- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 280 - เคล็ดวิชาเก้าซ่อน
บทที่ 280 - เคล็ดวิชาเก้าซ่อน
บทที่ 280 - เคล็ดวิชาเก้าซ่อน
บทที่ 280 - เคล็ดวิชาเก้าซ่อน
เมื่อต้องประมือกับพวกบ้าพลังเหล่านี้ วิธีการอย่างหัตถ์พัวพันหรือฝ่ามืออ่อนหยุ่นนั้นเห็นได้ชัดว่าใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
ลองดูเส้นใยปราณพวกนั้นที่พันธนาการพวกคนเถื่อนเอาไว้สิ เพียงพริบตาเดียวก็ถูกกระชากขาดกระจุยอย่างไร้ความปรานี ไม่มีประโยชน์ใดๆ เลยสักนิด
สวีเจี๋ยตวัดกระบี่ออกไป พริบตาเดียวกลิ่นอายทั่วร่างก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
ไม่ได้ใช้กระบี่มาเสียนาน ทุกคนคงลืมไปแล้วกระมังว่าพวกเขาคือศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะ ฝ่ามืออ่อนหยุ่นหรือหัตถ์พัวพันจะแข็งแกร่งแค่ไหน วิชาตัวเบาจะรวดเร็วเพียงใด ท่าไม้ตายที่ถนัดที่สุดของพวกเขาก็ยังคงเป็นเพลงกระบี่อยู่ดี
กระบี่ถูกแทงออกไป ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของสวีเจี๋ย ศิษย์สืบทอดแห่งยอดเขามังกรคชสารผู้นี้กลับไม่มีทีท่าว่าจะหลบหลีกเลยแม้แต่น้อย เขาเลือกที่จะเข้าปะทะตรงๆ
นี่แหละคือสไตล์การต่อสู้ของยอดเขามังกรคชสาร อย่าเห็นว่าปกติพวกเขามักจะแต่งตัวฉูดฉาดบาดตา แต่พอถึงเวลาต่อสู้กลับดุดันบ้าบิ่นสุดๆ ชนิดที่ว่าไม่รู้จักการพลิกแพลงเลยแม้แต่น้อย
หมัดหนึ่งถูกชกออกไป ปะทะเข้ากับคมกระบี่ของสวีเจี๋ยอย่างจัง
เพียงพละกำลังจากร่างกายล้วนๆ ก็สามารถทุบทำลายปราณกระบี่ให้แหลกสลายได้
แม้ว่าบนหมัดจะได้รับบาดเจ็บ มีเลือดไหลซึมออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่บาดแผลเพียงแค่นี้สำหรับศิษย์ยอดเขามังกรคชสารแล้ว นับว่าไม่เป็นอะไรเลย
ร่างกายที่แข็งแกร่ง ไม่เพียงแต่จะมอบพละกำลังและการป้องกันอันมหาศาลให้กับพวกเขาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการฟื้นฟูที่น่าสะพรึงกลัวอีกด้วย
เพียงไม่กี่อึดใจ บาดแผลก็สมานตัวจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"พวกวิปริตเอ๊ย"
เมื่อเห็นดังนั้น สวีเจี๋ยก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เขาชินชาเสียแล้ว ก็พวกนี้มันสัตว์ประหลาดชัดๆ
การต่อสู้ดำเนินต่อไป การแข่งขันเพื่อแย่งอาหารมื้อนี้เป็นไปอย่างดุเดือดเป็นพิเศษ ในโรงครัว ฉินหลงไม่รู้ว่าเข้ามาอยู่กับพวกหงจุนตั้งแต่เมื่อไหร่
เมื่อมองดูอาหารที่สีสันสดใส กลิ่นหอมฟุ้ง และรสชาติกลมกล่อมในกระทะ ฉินหลงก็กลืนน้ำลายเอื๊อกๆ พลางเอ่ยถาม
"ศิษย์พี่ ปกติยอดเขากระบี่เทวะของพวกท่านได้กินของอร่อยๆ แบบนี้ประจำเลยหรือ?"
"ก็ธรรมดานะ"
หงจุนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ บ้าเอ๊ย ก่อนหน้านี้ประมาทไปหน่อย ไม่น่าเอาเรือนวิญญาณมาตั้งไว้ไกลเลย ตอนนี้โดนไอ้พวกบ้าพลังจากยอดเขามังกรคชสารเจอเข้า ต่อไปคงแย่งกินยากขึ้นแน่ๆ
เขาอยากจะกินใจแทบขาด แต่ยอดเขากระบี่เทวะก็มีกฎเกณฑ์เป็นของตัวเอง ฉินหลงจึงทำได้เพียงอดทนรอ
แต่โชคดีที่ด้วยฝีมือของเขา เขาไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีอะไรตกถึงท้อง กินพร้อมกับพวกหงจุนนั่นแหละ
คนที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับที่สุดก็คงจะเป็นบรรดาศิษย์ของอารามคูมู่ พวกนางกำลังมองดูศิษย์สำนักเต้าอีต่อสู้กันอย่างดุเดือด
พวกแม่ชีน้อยเบิกตากว้าง
"นี่คือฝีมือของศิษย์สำนักเต้าอีหรือเนี่ย?"
เมื่อเทียบกับตอนนี้ การแย่งอาหารก่อนหน้านี้มันดูเหมือนการเล่นขายของไปเลย ดูตอนนี้สิ ปราณกระบี่พุ่งเสียดฟ้า พลังเลือดลมปะทะกันอย่างดุเดือด แรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวนั้นทำให้พวกนางไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้
"ศิษย์พี่ ท่านไม่ลองเข้าไปสู้ดูหน่อยหรือ?"
มีศิษย์คนหนึ่งหันไปถามซิ่วหลิง นางก็เป็นถึงศิษย์สืบทอดของอารามคูมู่ จะไม่ลองประลองกับศิษย์สืบทอดของสำนักเต้าอีหน่อยหรือ? ไม่เห็นหรือว่าพวกสวีเจี๋ยกำลังสู้กันอย่างดุเดือดขนาดไหน?
เมื่อได้ยินดังนั้น ซิ่วหลิงก็หันไปมองศิษย์น้องคนนั้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ศิษย์น้อง ศิษย์พี่ไม่เคยไปทำอะไรให้เจ้าขุ่นข้องหมองใจใช่ไหม?"
ให้ตายสิ เจ้าดูสิว่าไอ้พวกนั้นมันใช่คนหรือเปล่า? นี่มันศึกระดับเทพเจ้าชัดๆ ถึงจะอายุเท่าๆ กัน แต่ไม่ว่าจะเรื่องฝีมือหรือระดับการบำเพ็ญเพียร ซิ่วหลิงก็ห่างชั้นกับพวกเขามาก
ในอารามคูมู่ ซิ่วหลิงคือศิษย์สืบทอด แต่ถ้าไปอยู่สำนักเต้าอี ฝีมือของนางคงอยู่ระดับศิษย์สายในอันดับต้นๆ เท่านั้น
ให้ไปสู้กับพวกสัตว์ประหลาดพวกนี้น่ะหรือ? อยากให้ข้าไปตายก็บอกมาตรงๆ เถอะ อย่ามาพูดอ้อมค้อมแบบนี้เลย
"แต่ถ้าไม่ลงมือแล้วจะทำยังไงล่ะ?"
ถ้าไม่ลงมือก็หมายความว่าจะไม่มีที่นั่ง ถ้าไม่มีที่นั่งก็หมายความว่าจะไม่ได้กินข้าว
เมื่อได้ยินดังนั้น ซิ่วหลิงก็เบ้ปากอย่างจนใจ
"จะทำไงได้ล่ะ ก็ต้องดมกลิ่นไปก่อนไง"
"แต่ข้าอยากกินนี่นา"
"งั้นเจ้าก็ลุยเลยสิ"
ก่อนหน้านี้ ศิษย์อารามคูมู่ยังกล้าพุ่งเข้าไปแจมบ้าง แต่ตอนนี้ พวกนางขวัญหนีดีฝ่อกันหมดแล้ว
เห็นได้ชัดว่าศิษย์สำนักเต้าอีเริ่มเอาจริงกันแล้ว
ไอ้วิชาฝ่ามืออ่อนหยุ่น หัตถ์พัวพัน ก้าวแสงเลื่อนลอยอะไรพวกนั้น มันใช้ไม่ได้ผลแล้ว
ศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะและยอดเขาเทพธิดาต่างก็ชักกระบี่ออกมา ส่วนศิษย์ยอดเขามังกรคชสารก็ยิ่งบ้าเลือด เปิดใช้เคล็ดวิชาเก้าซ่อนกันถ้วนหน้า
เคล็ดวิชาเก้าซ่อน เป็นเคล็ดวิชาฝึกกายาเฉพาะของยอดเขามังกรคชสาร และได้รับการยกย่องให้เป็นเคล็ดวิชาฝึกกายาอันดับหนึ่งแห่งทวีปตะวันออก
เคล็ดวิชาเก้าซ่อนนั้น รูปลักษณ์ซ่อนสี่ จิตวิญญาณซ่อนห้า รวมเป็นเก้าซ่อน
รูปลักษณ์ซ่อนสี่ ได้แก่ หนึ่งคือศีรษะ สองคือหูตา สามคือปากฟัน สี่คือทรวงอก เนื่องจากรูปลักษณ์ถูกแบ่งออกเป็นการซุกซ่อน จึงถูกเรียกว่ารูปลักษณ์ซ่อน
จิตวิญญาณซ่อนห้า ได้แก่ หนึ่งคือตับ สองคือหัวใจ สามคือม้าม สี่คือปอด ห้าคือไต เนื่องจากจิตวิญญาณถูกซุกซ่อนอยู่ภายใน จึงถูกเรียกว่าจิตวิญญาณซ่อน
เก้าซ่อนก็เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกายมนุษย์ และเคล็ดวิชาเก้าซ่อนก็คือกุญแจที่ไขเข้าสู่ขุมทรัพย์ทั้งเก้าแห่งนี้
การฝึกฝนเคล็ดวิชาเก้าซ่อน ในยามปกติเก้าซ่อนจะไม่ปรากฏให้เห็น แต่แท้จริงแล้วกลับอยู่ในสภาวะถูกหล่อหลอมอยู่ตลอดเวลา
ทันทีที่เปิดใช้งาน พลังกายจะระเบิดออกในพริบตา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมศิษย์ยอดเขามังกรคชสารจึงมีรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้หลังจากใช้เคล็ดวิชาเก้าซ่อน
นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า นั่นคือเคล็ดวิชาเก้าซ่อนไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เลย
เป็นที่ทราบกันดีว่าเคล็ดวิชายิ่งทรงพลัง ก็มักจะมีผลข้างเคียงตามมาไม่มากก็น้อย แต่เคล็ดวิชาเก้าซ่อนกลับไม่มีเลยแม้แต่น้อย
หลังจากการแข่งขันแย่งชิงอันดุเดือด โควตาของศิษย์แต่ละระดับก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น
ยอดเขากระบี่เทวะยังคงได้มากที่สุด รองลงมาคือยอดเขาเทพธิดา และสุดท้ายคือยอดเขามังกรคชสาร
เมื่อได้ที่นั่งน้อยที่สุด ศิษย์ยอดเขามังกรคชสารจึงได้แต่บ่นพึมพำ
"แปลกจัง ทำไมจู่ๆ พวกรั้นมันเก่งขึ้นขนาดนี้เนี่ย?"
"เจ้าคิดว่าที่ผ่านมาพวกมันกินข้าวกันฟรีๆ หรือไง?"
เมื่อถึงเวลาอาหาร บรรดาศิษย์ก็เข้าคิวเดินเข้าไปในโรงครัว เย่ฉางชิงซึ่งยืนพิงประตูห้องครัว ถือเหยือกชาใบใหญ่ เพิ่งจิบชาไปได้อึกเดียว เมื่อเหลือบมองไปที่ประตูหน้าบ้าน พรวด! ชาในปากก็พ่นพรวดออกมาจนหมด
นั่นมันตัวบ้าอะไรวะเนี่ย.............
ชายร่างกำยำสูงกว่าสี่เมตรคนหนึ่งเดินเบียดเข้ามาทางประตูที่ดูแคบไปถนัดตาสำหรับเขา
แถมยังเบียดจนประตูบ้านพังทลายลงมาอีกด้วย
นี่มันสัตว์อสูรในร่างมนุษย์ชัดๆ
พอมองดูชัดๆ บรรลัยเอ๊ย นี่มันศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขามังกรคชสาร ว่านเซี่ยง ไม่ใช่หรือไง?
เขาเดินตรงดิ่งมาที่ชามกับข้าวด้วยความตื่นเต้น ชามใบใหญ่ที่เคยดูใหญ่โต ตอนนี้เมื่ออยู่ในมือของว่านเซี่ยง กลับดูเหมือนจอกเหล้าใบเล็กๆ เล็กกะทัดรัดเสียเหลือเกิน
"หอมจังเลย ศิษย์น้องฉางชิง นี่คือฝีมือเจ้าทั้งหมดเลยหรือจ๊ะ?"
"เอ่อ.........ใช่ขอรับ"
เมื่อมองดูชายร่างยักษ์สูงสี่เมตรที่ทรงพลังดุจมังกรคชสาร กำลังพูดจาอ่อนหวาน แถมยังจีบนิ้วเป็นดอกกล้วยไม้อีกต่างหาก มุมปากของเย่ฉางชิงก็กระตุกรัวๆ
ในวินาทีนี้ เขาเชื่อแล้วว่ายอดเขามังกรคชสารคือผู้ฝึกกายา แต่ให้ตายเถอะ เจ้าช่วยเลิกจีบนิ้วกรีดกรายได้ไหมวะ
ตัวใหญ่เบ้อเร่อ ฝ่ามือก็ใหญ่เท่าหัวเสือ แต่ดันมาจีบนิ้วกรีดกรายเนี่ยนะ มันดูประหลาดพิลึกเลยนะรู้ไหม
ยังไม่ทันได้ชิมรสชาติ น้ำลายก็สอจนทนไม่ไหวเสียแล้ว
และดูเหมือนว่าเรื่องกินเนี่ยมันจะเป็นสัญชาตญาณดิบของมนุษย์จริงๆ ไม่ต้องมีใครสอน ศิษย์ยอดเขามังกรคชสารเหล่านี้ก็เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
อย่างเช่นการตักข้าว ศิษย์ยอดเขามังกรคชสารแต่ละคนต่างก็ทุ่มสุดตัว กดข้าวลงไปอย่างเต็มแรง
"ลงไปสิวะ"
ฝ่ามือใหญ่โต มือหนึ่งถือชามใบใหญ่ อีกมือถือทัพพี กัดฟันกดข้าวลงไปไม่หยุด
นี่มันเรื่องปกติสำหรับศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะและยอดเขาเทพธิดาไปแล้ว เพราะกับข้าวมีจำกัด แต่ข้าวน่ะ คนละหนึ่งชาม ถ้าเจ้าตักได้มากเท่าไหร่ก็ตักไปเถอะ
ชามใบใหญ่พวกนี้เหมือนกันหมด เป็นชามที่หงจุนไม่รู้ไปหามาจากไหน ได้ยินมาว่าสั่งทำพิเศษกับช่างหลอมอาวุธเลยทีเดียว
แต่ตอนนี้ ภายใต้แรงกดอันมหาศาลของศิษย์ยอดเขามังกรคชสาร เพล้ง! ให้ตายเถอะ ชามแตก
"ชามนี่มันเปราะบางขนาดนี้เลยหรือ?"
ว่านเซี่ยงบ่นอย่างหงุดหงิด เขารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ออกแรงเลยนะ ชามก็แตกซะแล้ว จ้าวเจิ้งผิงที่อยู่ด้านหลังจึงเอ่ยขึ้นอย่างเอือมระอา
"นี่มันชามข้าวนะโว้ย ไม่ใช่หินเพชรของยอดเขามังกรคชสารของพวกเจ้า เบามือหน่อยสิวะ"
(จบแล้ว)