- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 220 - ศิษย์น้องกำลังทดสอบข้าอยู่
บทที่ 220 - ศิษย์น้องกำลังทดสอบข้าอยู่
บทที่ 220 - ศิษย์น้องกำลังทดสอบข้าอยู่
บทที่ 220 - ศิษย์น้องกำลังทดสอบข้าอยู่
"ฮือๆๆ... วิชานี้ยากเกินไป ข้าฝึกไม่ได้ ฝึกไม่ได้จริงๆ..."
"ฮือๆๆ... โอสถแพงเกินไป ข้าซื้อไม่ไหว ซื้อไม่ไหวเลย..."
"ฮือๆๆ... สายคาดเอวแน่นเกินไป ข้าแกะไม่ออก แกะไม่ออก..."
ภายในโถงใหญ่ของหอคุมกฎ เต็มไปด้วยเสียงร้องห่มร้องไห้ระงม วุ่นวายราวกับตลาดสด ทำเอาสือซงปวดหัวตุบๆ จนแทบจะระเบิด
"พอได้แล้ว!"
เมื่อทนไม่ไหวอีกต่อไป สือซงจึงตวาดลั่น พร้อมกับแฝงพลังวิญญาณลงไปในน้ำเสียงด้วย
ภายใต้การกดดันอย่างหนักหน่วง บรรดาศิษย์จึงค่อยๆ เงียบเสียงลง ทว่าบนใบหน้าของพวกเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว
ฮู่วว ในที่สุดก็เงียบเสียที สือซงหันไปจ้องศิษย์ที่อยู่หน้าสุด แล้วสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เจ้าบอกมาสิ ว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
เมื่อถูกถาม ศิษย์คนนั้นก็ตาแดงก่ำ ทำท่าจะร้องไห้โฮออกมาอีกรอบ โชคดีที่สือซงตาไวกว่า จึงรีบตวาดดักคอไว้ทันที
"ห้ามร้อง! เล่ามา"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสือซงที่มีสีหน้าถมึงทึง ศิษย์คนนั้นก็พยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่ถึงอย่างนั้นน้ำเสียงก็ยังคงสั่นเครืออยู่ดี
"ข้ายังจำได้ว่ามันเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง ตอนที่ข้าเพิ่งจะกราบเข้าเป็นศิษย์สำนักเต้าอีใหม่ๆ ในเช้าวันที่อากาศค่อนข้างหนาวเย็น ข้าได้พบกับนาง คนที่ข้าเฝ้ารอคอยมาตลอดชีวิต..."
น้ำเสียงของเขาทั้งเศร้าสร้อยและโหยหวน ฟังแล้วชวนให้ผู้คนรู้สึกสะเทือนใจตามไปด้วย ศิษย์คนอื่นๆ ที่อยู่ในโถงใหญ่ต่างก็รู้สึกเช่นเดียวกัน คำพูดของเขาดูเหมือนจะไปสะกิดโดนบาดแผลในใจของใครหลายคนเข้า บรรยากาศภายในโถงใหญ่พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าหมองอย่างหนักหน่วง
ดวงตาของทุกคนแดงก่ำ มีเพียงเสียงเล่าเรื่องราวอันแสนเศร้าของศิษย์คนนั้นที่ยังคงดังก้องอยู่
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงกัดฟันกรอดดังขึ้น ขัดจังหวะบรรยากาศอันแสนเศร้านั้นไปจนหมดสิ้น เพล้ง! เสียงดังสนั่น โต๊ะไม้เบื้องหน้าสือซงแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ
"ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย พูดให้มันรู้เรื่อง สรุปสั้นๆ มาเลยว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้น!"
ข้าเป็นถึงประมุขหอคุมกฎนะโว้ย! วันๆ หนึ่งงานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาแตะพื้น ไม่มีเวลาแม้แต่จะบำเพ็ญเพียร แล้วข้ายังต้องเจียดเวลามาจัดการกับเรื่องไร้สาระของพวกเจ้าอีกหรือไง!
แล้วเจ้ายังจะมาเล่านิทานหาพระแสงอะไรให้ข้าฟังฮะ!
ข้าเป็นตาแก่พันปี จะมานั่งฟังเรื่องความรักน้ำเน่าของพวกเจ้าหรือไง? ข้าเรียนมาแต่กฎหมาย ไม่เข้าใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ โว้ย!
สือซงถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ พลังวิญญาณที่ปะทุออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด ทำเอาทุกคนในโถงใหญ่รู้สึกอกสั่นขวัญแขวน ศิษย์คนนั้นเองก็รีบตอบตามความจริงอย่างรวดเร็ว
"ก็คือข้าตามจีบศิษย์น้องหลินมาสิบปีแล้ว แต่ไม่เคยแม้แต่จะได้จับมือเลยสักครั้ง แล้วตอนนี้กลับถูกไอ้ศิษย์สายนอกของยอดเขากระบี่เทวะที่ชื่อหลี่ต้าจุ่ยแย่งไป ข้าก็เลยรับไม่ได้ขอรับ"
"แค่เนี้ย?"
"อืม"
แม่มึงเอ๊ย สือซงแทบจะกระโดดเข้าไปตบไอ้เด็กเวรนี่ให้ตายคามือ พวกเจ้าไม่มีศักดิ์ศรีของศิษย์สำนักเต้าอีหลงเหลืออยู่เลยหรือไง แค่เรื่องพรรค์นี้ก็ถึงกับทำให้สภาพจิตใจพังทลายเลยเนี่ยนะ?
"ท่านผู้อาวุโส ท่านไม่เข้าใจหรอก ข้ากับศิษย์น้องหลินน่ะคือรักแท้..."
"เจ้าหุบปากไปเลย"
มันยังคิดจะแก้ตัวอีก แต่สือซงไม่ยอมฟัง เขาตวาดลั่น แล้วตวัดสายตามองไปยังศิษย์คนอื่นๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น
"พวกเจ้าล่ะ เหมือนกันงั้นสิ?"
เมื่อถูกถาม บรรดาศิษย์ต่างก็พยักหน้าบ้าง ส่ายหน้าบ้าง พร้อมกับแย่งกันพูดเจี๊ยวจ๊าว
"ท่านผู้อาวุโส ข้าไม่เหมือนกันนะ ข้าตามจีบศิษย์พี่หลี่มาสิบห้าปีแล้ว นานกว่ามันอีก"
"เหอะ ความรักมันใช้เวลามาวัดกันได้งั้นหรือ? ตั้งแต่ข้าได้พบศิษย์น้องหวัง ข้าก็คิดถึงนางทุกลมหายใจเข้าออก"
"ข้าฝันถึงแต่ศิษย์พี่อู๋ทุกคืนเลย"
"ข้าพับนกกระดาษให้ศิษย์น้องทุกวัน ตอนนี้พับจนเต็มห้องไปหมดแล้ว นี่แหละคือการแสดงความรักที่ข้ามีต่อนาง"
"พวกเจ้านี่มันอ่อนหัดสิ้นดี ข้านี่ กรีดแขนตัวเองทุกวัน ดูแผลเป็นบนตัวข้าสิ นี่แหละถึงจะเรียกว่ารักแท้"
"ศิษย์พี่สุดยอดไปเลย รอยแผลเป็นเต็มตัวเลย นี่แหละคือประจักษ์พยานแห่งความรัก"
"แน่นอน ไม่ใช่แค่แขนนะ ขากับหลังก็มีเหมือนกัน ไม่เชื่อเดี๋ยวข้าเปิดให้พวกศิษย์น้องดู"
"รบกวนศิษย์พี่ชี้แนะด้วยขอรับ"
"ได้เลย"
คุยไปคุยมา สถานการณ์ก็เริ่มจะบานปลาย ศิษย์ยอดเขามังกรคชสารคนหนึ่งถึงกับหน้าด้านปลดสายคาดเอวกลางห้องโถง อ้อ ก็ไอ้คนที่บอกว่าสายคาดเอวแน่นเกินไปจนแกะไม่ออกนั่นแหละ
แต่ตอนนี้กลับแกะออกอย่างคล่องแคล่วว่องไว ส่วนศิษย์คนอื่นๆ ก็จ้องมองด้วยความตื่นเต้น อยากจะเห็นรอยแผลเป็นแห่งความรักของศิษย์พี่คนนี้ให้เป็นบุญตา
นี่แหละคือแบบอย่างของพวกเรา นี่แหละคือการแสดงออกถึงความรักที่แท้จริง
ทว่าความคาดหวังนั้นก็ต้องถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตวาดลั่น
"พอได้แล้ว!"
ในที่สุดสือซงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ไอ้พวกนี้มันโรคจิตชัดๆ!
"ข้าขอถามพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ศิษย์ยอดเขาเทพธิดาพวกนั้นเคยตอบตกลงพวกเจ้าบ้างไหม?"
นี่ต่างหากคือประเด็นสำคัญ เมื่อถูกถามแบบนี้ บรรดาศิษย์แต่ละคนก็มีสีหน้ามุ่งมั่นจริงจัง เมื่อเห็นดังนั้น สือซงก็ขมวดคิ้วแน่น หรือว่าศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะจะไปแย่งคนรักของพวกเขามาจริงๆ?
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง หอคุมกฎก็ต้องจัดการตามความยุติธรรมแล้วล่ะ
เขารอคอยคำตอบจากบรรดาศิษย์ ทว่าวินาทีต่อมา เสียงตะโกนลั่นห้องโถงของหอคุมกฎก็ดังขึ้น
"แม้ศิษย์น้องจะไม่เคยตอบตกลง แต่ข้ารู้ดีว่านางกำลังทดสอบข้าอยู่"
"ใช่แล้ว ศิษย์น้องยังเคยบอกเลยว่าข้าเป็นคนดี"
"ศิษย์น้องบอกให้ข้าเลิกยุ่งกับนาง ข้ารู้ดีว่านางหวังดีกับข้า ไม่อยากให้ข้าเสียสมาธิในการฝึกฝนเพราะนาง"
"ของพวกเจ้าน่ะเด็กๆ ตอนที่ข้าเอามีดปาดเส้นเลือดใหญ่ต่อหน้าศิษย์น้อง นางยังเป็นคนตามศิษย์ยอดเขาร้อยสมุนไพรมาช่วยข้าเลยนะ ถ้าไม่มีนาง ข้าคงตายไปแล้ว นางต้องมีใจให้ข้าแน่ๆ"
"ส่วนข้านะ..."
ยิ่งฟัง สือซงก็ยิ่งหน้าดำคร่ำเครียด ดี ดี ดีมาก นี่หรือคือศิษย์อนาคตไกลของสำนักเต้าอีเรา
มองดูไอ้พวกหน้าสลอนที่กำลังคุยโวโอ้อวดแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างเมามัน สือซงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
"จับพวกมันไปขังไว้ที่หน้าผาสำนึกตนให้หมด คิดได้เมื่อไหร่ค่อยปล่อยออกมา!"
ไอ้พวกนี้ความคิดมันมีปัญหาชัดๆ ต้องจับไปดัดสันดานเสียให้เข็ด
สิ้นคำสั่งของสือซง บรรดาผู้ดูแลหอคุมกฎก็กรูกันเข้าไปจับกุมตัวศิษย์เหล่านั้นส่งไปยังหน้าผาสำนึกตนอย่างรวดเร็ว และไม่รู้ว่าเป็นเพราะได้ระบายความในใจ หรือได้กำลังใจจากพวกเดียวกัน ศิษย์พวกนี้กลับมาฮึกเหิมกันอีกครั้ง แต่ละคนส่งเสียงตะโกนโวยวายไม่หยุด
"ที่ศิษย์พี่พูดมาก็ถูก แค่ผู้ชายคนเดียวจะเป็นไรไป ศิษย์น้องต้องกำลังทดสอบข้าอยู่แน่ๆ"
"ใช่ ต่อให้ศิษย์พี่หญิงจะคบหากับศิษย์ยอดเขากระบี่เทวะ แล้วจะทำไมล่ะ? ข้าก็ยังยินดีจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อนางอยู่ดี"
"ใช่แล้วสิ ก็ยังไม่ได้กราบไหว้ฟ้าดินแต่งงานกันเสียหน่อย"
"ต่อให้กราบไหว้ฟ้าดินแต่งงานกันแล้วข้าก็ไม่แคร์"
"ถึงมีลูกด้วยกัน ข้าก็รับได้ ข้ายินดีให้ลูกใช้นามสกุลข้าด้วยซ้ำ"
ฟังเสียงตะโกนของศิษย์พวกนั้นแล้ว สือซงก็รู้สึกขนลุกซู่ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในสำนักเต้าอีจะมีคนหลุดโลกมากมายขนาดนี้
ทนฟังไม่ได้แล้ว ทนฟังไม่ได้แม้อีกเพียงประโยคเดียว
"ยังไม่รีบไสหัวพวกมันออกไปอีก!"
แม่มึงเอ๊ย ไอ้พวกนี้ สภาพจิตใจพวกมันน่ะฟื้นแล้ว แต่เกือบจะทำเอาสภาพจิตใจสือซงพังทลายแทนเสียแล้ว
ขณะที่กำลังโมโหเลือดขึ้นหน้า จู่ๆ ก็มีเสียงกวนประสาทดังลอยมา
"โอ๊ะ เป็นอะไรไปเนี่ย ทำไมหนวดกระตุกเชียว"
หันไปมอง สภาพจิตใจที่ปั่นป่วนอยู่แล้วของสือซง ก็ถึงกับระเบิดตูมในวินาทีนั้น
"หงจุน!"
"ว่าไง?"
"เจ้ามาทำไม? ไสหัวไป หอคุมกฎไม่ต้อนรับเจ้า!"
"เฮ้ยๆ พูดจาให้มันดีๆ หน่อยสิ อย่าคิดว่าเป็นศิษย์พี่แล้วจะทำอะไรตามอำเภอใจได้นะ เวลาพูดกับวีรบุรุษของสำนักน่ะ กรุณาสุภาพหน่อย"
หงจุนเชิดหน้าขึ้น กระดกเหล้าเข้าปาก ท่าทางโอหังยโสโอตี่สุดๆ ในวินาทีนี้ สือซงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
"ไอ้แก่บัดซบ วันนี้ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!"
(จบแล้ว)