เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 250 - ถูกค้นพบแล้ว

บทที่ 250 - ถูกค้นพบแล้ว

บทที่ 250 - ถูกค้นพบแล้ว


บทที่ 250 - ถูกค้นพบแล้ว

ภายในพระราชวัง เฉียนคุน จักรพรรดิแห่งแคว้นเหยียนเฟิงให้การต้อนรับบรรดาศิษย์ด้วยความเคารพ

เพียงแต่ตอนที่พบกับเฉียนโหย่วไฉ เฉียนคุนกลับเรียกเขาว่า

"ลูกหลานเฉียนคุน ขอคารวะท่านบรรพบุรุษ"

หืม???

เมื่อได้ยินคำเรียกขานนี้ เย่ฉางชิงก็เหลือบมองเฉียนโหย่วไฉร่างอวบอ้วนด้วยความสงสัย ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีสายเลือดราชวงศ์ด้วย

"ศิษย์น้องอาจจะไม่รู้ คนในสำนักหลายคนก็มีพื้นเพเดิมอยู่ในโลกฆราวาส มันเป็นเรื่องปกติ แต่พอเวลาผ่านไปนาน ความผูกพันหลายๆ อย่างมันก็จืดจางลง"

สวีเจี๋ยที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็อธิบายให้ฟัง

ศิษย์และผู้อาวุโสหลายคนของสำนักเต้าอี ก่อนที่จะมากราบไหว้เข้าสำนัก ล้วนมีตระกูลของตนเองอยู่ในโลกฆราวาส

แต่ด้วยอายุขัยของผู้ฝึกตนนั้นยาวนาน หลายๆ ครั้ง บางทีท่านอาจจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรไปเพียงครั้งเดียว แต่พอหันกลับมา ญาติพี่น้องและมิตรสหายในอดีต ก็กลายเป็นเถ้ากระดูกไปหมดแล้ว

ดังนั้นในสำนักเต้าอีจึงมีคำกล่าวที่ว่า เมื่อกราบไหว้เข้าสำนักเซียนแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกฆราวาสก็แทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับท่านอีก

เพราะชีวิตทั้งชีวิตของคนธรรมดา ในสายตาของผู้ฝึกตน มันเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาที่ม้าขาววิ่งผ่านช่องว่างเท่านั้น

ดังนั้น แม้ว่าเฉียนโหย่วไฉจะเป็นคนในราชวงศ์ แต่ก็ไม่ได้มีการติดต่อกันมานานแล้ว

หลังจากทักทายปราศรัยกันพอสมควร บรรดาศิษย์ก็ถูกจัดให้พักผ่อนภายในพระราชวัง ซึ่งหงจุนและคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีความคิดเห็นอะไร

จะพักที่ไหนก็ไม่สำคัญหรอก

"ไม่ต้องให้ใครมาปรนนิบัติหรอก พวกเราจัดการเองได้"

"พ่ะย่ะค่ะ"

พวกเขาไม่ได้ให้พวกนางกำนัลหรือขันทีมาคอยปรนนิบัติรับใช้ ซึ่งเฉียนคุนก็ตอบรับด้วยความเคารพ

หลังจากจัดการที่พักเรียบร้อย และรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ เย่ฉางชิงก็ไปเดินเล่นในเมืองตามปกติ ครั้งนี้มีสวีเจี๋ย รวมถึงเฉียนเสวี่ยองค์หญิงหก และเฉียนชิงองค์หญิงเจ็ดแห่งแคว้นเหยียนเฟิง คอยเดินเป็นเพื่อนด้วยสามคน

เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่เคยไปมา เมืองหลวงดูคึกคักกว่ามาก ตามท้องถนนมีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่

แม้กระทั่งยังเห็นผู้ฝึกตนอยู่ไม่น้อยด้วย

นี่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะภายในแคว้นเหยียนเฟิง ไม่ได้มีแค่สำนักเต้าอีเพียงสำนักเดียว

หรือจะบอกว่าเมื่อมองไปทั่วทั้งทวีปตะวันออกแล้ว สำนักบำเพ็ญเพียรนั้นมีมากมายราวกับขนโค แต่ความแข็งแกร่งนั้นก็แตกต่างกันไป

สำนักที่อ่อนแอลงมาหน่อย บางทีก็มีแค่ร้อยคนเท่านั้น ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เป็นแค่ขอบเขตสัมผัสปราณ

และใช่ว่าในโลกฆราวาสจะไม่มีผู้ฝึกตนอยู่เลย

ยังมีพวกผู้ฝึกตนอิสระ รวมถึงผู้ฝึกตนบางคนที่รู้ตัวว่าหมดหวังที่จะทะลวงระดับ หรือคนที่ตัดใจจากโลกฆราวาสไม่ได้ สุดท้ายพวกเขาก็จะกลับไปใช้ชีวิตในโลกฆราวาสตราบจนสิ้นอายุขัย

อย่างพวกขุนนางในแคว้นเหยียนเฟิง มีผู้ฝึกตนอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ระดับการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาโดยทั่วไปแล้วไม่ได้สูงนัก

เดินทอดน่องไปตามทาง เย่ฉางชิงซื้อเครื่องปรุงรสหายากมาไม่น้อย

ของในเมืองหลวงมีครบถ้วนจริงๆ ของหลายอย่างที่หาไม่พบในที่อื่น กลับหาพบได้ที่นี่

มีเฉียนเสวี่ยกับเฉียนชิงเป็นไกด์นำทางให้ ช่วยลดความยุ่งยากไปได้เยอะเลยทีเดียว

ในเมืองหลวงมีที่ไหนน่าเที่ยวบ้าง สองสาวล้วนรู้ทะลุปรุโปร่งไปเสียหมด

พวกเขาเดินเล่นในเมืองหลวงอยู่สองสามวัน และในวันนี้เอง สือซงก็เดินทางจากสำนักเต้าอีมาถึงเมืองหลวง

ภายในพระราชวัง ทันทีที่พบหงจุน สือซงก็เดินเข้าไปหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ศิษย์น้อง รอนานล่ะสิ"

"ข้าไม่ได้รีบร้อนอะไรเสียหน่อย"

เมื่อได้ยินดังนั้น หงจุนก็ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ ตัวเขาจะรีบไปทำไม เขาไม่ได้คิดอะไรกับซือไท่คนนั้นเสียหน่อย

ส่วนสือซง ใครที่ตาดีหน่อยก็ดูออกว่าตอนนี้สภาพจิตใจของเขากระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด

แม้กระทั่งตอนที่เดินเข้ามาในห้องโถง เขาก็ยังมีท่าทีนั่งไม่ติดที่ เอาแต่ถามหงจุน ชิงสือ จางเทียนเจิ้น และเทพธิดาไป๋ฮวาทั้งสี่คน

"พวกเจ้าว่าตอนที่ข้าเจอซือไท่ ข้าควรจะทักทายว่าอย่างไรดี?"

"พูดว่า สวัสดี ดีไหม? มันจะดูธรรมดาเกินไปหรือเปล่า?"

"หรือใช้แบบผู้ฝึกตน ประสานมือคารวะ? แบบนั้นจะดูเป็นทางการเกินไปไหม?"

"หรือจะบอกว่า ซือไท่ ไม่เจอกันนาน ข้าคิดถึงท่านมาก แบบนี้จะตรงไปตรงมาเกินไปหรือเปล่า?"

เมื่อได้ยินสือซงถามคำถามรัวเป็นชุด หงจุนทั้งสี่คนก็ต่างมีสีหน้ามุมปากกระตุก

ตั้งแต่ตอนที่นั่งลงจนถึงตอนนี้ ปากของสือซงยังไม่หยุดพูดเลย และทุกประโยคก็ล้วนเกี่ยวข้องกับซือไท่เจวี๋ยฉิงทั้งสิ้น

เมื่อทนไม่ไหว หงจุนจึงโพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่ง

"ท่านก็เข้าไปจูบนางเลยสิ"

พอได้ยินเช่นนี้ สือซงก็หยุดพูด หน้าแดงเถือกและตอบกลับว่า

"แบบนี้.........มันจะไม่ค่อยดีมั้ง"

ปากก็บอกว่าไม่ค่อยดี แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้นนั่นมันอะไรกัน?

แกตั้งใจอยากจะทำจริงๆ ต่างหากล่ะ

ไม่อยากจะพูดอะไรอีกต่อไปแล้ว ตาเฒ่าคนนี้หมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ

ลองคิดดูแล้วซือไท่เจวี๋ยฉิงก็น่าสงสารเหมือนกัน เป็นผู้ทรงศีลแท้ๆ กลับมาถูกคนหมายปองแบบนี้ มันจะมีจุดจบที่ดีได้หรือ?

ในขณะที่สือซงยังคงลังเลใจว่าควรจะแสดงออกอย่างไรเมื่อได้พบกับซือไท่เจวี๋ยฉิง จู่ๆ เสียงเรียกกินข้าวก็ดังขึ้น

สิ้นเสียงนั้น หงจุนทั้งสี่คนก็หายวับไปจากตรงนั้นทันที

"ศิษย์น้อง ถึงตอนนั้นข้า............"

กำลังพูดอย่างออกรส แต่พอหันไปมอง หงจุนทั้งสี่คนก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว ทำเอาสือซงรู้สึกอึดอัดใจ แล้วคนล่ะหายไปไหนกัน?

บริเวณที่พักของศิษย์สำนักเต้าอีนั้นแยกตัวออกมาต่างหาก ไม่มีใครอยู่รอบๆ การใช้ชีวิตจึงสะดวกสบาย

เวลานี้ เมื่อเสียงการต่อสู้ที่คุ้นเคยดังขึ้น เมื่อสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณและอาคม สือซงก็รู้สึกสงสัย

"ออกมาหาประสบการณ์แท้ๆ ศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะพวกนี้ก็ยังเป็นแบบนี้อีกหรือ?"

อยู่ในสำนักตีกันจนแทบตายก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ออกมาข้างนอกก็ยังเป็นแบบนี้อีกหรือ?

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น สือซงตามกลิ่นอายไป และไม่นานก็พบว่าโรงครัวตั้งอยู่ที่ใด

เขาเห็นเพียงบรรดาศิษย์กำลังตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ใช่แค่ยอดเขากระบี่เทวะ แต่ยังมีศิษย์ยอดเขาเทพธิดาเข้ามาร่วมวงด้วย ศิษย์ของสองยอดเขาต่อสู้กันอย่างดุเดือด

ยิ่งไปกว่านั้น ปากก็พร่ำพูดถึงแต่เรื่องกินข้าว เรื่องที่นั่งอะไรทำนองนั้น

นัยน์ตาของเขาแฝงไปด้วยความประหลาดใจ หรือว่าการกระทำที่แปลกประหลาดก่อนหน้านี้ของยอดเขากระบี่เทวะ จะมีสาเหตุมาจากการกินข้าวทั้งหมด?

ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เวลาที่ลงมือต่อสู้กันทุกครั้ง ก็คือช่วงเวลาอาหารไม่ใช่หรือ มันตายตัวเอามากๆ

แต่ผู้ฝึกตนอย่างเรา ถึงกับต้องมาตีกันเพื่อข้าวคำเดียวเลยหรือ? ทุกคนไม่ใช่เข้าสู่สภาวะอิ่มทิพย์กันหมดแล้วหรือ?

ถึงแม้ศิษย์รับใช้จะยังไม่อิ่มทิพย์ ก็ไม่น่าจะทำถึงขนาดนี้นี่นา

สือซงเริ่มไม่เข้าใจ หลังจากนั้น เมื่อการแย่งชิงจบลง ศิษย์ที่แย่งที่นั่งได้ก็เดินเข้าไปในโรงครัวด้วยความดีใจ

ส่วนหงจุนทั้งสี่คนนั้นไปต่อแถวอยู่ด้านหน้าสุดเรียบร้อยแล้ว

พวกเขาเริ่มกินข้าวกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ภาพนี้ยิ่งทำให้สือซงตกตะลึงอ้าปากค้าง

แม้แต่หงจุนทั้งสี่คนก็ยังเป็นแบบนี้ด้วยหรือ?

"สี่คนนี้แปลกประหลาดจริงๆ"

สือซงรู้สึกเหมือนตัวเองเข้าใกล้ความจริงบางอย่าง เขาจึงจ้องมองตาไม่กะพริบ

ภาพที่เห็นคือทุกคนกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อยเพลิดเพลิน มองไปมองมาสือซงถึงกับรู้สึกหิวตามไปด้วย

แต่ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่า เรื่องราวแปลกๆ ของยอดเขากระบี่เทวะก่อนหน้านี้ แปดในสิบส่วนก็คงเป็นเพราะเรื่องกินข้าวนี่แหละ

สือซงรอจนกระทั่งบรรดาศิษย์กินเสร็จและแยกย้ายกันไป เขาจึงค่อยๆ แอบย่องเข้าไปในลานกว้าง

"อาหารมื้อหนึ่งจะยั่วยวนได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ? วันนี้ตาเฒ่าอย่างข้าจะขอดูเสียหน่อย"

เขาแอบย่องเข้าไปในโรงครัว ภายในห้องมีเพียงหม้อ ไห ถ้วย ชาม ธรรมดาๆ เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก

สือซงรื้อค้นไปทั่ว เขาต้องการจะหาอาหารเหลือๆ สักหน่อยเพื่อลิ้มรสดู ถึงอย่างไร อาหารแค่มื้อเดียว มันถึงกับทำให้ศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะและยอดเขาเทพธิดาเป็นได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ?

รสชาติมันจะขนาดไหนกัน สือซงอยากรู้จนทนไม่ไหว

แต่เมื่อหาดูแล้ว กลับไม่พบแม้แต่เศษผัก ในโรงครัวแห่งนี้ไม่มีแม้แต่เงาของอาหารเหลือเลย

นี่ก็เป็นเพราะว่าเขาไม่ค่อยรู้จักยอดเขากระบี่เทวะดีพอนั่นแหละ ตั้งแต่เย่ฉางชิงทะลุมิติมา โรงครัวของยอดเขากระบี่เทวะเคยมีเงาของอาหารเหลือซะที่ไหนล่ะ อย่าว่าแต่อาหารเหลือเลย แม้กระทั่งชามตะเกียบ ทุกๆ ครั้งมันก็ถูกทุกคนเลียจนสะอาดวับเป็นประกายมาโดยตลอดไม่ใช่หรือไง

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 250 - ถูกค้นพบแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว