- หน้าแรก
- ยอดเซียนวิถีซุ่มบำเพ็ญ
- บทที่ 64 เกาะเสี่ยวไป๋
บทที่ 64 เกาะเสี่ยวไป๋
บทที่ 64 เกาะเสี่ยวไป๋
บทที่ 64 เกาะเสี่ยวไป๋
หนึ่งปีต่อมา
เรือรบห้าเขี้ยวลำหนึ่งที่ดูราวกับป้อมปราการลอยฟ้าบินออกจากสำนักปี้ไห่ เมื่อพ้นเขตเกาะจึงร่อนลงสู่มหาสมุทรเพื่อแหวกฝ่าระลอกคลื่นมุ่งหน้าไป เพื่อเป็นการประหยัดพลังวิญญาณ
นี่คือเรือรบของสำนักปี้ไห่ที่มุ่งหน้าไปสนับสนุนแนวหน้า เหนือดาดฟ้าเรือเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนที่ยืนกันอยู่อย่างหนาแน่น
“การที่คุณชายเลื่อนเวลาออกเดินทางมาหนึ่งเดือน นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดยิ่งนักเจ้าค่ะ—ได้ยินว่าเรือรบลำก่อนหน้านี้ถูกผู้ฝึกตนตระกูลจงลอบโจมตี จนได้รับความเสียหายอย่างหนักเลยล่ะเจ้าค่ะ—”
ฉินหรูเสวี่ยสวมชุดกระโปรงสีขาวที่ดูทะมัดทะแมงและองอาจ สายตาที่นางมองฟางชิงเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
“ครานี้เจ้าจงตั้งใจรับภารกิจให้ดี พยายามช่วงชิงโอสถสร้างรากฐานมาให้ได้อีกเม็ดล่ะ”
ฟางชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
แม้ผู้ฝึกตนที่สร้างรากฐานล้มเหลวถึงสองครั้งยากที่จะได้รับวาสนาสร้างรากฐานจากสำนักอีก ทว่ายามนี้เป็นช่วงศึกสงคราม! หากต้องการให้คนยอมสละชีพเพื่อสำนัก ย่อมจำเป็นต้องผ่อนปรนข้อจำกัดลงบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเขาคอยสนับสนุน และยังสามารถใช้เส้นสายของลิ่งหูฉงได้ ความหวังจึงยังคงมีอยู่มาก
อีกทั้งฉินหรูเสวี่ยในยามนี้ แม้ภายนอกจะดูเหมือนหลอมลมปราณ ทว่าความจริงกลับมีพลังรบสร้างรากฐาน ต่อให้จะสำแดงอานุภาพได้ไม่นานนัก ทว่าการปฏิบัติภารกิจของศิษย์หลอมลมปราณย่อมมิอาจพบเจออันตรายใหญ่หลวงอันใดแน่นอน กลับกันย่อมมีโอกาสสร้างผลงานได้มากมาย
และที่สำคัญ มิใช่ว่ามีเขาคอยวางแผนการและเสี่ยงทายเพื่อคำนวณความเป็นมงคลหรือเคราะห์ร้ายให้อยู่เบื้องหลังหรอกหรือ?
“การไปในครานี้ ข้าเองก็ต้องกอบโกยผลประโยชน์มาให้ได้มากสักหน่อย”
ฟางชิงมองไปยังมหาสมุทร พลางรำพึงกับตนเองในใจ
หลังจากสร้างรากฐาน การบำเพ็ญเพียรยิ่งทวีความยากลำบากขึ้น
ตามที่เขาได้คำนวณจากการฝึกฝน《วิชาปี้ไห่》 ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ภายในทะเลปราณตันเถียนยังคงมีหยดพลังเวทของเหลวเพียงสามหยดเท่าเดิม ไม่มีความคืบหน้ามากนัก
คาดว่าอย่างน้อยคงต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปี จึงจะสามารถทะลวงขีดจำกัดเพื่อควบแน่นหยดพลังเวทหยดที่สี่ออกมาได้
หยดพลังเวทของเหลวเช่นนี้ เมื่อใช้ไปแล้วย่อมเติมคืนได้ง่าย ทว่าการจะยกระดับขีดจำกัดสูงสุดนั้นกลับยากเย็นแสนเข็ญ!
‘หากคำนวณเช่นนี้ การจะเพิ่มขีดจำกัดพลังเวทได้หนึ่งหยดต้องใช้เวลาประมาณสองปี หากปรารถนาจะสะสมให้ครบหนึ่งร้อยหยดเพื่อบรรลุขอบเขตจินตันเทียมและเตรียมตัวบรรลุแก่นทองคำ ย่อมต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่ปี! นี่ข้ายังไม่นับรวมช่วงเวลาที่ต้องติดอยู่ที่คอขวดของการทะลวงจากสร้างรากฐานขั้นต้นไปสู่ขั้นกลาง และจากขั้นกลางไปสู่ขั้นปลายเลยนะ—’
‘ผู้ฝึกตนสร้างรากฐานมีอายุขัยเพียงสองร้อยปี ต่อให้จะมีโอสถยืดอายุขัย มันก็ยากจะเกินสองร้อยยี่สิบปีไปได้—นั่นหมายความว่า ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับกลางอย่างข้า หากเอาแต่ปิดด่านเพียรบำเพ็ญอยู่ในถ้ำพำนักโดยไม่พึ่งพาหนทางอื่นล่ะก็… จนแก่เฒ่าก็ใช่ว่าจะสามารถบรรลุสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ได้!’
‘มิน่าเล่า ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับกลางหรือระดับต่ำ ต่อให้จะโชคดีสร้างรากฐานสำเร็จ ทว่าทั้งชีวิตก็ยังไร้หวังในการบรรลุแก่นทองคำ กระทั่งส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่เพียงสร้างรากฐานขั้นต้นหรือขั้นกลางเท่านั้นเอง’
การจะเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียร ความจริงก็มีทั้งหนทางที่ยากและง่าย
หนทางที่ยากที่สุด ย่อมเป็นการยกระดับพรสวรรค์ของตนเอง ฟางชิงอ่านตำรามามากมาย แต่ยังไม่พบวิธีการยกระดับพรสวรรค์เลยแม้แต่น้อย
ส่วนหนทางที่ง่าย คือการปรับปรุงปัจจัยภายนอก เช่น การไปบำเพ็ญเพียรบนชีพจรวิญญาณระดับสาม และการทานโอสถที่ช่วยเพิ่มพูนพลังเวท!
‘ทว่าในบรรดาโอสถระดับสอง โอสถสำหรับทะลวงขอบเขตย่อมล้ำค่าที่สุด รองลงมาคือโอสถเพิ่มพูนพลังเวท—ก่อนหน้านี้ในหอตำราชั้นที่สี่ข้าหาตำรับโอสถพวกนี้ไม่เจอเลย แต่ในชั้นที่หกกลับมีอยู่’
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ในขณะที่ฟางชิงเปลี่ยนเคล็ดวิชา เขาก็ได้ถือโอกาสปรุงโอสถระดับสองไปหลายบ่อ เพื่อสะสมแต้มผลงานของสำนัก แล้วนำไปแลกเปลี่ยนตำรับโอสถในหอตำราชั้นที่หกออกมาได้หลายชุด
ในยามนี้ ฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขา กำลังลูบคลำแผ่นหยกสีเขียวมรกตแผ่นหนึ่งอยู่ไม่หยุด
‘โอสถสุ่ยวหยวน(วารีกำเนิด) โอสถระดับสองขั้นกลาง โดยมีเน่ยตันและเลือดเนื้อไขกระดูกของอสูรธาตุน้ำระดับสองเป็นวัตถุดิบหลัก สามารถช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกตนสร้างรากฐานได้—’
ตำรับโอสถของสำนักปี้ไห่ยังคงแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของการอาศัยทะเลหากินอย่างชัดเจน ผู้ฝึกตนสร้างรากฐานหากปรารถนาจะเพิ่มพูนพลังเวท ย่อมขาดแคลนชิ้นส่วนร่างกายของอสูรระดับสองไปไม่ได้
แน่นอนว่า มิใช่อสูรทะเลระดับสองทุกตัวจะมีเน่ยตัน ดังนั้น ‘โอสถสุ่ยวหยวน’ นี้จึงมีคุณภาพอยู่สองระดับ ระดับแรกคือแบบที่ไม่มีเน่ยตัน อาศัยเพียงเลือดเนื้อและไขกระดูกของอสูรเป็นตัวยาหลัก โอสถที่ปรุงสำเร็จจะเป็นระดับสองขั้นต่ำ เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนสร้างรากฐานขั้นต้นใช้
แต่หากใช้เน่ยตันอสูรระดับสองเป็นวัตถุดิบหลัก ย่อมสามารถปรุงเป็นระดับสองขั้นกลางได้ และหากเป็นของชั้นเลิศก็อาจแตะระดับสองขั้นสูงได้เลยทีเดียว ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ฝึกตนสร้างรากฐานขั้นกลางหรือแม้แต่ขั้นปลายในการเพิ่มพูนพลังเวท!
‘ทว่าเน่ยตันอสูรระดับสองนั้นล้ำค่าเพียงใด? หากมีอยู่ พื้นฐานแล้วย่อมต้องถูกนำไปปรุงเป็นโอสถสร้างรากฐานทั้งสิ้น—การนำมาปรุงโอสถเพิ่มพูนพลังเวท ช่างเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองนัก’
‘ด้วยเหตุนี้ ผู้ฝึกตนสร้างรากฐานขั้นกลางหรือแม้แต่ขั้นปลายของสำนักปี้ไห่จำนวนมาก จึงอาจจะได้ทานเพียงโอสถสุ่ยวหยวนระดับสองขั้นต่ำเพื่อการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น หรือส่วนใหญ่ในยามปกติอาจจะไม่ทานโอสถเลย อาศัยเพียงปราณวิญญาณในถ้ำพำนักเพื่อเพียรบำเพ็ญอย่างยากลำบาก—’
ฟางชิงหากปรารถนาจะบรรลุแก่นทองคำ ย่อมต้องทานโอสถสุ่ยวหยวนเพื่อการบำเพ็ญเพียรถึงจะดีที่สุด
ทว่าปัญหาคือ ในยามปกติอสูรระดับสองมักจะซ่อนตัวอยู่ในมหาสมุทรลึก หากปรารถนาจะล่าพวกมันก็จำเป็นต้องล่องเรือลำใหญ่เข้าไปในทะเลลึก และอาศัยโชคช่วยเพื่อเสาะหาพวกมันให้เจอสักหนึ่งถึงสองตัว
มันจะไปสะใจเหมือนยามนี้ได้อย่างไร? ที่อสูรระดับสามเป็นฝ่ายขับไล่อสูรระดับสองจำนวนมากมาให้ถึงที่ ขอเพียงมีฝีมือที่สูงส่ง ย่อมสามารถสังหารพวกมันได้ตามใจปรารถนา—แน่นอนว่า หากพลังเวทและวิชาอาคมของตนเองไม่ได้ความ จนต้องกลายเป็นอาหารของอสูรเหล่านั้นแทน งั้นก็คงไม่มีสิ่งใดต้องมาร้องเรียนกัน
เขาขยับความคิด พลันหยิบแผ่นหยกอีกแผ่นหนึ่งออกมา เหนือนั้นเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารในสนามรบ
ตรงตำแหน่งที่โดดเด่นที่สุด กลับมีรูปเงาของอสูรระดับสามตัวหนึ่งปรากฏอยู่
“ราชันย์อสูรระดับสาม—เต่าจมสมุทร!”
ในสายตาของฟางชิง เต่าตัวนี้มีขนาดใหญ่โตราวกับขุนเขา กระดองมีสีเขียวคราม และมีหนามแหลมที่ดูดุร้ายประดับอยู่
ลำพังเพียงรูปเงา ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาแล้ว
‘สมกับที่เป็นอสูรระดับสามจริงๆ—ทว่าอสูรตระกูลเต่ามักไม่ได้โดดเด่นด้านการโจมตี เกรงว่าพลังรบของมันคงจะสูสีกับเจ้าสำนักลิ่งหูที่อาศัยเม็ดตันทดแทนเพื่อให้มีพลังรบระดับแก่นทองคำล่ะนะ—’
ฟางชิงทำการเสี่ยงทายไว้ล่วงหน้าแล้ว เรือขนส่งกำลังพลลำนี้จึงเดินทางได้อย่างราบรื่น จนกระทั่งมาถึงน่านน้ำของตระกูลจง
เกาะเสี่ยวไป๋
เกาะแห่งนี้เดิมทีถูกตระกูลจงยึดครอง ภายหลังถูกสำนักปี้ไห่ตีแตก และถูกใช้เป็นฐานที่มั่นในการรุกรานสมรภูมิของตระกูลจง
เหนือเกาะมีประกายแสงหลากสีวาบขึ้น เห็นได้ชัดว่ามีการจัดวางค่ายกลที่ร้ายกาจไว้
ฟิ้ว ฟิ้ว!
ลำแสงจากเรือเหาะหรือประกายแสงจากศาสตราวิเศษวาบขึ้นเป็นระยะ เหนือนั้นเต็มไปด้วยผู้ฝึกตน คนเหล่านี้คือเหล่าศิษย์สำนักปี้ไห่ที่ออกไปล่าอสูรทะเลและผู้ฝึกตนตระกูลจง หรือไม่ก็เป็นบรรดาผู้ฝึกตนอิสระที่ถูกจ้างวานมา
เหนือโขดหิน คราบเลือดต่างๆ ยังไม่จางหายไป ทำให้เกาะแห่งนี้ดูอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน
ครืน!
เรือรบห้าเขี้ยวเข้าจอดเทียบท่าที่ท่าเรือ ทำให้บรรดาผู้ฝึกตนที่อยู่เบื้องหน้าต่างพากันโห่ร้องยินดี
“หืม? ดูท่า บรรดาผู้ฝึกตนบนเกาะเสี่ยวไป๋แห่งนี้จะยินดีกับการมาถึงของพวกเรานัก เห็นได้ชัดว่าแนวหน้าคงต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลสินะ—”
ฟางชิงสวมชุดคลุมสีน้ำเงิน สวมเกราะอ่อนปี้หลิงไว้ข้างใน ในฐานะผู้ฝึกตนสร้างรากฐาน ย่อมไม่มีทางเดินทางร่วมกับฉินหรูเสวี่ยแน่นอน ทว่าเขากลับถูกเชิญไปยังใจกลางเกาะเสี่ยวไป๋ เข้าสู่ตำหนักทองสัมฤทธิ์ที่สร้างขึ้นใหม่แห่งหนึ่ง
‘รูปแบบเช่นนี้—ดูจะคล้ายคลึงกับตำหนักกิจการทั่วไปของสำนักไม่น้อยเลยนะ’
เขาเดินเข้าไปในตำหนัก ก็เห็นผู้ฝึกตนสร้างรากฐานนั่งเรียงกันอยู่สองแถว โดยมีผู้อาวุโสว่านเป่านั่งอยู่บนตำแหน่งประธานด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์
“ศิษย์พี่ว่านเป่า—พวกเรามารายงานตัวเพื่อรับคำสั่งขอรับ”
ฟางชิงและผู้ฝึกตนสร้างรากฐานคนอื่นๆ ที่มาพร้อมกับเรือรบต่างพากันประสานมือคารวะ
“ดี ดี ดี—ศิษย์น้องจาง เจ้าจงรับผิดชอบการซ่อมแซมค่ายกลของเกาะแห่งนี้ ศิษย์น้องลู่—เจ้าจงไปที่หอยันต์”
ผู้อาวุโสว่านเป่าหยิบแผ่นหยกออกมาหลายแผ่น แล้วรีบมอบหมายภารกิจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมามองฟางชิง “ศิษย์น้องฟาง—ยังไม่ได้แสดงความยินดีกับเจ้าเลยนะ ที่สร้างรากฐานสำเร็จ”
“ขอบพระคุณศิษย์พี่ว่านเป่าขอรับ”
ฟางชิงประสานมือคารวะตามมารยาท
“ฮ่าๆ—ศิษย์น้องเพิ่งจะสร้างรากฐานสำเร็จ ทั้งยังเป็นนักปรุงโอสถ จงมาทำหน้าที่สนับสนุนอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของข้าผู้เฒ่าเถอะ ยามนี้ศึกที่แนวหน้ากำลังตึงเครียด ขาดแคลนโอสถรักษาอาการบาดเจ็บและโอสถธาตุหยางหลายชนิด—อืม ศิษย์น้องจงรับผิดชอบการปรุงโอสถ ‘โอสถหยางเสวียน’ แล้วกันนะ”
ว่านเป่ายิ้มว่า ซึ่งเรื่องนี้ลิ่งหูฉงก็ได้แจ้งมาในจดหมายสื่อสารก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน
“ตำรับโอสถหยางเสวียนข้าเคยอ่านมาบ้าง ย่อมไม่มีปัญหาอันใด เพียงแต่ข้ายังต้องการน้ำพุร้อนสักบ่อขอรับ—”
ฟางชิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปเช่นนั้น
โอสถหยางเสวียนเป็นเพียงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูง ทว่าเมื่ออมไว้ในปากจะก่อเกิดปราณสุริยันร้อนแรงที่ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าในการทำศึกกับตระกูลจง มีผู้ฝึกตนที่ถูกปราณเย็นกัดเซาะเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
“ไม่มีปัญหา บนเกาะแห่งนี้ถูกดัดแปลงไว้แล้ว มีตาน้ำพุอยู่แปดแห่ง ในจำนวนนั้นมีน้ำพุร้อนอยู่สามแห่ง—ข้าผู้เฒ่าจะสั่งการลงไปเดี๋ยวนี้ ให้มอบบ่อหนึ่งในนั้นให้ศิษย์น้องใช้งาน”
ผู้อาวุโสว่านเป่ารับคำทันที
ยามค่ำคืน
ในฐานะผู้ฝึกตนระดับสูงของสำนัก ต่อให้จะเป็นช่วงศึกสงคราม สวัสดิการต่างๆ ย่อมไม่ลดน้อยลงไปเท่าใดนัก
ฟางชิงได้รับจัดสรรถ้ำพำนักระดับสองแห่งหนึ่งบนเกาะเสี่ยวไป๋ แม้ปราณวิญญาณจะมีเพียงระดับสองขั้นต่ำ ทว่าก็นับว่าไม่เลวแล้ว
เหนือเบาะรองนั่ง เขานั่งขัดสมาธิลง พลางครุ่นคิดถึงข้อมูลที่ได้รับมาในวันนี้เงียบๆ
รายงานการศึกจากส่วนหลังอาจจะมีการปลอมแปลง แต่ข้อมูลที่แนวหน้าย่อมเป็นความจริงที่สุด!
‘ยามนี้สมรภูมิโดยรวมสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วน—ส่วนแรกคือสมรภูมิหลัก โดยมีบรรพชนแก่นทองคำทั้งสองนำทัพผู้ฝึกตนระดับหัวกะทิส่วนใหญ่ ร่วมมือกันบุกโจมตีฐานที่มั่นใหญ่ของตระกูลจง—เกาะไท่ไป๋!’
เกาะไท่ไป๋แห่งนั้นมีค่ายกลระดับสามปกป้องอยู่ ทั้งยังมีจงเสวียนหลีซึ่งเป็นระดับแก่นทองคำคอยควบคุมอยู่ภายใน จึงมีความโดดเด่นไม่ธรรมดา สามารถต้านทานกองทัพสำนักปี้ไห่มาได้นานถึงสองปีเต็ม!
แน่นอนว่า สองปีที่ผ่านมามิใช่ไร้ความหมาย ลำพังเพียงปราณวิญญาณจากชีพจรวิญญาณและทรัพยากรที่สูญเสียไป ก็นับว่าเป็นตัวเลขที่มหาศาลนัก
ค่ายกลใหญ่ของตระกูลจงต้องสูบปราณวิญญาณจากปฐพีอย่างต่อเนื่อง จนทำให้พลังวิญญาณเหนือเกาะเริ่มเบาบางลง คาดว่าอีกไม่กี่ปีชีพจรปฐพีย่อมต้องสั่นคลอน ทำให้อานุภาพของค่ายกลลดลงอย่างมาก เมื่อถึงเวลานั้นย่อมเป็นโอกาสในการทำลายเกาะ!
ส่วนสมรภูมิอีกแห่งหนึ่ง ก็คือเต่าจมสมุทรนั่นเอง!
ราชันย์อสูรตัวนี้มีร่องรอยไม่แน่นอน มันคอยชักนำคลื่นอสูรจำนวนมหาศาลเข้าจู่โจมกองเรือขนส่งและเส้นทางเสบียงของสำนักปี้ไห่ โดยมี ‘เกาะเสี่ยวไป๋’ แห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้งเต่าจมสมุทรยังลงมือด้วยตนเอง บุกโจมตีค่ายกลพิทักษ์เกาะเสี่ยวไป๋ บีบให้บรรพชนลิ่งหูต้องถอยทัพกลับมาช่วย เพื่อเปิดโอกาสให้เกาะไท่ไป๋ได้พักหายใจ
‘หากพิจารณาเช่นนี้—สมรภูมิทั้งสองแห่งต่างก็กำลังยื้อเวลากันอยู่ รอดูว่าฝ่ายใดจะทนไม่ไหวก่อนกันสินะ?’
สีหน้าของฟางชิงเริ่มเคร่งขรึมขึ้น ‘สำนักปี้ไห่ยกทัพมาไกล แม้จะได้รับทรัพยากรมหาศาลจากหมู่เกาะเทียนซินจนรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่หากถูกจับจุดอ่อนได้ และเส้นทางเสบียงได้รับความเสียหายอย่างหนัก ดีไม่ดีกองทัพที่ยกมาทั้งหมดอาจจะถูกฝังไว้ที่น่านน้ำของตระกูลจงแห่งนี้ก็ได้ เรื่องสนุกย่อมเกิดขึ้นแน่นอน—’
ยามนี้เขาเป็นระดับสร้างรากฐานของสำนัก ย่อมต้องเลือกยืนอยู่ข้างสำนักเป็นธรรมดา
‘บรรพชนตระกูลจงซ่อนตัวอยู่ในค่ายกล ยากที่จะลงมือได้สำเร็จ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ ‘เต่าจมสมุทร’! ขอเพียงจับร่องรอยที่แน่นอนของมันได้ บรรพชนแก่นทองคำทั้งสองลงมือพร้อมกัน ย่อมมีโอกาสที่จะสังหารมันลงได้แน่นอน—’
ทว่าเต่าเฒ่าตัวนั้นเจ้าเล่ห์นัก ทุกครั้งมันจะลงมือก็ต่อเมื่อแน่ใจว่าปี้ปัวเซียนจื่อถูกบรรพชนตระกูลจงถ่วงเวลาไว้แล้ว มันจึงจะยอมประลองฝีมือกับบรรพชนลิ่งหูเพียงไม่กี่กระบวนท่า
เมื่อใดที่พบสิ่งผิดปกติ มันจะรีบมุ่งหน้าลงสู่มหาสมุทรลึก และหนีไปไกลนับพันลี้ทันที
สรุปได้เพียงว่า มันจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับบรรพชนแก่นทองคำทั้งสองของสำนักปี้ไห่พร้อมกัน เรียกได้ว่าซุ่มโจมตีถึงขีดสุดจริงๆ