- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 250 - ถูกค้นพบแล้ว
บทที่ 250 - ถูกค้นพบแล้ว
บทที่ 250 - ถูกค้นพบแล้ว
บทที่ 250 - ถูกค้นพบแล้ว
ภายในพระราชวัง เฉียนคุน จักรพรรดิแห่งแคว้นเหยียนเฟิงให้การต้อนรับบรรดาศิษย์ด้วยความเคารพ
เพียงแต่ตอนที่พบกับเฉียนโหย่วไฉ เฉียนคุนกลับเรียกเขาว่า
"ลูกหลานเฉียนคุน ขอคารวะท่านบรรพบุรุษ"
หืม???
เมื่อได้ยินคำเรียกขานนี้ เย่ฉางชิงก็เหลือบมองเฉียนโหย่วไฉร่างอวบอ้วนด้วยความสงสัย ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีสายเลือดราชวงศ์ด้วย
"ศิษย์น้องอาจจะไม่รู้ คนในสำนักหลายคนก็มีพื้นเพเดิมอยู่ในโลกฆราวาส มันเป็นเรื่องปกติ แต่พอเวลาผ่านไปนาน ความผูกพันหลายๆ อย่างมันก็จืดจางลง"
สวีเจี๋ยที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็อธิบายให้ฟัง
ศิษย์และผู้อาวุโสหลายคนของสำนักเต้าอี ก่อนที่จะมากราบไหว้เข้าสำนัก ล้วนมีตระกูลของตนเองอยู่ในโลกฆราวาส
แต่ด้วยอายุขัยของผู้ฝึกตนนั้นยาวนาน หลายๆ ครั้ง บางทีท่านอาจจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรไปเพียงครั้งเดียว แต่พอหันกลับมา ญาติพี่น้องและมิตรสหายในอดีต ก็กลายเป็นเถ้ากระดูกไปหมดแล้ว
ดังนั้นในสำนักเต้าอีจึงมีคำกล่าวที่ว่า เมื่อกราบไหว้เข้าสำนักเซียนแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกฆราวาสก็แทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับท่านอีก
เพราะชีวิตทั้งชีวิตของคนธรรมดา ในสายตาของผู้ฝึกตน มันเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาที่ม้าขาววิ่งผ่านช่องว่างเท่านั้น
ดังนั้น แม้ว่าเฉียนโหย่วไฉจะเป็นคนในราชวงศ์ แต่ก็ไม่ได้มีการติดต่อกันมานานแล้ว
หลังจากทักทายปราศรัยกันพอสมควร บรรดาศิษย์ก็ถูกจัดให้พักผ่อนภายในพระราชวัง ซึ่งหงจุนและคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีความคิดเห็นอะไร
จะพักที่ไหนก็ไม่สำคัญหรอก
"ไม่ต้องให้ใครมาปรนนิบัติหรอก พวกเราจัดการเองได้"
"พ่ะย่ะค่ะ"
พวกเขาไม่ได้ให้พวกนางกำนัลหรือขันทีมาคอยปรนนิบัติรับใช้ ซึ่งเฉียนคุนก็ตอบรับด้วยความเคารพ
หลังจากจัดการที่พักเรียบร้อย และรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ เย่ฉางชิงก็ไปเดินเล่นในเมืองตามปกติ ครั้งนี้มีสวีเจี๋ย รวมถึงเฉียนเสวี่ยองค์หญิงหก และเฉียนชิงองค์หญิงเจ็ดแห่งแคว้นเหยียนเฟิง คอยเดินเป็นเพื่อนด้วยสามคน
เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่เคยไปมา เมืองหลวงดูคึกคักกว่ามาก ตามท้องถนนมีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่
แม้กระทั่งยังเห็นผู้ฝึกตนอยู่ไม่น้อยด้วย
นี่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะภายในแคว้นเหยียนเฟิง ไม่ได้มีแค่สำนักเต้าอีเพียงสำนักเดียว
หรือจะบอกว่าเมื่อมองไปทั่วทั้งทวีปตะวันออกแล้ว สำนักบำเพ็ญเพียรนั้นมีมากมายราวกับขนโค แต่ความแข็งแกร่งนั้นก็แตกต่างกันไป
สำนักที่อ่อนแอลงมาหน่อย บางทีก็มีแค่ร้อยคนเท่านั้น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เป็นแค่ขอบเขตสัมผัสปราณ
และใช่ว่าในโลกฆราวาสจะไม่มีผู้ฝึกตนอยู่เลย
ยังมีพวกผู้ฝึกตนอิสระ รวมถึงผู้ฝึกตนบางคนที่รู้ตัวว่าหมดหวังที่จะทะลวงระดับ หรือคนที่ตัดใจจากโลกฆราวาสไม่ได้ สุดท้ายพวกเขาก็จะกลับไปใช้ชีวิตในโลกฆราวาสตราบจนสิ้นอายุขัย
อย่างพวกขุนนางในแคว้นเหยียนเฟิง มีผู้ฝึกตนอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ระดับการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาโดยทั่วไปแล้วไม่ได้สูงนัก
เดินทอดน่องไปตามทาง เย่ฉางชิงซื้อเครื่องปรุงรสหายากมาไม่น้อย
ของในเมืองหลวงมีครบถ้วนจริงๆ ของหลายอย่างที่หาไม่พบในที่อื่น กลับหาพบได้ที่นี่
มีเฉียนเสวี่ยกับเฉียนชิงเป็นไกด์นำทางให้ ช่วยลดความยุ่งยากไปได้เยอะเลยทีเดียว
ในเมืองหลวงมีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง สองสาวล้วนรู้ทะลุปรุโปร่งไปเสียหมด
พวกเขาเดินเล่นในเมืองหลวงอยู่สองสามวัน และในวันนี้เอง สือซงก็เดินทางจากสำนักเต้าอีมาถึงเมืองหลวง
ภายในพระราชวัง ทันทีที่พบหงจุน สือซงก็เดินเข้าไปหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"ศิษย์น้อง รอนานล่ะสิ"
"ข้าไม่ได้รีบร้อนอะไรเสียหน่อย"
เมื่อได้ยินดังนั้น หงจุนก็ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ ตัวเขาจะรีบไปทำไม เขาไม่ได้คิดอะไรกับซือไท่คนนั้นเสียหน่อย
ส่วนสือซง ใครที่ตาดีหน่อยก็ดูออกว่าตอนนี้สภาพจิตใจของเขากระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด
แม้กระทั่งตอนที่เดินเข้ามาในห้องโถง เขาก็ยังมีท่าทีนั่งไม่ติดที่ เอาแต่ถามหงจุน ชิงสือ จางเทียนเจิ้น และเทพธิดาไป๋ฮวาทั้งสี่คน
"พวกเจ้าว่าตอนที่ข้าเจอซือไท่ ข้าควรจะทักทายว่าอย่างไรดี?"
"พูดว่า สวัสดี ดีไหม? มันจะดูธรรมดาเกินไปหรือเปล่า?"
"หรือใช้แบบผู้ฝึกตน ประสานมือคารวะ? แบบนั้นจะดูเป็นทางการเกินไปไหม?"
"หรือจะบอกว่า ซือไท่ ไม่เจอกันนาน ข้าคิดถึงท่านมาก แบบนี้จะตรงไปตรงมาเกินไปหรือเปล่า?"
เมื่อได้ยินสือซงถามคำถามรัวเป็นชุด หงจุนทั้งสี่คนก็ต่างมีสีหน้ามุมปากกระตุก
ตั้งแต่ตอนที่นั่งลงจนถึงตอนนี้ ปากของสือซงยังไม่หยุดพูดเลย และทุกประโยคก็ล้วนเกี่ยวข้องกับซือไท่เจวี๋ยฉิงทั้งสิ้น
เมื่อทนไม่ไหว หงจุนจึงโพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"ท่านก็เข้าไปจูบนางเลยสิ"
พอได้ยินเช่นนี้ สือซงก็หยุดพูด หน้าแดงเถือกและตอบกลับว่า
"แบบนี้.........มันจะไม่ค่อยดีมั้ง"
ปากก็บอกว่าไม่ค่อยดี แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้นนั่นมันอะไรกัน?
แกตั้งใจอยากจะทำจริงๆ ต่างหากล่ะ
ไม่อยากจะพูดอะไรอีกต่อไปแล้ว ตาเฒ่าคนนี้หมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ
ลองคิดดูแล้วซือไท่เจวี๋ยฉิงก็น่าสงสารเหมือนกัน เป็นผู้ทรงศีลแท้ๆ กลับมาถูกคนหมายปองแบบนี้ มันจะมีจุดจบที่ดีได้หรือ?
ในขณะที่สือซงยังคงลังเลใจว่าควรจะแสดงออกอย่างไรเมื่อได้พบกับซือไท่เจวี๋ยฉิง จู่ๆ เสียงเรียกกินข้าวก็ดังขึ้น
สิ้นเสียงนั้น หงจุนทั้งสี่คนก็หายวับไปจากตรงนั้นทันที
"ศิษย์น้อง ถึงตอนนั้นข้า............"
กำลังพูดอย่างออกรส แต่พอหันไปมอง หงจุนทั้งสี่คนก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว ทำเอาสือซงรู้สึกอึดอัดใจ แล้วคนล่ะหายไปไหนกัน?
บริเวณที่พักของศิษย์สำนักเต้าอีนั้นแยกตัวออกมาต่างหาก ไม่มีใครอยู่รอบๆ การใช้ชีวิตจึงสะดวกสบาย
เวลานี้ เมื่อเสียงการต่อสู้ที่คุ้นเคยดังขึ้น เมื่อสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณและอาคม สือซงก็รู้สึกสงสัย
"ออกมาหาประสบการณ์แท้ๆ ศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะพวกนี้ก็ยังเป็นแบบนี้อีกหรือ?"
อยู่ในสำนักตีกันจนแทบตายก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ออกมาข้างนอกก็ยังเป็นแบบนี้อีกหรือ?
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น สือซงตามกลิ่นอายไป และไม่นานก็พบว่าโรงครัวตั้งอยู่ที่ใด
เขาเห็นเพียงบรรดาศิษย์กำลังตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ใช่แค่ยอดเขากระบี่เทวะ แต่ยังมีศิษย์ยอดเขาเทพธิดาเข้ามาร่วมวงด้วย ศิษย์ของสองยอดเขาต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ยิ่งไปกว่านั้น ปากก็พร่ำพูดถึงแต่เรื่องกินข้าว เรื่องที่นั่งอะไรทำนองนั้น
นัยน์ตาของเขาแฝงไปด้วยความประหลาดใจ หรือว่าการกระทำที่แปลกประหลาดก่อนหน้านี้ของยอดเขากระบี่เทวะ จะมีสาเหตุมาจากการกินข้าวทั้งหมด?
ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เวลาที่ลงมือต่อสู้กันทุกครั้ง ก็คือช่วงเวลาอาหารไม่ใช่หรือ มันตายตัวเอามากๆ
แต่ผู้ฝึกตนอย่างเรา ถึงกับต้องมาตีกันเพื่อข้าวคำเดียวเลยหรือ? ทุกคนไม่ใช่เข้าสู่สภาวะอิ่มทิพย์กันหมดแล้วหรือ?
ถึงแม้ศิษย์รับใช้จะยังไม่อิ่มทิพย์ ก็ไม่น่าจะทำถึงขนาดนี้นี่นา
สือซงเริ่มไม่เข้าใจ หลังจากนั้น เมื่อการแย่งชิงจบลง ศิษย์ที่แย่งที่นั่งได้ก็เดินเข้าไปในโรงครัวด้วยความดีใจ
ส่วนหงจุนทั้งสี่คนนั้นไปต่อแถวอยู่ด้านหน้าสุดเรียบร้อยแล้ว
พวกเขาเริ่มกินข้าวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ภาพนี้ยิ่งทำให้สือซงตกตะลึงอ้าปากค้าง
แม้แต่หงจุนทั้งสี่คนก็ยังเป็นแบบนี้ด้วยหรือ?
"สี่คนนี้แปลกประหลาดจริงๆ"
สือซงรู้สึกเหมือนตัวเองเข้าใกล้ความจริงบางอย่าง เขาจึงจ้องมองตาไม่กะพริบ
ภาพที่เห็นคือทุกคนกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อยเพลิดเพลิน มองไปมองมาสือซงถึงกับรู้สึกหิวตามไปด้วย
แต่ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่า เรื่องราวแปลกๆ ของยอดเขากระบี่เทวะก่อนหน้านี้ แปดในสิบส่วนก็คงเป็นเพราะเรื่องกินข้าวนี่แหละ
สือซงรอจนกระทั่งบรรดาศิษย์กินเสร็จและแยกย้ายกันไป เขาจึงค่อยๆ แอบย่องเข้าไปในลานกว้าง
"อาหารมื้อหนึ่งจะยั่วยวนได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ? วันนี้ตาเฒ่าอย่างข้าจะขอดูเสียหน่อย"
เขาแอบย่องเข้าไปในโรงครัว ภายในห้องมีเพียงหม้อ ไห ถ้วย ชาม ธรรมดาๆ เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก
สือซงรื้อค้นไปทั่ว เขาต้องการจะหาอาหารเหลือๆ สักหน่อยเพื่อลิ้มรสดู ถึงอย่างไร อาหารแค่มื้อเดียว มันถึงกับทำให้ศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะและยอดเขาเทพธิดาเป็นได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
รสชาติมันจะขนาดไหนกัน สือซงอยากรู้จนทนไม่ไหว
แต่เมื่อหาดูแล้ว กลับไม่พบแม้แต่เศษผัก ในโรงครัวแห่งนี้ไม่มีแม้แต่เงาของอาหารเหลือเลย
นี่ก็เป็นเพราะว่าเขาไม่ค่อยรู้จักยอดเขากระบี่เทวะดีพอนั่นแหละ ตั้งแต่เย่ฉางชิงทะลุมิติมา โรงครัวของยอดเขากระบี่เทวะเคยมีเงาของอาหารเหลือซะที่ไหนล่ะ อย่าว่าแต่อาหารเหลือเลย แม้กระทั่งชามตะเกียบ ทุกๆ ครั้งมันก็ถูกทุกคนเลียจนสะอาดวับเป็นประกายมาโดยตลอดไม่ใช่หรือไง
(จบแล้ว)