- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 170 - ข้ามองออกตั้งนานแล้วว่าเผ่าวารีมีปัญหา
บทที่ 170 - ข้ามองออกตั้งนานแล้วว่าเผ่าวารีมีปัญหา
บทที่ 170 - ข้ามองออกตั้งนานแล้วว่าเผ่าวารีมีปัญหา
บทที่ 170 - ข้ามองออกตั้งนานแล้วว่าเผ่าวารีมีปัญหา
ณ ลานหลังโรงครัว ค่ายกลฉายภาพถูกเปิดใช้งาน ไม่นานนักฉีสยงที่อยู่อีกฝั่งก็ตอบรับ และประโยคแรกที่เอ่ยออกมาก็คือคำด่าทอเสียงดังลั่น
"แกยังรู้ตัวอีกเหรอว่าต้องติดต่อข้าที่เป็นประมุขเนี่ย?"
เขาตามหาหงจุนกับชิงสือมาตั้งหลายวัน แต่ไอ้แก่สองคนนี่กลับหายตัวไปราวกับไร้ร่องรอย
เผชิญกับคำด่าทอของฉีสยง หงจุนไม่โต้เถียง กลับมีสีหน้าจริงจังและกล่าวว่า
"ศิษย์พี่ ข้ามีเรื่องต้องบอกท่าน"
ที่สำนักเต้าอี ภายในถ้ำพำนักของฉีสยง เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของหงจุน เขาก็เปลี่ยนสีหน้า ไม่ด่าทออีกต่อไป แต่ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ว่ามา"
"ตอนนี้ข้ากับชิงสืออยู่ที่ค่ายปราการชายฝั่ง..."
"พ่องมึงสิ พวกเจ้าไปค่ายปราการชายฝั่งทำไม? แล้วเข้าไปได้ยังไง?"
แค่ประโยคแรกฉีสยงก็เก็บอาการไม่อยู่ ไอ้แก่สองคนนี้นับวันยิ่งเหลวไหล ค่ายปราการชายฝั่งใช่ที่ที่พวกเจ้าควรไปหรือ?
แต่ยังไม่ทันขาดคำ ประโยคถัดมาของหงจุนก็ทำเอาฉีสยงอึ้งไปเลย
"เผ่าวารีทะเลบูรพากำลังวางแผนทำลายค่ายกลปราการชายฝั่ง เจตนาบุกรุกทวีปตะวันออก"
เผ่าวารีจะฝืนทำลายค่ายกลปราการชายฝั่ง? นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่ ฉีสยงลืมความโกรธไปชั่วขณะ จ้องเขม็งไปที่หงจุนและถามว่า
"เจ้าแน่ใจนะ?"
"จริงแท้แน่นอน ข้ากับชิงสือปะทะกับราชันปีศาจเผ่าวารีมาแล้ว แถมยังสังหารราชันปีศาจปูไปตัวนึงด้วย"
พูดพลาง หงจุนก็ขยิบตาให้ชิงสือ ชิงสือก็หยิบซากศพของราชันปีศาจปูออกมาให้ดูอย่างว่าง่าย
พอเห็นศพของราชันปีศาจ ฉีสยงก็ขมวดคิ้วแน่น ถ้าเป็นความจริง เรื่องนี้คงรับมือยากแน่
"เจ้าไปรู้เรื่องนี้มาได้ยังไง?"
เขาถามด้วยความเคยชิน เมื่อได้ยินเช่นนั้น หงจุนฝั่งตรงข้ามก็เผยสีหน้ามั่นใจ เอ่ยอย่างหนักแน่นว่า
"ข้าบอกตามตรงนะ ข้ามองออกตั้งนานแล้วว่าเผ่าวารีทะเลบูรพามีปัญหา การที่ข้ากับชิงสือแอบเดินทางมาที่ค่ายปราการชายฝั่งครั้งนี้ ก็เพื่อมาสืบเรื่องนี้นี่แหละ แล้วมันก็เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้ไม่มีผิด เผ่าวารีทะเลบูรพาวางแผนจะบุกทวีปตะวันออกอยู่ตลอดเวลา"
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยประกายแห่งความฉลาดหลักแหลม ส่วนเย่ฉางชิง จ้าวเจิ้งผิง สวีเจี๋ย และคนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในรัศมีค่ายกลฉายภาพต่างก็เบ้ปากด้วยความหมั่นไส้
นี่น่ะเหรอที่บอกว่ามองออกว่าเผ่าวารีมีปัญหา? แน่ใจนะ? เอาความมั่นหน้ามาจากไหนถึงกล้าพูดแบบนี้ออกมาได้ แถมยังพูดหน้าตายตาไม่กะพริบอีกต่างหาก
อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่ฉีสยงที่อยู่อีกฝั่งก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
เขามองหงจุนในภาพฉายด้วยสายตาคลางแคลงใจ
"เจ้าเนี่ยนะจะมองเรื่องพวกนี้ออก?"
"เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถอะศิษย์พี่ ตอนนี้เวลาเหลือน้อยแล้ว ต้องรีบส่งคนมาเสริมความแข็งแกร่งให้ค่ายกลโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เผ่าวารีทะเลบูรพาทะลวงค่ายปราการชายฝั่งเข้ามาได้"
หงจุนรีบเปลี่ยนเรื่องทันที ไม่ยอมให้ฉีสยงซักไซ้ต่อ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉีสยงก็พยักหน้ารับ
"ได้ ข้าจะให้จางเทียนเจิ้นนำคนไปที่ค่ายปราการชายฝั่งเดี๋ยวนี้"
จากนั้นทั้งสองก็จบการสนทนา ค่ายปราการชายฝั่งเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ฉีสยงย่อมไม่มีกะจิตกะใจจะมามัวด่าหงจุน
เขารีบส่งข้อความหาจางเทียนเจิ้น ให้มาพบเขาที่ถ้ำพำนักทันที
จางเทียนเจิ้นคือประมุขยอดเขาหมื่นค่ายกลแห่งสำนักเต้าอี และเป็นผู้สร้างค่ายกลระดับเก้าเพียงคนเดียวของสำนัก
ทว่าเขาต่างจากพวกสายตรงอย่างฉีสยงหรือหงจุน เขาเป็นคนที่เข้าร่วมสำนักในภายหลัง เหมือนกับชิงสือ
แถมตอนที่ดึงตัวเขามา ฉีสยงยังต้องยื่นข้อเสนอที่เย้ายวนใจเป็นอย่างมาก
ไม่เพียงแต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมเวลาซ่อมแซมค่ายกลเท่านั้น แต่ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรในแต่ละวันของจางเทียนเจิ้น ทางสำนักก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด
ในเวลาเดียวกัน แม้แต่ฉีสยงที่เป็นถึงประมุขสำนัก เวลาอยู่ต่อหน้าจางเทียนเจิ้น ก็ยังต้องแสดงความเกรงอกเกรงใจอยู่บ้าง
ช่วยไม่ได้ สำนักเต้าอีมีผู้สร้างค่ายกลระดับเก้าอยู่แค่คนเดียว ก็ต้องดูแลประคบประหงมกันเป็นธรรมดา พูดง่ายๆ ก็คือ นี่แหละบุคลากรสายเทคนิค
หลังจากได้รับข้อความ จางเทียนเจิ้นก็รีบมาหาฉีสยงทันที
"ท่านประมุข มีเรื่องด่วนอะไรหรือ?"
ชายหนุ่มผู้มีหนวดเคราครึ้ม หน้าตาหยาบกระด้าง ดูเป็นชายชาตรีเต็มขั้น นิสัยก็ค่อนข้างใจร้อน เดินเข้ามาปุ๊บก็เอ่ยถามปั๊บ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉีสยงก็ไม่อ้อมค้อม บอกไปตรงๆ เลยว่า
"เกิดเรื่องที่ค่ายปราการชายฝั่ง เผ่าวารีกำลังวางแผนทำลายค่ายกลปราการชายฝั่งเพื่อบุกทวีปตะวันออก ข้าอยากให้เจ้านำคนไปที่นั่นหน่อย ไปเสริมความแข็งแกร่งให้ค่ายกล ป้องกันไม่ให้เผ่าวารีทำลายมันได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น จางเทียนเจิ้นก็อึ้งไป เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย เขาไม่คิดมากและตอบตกลงทันที
ในฐานะค่ายกลที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งเป็นคนสร้าง สำนักเต้าอีย่อมรู้วิธีบำรุงรักษาและเสริมความแข็งแกร่งให้ค่ายปราการชายฝั่งอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่สร้างค่ายกลเสร็จ ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งยังสั่งให้สร้างจานค่ายกลขึ้นมาสามสิบอัน ผู้ใดถือจานค่ายกลนี้ ก็จะไม่ถูกค่ายกลกดทับระดับพลัง ต่อให้เป็นยอดฝีมือรุ่นอาวุโสก็สามารถเข้าออกค่ายกลได้อย่างอิสระ
ดังนั้นการที่จางเทียนเจิ้นจะนำคนเข้าไปในค่ายกล จึงไม่ต้องทำอะไรยุ่งยากเหมือนพวกหงจุนเลย
แน่นอนว่า ตอนนั้นหงจุนกับชิงสือก็เคยคิดจะเล็งจานค่ายกลนี่เหมือนกัน แต่การจะได้มันมานั้นยุ่งยากแถมยังเสี่ยงเกินไป
เพราะจานค่ายกลถูกเก็บรักษาโดยฉีสยงเอง สุดท้ายพอลองคิดดูแล้ว พวกเขาก็เลยล้มเลิกความคิดไป
พอกลับไปที่ยอดเขาหมื่นค่ายกล จางเทียนเจิ้นก็พาผู้อาวุโสไปห้าคน แล้วออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังค่ายกลปราการชายฝั่งภายในวันนั้นเลย
จากนั้นฉีสยงก็ติดต่อกลับไปหาหงจุนอีกครั้ง
"เจ้ากับชิงสือประจำการอยู่ที่ค่ายปราการชายฝั่งไปก่อน ข้าให้จางเทียนเจิ้นนำป้ายค่ายกลสองอันไปให้พวกเจ้าแล้ว..."
"เชี่ยเอ๊ย ราชันปีศาจตัวนี้น่าจะไม่เลว เจ้าหนูฉางชิง เจ้าว่าเอาไปนึ่งหรือเอาไปผัดเผ็ดดีล่ะ?"
แต่พอค่ายกลฉายภาพเชื่อมต่อปุ๊บ ภาพของหงจุนยังไม่ทันปรากฏ กลับได้ยินเสียงแว่วๆ ของเขาดังลอดมาแทน
ฉีสยงขมวดคิ้วมุ่นทันที นึ่งอะไร ผัดเผ็ดอะไรของมัน?
"หงจุน เจ้าหัวหดไปอยู่ไหน?"
"มาแล้วๆ ศิษย์พี่ เมื่อกี้ท่านว่าไงนะ?"
หนังตากระตุกยิกๆ ไอ้บ้าเอ๊ย แกไม่เห็นหัวข้าที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่เลยใช่ไหมเนี่ย?
แต่ธุระสำคัญต้องมาก่อน ฉีสยงจำใจข่มความโกรธเอาไว้ กัดฟันพูดว่า
"ข้าบอกว่า ให้เจ้ากับชิงสือรั้งอยู่ที่ค่ายปราการชายฝั่งไปก่อน ข้าส่งจางเทียนเจิ้นเอาป้ายค่ายกลไปให้พวกเจ้าสองอันแล้ว คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเผ่าวารีให้ดี มีอะไรเกิดขึ้นให้รีบรายงานมาที่สำนักทันที..."
"ตาเฒ่าขี้เมา เจ้าหนูฉางชิงบอกว่าทำได้สองอย่างเลยนะ เอาเนื้อไปนึ่งซีอิ๊ว ส่วนก้ามปูกับขาปูก็เอาไปผัดเผ็ด"
"ดีๆๆ ไอเดียนี้ดีมาก จะได้ลองชิมทั้งสองรสชาติเลย"
"หงจุน ไอ้บ้าเอ๊ย ตกลงแกได้ฟังที่ข้าพูดบ้างไหมเนี่ย"
"ได้ยินแล้วๆ งั้นแค่นี้ก่อนนะ ทางนี้ข้ายังมีธุระต้องจัดการ"
ตอบกลับอย่างรำคาญ แล้วก็ตัดการเชื่อมต่อค่ายกลไปดื้อๆ ฉีสยงถึงกับกัดฟันกรอด จานค่ายกลฉายภาพในมือถูกบีบจนแหลกคามือ
อีกด้านหนึ่ง เมื่อวางสายเสร็จ หงจุนก็พุ่งพรวดไปที่ศพราชันปีศาจปูทันที แล้วพูดด้วยความตื่นเต้น
"ทำสองอย่างเลย ทำสองอย่างเลยดีกว่า"
"ข้าก็คิดงั้น งั้นก็ลงมือเลย ว่าแต่ เมื่อกี้ประมุขสำนักคุยอะไรกับเจ้าเหรอ?"
"ไม่รู้สิ ช่างหัวมันเถอะ"
ยุ่งกับการจัดการวัตถุดิบอยู่ จะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจมันล่ะ?
ถ้าฉีสยงได้ยินประโยคนี้ล่ะก็ คงอยากจะบุกมาที่ค่ายปราการชายฝั่งแล้วฆ่าหงจุนทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยมั้ง
ข้าอุตส่าห์เป็นถึงประมุขสำนัก พูดเป็นวรรคเป็นเวร สรุปแล้วแกไม่ได้ฟังเลยสักคำเรอะ?
ในสายตาของแก ยังเห็นข้าเป็นศิษย์พี่ใหญ่อยู่บ้างไหมเนี่ย?
(จบแล้ว)