- หน้าแรก
- ระบบไม่ปลื้ม: ผมใช้บัคอัปเกรดของฟรีจนเป็นเทพ
- บทที่ 350 - การประชุมร้อยประเทศ สถานการณ์ในดินแดนต้องห้ามของทวยเทพ!
บทที่ 350 - การประชุมร้อยประเทศ สถานการณ์ในดินแดนต้องห้ามของทวยเทพ!
บทที่ 350 - การประชุมร้อยประเทศ สถานการณ์ในดินแดนต้องห้ามของทวยเทพ!
บทที่ 350 - การประชุมร้อยประเทศ สถานการณ์ในดินแดนต้องห้ามของทวยเทพ!
มิติที่ใช้จัดการประชุมร้อยประเทศไม่ได้มีอยู่จริงในโลกกายภาพ แต่มันคล้ายคลึงกับห้วงมิติทางจิตวิญญาณเสียมากกว่า
เพียงแต่ทุกสิ่งทุกอย่างในที่แห่งนี้ถูกเนรมิตขึ้นมาให้จับต้องได้ ไม่ต่างอะไรกับโลกแห่งความเป็นจริงเลย
เงื่อนไขขั้นต่ำในการเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ก็คือ ต้องมีระดับเทวะขึ้นไป ไม่เช่นนั้นความแข็งแกร่งของวิญญาณจะไม่เพียงพอ
ภายในฮอลล์ประชุมถูกแบ่งออกเป็นสามโซนอย่างชัดเจน แม้จะถูกเรียกว่าการประชุมร้อยประเทศ แต่เอาเข้าจริงแล้ว พวกที่มีสิทธิ์มีเสียงในที่ประชุมก็มีแค่กลุ่มอำนาจหลักสี่กลุ่มเท่านั้น ได้แก่ จักรวรรดิเสินหลง จักรวรรดิเซิ่งถัง จักรวรรดิเป่ยเย่า และสหพันธรัฐกวงจ้าว
โครงสร้างอำนาจในดินแดนต้องห้ามของทวยเทพมีความคล้ายคลึงกับบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินอยู่บ้าง ทว่าที่นี่ไม่ได้มีห้ามหาอำนาจหลัก แต่มีเพียงสองมหาอำนาจระดับซูเปอร์และสองมหาอำนาจระดับรองเท่านั้น
สองมหาอำนาจระดับซูเปอร์คงไม่ต้องอธิบายให้มากความ ส่วนหนึ่งในมหาอำนาจระดับรองอย่างสหพันธรัฐกวงจ้าว ก็เกิดจากการรวมตัวกันของประเทศเล็กๆ นับสิบประเทศ
และองค์กรที่เป็นตัวแทนในการเป็นผู้นำของประเทศเหล่านี้ก็คือองค์กรที่มีชื่อว่า สมาคมกวงจ้าว
ตั้งแต่ก่อนหน้าที่พรมแดนประเทศจะก่อตัวขึ้น ดินแดนต้องห้ามของทวยเทพก็ถูกแบ่งขั้วอำนาจออกเป็นสองขั้วยักษ์ใหญ่ โดยมีจักรวรรดิเสินหลงและจักรวรรดิเซิ่งถังเป็นแกนนำ
แต่สิ่งที่แตกต่างจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็คือ ในดินแดนต้องห้ามของทวยเทพ สหพันธรัฐกวงจ้าวที่นำโดยสมาคมกวงจ้าวไม่ได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับจักรวรรดิเป่ยเย่า กลับกันพวกเขากลับจับมือเป็นพันธมิตรกัน
ด้วยเหตุนี้เอง ขั้วอำนาจแบบสามเส้าจึงถือกำเนิดขึ้น
เนื่องจากความต่างของขุมกำลังโดยรวมระหว่างทั้งสามฝ่ายไม่ได้ทิ้งห่างกันมากนัก สถานการณ์จึงยังคงรักษาสมดุลเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
ส่วนอาณาจักรไป๋เซี่ยง แม้จะแข็งแกร่งกว่าอาณาจักรเล็กๆ อื่นๆ อยู่มาก แต่ก็ยังห่างชั้นกับมหาอำนาจระดับรองทั้งสองอยู่พอสมควร
บทบาทของพวกเขาจึงเป็นเหมือนนกสองหัว ฝ่ายไหนยื่นข้อเสนอดีๆ ให้ ก็พร้อมจะโอนอ่อนผ่อนตามไปฝ่ายนั้น
จนกระทั่งพรมแดนประเทศปรากฏขึ้น และเกมหมื่นภพได้ประกาศเตือนล่วงหน้าถึงการมาเยือนของผู้จุติจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ดินแดนต้องห้ามของทวยเทพก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่อาจจะนำไปสู่การรวมเป็นหนึ่งในที่สุด!
ขอเพียงแค่ผู้จุติจากประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถก้าวกระโดดทิ้งห่างประเทศอื่นไปได้ไกลลิบ อีกไม่นานความสมดุลระหว่างสามขั้วอำนาจนี้ก็จะพังทลายลง
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ต้องรอให้เกมหมื่นภพมานั่งจี้ก้น ฝ่ายที่มีอำนาจมากที่สุดก็ต้องเดินหน้ารวบรวมดินแดนต้องห้ามของทวยเทพให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแน่นอน
ตามหลักการแล้ว ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ผู้จุติเพิ่งปรากฏตัว ขุมอำนาจของแต่ละประเทศยังอยู่ในช่วงสังเกตการณ์และคัดเลือกตัวเต็งที่เหมาะสมจะนำไปปั้นต่อ
ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าผู้จุติจะเติบโตจนแข็งแกร่งพอที่จะสั่นคลอนสมดุลนี้ได้
และนี่ก็คือสคริปต์ปกติที่เกมหมื่นภพได้วางเอาไว้สำหรับดินแดนต้องห้ามของทวยเทพ
ทว่าเพราะการปรากฏตัวของไป๋เยี่ย สคริปต์ที่วางไว้จึงถูกฉีกทิ้งกระจุยกระจายไม่มีชิ้นดี
ผู้จุติบ้านไหนมันจะปั่นเลเวลพุ่งพรวดไปถึงขั้นหกเลเวล 179 ได้ไวปานจรวดขนาดนี้วะ
แล้วลองดูสภาพของผู้เล่นจากจักรวรรดิเสินหลงที่ลงแข่งในศึกประชันยอดอัจฉริยะครั้งนี้สิ นั่นมันใช่ผู้เล่นปกติที่ไหนกันล่ะ!
คนทั่วไปอาจจะดูไม่ออก แต่สำหรับยอดฝีมือขั้นสิบจากทั้งสี่ขั้วอำนาจ แค่ปรายตามองแวบเดียวพวกเขาก็มองทะลุปรุโปร่งแล้วว่าพวกเย่ว์เยี่ยทั้งสามคนนั่นมันวิปริตขนาดไหน!
ผู้นำจากสี่กลุ่มอำนาจนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะเจรจาหลัก ภาพไฮไลต์ของศึกประชันยอดอัจฉริยะกำลังฉายชัดอยู่บนจอโฮโลแกรมกลางโต๊ะกลม
ไบร์นส์ พระสันตะปาปาแห่งสวรรค์แสงศักดิ์สิทธิ์จ้องมองสิงจวินด้วยใบหน้าถมึงทึง พร้อมกับเค้นเสียงถามอย่างดุดัน
"พวกแกทำบ้าอะไรลงไปฮะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชาร์ลส์ ผู้นำสมาคมกวงจ้าว และลอฟสกี้ พระสันตะปาปาแห่งศาสนจักรเย่ากวง ก็หันขวับมามองเป็นตาเดียว
"พวกเราไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยนี่นา"
สิงจวินยักไหล่อย่างไม่ยี่หระพร้อมกับส่งยิ้มกวนๆ
ที่เขาพูดมาก็ไม่ผิด เพราะเขาไม่ได้เป็นคนทำจริงๆ นี่นา ผลงานทั้งหมดมันเป็นฝีมือของซูมู่ไป๋ต่างหาก
แต่ขืนพูดความจริงออกไป นอกจากเฟิงอี้หยวนที่กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ตรงนั้นแล้ว ใครหน้าไหนมันจะไปเชื่อ
ปัง!
ไบร์นส์ตบโต๊ะดังปังก่อนจะผุดลุกขึ้นยืน เขาชี้หน้านิ้วไปที่จิ้นเมี่ยซึ่งเพิ่งจะขึ้นประเวทีก็ชนะบายเพราะคู่ต่อสู้ขอยอมแพ้ในจอโฮโลแกรม พร้อมกับตวาดลั่น
"ไอ้เจ้านี่ แล้วก็ไอ้สองคนนั้นน่ะ พลังระดับศักดิ์สิทธิ์ทำลายล้างชัดๆ แล้วแกกล้าบอกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยงั้นเหรอ หลอกผีหรือไงวะ!"
สิ้นคำประกาศกร้าว บรรดาผู้นำประเทศเล็กประเทศน้อยที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ผู้ฟังด้านหลังก็พากันสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตระหนก เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
"ซี๊ดดด พลังระดับศักดิ์สิทธิ์ทำลายล้างเนี่ยนะ!"
"มิน่าล่ะถึงได้โหดบรรลัยขนาดนี้ จักรวรรดิเสินหลงไปเอาความสามารถแบบนี้มาจากไหนเนี่ย"
"พวกนั้นใช้วิธีไหนกันแน่ ผู้จุติจะพัฒนาได้รวดเร็วขนาดนี้ได้ยังไง!"
...
เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่แผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะไปขัดจังหวะพวกขาใหญ่ที่โต๊ะหลัก
"จักรวรรดิเสินหลงของพวกแกกุมความลับอะไรเอาไว้กันแน่ ไอ้สามคนอย่างพวกเย่ว์เยี่ยน่ะ ไม่มีทางเป็นผู้จุติธรรมดาๆ ได้หรอก"
ลอฟสกี้รีบชิงพูดแทรกขึ้นมา ชาร์ลส์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบผสมโรง
"เริ่มจากเย่ว์ตู๋มิ่งของอาณาจักรซากุระ แล้วก็ฟีลิกซ์ของจักรวรรดิเซิ่งถัง เมื่อไม่นานมานี้ทายาทแห่งดวงอาทิตย์ของอาณาจักรคอเรียก็เพิ่งจะโดนเก็บไปอีกคน... จักรวรรดิเสินหลงของพวกแกมันจะทำเกินไปแล้วนะเว้ย!"
เมื่อได้ยินชื่อของฟีลิกซ์ มุมปากของไบร์นส์ก็กระตุกยิกๆ
พูดถึงเรื่องนี้ทีไร เขาก็แทบอยากจะพุ่งไปบีบคอไอ้ไป๋เยี่ยให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้เลย!
ฟีลิกซ์คือผู้จุติที่ครอบครองพรสวรรค์ระดับ SSS อนาคตจะต้องเติบโตไปถึงระดับศักดิ์สิทธิ์ทำลายล้างอย่างแน่นอน เผลอๆ อาจจะมีหวังทะลวงไปถึงขั้นจ้าวแห่งกฎเกณฑ์เลยด้วยซ้ำ!
แต่เมล็ดพันธุ์ชั้นยอดขนาดนี้ กลับต้องมาจบเห่ด้วยน้ำมือของไป๋เยี่ยอย่างรวดเร็ว!
ยิ่งคิดไบร์นส์ก็ยิ่งแค้น รู้อย่างนี้เขาไม่น่ามัวแต่สังเกตการณ์เพื่อทดสอบหมอนั่นนานขนาดนี้เลย ยังไม่ทันจะได้ปั้นให้เก่ง คนก็ชิงตายห่าไปซะแล้ว...
สีหน้าของลอฟสกี้กับชาร์ลส์เองก็ไม่ได้ดูดีไปกว่ากัน ถึงแม้ผู้จุติระดับ SSS ของฝั่งพวกเขาจะยังอยู่รอดปลอดภัย แต่ใครจะไปรู้วันดีคืนดีไอ้ไป๋เยี่ยมันอาจจะโผล่มาเชือดทิ้งตอนไหนก็ได้
ทั้งสามคนต่างตระหนักดีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อพรมแดนประเทศถูกเปิดออก ขุมกำลังของจักรวรรดิเสินหลงจะต้องขยายตัวจนถึงขั้นที่พวกเขาสามฝ่ายต้องจับมือกันถึงจะพอฟัดพอเหวี่ยงได้แน่ๆ
ไม่สิ... อาจจะรอไม่ทันให้ถึงตอนเปิดพรมแดนด้วยซ้ำ!
ในเมื่ออีกฝ่ายมีไป๋เยี่ยและไอ้ตัววิปริตอีกสามคนนั่น พวกเขาก็สามารถรุกรานและพิชิตประเทศอื่นๆ นอกจากพวกเขาทั้งสามได้ก่อนที่พรมแดนจะเปิดออกอย่างแน่นอน
ถึงแม้วิธีนี้จะไม่ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตำหนักเสินหลงโดยตรง แต่ของรางวัลจากเกมหมื่นภพนั้นไม่ใช่ของหลอกเด็ก!
เมื่อถึงตอนนั้นจักรวรรดิเสินหลงจะได้รับโบนัสค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตัว อีกไม่นานผู้จุติของพวกเขาก็จะผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าขืนรอจนกว่าพรมแดนประเทศจะเปิดออกจริงๆ เกรงว่าต่อให้พวกเขาสามฝ่ายรวมพลังกัน ก็คงไม่ใช่คู่ต่อกรของจักรวรรดิเสินหลงอีกต่อไปแล้ว!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับท่าทีกดดันคุกคามของทั้งสามคน สิงจวินก็ไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เขากวาดสายตามองทั้งสามราวกับกำลังมองคนโง่ ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชาออกมา
"หึ ดูเหมือนว่าพรมแดนประเทศมันจะปิดกั้นไว้นานเกินไป พวกแกถึงได้ลืมรสชาติคมดาบของฉันที่ฝากไว้บนตัวพวกแกไปหมดแล้วสินะ"
ปัง!
ขาดคำ เขาก็กระชากดาบยักษ์ที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมาฟาดลงบนโต๊ะกลมดังปัง
เสียงกัมปนาทกึกก้องทำเอาเสียงซุบซิบจากอัฒจันทร์ด้านหลังเงียบกริบลงในทันตา ทั่วทั้งห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
สิงจวินปรายตามองเฟิงอี้หยวนแวบหนึ่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาถึงได้ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
รูปร่างที่สูงใหญ่กำยำของเขา เมื่อนำไปเทียบกับไบร์นส์ที่ยืนอยู่เหมือนกัน รังสีอำมหิตของเขากลับข่มอีกฝ่ายจนมิด
"จักรวรรดิเสินหลงของฉันจะทำอะไร หรือคิดจะทำอะไร..."
สิงจวินเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง กวาดสายตามองพวกเขาทั้งสาม รอยยิ้มอหังการปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะเน้นย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องขึ้นเรื่อยๆ
"จำเป็นต้องรายงานพวกแกด้วยหรือไงวะ!"
"แก!"
ใบหน้าของไบร์นส์เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีดสลับกันไปมา เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าสิงจวินจะกล้าหักหน้ากันซึ่งๆ หน้าแบบนี้
เขาเหลือบมองลอฟสกี้กับชาร์ลส์เพื่อขอความเห็น แต่ทั้งสองคนกลับปิดปากเงียบสนิท มีเพียงสีหน้าที่ดูย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
"แกอะไรของแก"
สิงจวินถลึงตาใส่ไบร์นส์ มือข้างหนึ่งวางแหมะอยู่บนด้ามดาบยักษ์ที่วางอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับแค่นหัวเราะ "ถ้าพวกแกเรียกประชุมร้อยประเทศมาเพื่อพล่ามเรื่องไร้สาระพวกนี้ล่ะก็ งั้นพ่อก็ไม่ขออยู่เป็นเพื่อนแล้ว"
พูดจบเขาก็คว้าดาบยักษ์เสียบกลับเข้าฝักด้านหลัง สายตากวาดมองไปทางผู้คนบนอัฒจันทร์ทั้งหมด
"ที่ฉันมาในวันนี้ ก็เพื่อหยิบยื่นโอกาสให้กับพวกแก"
"จะยอมสวามิภักดิ์เข้าร่วมกับจักรวรรดิเสินหลงแต่โดยดี หรือจะรอให้โดนบุกไปถล่มถึงหน้าบ้าน..."
"รีบตัดสินใจกันซะแต่เนิ่นๆ เพราะเวลาที่เหลืออยู่สำหรับพวกแก... มันมีไม่มากแล้ว!"
[จบแล้ว]