฝีมือขอบเขตอมตะอย่างเขา ต่อให้ขุมกำลังฝั่งเฉินเฟิงจะแข็งแกร่งปานใด ครั้งนี้ก็คงยากจะต่อกรได้แล้ว!
ในดวงตาของเฉินเฟิงเผยความดุร้าย เขาก้าวเท้าออกไป ทว่าในเวลานี้ หานเจียงเสวี่ยกลับยกมือขึ้นขวางเขาไว้ "ข้าจัดการเอง!"
จากนั้น หานเจียงเสวี่ยก็ก้าวเดินออกไปอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่นางก้าวเดิน พลังปราณรอบกายก็เพิ่มพูนขึ้นหนึ่งส่วน สภาวะอันน่าเกรงขามสั่นสะเทือนความว่างเปล่าจนเกิดเสียงดังกึกก้อง
ทุกคนในเมืองต้าหวงต่างจับจ้องไปที่นางเป็นตาเดียว แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นหนิงและคนอื่นๆ สายตาก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมา ไม่รู้เพราะเหตุใด หานเจียงเสวี่ยในยามนี้กลับทำให้พวกเขารู้สึกถึงอันตรายอย่างรุนแรง
"หนีไม่พ้นเคราะห์กรรมอย่างนั้นหรือ? ไป๋ติ่งเทียน เจ้ามั่นใจในฝีมือตัวเองเกินไปหน่อยหรือไม่?" หานเจียงเสวี่ยยิ้มเย็น
ไป๋ติ่งเทียนเลิกคิ้วขึ้น ยิ้มเย็นชา "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
หานเจียงเสวี่ยไม่ตอบ ทว่านางกลับยกมือเรียวขึ้นและยื่นออกไปในความว่างเปล่า
พริบตาต่อมา เห็นเพียงพื้นที่ด้านหลังไป๋ติ่งเทียนฉีกขาดออกราวกับแผ่นกระดาษ มือเรียวขาวเนียนดุจหยกโผล่ออกมาราวกับภูตผี พกพาคลื่นพลังอันบ้าคลั่งไร้เทียมทานและน่าสะพรึงกลัว ฟาดเข้าที่ใบหน้าของไป๋ติ่งเทียนอย่างจัง
"เพียะ!" เสียงตบหน้าดังฉาดใหญ่ชัดเจน ทุกคนเบิกตากว้าง มองเห็นฟันสองซี่ที่เปื้อนเลือดกระเด็นหลุดออกจากปากของไป๋ติ่งเทียนอย่างชัดเจน
จากนั้น ร่างของไป๋ติ่งเทียนก็ลอยละลิ่วราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ พุ่งไปชนเข้ากับกำแพงเมืองสูงตระหง่านด้านหลังอย่างแรง รอยนิ้วมือสีแดงเถือกประทับอยู่บนใบหน้าครึ่งซีก ดูบาดตายิ่งนัก
ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัด!
"อึก!" จากนั้น เสียงสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บก็ดังก้องไปทั่วทั้งเมือง!
ลงมือข้ามมิติ?
หานเจียงเสวี่ยกลับสามารถลงมือข้ามมิติได้!
นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?
"ไป๋ติ่งเทียน เจ้าคิดว่าข้าจะเอาไปเปรียบกับขยะอย่างเจ้าได้อย่างนั้นหรือ? หากไม่ใช่เพราะเจ้าลอบกัดข้าในตอนนั้นจนทำให้รากวิญญาณของข้าเสียหาย ต่อให้มีสิบคนอย่างเจ้าก็ไม่ใช่คู่มือของข้า!" หานเจียงเสวี่ยตวาดเสียงเย็น