- หน้าแรก
- เนตรจุติสะเทือนโลกนินจา
- บทที่ 271 - พริบตาเดียว
บทที่ 271 - พริบตาเดียว
บทที่ 271 - พริบตาเดียว
บทที่ 271 - พริบตาเดียว
ระหว่างที่ทั้งสองพุ่งทะยานหลบหลีกไปมา พวกเขาก็เคลื่อนตัวมาถึงบริเวณชายขอบของหมู่บ้านแล้ว
เทือกเขาสูงตระหง่านที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเปราะบางราวกับปราสาททรายเมื่อต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากการโจมตีของพวกเขา มันพังทลายลงในพริบตา ก้อนหินยักษ์ถูกซัดกระเด็นจนกลายเป็นฝุ่นควันคลุ้งกระจาย หน้าผาสูงชันก็ไม่อาจรอดพ้นความหายนะ ภายใต้แรงอัดกระแทก หินผาปริแตก หน้าผาถล่มทลาย ก้อนหินขนาดมหึมาราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นฉีกกระชาก ร่วงหล่นลงสู่ก้นเหวเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ก่อให้เกิดฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่ว
นินจาแห่งอิวะงาคุเระที่กำลังนำชาวบ้านอพยพหลบภัยสังเกตเห็นการต่อสู้ของพวกเขา จึงรีบพาทุกคนหนีออกไปให้ไกลที่สุด
เมื่อเห็นว่ายังไม่สามารถเผด็จศึกอิชชิกิได้ อุจิวะ มาดาระก็เตรียมจะเปิดฉากโจมตีต่อ ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งลอยมาตามสายลม เขาขมวดคิ้วแล้วเอ่ยตอบไปว่า "ไม่ต้อง" ก่อนจะประกบมือทั้งสองข้างเข้าหากัน
"คาถาไม้ วิชาพฤกษาพรรณบุปผาจุติ!"
ผืนดินปริแตก ต้นไม้ขนาดมหึมาจำนวนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาจากใต้ดิน มันเติบโตและแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
รากไม้ขนาดยักษ์ราวกับหนวดปลาหมึกนับไม่ถ้วน มันแผ่ขยายออกไปรอบทิศทางอย่างรวดเร็ว ทุกที่ที่มันพาดผ่าน หินผาปริแตก ผืนดินแตกระแหง กิ่งก้านของต้นไม้แผ่ขยายอย่างต่อเนื่องจนสานกันกลายเป็นป่าทึบ ครอบคลุมพื้นที่สนามรบทั้งหมดเอาไว้
ดอกไม้เบ่งบานอย่างเงียบเชียบอยู่บนกิ่งก้าน กลีบดอกสีสันสดใสพลิ้วไหวไปตามสายลมอ่อนๆ ละอองเกสรพิษฟุ้งกระจายไปในอากาศ
นินจาและชาวบ้านแห่งอิวะงาคุเระที่อยู่ในรัศมีต่างก็พากันสลบไสลไม่ได้สติ
อิชชิกิขมวดคิ้ว ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิมและไปปรากฏตัวอยู่เหนือซูซาโนะโอในชั่วพริบตา
แววตาของเขาเย็นชา เขาตวัดขาเตะออกไปอย่างไม่ลังเล อากาศส่งเสียงระเบิดดังกึกก้อง พละกำลังมหาศาลซัดร่างของซูซาโนะโอจนปลิวละลิ่วไปในทันที ซูซาโนะโอลอยละลิ่วเป็นเส้นโค้งกลางอากาศก่อนจะกระแทกลงบนพื้นดินที่อยู่ไกลออกไปอย่างแรงจนฝุ่นคลุ้งกระจาย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ร่างแยกของอุจิวะ มาดาระหลายร่างก็บังคับซูซาโนะโอพุ่งเข้าไปฟาดฟันใส่เขา
รากไม้รอบด้านราวกับงูยักษ์นับไม่ถ้วน พวกมันพุ่งเข้ารัดพันร่างของอิชชิกิอย่างรวดเร็ว กิ่งไม้ราวกับคมดาบพุ่งทะลวงเข้าใส่อิชชิกิหมายจะกักขังเขาเอาไว้
อิชชิกิถูกดาบฟาดจนกระเด็นและถอยร่นเข้าไปใกล้อุจิวะ มาดาระร่างต้น จู่ๆ แววตาของเขาก็วูบไหว ร่างกายหายวับไปอีกครั้ง
อุจิวะ มาดาระควบคุมให้ซูซาโนะโอลุกขึ้นยืน เขายกแขนกอดอกพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อประเมินสถานการณ์ ทว่ากลับไม่พบร่องรอยของอิชชิกิเหมือนคราวก่อน
ความเงียบสงัดอันผิดแผกแผ่ซ่านไปในอากาศ ลางสังหรณ์อันเลวร้ายก่อตัวขึ้นในใจของมาดาระ
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่..." มาดาระพึมพำกับตัวเอง คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น เขาพยายามใช้พลังของเนตรสังสาระเพื่อตรวจจับการไหลเวียนของจักระของอิชชิกิ ทว่ากลับคว้าน้ำเหลว
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาเกาะอยู่ที่ไหล่ขวา
ความรู้สึกนั้นแผ่วเบามากราวกับสายลมพัดผ่าน ทว่ามาดาระกลับรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว เขาหันขวับไปมองทันที ม่านตาหดเกร็งอย่างรุนแรง
อิชชิกิกำลังนั่งทำหน้าตายอยู่บนไหล่ขวาของเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน ในเวลานี้ตัวของเขามีขนาดเท่ากับไข่ไก่เท่านั้น เมื่อเห็นมาดาระหันมามอง เขาก็เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา
"นายแพ้แล้ว" อิชชิกิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แฝงไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น
มาดาระใจกระตุก เขากำลังจะตอบโต้ ทว่าจู่ๆ ก็รู้สึกปวดแปลบอย่างรุนแรงแล่นปราดมาจากส่วนลึกของสมอง
แท่งสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน
แท่งจักระสีดำแทงทะลุสมองของอุจิวะ มาดาระในพริบตา แท่งสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนเสียบทะลุร่างของเขา ทำให้จักระไม่สามารถไหลเวียนได้ แม้แต่ซูซาโนะโอก็ยังไม่สามารถคงสภาพไว้ได้
ซูซาโนะโอสลายกลายเป็นละอองแสงนับไม่ถ้วนและเลือนหายไปในอากาศ
"จบแค่นี้แหละ อุจิวะ มาดาระ" อิชชิกิเอ่ยเสียงเบา
ในจังหวะนั้นเอง ท้องฟ้าก็มืดมิดลงอย่างกะทันหัน มวลอากาศอบอวลไปด้วยแรงกดดันที่ทำเอาหายใจไม่ออก เสาสีดำขนาดยักษ์สิบต้นร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า พุ่งกระแทกลงมาด้วยอานุภาพอันไร้เทียมทาน
มาดาระถูกการโจมตีอันกะทันหันนี้บดขยี้จนหมดสภาพ ร่างกายของเขาถูกตรึงติดอยู่กับพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว เศษละอองปลิวว่อน ราวกับถูกคาถาผนึกประตูเทพเจ้าของฮาชิรามะเล่นงานจนไม่สามารถฟื้นฟูร่างกายได้อีก
โอซึซึกิ อิชชิกร่อนลงบนพื้นอย่างแผ่วเบาและกลับคืนสู่ขนาดตัวปกติ เขาเดินเนิบนาบเข้าไปหาอุจิวะ มาดาระ "น่าเสียดายนะ ที่นายคาดเดาวิชาเนตรของฉันผิดไปหน่อย ความสามารถของมันไม่ใช่การสร้างสิ่งของจากความว่างเปล่าหรอก"
ตาขวาของเขา ดวงตาที่มีลวดลายคล้ายตัวอักษรจีนคำว่า 'ข้าว' แฝงไปด้วยวิชาเนตรอันแสนพิเศษถึงสองวิชา... หรือจะเรียกว่าเป็นวิชาเทพก็คงไม่ผิดนัก
วิชาเทพวิชาแรกมีชื่อว่า "ไดโคคุเต็น" ด้วยพลังนี้ อิชชิกิสามารถย่อส่วนสิ่งของใดๆ ก็ได้และเก็บมันเอาไว้ในมิติที่เวลาถูกหยุดนิ่ง
ในมิติแห่งนี้ สิ่งของจะไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกใดๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของเวลาหรือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ทุกอย่างล้วนถูกแช่แข็งเอาไว้อย่างสมบูรณ์ เมื่ออิชชิกิต้องการจะนำสิ่งของเหล่านี้ออกมาใช้ เขาก็เพียงแค่มองไปที่มันและดึงมันออกมาจากมิตินั้น วินาทีที่มันถูกดึงออกมา สิ่งของก็จะกลับคืนสู่ขนาดและรูปร่างเดิมในชั่วพริบตา
วิชาเทพวิชาที่สองมีชื่อว่า "สุคุนาฮิโคนะ" พลังนี้ทำให้อิชชิกิสามารถย่อส่วนสิ่งของที่ไม่มีชีวิตทุกชนิดที่อยู่ในสายตาของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินขนาดยักษ์ กำแพงเมืองอันแข็งแกร่ง หรือสิ่งของที่ไม่มีชีวิตใดๆ ก็ตาม ล้วนถูกย่อส่วนลงได้อย่างรวดเร็วภายใต้การจ้องมองของเขา
ในขณะเดียวกัน อิชชิกิก็สามารถใช้พลังนี้ย่อส่วนตัวเองให้เล็กลงหลายร้อยเท่าจนกลายสภาพเป็นอนุภาคขนาดจิ๋วได้ด้วย ในสถานะนี้ เขาสามารถเมินเฉยต่อการโจมตีทางกายภาพและสิ่งกีดขวางใดๆ ได้เกือบทั้งหมด สามารถแหวกว่ายไปในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างอิสระ สามารถซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบเล็กๆ เพื่อหลบหลีกการตามล่าจากศัตรูได้อย่างแนบเนียน
ขนาดนารูโตะกับซาสึเกะในอนาคตที่เคยเห็นอิชชิกิสู้กับคาชิน โคจิมาแล้วยังป้องกันวิชาเนตรของอิชชิกิได้ยากเลย นับประสาอะไรกับอุจิวะ มาดาระที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลยและต้องมานั่งเดาเอาเองล่ะ
"ถ้านายอยู่ในช่วงท็อปฟอร์มก็อาจจะทนได้นานกว่านี้อีกหน่อย แต่ร่างสัมภเวสีจำกัดขีดความสามารถของนายเอาไว้ การได้สู้กับนายทำให้ฉันสนุกมาก การที่นายมาได้ไกลขนาดนี้ในโลกใบนี้ถือเป็นความน่าภาคภูมิใจของนายแล้วล่ะ"
อิชชิกิยกมือขึ้น เตรียมจะส่งอุจิวะ มาดาระเข้าไปในมิติที่เขาครอบครองอยู่
หมอนี่ต่างหากล่ะที่เป็นเจ้าของเนตรสังสาระที่แท้จริง เก็บเอาไว้บางทีอาจจะมีประโยชน์ในอนาคตก็ได้
เมื่ออยู่ต่อหน้าอิชชิกิ อุจิวะ มาดาระที่ถูกเสาสีดำสะกดเอาไว้ก้มหน้าลงต่ำมาตลอด ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียงแฝงความเสียดายของอิชชิกิ ในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็นชาออกมา
"งั้นก็รอให้ฉันฟื้นคืนชีพอย่างสมบูรณ์ก่อนแล้วกัน ค่อยมาสู้กันใหม่"
"โอบิโตะ!"
"เมื่อกี้นายเพิ่งจะบอกเองนะว่าไม่ต้องให้ช่วยน่ะ"
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น วังวนมิติสีดำปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน แต่อิชชิกิก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร เขาสัมผัสได้ตั้งนานแล้วจึงไม่ได้หลบเลี่ยง
ไม่ใช่ว่าเขามีภูมิต้านทานการโจมตีแบบนี้หรอกนะ แต่เป็นเพราะเป้าหมายของวังวนมิติไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขา แต่เป็นอุจิวะ มาดาระต่างหาก
มิติถูกบิดเบือนอย่างเงียบเชียบ ร่างของอุจิวะ มาดาระสลายกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา ทว่าสิ่งกีดขวางที่คอยพันธนาการเขาก็ถูกบิดเบือนจนหายไปเช่นกัน
เมื่อปราศจากสิ่งพันธนาการเหล่านี้ ร่างสัมภเวสีของมาดาระก็เริ่มฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง
อิชชิกิไม่ได้สนใจมาดาระที่กำลังค่อยๆ ฟื้นฟูร่างกาย เขาหันไปมองทางอื่นแทน
โอบิโตะเดินออกมาจากวังวนมิติ เขามองอิชชิกิเขม็งพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสนใจ "นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าชินอิจิจะมีคนในตระกูลเดียวกันอยู่อีก แถมยังแข็งแกร่งขนาดนี้"
"นายสนใจจะมาร่วมมือกับพวกเราไหมล่ะ การไปจับมือกับแคว้นต่างๆ ไม่มีอนาคตหรอกนะ"
โอบิโตะพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยสีหน้าสบายๆ ทว่าภายในใจกลับหนักอึ้ง
ไอ้หมอนี่ที่สามารถเล่นงานอุจิวะ มาดาระได้จนอยู่หมัดมันโผล่มาจากไหนกันเนี่ย ทำไมโลกใบนี้มันถึงได้หลุดโลกขนาดนี้ อุจิวะ มาดาระกับเซนจู ฮาชิรามะไม่ได้ไร้เทียมทานที่สุดในยุคนั้นหรอกเหรอ
บ้าเอ๊ย ทำไมเมื่อก่อนเขาถึงได้เชื่อคำโกหกของอุจิวะ มาดาระได้ลงคอนะ!
อิชชิกิมองโอบิโตะด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะกำหมัดแน่นเข้าหาอีกฝ่าย
แท่งจักระสีดำเสียบทะลุร่างของโอบิโตะในพริบตา ทว่าโอบิโตะที่เปิดใช้งานวิชาทะลุผ่านสิ่งกีดขวางเอาไว้ล่วงหน้ากลับไม่รู้สึกตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่ง... วังวนมิติปรากฏขึ้นตรงหน้าอิชชิกิ และหมัดข้างหนึ่งก็ขยายใหญ่ขึ้นในสายตาของโอบิโตะที่อยู่ในมิติคามุย
ตู้ม!
คลื่นอากาศแตกกระจาย ร่างของโอบิโตะปลิวละลิ่วออกไปและหายวับไปในพริบตา
[จบแล้ว]